ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบคนสวย? - National Geographic Thailand

ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบคนสวย?

Catriona Gray สาวงามวัย 24 ปีจากฟิลิปปินส์ ผู้คว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส 2018 มาครอง
ขอบคุณภาพจาก https://www.thenational.ae/lifestyle/miss-philippines-catriona-gray-named-miss-universe-1.803523

ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบ คนสวย ?

นิยาม “ความสวย” ลื่นไหลไปตามวัฒนธรรม ทั้งยังไม่หยุดนิ่งผันแปรด้วยกาลเวลา ความสวยจากยุคสมัยหนึ่งจึงกลายเป็นของแปลกในอีกยุคสมัย เช่นเดียวกับ คนสวย ในค่านิยมของสังคมหนึ่ง ที่อาจกลายเป็นเพียงคนหน้าตาธรรมดาในอีกสังคม

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาความสวยของชาวอียิปต์โบราณคือการที่หญิงสาวมีรูปร่างผอมบาง สะโพกเล็ก ผมดำขลับ แต่สำหรับชาวกรีกโบราณ ผู้หญิงที่มีหัวคิ้วแทบจะชนกันคือความงามที่น่าอิจฉา คุณลักษณะบางประการของใบหน้าที่ถูกนิยามว่าเป็นความสวยนี้ปรากฏในชาวอิตาลียุคเรเนสซองส์ ผู้หญิงที่มีหน้าผากกว้างคือคนสวย ในศตวรรษที่ 18 ชาวฝรั่งเศสมองว่าสาวเจ้าเนื้อที่มีคางสองชั้นต่างหากคือความงาม แต่ถ้าข้ามเวลามายังทศวรรษ 1990 พวกเธอคงอยากผอมเพรียว เมื่อใครๆ ก็ชื่นชมคนผอม ส่วนในปัจจุบัน ความสวยมาคู่กับการมีสุขภาพดี กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ไปจนถึงทัศนคติที่ดีต่อตนเองและผู้คนรอบตัว

แต่ไม่ว่านิยามความสวยจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใด คนสวยก็ยังคงถูกชื่นชม และใครๆ ต่างก็อยากเป็นคนสวย แน่นอนคุณอาจให้เหตุผลว่าการมองอะไรที่มันสวยๆ งามๆ ย่อมสบายใจกว่า ทว่ามีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนี้หรือไม่?

(ความสวยในอดีตเป็นอย่างไร? BuzzFeedVideo รวบรวมมาให้ชมกันผ่านวิดีโอนี้)

 

คนสวยใครก็อยากมอง

Olga Chelnokova คือนักวิจัยปริญญาเอกสาขาจิตวิทยาหน้าตาสะสวย จากมหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์ เธอต้องการทราบคำตอบว่าเหตุใดใครๆ ก็พากันชอบมองคนสวย คำว่าสวยในที่นี้ Olga ครอบคุลมถึงความงามทั้งหมดของรูปร่างหน้าตาในหญิงและชาย ผลการวิจัยของเธอชี้ว่า เมื่อเรามองใบหน้าของใครสักคน เราไม่ใช่แค่มองเฉยๆ แต่กำลังพยายามศึกษาเรื่องราวของพวกเขา และพยายามประเมินคุณค่าด้วยเช่นกัน

Olga ร่วมงานกับทีมวิจัยจาก Hedonic Pharmacology lab ที่มุ่งไขความลับในสมอง พวกเขาทดลองฉีดมอร์ฟีนปริมาณน้อยให้แก่ผู้เข้าร่วมทดลอง และให้พวกเขานั่งดูภาพถ่ายของคนสวยหล่อ, คนหน้าตาธรรมดา และคนที่ไม่ได้มีหน้าตาดึงดูดใจ ผลการทดสอบผู้เข้าร่วมการทดลองจัดอันดับความสวยหล่อเป็นไปตามที่นักวิจัยคาด นอกจากนั้นพวกเขายังใช้เวลาในการกดดูภาพของคนสวยหล่อนานที่สุดอีกด้วย เมื่อเทียบกับภาพของอีกสองกลุ่ม โดยจุดที่ผู้เข้าร่วมใช้เวลาในการจ้องมองมากที่สุดก็คือดวงตา Olga เชื่อว่าการจ้องมองคนสวยเกี่ยวข้องกับระบบการให้รางวัลในสมอง ไม่ต่างจากเวลาที่เราได้กินขนมอร่อยๆ หรือถูกรางวัลลอตเตอรี่ และจากการสแกนสมองของผู้เข้าร่วมขณะชมภาพของคนสวยหล่อพบว่าเป็นเช่นนั้นจริง

ระบบการให้รางวัลเป็นส่วนที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ของสมองเรา สิ่งนี้มีอยู่เพื่อรับประกันว่า เราจะเสาะหาสิ่งที่เราต้องการ และทำให้เราตื่นตัวกับภาพ เสียง และกลิ่นที่พาเราไปสู่สิ่งนั้น ระบบนี้ทำงานร่วมกับสัญชาตญาณและกิริยาสนองฉับพลัน (reflex) ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับช่วงเวลาที่การอยู่รอดพึ่งพาความสามารถในการหาอาหารและการสืบพันธุ์ให้ได้ก่อนคู่แข่ง ว่าแต่ทำไมสมองของเราถึงรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้มองคนหน้าตาดี? ในเมื่อการพบเจอคนหน้าตาดีไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่มอย่างการทานอาหารอร่อย หรือมีความสุขจากสารเอ็นโดรฟินที่หลั่งออกมาหลังมีเพศสัมพันธ์

คนสวย
ผู้คนพูดถึงแต่ใบหน้าที่สวยงาม แล้วใบหน้ากลางๆ ที่เป็นค่าเฉลี่ยนั้นเป็นอย่างไร? ชุดภาพถ่ายเหล่านี้สร้างขึ้นจากการทับซ้อนของใบหน้าผู้คนมากมายในหลายประเทศ โดย Collin Spears
ขอบคุณภาพจาก https://leadingpersonality.wordpress.com/2013/09/30/average-faces-of-men-and-women-around-the-world/

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้าเชื่อมโยงความหน้าตาดีเข้ากับทฤษฎีวิวัฒนาการที่คัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เรา คุณลักษณะสำคัญที่คนหน้าตาดีต้องมีคือ “ความสมมาตรของใบหน้า” และอวัยวะที่อยู่ในขนาดของค่าเฉลี่ย เช่น จมูกที่ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ดวงตาที่อยู่ในระยะพอดีไม่ห่างไป เป็นต้น นอกจากนั้นความสวยความหล่อยังหมายถึงการมีสุขภาพดี และภาวะการเจริญพันธุ์ที่ดี

ดอกเตอร์ Jack da Silva ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยแอดิเลด ในออสเตรเลียชี้ว่า สมองของเราเชื่อมโยงรูปลักษณ์หน้าตาที่ดีเข้ากับลักษณะทางพันธุกรรมที่ดีของพวกเขาเหล่านั้น วิวัฒนาการที่ผ่านมาผลักดันให้มนุษย์แสวงหาคู่ที่มีคุณลักษณะของพันธุกรรมที่ดีที่สุด เพื่อลูกที่จะเกิดมาจะได้รับสิ่งดีๆ สอดคล้องกับแนวคิดของ Richard Dawkins นักชีววิทยาวิวัฒนาการ ผู้เขียนหนังสือ “ยีนเห็นแก่ตัว” (The Selfish Gene) ที่ระบุว่าพฤติกรรมหลายอย่างของมนุษย์เรานั้นมาจากความต้องการของยีนในร่างกาย ที่ต้องการเก็บยีนที่ดีที่สุดไว้เพื่อถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่น และในอนาคตมีแนวโน้มว่าผู้หญิงจะยิ่งสวยมากขึ้น ดึงดูดใจผู้ชายกันมากกว่าเดิม เพราะมีการคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นแรงผลักดัน เมื่อผู้หญิงสวยมีโอกาสแต่งงาน และมีลูกได้มากกว่าผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดา

อย่าไรก็ดี Olga เสริมว่า การมองคนสวยคนหล่อให้ความพึงพอใจแก่เราเพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมของเราในระยะยาวเช่นการให้รางวัลตนเองในแบบอื่นอย่างการติดขนมหวาน หรือยาเสพติด เป็นต้น และใบหน้าที่งดงามเป็นเพียงหนึ่งปัจจัยเท่านั้น ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยให้ความสัมพันธ์สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาที่ดีเสมอไป

คนสวย
ผู้คนพูดถึงแต่ใบหน้าที่สวยงาม แล้วใบหน้ากลางๆ ที่เป็นค่าเฉลี่ยนั้นเป็นอย่างไร? ชุดภาพถ่ายเหล่านี้สร้างขึ้นจากการทับซ้อนของใบหน้าผู้คนมากมายในหลายประเทศ โดย Collin Spears
ขอบคุณภาพจาก https://leadingpersonality.wordpress.com/2013/09/30/average-faces-of-men-and-women-around-the-world/

 

สุขทุกข์ของคนสวย

เมื่อคนสวยเป็นที่ชื่นชมและชื่นชอบของใครๆ เช่นนี้ ชีวิตของพวกเธอจึงประสบความสำเร็จง่ายกว่าคนทั่วไปด้วยใช่ไหม? Daniel Hamermesh ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน ผู้เขียนหนังสือ “Beauty Pays: Why Attractive People Are More Successful.” พบว่า ความดึงดูดใจทางกายภาพมีผลต่อเงินเดือนจริง เพราะคนที่มีหน้าตาดีมีแนวโน้มที่จะมีรายได้มากกว่าคนทั่วไปราว 3 – 4% นอกจากนั้นยังพบว่าผู้หญิงสวยมีแนวโน้มที่จะถูกจ้างงานได้ง่ายกว่า ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายได้เร็วกว่า รวมไปถึงยังได้รับการปฏิบัติจากผู้คนรอบตัวดีกว่าผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดาอีกด้วย ดูเหมือนว่าการเกิดมาเป็นคนสวยช่างโชคดีเสียจริง และไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ ก็อยากเป็นคนสวย ทว่าเบื้องหลังความงามมีด้านมืดที่ใครอาจไม่เคยทราบ…

ความสวยมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบ และหากเจ้าของความงามพบว่ามีร่องรอยบั่นทอนความสวยปรากฏขึ้นไม่ว่าจะเป็น สิว หรือรอยเหี่ยวย่น พวกเธอมีแนวโน้มที่จะวิตกกังวลมากกว่าคนทั่วไป และน่าทึ่งที่ผู้หญิงสวยมักเห็นคุณค่าในตนเองต่ำกว่าที่เราคิด (Low self esteem) ทั้งยังไม่คิดว่าตนมีเสน่ห์มากมายดังที่ใครหลายคนรอบตัวพร่ำบอก และหากประสบความสำเร็จในด้านในด้านหนึ่งของชีวิตขึ้นมา ผู้คนมักให้เครดิตกับความสวยของเธอมากกว่าความสามารถ ซึ่งพอนานวันเข้าสุดท้ายแล้วสาวสวยคนนั้นจะพาลคิดไปจริงๆ ว่า เธอไม่มีความสามารถหรือความรู้อะไร นอกเสียจากรูปร่างหน้าตาที่ดี หรือในทางกลับกันรูปร่างหน้าตาที่ดีกลับเป็นอุปสรรค เมื่อระหว่างการสัมภาษณ์งานพวกเธอถูกตัดสินจากภายนอกไปแล้วว่าคงไม่เหมาะกับตำแหน่งงานนั้นๆ แน่นอนปัญหานี้ลุกลามไปถึงการถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกกลั่นแกล้งโดยเพื่อนร่วมงานเช่นกัน

คนสวย
ผู้เข้ารอบ 3 คนสุดท้าย ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 จากซ้ายไปขวา Sthefany Gutierrez สาวงามจากประเทศเวเนซุเอลา, Tamaryn Green จากแอฟริกาใต้ และ Catriona Gray จากฟิลิปปินส์
ขอบคุณภาพจาก https://www.thenational.ae/lifestyle/miss-philippines-catriona-gray-named-miss-universe-1.803523#3

ดูเหมือนว่าความสวยจะเป็นดังพรและคำสาปที่บรรดาคนงามต้องรับมือ แล้วคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ได้มีหน้าตาดึงดูดใจพอจะทำอะไรได้บ้าง? คำตอบคืออย่าด่วนตัดสินผู้อื่นเพียงเพราะรูปลักษณ์ของพวกเขา นี่คือสิ่งที่ไม่ใช่แค่คนสวยไม่อยากเจอ แต่ในคนหน้าตาธรรมดาก็ด้วย มากไปกว่านั้นคุณก็ไม่ควรสนับสนุนใครเพียงเพราะว่าเขาคนนั้นหน้าตาดี หากประเด็นนั้นๆ ต้องใช้ปัจจัยอื่นมากกว่าความสวยหล่อ เพื่อเป็นการให้โอกาสผู้อื่นที่พยายามมาไม่น้อยกว่ากัน และอย่าลืมว่าความสวยไม่ใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืน คุณค่าของคนๆ หนึ่งไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์เสมอไป ข้อนี้เราทุกคนรู้เมื่อส่องกระจก เพราะภาพสะท้อนตัวเราในนั้นมีดีมากกว่าแค่หน้าตา

 

อ่านเพิ่มเติม

 

ใบหน้าใหม่ สำคัญแค่ไหนต่อชีวิต

  

แหล่งข้อมูล

Why we look at pretty faces

The truth about why beautiful people are more successful

The Psychology of Beauty

Learn How Our Standards Of Beauty Have Changed Throughout History

‘Don’t Hate Me Because I’m Beautiful’ – When Beauty Is Bad

 

เรื่องแนะนำ

มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก

อาหาร คือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อมนุษย์รู้จักวิธีการควบคุมไฟ หากคุณผู้อ่านมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวในเม็กซิโก ขอเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวยังรัฐโออาซากา เพราะที่นั่นมีเมนูอาหารเก่าแก่ ที่อาจเรียกได้ว่ากรรมวิธีการปรุงอาหารของพวกเขานั้นสามารถย้อนรอยไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว เมนูที่ว่านี้คือ “ซุปหิน” ครอบครัวนี้กำลังเดินทางไปที่ริมน้ำตกแห่งหนึ่ง เพื่อสาธิตวิธีการปรุงซุปหินให้ชมกัน เริ่มต้นด้วยการจับกุ้งและปลานิลจากแม่น้ำขึ้นมา มองหาหินภูเขาไฟขนาดพอเหมาะจำนวนหนึ่ง นำไปอังไฟไว้ให้ร้อน จากนั้นเทส่วนผสมทุกอย่างทั้งสมุนไพร เนื้อสัตว์ และน้ำเปล่าลงไปในแอ่งหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หย่อนหินภูเขาไฟที่กำลังร้อนได้ที่ลงไปในน้ำ ความร้อนจากหินจะทำให้น้ำเดือดทันที เท่านี้ก็จะได้เมนูซุปหินอันขึ้นชื่อของภูมิภาคนี้ ปัจจุบันพวกเขานำมรดกตกทอดจากบรรพบรุษนี้มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง และได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย เมนูซุปหินถูกเปลี่ยนมาใส่ภาชนะ แต่ลูกค้ายังคงได้รสสัมผัสและความรู้สึกไม่ต่างจากต้นฉบับดั้งเดิม ลองชมภาพยนตร์สั้นที่จัดทำขึ้นโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกนี้ แล้วจะเห็นว่าวัฒนธรรมของพวกเขานั้นงดงามมากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?, การเดินทางของอาหาร

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

Explorer Awards 2018: กรุณา บัวคำศรี

กรุณา บัวคำศรี นักข่าวผู้มากประสบการณ์ และกล้าหาญในการนำเสนอเรื่องราวของผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นซ่องโสเภณีเก่าแก่ในบังกลาเทศ หรือพื้นที่สงครามอย่างโมซูล ในอิรัก

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.