ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบคนสวย? - National Geographic Thailand

ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบคนสวย?

บิ๊นท์ สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ ผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวไทย 2562 ตัวแทนประเทศไทย (ขวาสุด) คว้ารางวัลอันดับหนึ่ง มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 มาครอง
ขอบคุณภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=Fe3efakTrtQ


ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบ คนสวย ?

นิยาม “ความสวย” ลื่นไหลไปตามวัฒนธรรม ทั้งยังไม่หยุดนิ่งผันแปรด้วยกาลเวลา ความสวยจากยุคสมัยหนึ่งจึงกลายเป็นของแปลกในอีกยุคสมัย เช่นเดียวกับ คนสวย ในค่านิยมของสังคมหนึ่ง ที่อาจกลายเป็นเพียงคนหน้าตาธรรมดาในอีกสังคม

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาความสวยของชาวอียิปต์โบราณคือการที่หญิงสาวมีรูปร่างผอมบาง สะโพกเล็ก ผมดำขลับ แต่สำหรับชาวกรีกโบราณ ผู้หญิงที่มีหัวคิ้วแทบจะชนกันคือความงามที่น่าอิจฉา คุณลักษณะบางประการของใบหน้าที่ถูกนิยามว่าเป็นความสวยนี้ปรากฏในชาวอิตาลียุคเรเนสซองส์ ผู้หญิงที่มีหน้าผากกว้างคือคนสวย ในศตวรรษที่ 18 ชาวฝรั่งเศสมองว่าสาวเจ้าเนื้อที่มีคางสองชั้นต่างหากคือความงาม แต่ถ้าข้ามเวลามายังทศวรรษ 1990 พวกเธอคงอยากผอมเพรียว เมื่อใครๆ ก็ชื่นชมคนผอม ส่วนในปัจจุบัน ความสวยมาคู่กับการมีสุขภาพดี กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ไปจนถึงทัศนคติที่ดีต่อตนเองและผู้คนรอบตัว

แต่ไม่ว่านิยามความสวยจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใด คนสวยก็ยังคงถูกชื่นชม และใครๆ ต่างก็อยากเป็นคนสวย แน่นอนคุณอาจให้เหตุผลว่าการมองอะไรที่มันสวยๆ งามๆ ย่อมสบายใจกว่า ทว่ามีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนี้หรือไม่?

(ความสวยในอดีตเป็นอย่างไร? BuzzFeedVideo รวบรวมมาให้ชมกันผ่านวิดีโอนี้)

 

คนสวยใครก็อยากมอง

Olga Chelnokova คือนักวิจัยปริญญาเอกสาขาจิตวิทยาหน้าตาสะสวย จากมหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์ เธอต้องการทราบคำตอบว่าเหตุใดใครๆ ก็พากันชอบมองคนสวย คำว่าสวยในที่นี้ Olga ครอบคุลมถึงความงามทั้งหมดของรูปร่างหน้าตาในหญิงและชาย ผลการวิจัยของเธอชี้ว่า เมื่อเรามองใบหน้าของใครสักคน เราไม่ใช่แค่มองเฉยๆ แต่กำลังพยายามศึกษาเรื่องราวของพวกเขา และพยายามประเมินคุณค่าด้วยเช่นกัน

Olga ร่วมงานกับทีมวิจัยจาก Hedonic Pharmacology lab ที่มุ่งไขความลับในสมอง พวกเขาทดลองฉีดมอร์ฟีนปริมาณน้อยให้แก่ผู้เข้าร่วมทดลอง และให้พวกเขานั่งดูภาพถ่ายของคนสวยหล่อ, คนหน้าตาธรรมดา และคนที่ไม่ได้มีหน้าตาดึงดูดใจ ผลการทดสอบผู้เข้าร่วมการทดลองจัดอันดับความสวยหล่อเป็นไปตามที่นักวิจัยคาด นอกจากนั้นพวกเขายังใช้เวลาในการกดดูภาพของคนสวยหล่อนานที่สุดอีกด้วย เมื่อเทียบกับภาพของอีกสองกลุ่ม โดยจุดที่ผู้เข้าร่วมใช้เวลาในการจ้องมองมากที่สุดก็คือดวงตา Olga เชื่อว่าการจ้องมองคนสวยเกี่ยวข้องกับระบบการให้รางวัลในสมอง ไม่ต่างจากเวลาที่เราได้กินขนมอร่อยๆ หรือถูกรางวัลลอตเตอรี่ และจากการสแกนสมองของผู้เข้าร่วมขณะชมภาพของคนสวยหล่อพบว่าเป็นเช่นนั้นจริง

ระบบการให้รางวัลเป็นส่วนที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ของสมองเรา สิ่งนี้มีอยู่เพื่อรับประกันว่า เราจะเสาะหาสิ่งที่เราต้องการ และทำให้เราตื่นตัวกับภาพ เสียง และกลิ่นที่พาเราไปสู่สิ่งนั้น ระบบนี้ทำงานร่วมกับสัญชาตญาณและกิริยาสนองฉับพลัน (reflex) ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับช่วงเวลาที่การอยู่รอดพึ่งพาความสามารถในการหาอาหารและการสืบพันธุ์ให้ได้ก่อนคู่แข่ง ว่าแต่ทำไมสมองของเราถึงรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้มองคนหน้าตาดี? ในเมื่อการพบเจอคนหน้าตาดีไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่มอย่างการทานอาหารอร่อย หรือมีความสุขจากสารเอ็นโดรฟินที่หลั่งออกมาหลังมีเพศสัมพันธ์

คนสวย
ผู้คนพูดถึงแต่ใบหน้าที่สวยงาม แล้วใบหน้ากลางๆ ที่เป็นค่าเฉลี่ยนั้นเป็นอย่างไร? ชุดภาพถ่ายเหล่านี้สร้างขึ้นจากการทับซ้อนของใบหน้าผู้คนมากมายในหลายประเทศ โดย Collin Spears ขอบคุณภาพจาก https://leadingpersonality.wordpress.com/2013/09/30/average-faces-of-men-and-women-around-the-world/

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้าเชื่อมโยงความหน้าตาดีเข้ากับทฤษฎีวิวัฒนาการที่คัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เรา คุณลักษณะสำคัญที่คนหน้าตาดีต้องมีคือ “ความสมมาตรของใบหน้า” และอวัยวะที่อยู่ในขนาดของค่าเฉลี่ย เช่น จมูกที่ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ดวงตาที่อยู่ในระยะพอดีไม่ห่างไป เป็นต้น นอกจากนั้นความสวยความหล่อยังหมายถึงการมีสุขภาพดี และภาวะการเจริญพันธุ์ที่ดี

ดอกเตอร์ Jack da Silva ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยแอดิเลด ในออสเตรเลียชี้ว่า สมองของเราเชื่อมโยงรูปลักษณ์หน้าตาที่ดีเข้ากับลักษณะทางพันธุกรรมที่ดีของพวกเขาเหล่านั้น วิวัฒนาการที่ผ่านมาผลักดันให้มนุษย์แสวงหาคู่ที่มีคุณลักษณะของพันธุกรรมที่ดีที่สุด เพื่อลูกที่จะเกิดมาจะได้รับสิ่งดีๆ สอดคล้องกับแนวคิดของ Richard Dawkins นักชีววิทยาวิวัฒนาการ ผู้เขียนหนังสือ “ยีนเห็นแก่ตัว” (The Selfish Gene) ที่ระบุว่าพฤติกรรมหลายอย่างของมนุษย์เรานั้นมาจากความต้องการของยีนในร่างกาย ที่ต้องการเก็บยีนที่ดีที่สุดไว้เพื่อถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่น และในอนาคตมีแนวโน้มว่าผู้หญิงจะยิ่งสวยมากขึ้น ดึงดูดใจผู้ชายกันมากกว่าเดิม เพราะมีการคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นแรงผลักดัน เมื่อผู้หญิงสวยมีโอกาสแต่งงาน และมีลูกได้มากกว่าผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดา

อย่าไรก็ดี Olga เสริมว่า การมองคนสวยคนหล่อให้ความพึงพอใจแก่เราเพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมของเราในระยะยาวเช่นการให้รางวัลตนเองในแบบอื่นอย่างการติดขนมหวาน หรือยาเสพติด เป็นต้น และใบหน้าที่งดงามเป็นเพียงหนึ่งปัจจัยเท่านั้น ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยให้ความสัมพันธ์สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาที่ดีเสมอไป

คนสวย
ผู้คนพูดถึงแต่ใบหน้าที่สวยงาม แล้วใบหน้ากลางๆ ที่เป็นค่าเฉลี่ยนั้นเป็นอย่างไร? ชุดภาพถ่ายเหล่านี้สร้างขึ้นจากการทับซ้อนของใบหน้าผู้คนมากมายในหลายประเทศ โดย Collin Spears ขอบคุณภาพจาก https://leadingpersonality.wordpress.com/2013/09/30/average-faces-of-men-and-women-around-the-world/

สุขทุกข์ของคนสวย

เมื่อคนสวยเป็นที่ชื่นชมและชื่นชอบของใครๆ เช่นนี้ ชีวิตของพวกเธอจึงประสบความสำเร็จง่ายกว่าคนทั่วไปด้วยใช่ไหม? Daniel Hamermesh ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน ผู้เขียนหนังสือ “Beauty Pays: Why Attractive People Are More Successful.” พบว่า ความดึงดูดใจทางกายภาพมีผลต่อเงินเดือนจริง เพราะคนที่มีหน้าตาดีมีแนวโน้มที่จะมีรายได้มากกว่าคนทั่วไปราว 3 – 4% นอกจากนั้นยังพบว่าผู้หญิงสวยมีแนวโน้มที่จะถูกจ้างงานได้ง่ายกว่า ได้รับการสนับสนุนจากเจ้านายได้เร็วกว่า รวมไปถึงยังได้รับการปฏิบัติจากผู้คนรอบตัวดีกว่าผู้หญิงที่หน้าตาธรรมดาอีกด้วย ดูเหมือนว่าการเกิดมาเป็นคนสวยช่างโชคดีเสียจริง และไม่น่าแปลกใจที่ใครๆ ก็อยากเป็นคนสวย ทว่าเบื้องหลังความงามมีด้านมืดที่ใครอาจไม่เคยทราบ…

ความสวยมาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบ และหากเจ้าของความงามพบว่ามีร่องรอยบั่นทอนความสวยปรากฏขึ้นไม่ว่าจะเป็น สิว หรือรอยเหี่ยวย่น พวกเธอมีแนวโน้มที่จะวิตกกังวลมากกว่าคนทั่วไป และน่าทึ่งที่ผู้หญิงสวยมักเห็นคุณค่าในตนเองต่ำกว่าที่เราคิด (Low self esteem) ทั้งยังไม่คิดว่าตนมีเสน่ห์มากมายดังที่ใครหลายคนรอบตัวพร่ำบอก และหากประสบความสำเร็จในด้านในด้านหนึ่งของชีวิตขึ้นมา ผู้คนมักให้เครดิตกับความสวยของเธอมากกว่าความสามารถ ซึ่งพอนานวันเข้าสุดท้ายแล้วสาวสวยคนนั้นจะพาลคิดไปจริงๆ ว่า เธอไม่มีความสามารถหรือความรู้อะไร นอกเสียจากรูปร่างหน้าตาที่ดี หรือในทางกลับกันรูปร่างหน้าตาที่ดีกลับเป็นอุปสรรค เมื่อระหว่างการสัมภาษณ์งานพวกเธอถูกตัดสินจากภายนอกไปแล้วว่าคงไม่เหมาะกับตำแหน่งงานนั้นๆ แน่นอนปัญหานี้ลุกลามไปถึงการถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกกลั่นแกล้งโดยเพื่อนร่วมงานเช่นกัน

คนสวย
ผู้เข้ารอบ 3 คนสุดท้าย ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 จากซ้ายไปขวา Sthefany Gutierrez สาวงามจากประเทศเวเนซุเอลา, Tamaryn Green จากแอฟริกาใต้ และ Catriona Gray จากฟิลิปปินส์ ขอบคุณภาพจาก https://www.thenational.ae/lifestyle/miss-philippines-catriona-gray-named-miss-universe-1.803523#3

ดูเหมือนว่าความสวยจะเป็นดังพรและคำสาปที่บรรดาคนงามต้องรับมือ แล้วคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ได้มีหน้าตาดึงดูดใจพอจะทำอะไรได้บ้าง? คำตอบคืออย่าด่วนตัดสินผู้อื่นเพียงเพราะรูปลักษณ์ของพวกเขา นี่คือสิ่งที่ไม่ใช่แค่คนสวยไม่อยากเจอ แต่ในคนหน้าตาธรรมดาก็ด้วย มากไปกว่านั้นคุณก็ไม่ควรสนับสนุนใครเพียงเพราะว่าเขาคนนั้นหน้าตาดี หากประเด็นนั้นๆ ต้องใช้ปัจจัยอื่นมากกว่าความสวยหล่อ เพื่อเป็นการให้โอกาสผู้อื่นที่พยายามมาไม่น้อยกว่ากัน และอย่าลืมว่าความสวยไม่ใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืน คุณค่าของคนๆ หนึ่งไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์เสมอไป ข้อนี้เราทุกคนรู้เมื่อส่องกระจก เพราะภาพสะท้อนตัวเราในนั้นมีดีมากกว่าแค่หน้าตา


อ่านเพิ่มเติม

 

ใบหน้าใหม่ สำคัญแค่ไหนต่อชีวิต

  

แหล่งข้อมูล

Why we look at pretty faces

The truth about why beautiful people are more successful

The Psychology of Beauty

Learn How Our Standards Of Beauty Have Changed Throughout History

‘Don’t Hate Me Because I’m Beautiful’ – When Beauty Is Bad

 

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง

“เต้น!” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้แกว่งปืนในมือไปยังเด็กหญิงที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม อฟีฟาเพิ่งจะอายุได้ 14 ปี เธอถูกจับกุมอยู่ในนาข้าวรวมกับเด็กหญิงและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายสิบคน ทั้งหมดเป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮิงญา บรรดาทหารที่บุกรุกหมู่บ้านของพวกเธอในเช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า พวกเขากำลังตามหาตัวผู้ก่อการร้ายติดอาวุธที่สังหารเจ้าหน้าที่ชายแดนตายไป 9 ราย เด็กผู้ชายและผู้ชายในหมู่บ้านพากันหวาดกลัว ดังนั้นพวกเขาจึงหนีไปซ่อนตัวในป่า และทหารเหล่านี้จึงหันมาข่มขวัญผู้หญิงและเด็กๆ แทน หลังจากถูกค้นตัว อฟีฟาเห็นทหารลากหญิงสาว 2 คนเข้าไปในทุ่งนาลึก ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งความสนใจมาที่เธอ “ถ้าแกไม่เต้น” หนึ่งในนั้นกล่าว แล้วเอานิ้วลากไปที่ลำคอของตัวเอง “เราจะฆ่าเธอ” อฟีฟาร้องไห้น้ำตานองหน้า เธอเริ่มแกว่งตัวไปมา พวกทหารปรบมือเป็นจังหวะ บางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ผู้บัญชาการของพวกเขาสอดแขนเข้ามาโอบเอวของเธอ “แบบนี้ดีกว่าใช่ไหม?” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นจากการปราบปรามชาวโรฮิงญาจำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา สหประชาชาติออกมากล่าวว่า ชาวโรฮิงญาเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก พวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พุทธศาสนาเป็นใหญ่ ชาวโรฮิงญาอ้างว่าพวกเขาเป็นชนพื้นเมืองของรัฐยะไข่ และหลายคนก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบรุษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แม้พวกเขาจะมีรากเหง้าที่ยาวนาน แต่กฏหมายตั้งแต่ปี 1982 ไม่ได้ให้สิทธิชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศ ปัจจุบันพวกเขายังคงมีสถานะเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย และในบังกลาเทศเองก็รองรับชาวโรฮิงญากว่าครึ่งล้านคนที่หลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่ การปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม เมื่อ […]

บ้านแสนสุขของผู้ลี้ภัยเซาท์ซูดาน

หลังหลบหนีเอาชีวิตรอดจากสงครามและความขัดแย้ง บรรดาผู้พลัดถิ่นเหล่านี้กำลังก่อร่างสร้างบ้านของพวกเขาใหม่ ภายในค่ายผู้ลี้ภัยของยูกันดา ประเทศเพื่อนบ้าน