สุขาอยู่หนใด - National Geographic Thailand

สุขาอยู่หนใด

สุขา อยู่หนใด

การขับถ่ายกลางแจ้งเป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของมนุษย์ ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหาตราบเท่าที่คนไม่แออัดและผืนดินรองรับสิ่งที่มนุษย์ขับถ่ายได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อผู้คนอยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่น้อยมากขึ้น เราก็ค่อยๆเรียนรู้ว่า สุขอนามัยเชื่อมโยงกับสุขภาพ โดยเฉพาะความสำคัญของการไม่สัมผัสจับต้องอุจจาระ ทุกวันนี้ การขับถ่ายกลางแจ้งทั่วโลกลดลงเรื่อยๆ แต่ประชากรเกือบ 950 ล้านคนยังคงทำกิจวัตรเช่นนั้น โดยราว 569 ล้านคนอยู่ในอินเดีย

เมื่อปี 2015 องค์การสหประชาชาติรณรงค์ให้ยุติการขับถ่ายกลางแจ้งภายในปี 2030 การเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ดังเช่นเวียดนามที่ทำสำเร็จภายในไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา การพิชิตหลักชัยของโลกซึ่งอยู่ในอันดับหกของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาตินี้ จะยกระดับการสาธารณสุขไปอย่างพลิกฝ่ามือ ทั้งยังจะช่วยบรรเทาความยากจนและความหิวโหย ตลอดจนพัฒนาการศึกษาด้วย เด็กป่วยต้องขาดเรียน เช่นเดียวกับเด็กหญิงที่มีประจำเดือนเพราะโรงเรียนไม่มีห้องน้ำที่สะอาดและปลอดภัย

สัดส่วนของประชากรคนอินเดียที่ขับถ่ายกลางแจ้งลดลงอย่างมากในช่วงหลายสิบปีมานี้ แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำสำมะโนประชากรชี้ว่า คนอินเดียส่วนใหญ่ในปัจจุบันอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสสิ่งปฏิกูลของผู้อื่นมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ประกาศเจตนารมณ์จะหยุดการขับถ่ายกลางแจ้งในอินเดียให้ได้ภายในวันที่ 2 ตุลาคม ปี 2019 อันเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 150 ของคานธี หรือก่อนเป้าหมายในปี 2030 ขององค์การสหประชาชาติกว่าสิบปี เขาจัดสรรงบประมาณกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างห้องน้ำและรณรงค์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เรียกว่า สวัจฉภารัตอภิยาน (ภารกิจอินเดียสะอาด) ซึ่งธนาคารโลกให้เงินกู้เพิ่มอีก 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โมดีตั้งเป้าสร้างห้องน้ำใหม่ให้ได้มากกว่า 100 ล้านห้องเฉพาะในชนบทภายในปี 2019 เขาจะทำสำเร็จไหมก็เรื่องหนึ่ง แต่ห้องน้ำจะแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง รัฐบาลอินเดียสร้างห้องน้ำราคาถูกมาอย่างน้อย 30 ปีแล้ว โครงสร้างเดี่ยวง่ายๆหลายล้านห้องเหล่านี้กระจายอยู่ตามชนบท แต่เริ่มผุพังไปจำนวนมาก ที่มากยิ่งกว่าคือถูกนำไปใช้ เลี้ยงสัตว์เล็กหรือเก็บเครื่องไม้เครื่องมือ จักรยาน และธัญพืช ขณะที่เจ้าของเดินหิ้วถังออกไปทุ่ง ในอินเดีย ทัศนคติที่หยั่งรากลึกอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสุขาภิบาลที่มากกว่าการไม่มีน้ำและห้องน้ำ

สุขา
อินเดีย : “เบบี้” เด็กหญิงวัยสิบขวบในชุมชนซาเฟดาบัสตีของเดลี มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อย่างรุนแรง พลราม ยาทาเร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข บอกว่า โรคท้องร่วงและภาวะทุพโภชนาการคือโรคประจำถิ่นของชุมชนแออัดแห่งนี้ ที่นี่แทบไม่มีห้องน้ำ และน้ำประปาสำหรับล้างมือก็ไหลเป็นพักๆ

ในการสำรวจความคิดเห็นทั่วพื้นที่ชนบททางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งพบการขับถ่ายกลางแจ้งมากกว่าทางใต้ ผู้คนเลือกปลดทุกข์นอกบ้านอย่างชัดเจน พวกเขาบอกว่ามันดีต่อสุขภาพมากกว่า เป็นธรรมชาติ และกระทั่งถูกทำนองคลองธรรม ชาวอินเดียในชนบทจำนวนมากมองว่า กระทั่งห้องน้ำสะอาดเอี่ยมอ่องที่สุดก็ยังเป็นมลพิษทางศาสนา สำหรับพวกเขา การมีห้องน้ำอยู่ใกล้บ้านดูสกปรกกว่าการปลดทุกข์ห่างออกไป 200 เมตร

ในอำเภอขารโคเน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐมัธยประเทศ ฉันเดินผ่านถนนลูกรังของหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งกับนิขิล ศรีวาสตวะ นักวิจัยนโยบายของสถาบันวิจัยเพื่อเศรษฐศาสตร์เมตตาธรรม หรือไรซ์ (Research Institute for Compassionate Economics: RICE) องค์กรไม่แสวงกำไรซึ่งนำโดยชาวอเมริกันสองคน คือ ไดแอน คอฟฟีย์ และดีน สเปียร์ส แห่งนี้จ้างนักวิจัยทั้งชาวอเมริกันและอินเดียให้ศึกษาคุณภาพชีวิตของคนยากจนในอินเดีย โดยเน้นที่เด็กๆ ฉันกับศรีวาสตวะเดินนำกลุ่มเด็กไม่ใส่รองเท้าข้ามลำธารเล็กๆที่ส่งกลิ่นตุๆ และมีหนอนหางหนูลอยเต็ม ไปยังบริเวณบ้าน ที่ปัดกวาดสะอาดเอี่ยมหลังหนึ่ง เราพบชัคทิศ คนขับรถทัวร์เกษียณอายุซึ่งเพิ่งใช้เงิน 50,000 รูปี (ประมาณ 780 ดอลลาร์สหรัฐ) ขุดส้วมหลุมลึกสองเมตร แทนที่จะขุดหนึ่งเมตรตามคำแนะนำของทางการ และปูกระเบื้องรูปโลมาสีฟ้า

ชัคทิศภูมิใจกับห้องน้ำที่เขาสร้างด้วยเงินจากสวัจฉภารัตและเงินเก็บของตัวเอง เขาเสียใจอยู่ข้อเดียวที่ไม่ขุดหลุมให้ลึกกว่านี้ ส้วมหลุมมีข้อเสียใหญ่หลวงคือเต็มได้ และแทนที่จะใช้พลั่วตัก จ้างรถดูดส้วม หรือที่ง่ายกว่านั้นคือ ขุดส้วมใหม่ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานในประเทศอื่นๆ แต่ชาวอินเดียในชนบท โดยเฉพาะทางตอนเหนือ มักเลือกไม่สร้างห้องน้ำเลย

สุขา
เฮติ : ในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เอกซีเลียง เซอนา ยืนอยู่เหนือคอห่านของห้องน้ำสาธารณะแห่งหนึ่ง เขาใช้เวลาช่วงกลางคืน ดูดส้วมโดยใช้มือและถัง แล้วนำของเสียใส่ถุงไปทิ้งในคูหรือคลอง เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาและสายตาดูหมิ่นของชาวบ้าน

เมื่อสามปีที่แล้ว นักวิจัยของไรซ์เก็บข้อมูลการใช้ห้องน้ำจากชาวอินเดียในชนบทกว่า 22,000 คน และพบว่าร้อยละ 40 ของครัวเรือนที่มีห้องน้ำจะมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนขับถ่ายกลางแจ้ง คนที่มีห้องน้ำที่รัฐสร้างให้มีแนวโน้มขับถ่ายกลางแจ้งมากกว่าคนที่สร้างห้องน้ำด้วยตนเองสองเท่า และครอบครัวที่ไม่มีห้องน้ำบอกว่ามีเงินไม่พอสร้างห้องน้ำแบบที่ตนจะใช้จริงๆ องค์กรไรซ์ยังพบว่า ส้วมหลุมที่ชาวอินเดียสร้างเองมักมีขนาดใหญ่กว่า 1.4 ลูกบาศก์เมตรซึ่งเป็นขนาดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำสี่ถึงห้าเท่า “นั่นคือขนาดมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกครับ” ศรีวาสตวะบอก “ซึ่งจะไม่เต็มภายในห้าปีสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกหกคน” ส้วมหลุมในอุดมคติของชาวอินเดียใหญ่กว่านั้น คือต้องใหญ่ถึง 30 ลูกบาศก์เมตร หรือใหญ่กว่าห้องนั่งเล่นของชาวอินเดียจำนวนมาก

ทำไมต้องหมกมุ่นกับขนาดด้วย “ส้วมหลุมที่เล็กกว่าจะเต็มภายในห้าเดือนครับ” ชัคทิศอธิบายเหตุผลซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง “แล้วผมก็ต้องจ้างทลิต” หรือคนวรรณะต่ำ “มาดูดส้วมอีก”

“คุณทำเองไม่ได้หรือครับ” ศรีวาสตวะถาม ชัคทิศส่ายหน้า

“ชาวบ้านไม่ยอมหรอกครับ” เขาบอก “คุณจะถูกอัปเปหิโทษฐานทำความสะอาดบ้านของตัวเอง”

นั่นคือคำตอบที่ช่วยไขปริศนาข้อใหญ่ว่าด้วยการสุขาภิบาลของอินเดีย กล่าวคือทำไมอัตราการขับถ่ายกลางแจ้งของอินเดียถึงสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆอย่างมาก ทั้งๆที่อินเดียมั่งคั่งกว่า อัตราการรู้หนังสือสูงกว่า และเข้าถึงแหล่งน้ำได้มากกว่า สิ่งที่ทำให้อินเดียแตกต่าง อย่างน้อยก็จากข้อมูลของไรซ์ คือความเชื่อของชาวอินเดียในชนบทเรื่องความบริสุทธิ์ มลพิษ และวรรณะ

หลายพันปีมาแล้วที่ทลิต (Dalit) หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อจัณฑาล ถูกห้ามดื่มน้ำร่วมบ่อ บูชาเทพเจ้าร่วมวัดเดียวกัน หรือกระทั่งใส่รองเท้าต่อหน้าผู้มีวรรณะสูงกว่า กฎหมายสมัยใหม่ซึ่งลงโทษการเลือกปฏิบัติเช่นนั้นแทบไม่มีการบังคับใช้ อีกทั้งความยากจนและความรุนแรงยังคงบีบคั้นให้ทลิตทำงานสกปรกของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดซากสัตว์จาก ท้องถนน รกจากห้องคลอด หรือสิ่งปฏิกูลของมนุษย์จากส้วมหลุมและท่อน้ำทิ้ง ขณะที่ชาวอินเดียวรรณะสูงกว่ารักษาสถานะและความสูงส่งส่วนหนึ่งด้วยการไม่ข้องแวะกับงานต่ำๆเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทลิตที่ต่อสู้เพื่อความเสมอภาคเริ่มปฏิเสธงานที่เคยเป็นเหมือนตราประทับรับรองการกดขี่ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ค่าใช้จ่ายในการดูดส้วมจึงพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้บริการ  มีสูงกว่าแรงงานที่เต็มใจทำ เมื่อพิจารณาบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยปัญหาเช่นนี้แล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจที่ชาวอินเดียในชนบทบางส่วนที่เก็บเงินได้มากพอจึงขุดส้วมหลุมให้ใหญ่เพื่อจะได้ไม่ต้องดูดส้วม หรือเพราะเหตุใดคนหลายร้อยล้านคนที่ส่วนใหญ่มีเงินพอจะสร้างห้องน้ำง่ายๆได้ กลับเลือกปลดทุกข์กลางแจ้งแทน

เรื่อง เอลิซาเบท รอยต์

ภาพถ่าย แอนเดรีย บรูซ

 

อ่านเพิ่มเติม

ชีวิตเป็นเช่นไร เมื่อต้องอยู่กับหมอกควันในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

ชมกรรมวิธีการผลิตซีอิ๊วแบบญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้กว่า 750 ปี

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 13 พระภิกษุชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ และตัดสินใจอาศัยอยู่ในเมืองท่าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ยุอะสะ ในจังหวัดวะกะยะมะ ท่านได้นำองค์ความรู้ใหม่จากประเทศจีนติดตัวกลับมาด้วยหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือการผลิตซีอิ๊ว หรีอซอสถั่วเหลือง เครื่องปรุงรสยอดนิยมสำหรับอาหารเอเชีย ที่เมืองยุอะสะ กรรมวิธีการผลิตซอสถั่วเหลืองยังคงถูกรักษาและสืบทอดต่อกันมา นั่นจึงทำให้ซอสถั่วเหลืองจากเมืองแห่งนี้มีชื่อเสียง มาชมกันว่าภูมิปัญญาแบบชาวญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 750 ปีนี้ พวกเขาทำกันอย่างไร   อ่านเพิ่มเติม : รู้จักกับเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลก, ล่าน้ำผึ้งหิมาลัยไปพร้อมกัน! ด้วยวิดีโอแบบ 360 องศา

หนุ่มสาว ซูดาน มองหาอนาคต ในเงื้อมมือเผด็จการ

หนุ่มสาว ซูดาน ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ขณะต่อสู้เรียกร้องเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น เช้าวันจันทร์วันหนึ่งช่วงปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว การปฏิวัติครั้งล่าสุดของ ซูดาน กำลังพังทลาย เวลาเพิ่งผ่านไปสองปีครึ่งนับจากรัฐบาลเผด็จการสุดโต่งของโอมาร์ อัล บาเชียร์ ที่ครองอำนาจมายาวนาน 30 ปี ล่มสลายลงเมื่อเดือนเมษายนปี 2019 สภาอธิปไตย (Sovereign Council) ของชาติในขณะนั้นซึ่งเกิดจาก การจัดสรรอำนาจระหว่างผู้นำพลเรือนและกองทัพ กำลังนำพาประเทศออกจากสามทศวรรษอันมืดมนแห่ง การกดขี่ปราบปราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การคว่ำบาตรจากนานาชาติ และการแยกตัวเป็นเอกราชของเซาท์ซูดาน แต่แล้วราวเที่ยงวันของวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2021 เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเปลี่ยนผ่านตามแผนไปสู่ การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือน อนาคตของชาติแอฟริกาแห่งนี้กลับพบจุดหักเหอีกครั้ง พลโทอับเดล ฟัตตาห์ อัลบูร์ฮัน ประธานสภาอธิปไตย ประกาศยุบรัฐบาลและควบคุมตัวนายกรัฐมนตรีพลเรือนไว้ภายในบ้าน อับบูร์ฮัน เรียกเหตุการณ์นี้ว่าสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ประชาชนซูดานรับรู้ว่าเป็นการรัฐประหาร จึงออกมารวมตัวกันนับแสนคนเพื่อประท้วงในเมืองหลวงคาร์ทูม และเมืองอื่นๆ สมกับเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในศตวรรษที่ 21 ทุกอย่างตีแผ่บนสื่อโซเชียลแบบสดๆ และฉันได้เฝ้าดูอย่างจดจ่อจากแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ไกลออกไปครึ่งโลก ฉันติดตามข่าวคราวจากซูดานมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหารและการปฏิวัติ เพื่อบันทึกการทำงานของผู้รับทุนสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกทีมหนึ่งที่ขุดค้นแหล่งโบราณคดีอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ฉันไปทำข่าวทริปแรกในช่วงเดือนท้ายๆ ของระบอบบาเชียร์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ซึ่งเป็นยุคสมัยขึ้นชื่อเรื่องการขาดแคลนอาหารและน้ำมัน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่จำกัด และด่านตรวจของทหารที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ […]

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]

ของเล่นทำมือ สมบัติเดียวที่เด็กผู้ลี้ภัยในยูกันดามี

ณ ค่ายผู้ลี้ภัยอันห่างไกลในยูกันดา เด็กๆ ชาวเซาท์ซูดานเหล่านี้สร้างความบันเทิงให้แก่ชีวิตตนเอง ด้วยของเล่นที่ประดิษฐ์จากโคลน, กระดาษ และพลาสติก