ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน

แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

“เราได้รับทราบว่า โครงการผ่าน EIA [รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม] แล้ว  เรากำลังปรึกษาหารือกับผู้รู้ต่างๆว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ยอมรับว่าหนักใจ หนักใจมากๆ ค่ะ” ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ ทายาทรุ่นที่สามแห่งราชสกุลจิตรพงศ์ พูดถึงโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมความสูง 36 ชั้นที่วางแผนจะก่อสร้างห่างจาก “พระตำหนักตึก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “บ้านปลายเนิน” หรือ “วังคลองเตย” อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ “สมเด็จครู” ต้นราชสกุลจิตรพงศ์ เพียง 23 เมตร

พระตำหนักไทย บ้านปลายเนิน เคยเป็นทั้งที่ประทับและสถานที่ทรงงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
บ้านปลายเนิน
ภาพมุมสูง พระตำหนักไทย บ้านปลายเนิน

แม้ก่อนหน้านี้จะมีความพยายามของทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ในการเจรจากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายราชการและเจ้าของโครงการ รวมถึงมีผู้ร่วมรณรงค์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง change.org เพื่อขอให้ระงับหรือชะลอโครงการออกไปก่อน ทว่าจนถึงปัจจุบันกลับมีแนวโน้มว่าไม่เป็นผล สิ่งหนึ่งที่น่าจะมีส่วนช่วยอย่างยิ่ง คือการสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของบ้านปลายเนินในฐานะ “แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม” แม้ที่นี่จะยังไม่มีสถานะเป็นโบราณสถานอย่างเป็นทางการก็ตาม

บ้านปลายเนิน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

จาก “ครูพักลักจำ” ถึง นายช่างใหญ่ใหญ่แห่งกรุงสยาม”

ม.ร.ว. จักรรถ จิตรพงศ์  ทายาทรุ่นที่สามผู้มีศักดิ์เป็นหลานในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กล่าวถึง “สมเด็จปู่” ว่า พระองค์ไม่เคยทรงศึกษาด้านศิลปะอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ทรงทำตั้งแต่ทรงพระเยาว์คือ ทรงสังเกต เรียนรู้ และฝึกฝนด้วยพระองค์เอง เข้าทำนอง “ครูพักลักจำ” กระนั้น ก็เป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่งที่พระอัจฉริยภาพด้านงานศิลป์แขนงต่างๆ ของ “สมเด็จครู” ก็เป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง

ภาพเขียน “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวาดและออกแบบกรอบรูปด้วยพระองค์เอง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ เล่าถึงภาพนี้ว่า แม้สมเด็จครูจะถูกหล่อหลอมจากศิลปะตามขนบไทยโบราณ แต่ก็ทรงมีความคิดสร้างสรรค์นำสมัย เช่น ในภาพนี้ แทนที่จะทรงวาดพระอินทร์เป็นสีเขียวเข้มตามขนบ พระองค์กลับทรงเลือกใช้สีเขียวเรืองๆ และทรงวาดช้างมีสี่งาเพื่อสื่อถึงความพิเศษ แทนที่จะเป็นช้างสามเศียรแบบช้างเอราวัณทั่วไป ทรงให้เหตุผลว่า วาดอย่างไรก็ออกมาไม่สวย ไม่ลงตัว

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ประสูติเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าจิตรเจริญ เมื่อเจริญพระชันษาเพียง 5 ปี ก็ทรงเริ่มถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีหลายกระทรวง เช่น กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานศิลปะและงานช่างแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิจิตรศิลป์ สถาปัตยศิลป์  ดุริยางคศิลป์ หรือวรรณศิลป์ ทรงถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในด้านงานช่างและงานศิลป์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเป็นนายงานควบคุมการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเตรียมงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี นอกจากนั้น ยังทรงพระนิพนธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ทรงออกแบบพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหรียญราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ  ทรงเขียนภาพจิตรกรรม และทรงพระนิพนธ์บทเพลงมากมาย อาทิ เพลงเขมรไทรโยค ทั้งยังทรงออกแบบงานสถาปัตยกรรมอย่างพระอุโบสถ ซุ้มรั้ว ประตู พระที่นั่งทรงธรรม วิหารสมเด็จ และศาลาการเปรียญในวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เพื่อน้อมเกล้าฯถวายแด่พระบรมเชษฐาธิราช ครั้นเจริญพระชันษา 42 ปี ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง ก่อนจะกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. 2452 ขณะมีพระชันษา 46 ปี ด้วยเหตุผลเรื่องพระพลานามัย ถึงกระนั้นก็ยังทรงงานช่างศิลป์อยู่เป็นนิจ

บ้านปลายเนิน
สมเด็จพะระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบพระอุโบสถจัตรุมุขหลังคาซ้อนลดหลั่นอันสง่างามของวัดเบญจมพบิตรดุสิตวนาราม (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ล่วงสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็ทรงถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิดทั้งงานช่างและงานศิลป์จวบจนสิ้นรัชกาล เป็นต้นว่า ทรงออกแบบพระราชลัญจกรพระวชิระประจำพระองค์ ทรงพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตลอดจนทรงออกแบบประติมากรรมพระแม่ธรณีบีบมวยผมซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา เป็นต้น

พระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานการออกแบบของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ครั้นสยามประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ประกาศเลิกอภิรัฐมนตรีสภา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรีที่ปรึกษาสูงสุดถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงล่วงพ้นจากตำแหน่ง ก่อนจะทรงกลับมาดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ในปีต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สิ้นพระชนม์อย่างสงบเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 ณ ตำหนักตึกในบ้านปลายเนิน ขณะเจริญพระชันษา 83 ปี

ภาพพระอาทิตย์ชักรถบนเพดานพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญในรัชกาลที่ห้า (พระที่นั่งบรมพิมานในปัจจุบัน) ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของศิลปะไทยร่วมสมัย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่างแบบขึ้น นายคาร์โล ริโกลี ศิลปินชาวอิตาลี เป็นผู้ขยายแบบและระบายสีภาพ

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ได้ยกย่องพระองค์ในฐานะ ”บุคคลสำคัญของโลก” เมื่อ พ.ศ. 2506  ทุกปีเมื่อถึงวันที่ 28 เมษายน ซึ่งเรียกกันว่า ”วันนริศ” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินยังบ้านปลายเนิน สถานที่ประทับสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เพื่อทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทยเพื่อรำลึกถึง ”สมเด็จครู” ผู้ทรงเป็นนายช่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

รู้จักบ้านปลายเนิน

ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. 2452 เนื่องจากทรงประชวรด้วยโรคพระหทัยโตและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง  เจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ ผู้ที่เป็นทั้งพระญาติและมิตร ได้ชักชวนให้เสด็จมาพักตากอากาศที่ตำบลคลองเตย เนื่องจากที่นี่มีอากาศโปร่งบริสุทธิ์  พระองค์จึงทรงหาซื้อที่นาริมคลองมาแปลงหนึ่งและปลูกสร้างตำหนักจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2457 ในที่สุดพระองค์ก็ทรงย้ายจากที่ประทับเดิม คือ วังท่าพระ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร) มาประทับที่ตำหนัก ณ ตำบลคลองเตยและทรงเรียกตำหนักที่ประทับนี้ว่า “บ้านปลายเนิน” และคนทั่วไปมักเรียกว่า “วังคลองเตย”

สมเด็จครูที่ตำหนักไทย บ้านปลายเนิน
บ้านปลายเนิน
ตำหนักตึก บ้านปลายเนิน ในบั้นปลายพระชนม์ชัพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงย้ายมาประทับที่ตำหนักแห่งนี้จนสิ้นพระชนม์ในห้องบรรทมบนชั้นสอง

ปัจจุบัน บ้านปลายเนินเป็นที่พำนักของทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ และยังเป็นสถานที่ตั้งของมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อมอบรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ หรือ “รางวัลนริศ” เพื่อให้เกียรติและสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่นิสิต นักศึกษาและนักเรียนจากทั่วประเทศ ในการศึกษา เรียนรู้ และวิจัยศิลปไทยทุกประเภท ทั้งคีตศิลป์ นาฏศิลป์ จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม มาเป็นเวลามากกว่า 50 ปี  เพื่อส่งเสริมศิลปินที่มีความรู้ความสามารถให้สืบสานงานศิลป์คู่กับแผ่นดินไทยต่อไป

ทายาทบ้านปลายเนินเปิดตำหนักไทย ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและสถานที่ทรงงานของสมเด็จครู ให้ประชาชนทั่วไป เข้าชมในวันที่ 29 เมษายนของทุกปี และได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดย “วันนริศ” ปี พ.ศ. 2560 มีประชาชนเดินทางมาชมตำหนักไทยมากกว่า 2,000 คน

ทายาทรุ่นที่สี่ (รุ่นเหลน) ของสมเด็จครูวางผังแม่บทอนาคตของบ้านปลายเนินด้วยการจัดทำทะเบียนภาพแบบร่างฝีพระหัตถ์ของสมเด็จครู ศิลปวัตถุโบราณที่ทรงสะสม และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันส่วนพระองค์ อีกทั้งเตรียมการซ่อมแซมและอนุรักษ์อาคารสำคัญภายในบริเวณวังคลองเตย ได้แก่ ตำหนักไทย ตำหนักตึก เรือนคุณย่า และเรือนละคร ด้วยความตั้งใจว่าจะได้อนุรักษ์และปรับปรุงอาคารทั้งหมดเพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ และสถานที่อบรมที่สาธารณชนทั่วไปสามารถเข้าชมและศึกษาได้ในวันข้างหน้า

่บ้านปลายเนิน
ตัวอย่างภาพร่างและลายพระหัตถ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทายาทรุ่นที่สี่แห่งราชสกุลจิตรพงศ์ หวังจะจัดทำระเบียนเพื่ออนุรักษ์ และนำออกแสดงให้สาธารณชนได้ชมและศึกษาในอนาคต
บ้านปลายเนิน
หัวโขน (สันนิษฐานว่าเป็นทศกัณฐ์) ซึ่งเป็นสมบัติส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นส่วนหนึ่งของศิลปวัตถุจำนวนมากที่ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ที่ตำหนักตึก บ้านปลายเนิน ทายาทรุ่นที่สี่หวังจะจัดทำระเบียนเพื่ออนุรักษ์ และนำออกแสดงให้สาธารณชนได้ศึกษาในอนาคต

โครงการที่ได้เริ่มแล้วคือการซ่อมตำหนักไทย ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ นำโดยดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี ทำงานร่วมกับรุกขกร นักออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ภูมิสถาปนิกและวิศวกรงานระบบระบายน้ำ ทุกคนตั้งใจที่จะทำให้เสร็จพร้อมจัดงานวันนริศในปี พ.ศ. 2562

* ขอบคุณข้อมูลและภาพถ่ายบางส่วนจากบ้านปลายเนิน และทายาทรุ่นที่สามและสี่แห่งราชสกุลจิตรพงศ์


อ่านเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เรื่องแนะนำ

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม หลังเกิดเหตุกราดยิงขึ้นในโรงเรียนมัธยมมาจอรี สโตนแมน ดักลาส ในเมืองพาร์คแลนด์ ของรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 17 ราย มือปืนผู้ก่อเหตุวัย 19 ปี เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเหตุกราดยิงรุนแรงที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ประเด็นการครอบครองอาวุธปืนถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง ในขณะที่ยอดสั่งซื้อกระเป๋าเป้สำหรับนักเรียนที่สามารถกันกระสุนได้พุ่งสูงขึ้นถึง 40% จากความกังวลของบรรดาพ่อแม่ นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวที่ยกมาข้างต้นและการเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เราจะมีส่วนช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ จับสัญญาณความรุนแรงได้อย่างไร? ก่อนที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อที่โศกนาฏกรรมทำนองนี้จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก เว็บไซต์ TIME พูดคุยกับ Peter Langman นักจิตวิทยาเจ้าของคลีนิคในเพนซิลเวเนีย เจ้าของหนังสือ Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters, School Shooters และ Jeff Temple ได้ให้ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ […]

ชีวิตเริ่มต้นที่วัย 9 ขวบ

เรื่อง อีฟ โคแนนต์ ภาพถ่าย โรบิน แฮมมอนด์ หากต้องการคำตอบตรงไปตรงมาว่า เพศสภาพกำหนดชะตาชีวิตของเราอย่างไร ลองไปถามจากปากเด็กเก้าขวบทั่วโลก เมื่ออายุเก้าขวบ เด็กชายหญิงตั้งแต่จีนถึงแคนาดา  และเคนยาถึงบราซิล บรรยายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับอาชีพในอนาคต ขณะที่เด็กผู้ชายไม่เห็นว่าเพศเป็นอุปสรรค แต่เด็กผู้หญิงมากมายกลับไม่คิดเช่นนั้น ณ ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้าสู่วัยรุ่น เด็กเก้าขวบสามารถประเมินโอกาสของตนเอง และข้อจำกัดที่เพศสภาพมีต่อพวกเขาและเธอได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อเข้าใจมุมมองของเด็กๆ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตระเวนไปยังบ้าน 80 หลังในสี่ทวีป เราถามเด็กวัยเก้าขวบด้วยคำถามชุดเดียวกัน คำตอบนั้นตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม หลายคนยอมรับทันทีว่า การทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน และบทบาทที่ถูกคาดหวัง อาจเป็นเรื่องยากลำบาก เหนื่อยหน่าย สับสน และอ้างว้าง แต่อีกหลายคนไปได้สวยเมื่อพวกเขาทลายกำแพงทางเพศลงได้ การเป็นเด็กผู้หญิงมีอะไรดีที่สุด เอเวอรี แจ็กสัน ปัดปอยผมทำไฮไลต์สีรุ้งและครุ่นคิดกับคำถาม “การเป็นเด็กผู้หญิงดีหมดทุกอย่างเลยค่ะ!” แล้วอะไรเลวร้ายที่สุดในการเป็นเด็กผู้หญิง “ก็เรื่องที่พวกเด็กผู้ชายชอบพูดว่า ‘นั่นไม่ใช่เรื่องของเด็กผู้หญิง เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายต่างหาก’ ” เอเวอรีใช้เวลาสี่ปีแรกของชีวิตเป็นเด็กผู้ชาย และไม่มีความสุข ความที่ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงข้ามเพศอย่างเปิดเผย  มาตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบัน เด็กน้อยชาวแคนซัสซิตีโดยกำเนิดคนนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงอภิปรายที่ขยายวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับบทบาทและสิทธิทางเพศ ซันนี โภเป เด็กชายวัยเก้าขวบที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆใกล้นครมุมไบ […]

The Expatriate Workers Of Dubai

เรื่องและภาพ อธิวัฒน์ ศิลปะเมธานนท์ (รางวัลชนะเลิศโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) “คาบายัน” เสียงเรียกภาษาตากาล็อกที่แปลว่า “คนชาติเดียวกัน” ดังลั่นจากห้องพักกลุ่มแรงงานชาวฟิลิปปินส์เมื่อผมเดินเข้าไปในเขตห้องพักย่านอัลคารามา ดูไบ เมื่อโลกเชื่อมโยงทั่วถึงกันหมด การอพยพย้ายถิ่นฐานหรือเพื่อไปทำงานยังประเทศอื่นจึงง่ายขึ้นมาก  ประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยทรัพยากรกว่าจึงส่งออกพลเมืองชนชั้นแรงงานของตนไปยังประเทศพัฒนากว่า  ธนาคารโลกประเมินว่าดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่แรงงานข้ามชาติส่งเงินกลับบ้านมากที่สุด สำหรับพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำจากศรีลังกา พนักงานขายของตามร้านสะดวกซื้อจากไนจีเรีย หรือหนุ่มบริกรฟิลิปปินส์ในร้านอาหาร ดูไบเป็นเมืองแห่งโลกาภิวัฒน์ที่มีทั้งด้านสว่าและมืด  ในแง่หนึ่งดูไบเป็นเมืองที่เปิดกว้างทางศาสนาและวัฒนธรรม แต่อีกด้านหนึ่ง เมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่งนี้ก็เป็นนรกของแรงงานข้ามชาติเมื่อนายจ้างค้างชำระค่าแรง สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ ต้องเผชิญกับอันตรายภายในสถานที่ทำงาน และถูกยึดหนังสือเดินทางไว้อย่างผิดกฎหมาย  และอาจหนักกว่านั้นสำหรับแรงงานสตรีในครัวเรือนที่ต้องทำงานไม่มีวันหยุด ใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอก ถูกนายผู้หญิงล่วงเกินทางวาจา และนายผู้ชายล่วงเกินทางเพศ  แต่เพราะมาตรการที่ใช้ควบคุมแรงงานอย่างเข้มงวดเช่นการระงับวีซ่าการทำงานหรือส่งกลับประเทศ ทำให้แรงงานต่างชาติต้องตกอยู่ในสภาพจำยอม และย้ำเตือนตนเสมอว่า พวกเขาตัดสินใจมาทำงานที่นี่โดยไม่มีใครบังคับ ก็เพื่อเงินทองที่จะส่งกลับบ้านไปให้ครอบครัวและคนข้างหลังในประเทศกำลังพัฒนาที่จากมา