โลกร้างใบจิ๋ว - National Geographic Thailand

โลกร้างใบจิ๋ว

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน
ภาพถ่าย ลอรี นิกซ์ และ แคทลีน  เกอร์เบอร์

เมืองที่กลายเป็นซากปรัก รถไฟจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง โรงเรียนที่เงียบสงัด ห้องสมุด และเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา  ผู้คนอันตรธานไป

นี่คือจุดจบของโลกที่เรารู้จักแต่ลอรี นิกซ์ กลับรู้สึกสบายดี อันที่จริงเธอและแคทลีน เกอร์เบอร์ ซึ่งเป็น คู่หูทั้งในเรื่องศิลปะและชีวิตจริง คือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังฉากสิ้นโลกเหล่านี้ วันฟ้าหม่นวันหนึ่งในฤดูหนาวทั้งคู่ กำลังทำงานอยู่ในห้องเช่าซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงาน พวกเธอกำลังบรรจงสร้างฉากจำลองสามมิติของหายนะ

นิกซ์และเกอร์เบอร์ใช้มาตราส่วนแตกต่างกันไปในแต่ละฉาก พวกเขาเริ่มจากวัตถุชิ้นหนึ่ง จากนั้นสร้างฉากรอบๆ ขึ้นมา สำหรับห้องสมุดที่มีมอสส์เกาะอยู่ตามฝาผนัง และร่มเงาของต้นเบิร์ชทาบลงบนหนังสือนี้ วัตถุชิ้นนั้นคือลูกโลกใบเล็กทางซ้ายมือ

นิกซ์เล่าว่าเป้าหมายของพวกเธอคือการสร้างและ ถ่ายภาพ “เรื่องราวที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป นั่นคือแบบจำลองของเมืองยุคไร้มนุษย์ หลังเกิดภัยพิบัติปริศนาทำลายล้างทุกสิ่ง” เพื่อ “ปลดปล่อย กระตุกต่อมคิด และปลุกเร้า” จินตนาการของผู้ชม “เราต้องการ[ให้ผู้ชม] ใคร่ครวญถึงปัจจุบันเราจะยังมีอนาคตอยู่หรือ ไม่ เราจะสามารถปกป้องตัวเองได้หรือเปล่า”

นิกซ์ได้ความคิดส่วนใหญ่ในการรังสรรค์ผลงานอันสลับซับซ้อนนี้จากการนั่งรถไฟใต้ดิน หรือไม่ก็การเปิดหนังสือ ท่องเที่ยวต่าง ๆ แรงบันดาลใจอื่น ๆ มาจากความทรงจำในอดีตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตขึ้นในพื้นที่ที่เกิด พายุทอร์นาโดช่วงทศวรรษ 1970 หรือจากภาพยนตร์แนว ภัยพิบัติและแฟนตาซีอย่าง ตึกนรก (The Towering Inferno) และ กำเนิดพิภพวานร (Planet of the Apes) ทุกวันนี้เธอเรียกตัวเองว่า “ช่างภาพภูมิทัศน์จำาลอง”

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญตั้งเรียงรายทรุดโทรม ผุพัง ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นต้นเหตุอย่างนั้นหรือ “ผู้คนมองว่ายุคสมัยของเรากำลัง อยู่ในช่วงขาลง” นิกซ์กล่าว “แต่เราเริ่มรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เราจะไม่สามารถรักษา สิ่งต่างๆ รวมถึงตัวเราได้อีกต่อไป”

แต่ “แทนที่จะออกเสาะหาภูมิทัศน์ที่สมบรูณ์แบบ ฉันกลับสร้างมันขึ้นเองบนโต๊ะทำางานในห้องพักนี่เอง”นั่นเป็นจุดที่เกอร์เบอร์ก้าวเข้ามา เธอมีประสบการณ์ ทำงานเกี่ยวกับงานชุบโลหะและเป่าแก้วซึ่งช่วยให้เธอสร้าง ใส่อารมณ์หดหู่และความเก่าเข้าไปในชิ้นงานได้

แบบจำลองขนาดเล็กของพวกเธอมีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางตั้งแต่ 50 เซนติเมตรถึง 3 เมตร สร้างจากวัสดุ ทั่วไปอย่างกระดาษและสีอะคริลิก กระดาษลูกฟูกและ ดินเหนียว โฟมสไตรีนและแผ่นพลาสติก ฉากแต่ละฉาก ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ 7 ถึง 15 เดือน นิกซ์ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มขนาด 8 x 10 นิ้ว  กว่าจะได้ภาพสุดท้ายอาจใช้เวลา ถึงสามสัปดาห์  “คุณจะไม่รู้เลยว่าเป็นภาพถ่ายจากแบบ จำลองที่เราสร้างขึ้น” นิกซ์บอกส่วนเกอเบอร์ทิ้งท้ายว่า “เรามักจะถ่ายภาพที่ผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันและ ความพรั่นพรึงเราพยายามเชื่อมโยงงานของเราไปถึงผู้ชม และกระตุ้นให้พวกเขาใช้ความคิดกับมัน”

การใช้ชีวิตวัยเด็กในเมืองเล็กๆ อย่างนอร์ตัน รัฐแคนซัส ทำให้นิกซ์ “เติบโตขึ้นท่ามกลาง อันตรายและภัยพิบัติ ทั้งสภาพอากาศเลวร้าย พายุหิมะ อุทกภัย แมลงระบาด และแน่นอนว่าต้องมีพายุทอร์นาโด” ภาพร้านเสริมสวยที่ย่อยยับจากพายุทอร์นาโดนี้ มีมือของเกอร์เบอร์โผล่เข้ามาในภาพ  เพื่อแสดงให้เห็นขนาดของรายละเอียดเล็กจิ๋ว

ลอรี  นิกซ์  และแคทลีน เกอร์เบอร์ ใช้เวลาเจ็ดเดือนในการสร้างแบบจำลองจิ๋ว ของรถไฟใต้ดินในนครนิวยอร์ก ตู้รถไฟที่มี ต้นวัชพืชขึ้นเป็นหย่อมๆและติดโปสเตอร์ โฆษณาที่เริ่มหลุดล่อน จอดนิ่งสนิทอยู่ กลางทะเลทรายและมีเมืองเป็นฉากหลัง

การใช้ชีวิตวัยเด็กในเมืองเล็กๆ อย่างนอร์ตัน รัฐแคนซัส ทำให้นิกซ์ “เติบโตขึ้นท่ามกลาง อันตรายและภัยพิบัติ ทั้งสภาพอากาศ เลวร้าย พายุหิมะ อุทกภัย แมลงระบาด และแน่นอนว่าต้องมีพายุทอร์นาโด” ภาพร้านเสริมสวยที่ย่อยยับจากพายุทอร์นาโดนี้ มีมือของเกอร์เบอร์โผล่เข้ามาในภาพ เพื่อ แสดงให้เห็นขนาดของรายละเอียดเล็กจิ๋ว

นิกซ์และเกอร์เบอร์แบ่งหน้าที่กันทำางาน สำหรับภาพห้องเรียนกายวิภาคศาสตร์ภาพนี้ นิกซ์เล่าว่า “ฉันสร้างพวกสิ่งของใหญ่ๆ อย่างตู้ ชั้นวางของ  ผนัง พื้น และเก้าอี้ ส่วนแคทลีนสร้างแบบจำลองกายวิภาคทั้งหมด เธอรับงานยากๆ ไปทำค่ะ”

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญตั้งเรียงรายทรุดโทรม ผุพัง ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นต้นเหตุอย่างนั้นหรือ “ผู้คนมองว่ายุคสมัยของเรากำาลัง  อยู่ในช่วงขาลง” นิกซ์กล่าว “แต่เราเริ่มรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆว่า เราจะไม่สามารถรักษาสิ่งต่างๆรวมถึงตัวเราได้อีกต่อไป”

นิกซ์และเกอร์เบอร์ใช้มาตราส่วนแตกต่างกันไปในแต่ละฉาก พวกเขาเริ่มจากวัตถุชิ้นหนึ่งจากนั้นสร้างฉากรอบๆขึ้นมา สำหรับห้องสมุดที่มีมอสส์เกาะอยู่ตามฝาผนัง และร่มเงาของต้นเบิร์ชทาบลงบนหนังสือนี้ วัตถุชิ้นนั้นคือลูกโลกใบเล็กทางซ้ายมือ

นิกซ์และเกอร์เบอร์แบ่งหน้าที่กันทำางาน สำหรับภาพห้องเรียนกายวิภาคศาสตร์ภาพนี้ นิกซ์เล่าว่า “ฉันสร้างพวกสิ่งของใหญ่ๆ อย่างตู้  ชั้นวางของ ผนัง พื้น และเก้าอี้ ส่วนแคทลีนสร้างแบบจำลองกายวิภาคทั้งหมด เธอรับงานยากๆ ไปทำาค่ะ”

เรื่องแนะนำ

My Octopus Teacher : บทเรียนจากหมึกยักษ์

My Octopus Teacher: บทเรียนจากหมึกยักษ์ สารคดีที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจ และหลงรักในธรรมชาติอีกครั้ง ที่งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 ปี 2021 ภาพยนตร์สารคดีที่คว้ารางวัลในสาขานี้ไป ได้แก่ My octopus teacher : บทเรียนจากหมึกยักษ์ ในกลุ่มนักวิจารณ์ภาพยนตร์ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นหนึ่งในสารคดีธรรมชาติที่ควรรับชม สารคดีเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องราวของ เครก ฟอสเตอร์ ผู้ที่ใช้เวลาร่วมปีกับการดำน้ำในบริเวณเดิมเพื่อตามหา ‘เธอ’ หมึกยักษ์ตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดงสาหร่ายเคลป์ ซึ่งเป็นเขตน้ำเย็นของแนวชายฝั่งประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากความตระการตาของโลกใต้น้ำ สารคดีเรื่องนี้ยังถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และแง่มุมต่างๆ ของการศึกษาธรรมชาติออกมาได้อย่างดีเยี่ยม อบอุ่นหัวใจไปกับความผูกพันระหว่างคนและหมึกยักษ์ เครก ฟอสเตอร์ ผู้กำลังดิ้นรนเพื่อหาจุดมุ่งหมายในชีวิต ตัดสินใจเดินตามแรงบันดาลใจในวัยเด็ก ด้วยการดำน้ำโดยปราศจากถังออกซิเจน หรือ free diving ลงไปในน้ำทะเลเย็นเฉียบ ใกล้เมืองเคปทาวน์ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเขา ในช่วงแรก มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่มนุษย์คนหนึ่งจะดำดิ่งลงไปสำรวจโลกใต้ทะเลโดยปราศจากถังออกซิเจน เขาต้องเผชิญกับคลื่นลมที่รุนแรง และอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจัด แต่โลกใต้น้ำที่เขาได้พบเจอช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และน่าหลงใหล ราวกับเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง เครกกล่าวว่า “การมีถังออกซิเจน ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะ เขาต้องการเป็นเหมือนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และต้องการใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” […]

พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง

“เต้น!” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้แกว่งปืนในมือไปยังเด็กหญิงที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม อฟีฟาเพิ่งจะอายุได้ 14 ปี เธอถูกจับกุมอยู่ในนาข้าวรวมกับเด็กหญิงและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายสิบคน ทั้งหมดเป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮิงญา บรรดาทหารที่บุกรุกหมู่บ้านของพวกเธอในเช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า พวกเขากำลังตามหาตัวผู้ก่อการร้ายติดอาวุธที่สังหารเจ้าหน้าที่ชายแดนตายไป 9 ราย เด็กผู้ชายและผู้ชายในหมู่บ้านพากันหวาดกลัว ดังนั้นพวกเขาจึงหนีไปซ่อนตัวในป่า และทหารเหล่านี้จึงหันมาข่มขวัญผู้หญิงและเด็กๆ แทน หลังจากถูกค้นตัว อฟีฟาเห็นทหารลากหญิงสาว 2 คนเข้าไปในทุ่งนาลึก ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งความสนใจมาที่เธอ “ถ้าแกไม่เต้น” หนึ่งในนั้นกล่าว แล้วเอานิ้วลากไปที่ลำคอของตัวเอง “เราจะฆ่าเธอ” อฟีฟาร้องไห้น้ำตานองหน้า เธอเริ่มแกว่งตัวไปมา พวกทหารปรบมือเป็นจังหวะ บางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ผู้บัญชาการของพวกเขาสอดแขนเข้ามาโอบเอวของเธอ “แบบนี้ดีกว่าใช่ไหม?” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นจากการปราบปรามชาวโรฮิงญาจำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา สหประชาชาติออกมากล่าวว่า ชาวโรฮิงญาเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก พวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พุทธศาสนาเป็นใหญ่ ชาวโรฮิงญาอ้างว่าพวกเขาเป็นชนพื้นเมืองของรัฐยะไข่ และหลายคนก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบรุษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แม้พวกเขาจะมีรากเหง้าที่ยาวนาน แต่กฏหมายตั้งแต่ปี 1982 ไม่ได้ให้สิทธิชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศ ปัจจุบันพวกเขายังคงมีสถานะเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย และในบังกลาเทศเองก็รองรับชาวโรฮิงญากว่าครึ่งล้านคนที่หลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่ การปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม เมื่อ […]