วิวาทะชุดนักเรียน เมื่อเหตุผลทั้งสองฝ่ายล้วนมีน้ำหนัก - National Geographic Thailand

วิวาทะชุดนักเรียน เมื่อเหตุผลทั้งสองฝ่ายล้วนมีน้ำหนัก

บรรยากาศวันแรกของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เมื่อเด็กๆ ได้รับอนุญาตให้สวมใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้
ขอบคุณภาพจาก http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30361834

วิวาทะ ชุดนักเรียน เมื่อเหตุผลทั้งสองฝ่ายล้วนมีน้ำหนัก

ภาพถ่ายของบรรดาเด็กนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในชุดไปรเวท ที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2018 กลายเป็นประเด็นถกเถียงของสังคม เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อทางโรงเรียนอนุญาตให้เด็กนักเรียนสามารถแต่งกายแบบใดก็ได้ในทุกวันอังคาร โดยเชื่อว่าการผ่อนปรนกฎระเบียบการแต่งกายจะช่วยเพิ่มศักยภาพมากขึ้น จากแนวคิดให้ “ความสุข” แก่การมาโรงเรียนของเด็กๆ ซึ่งเชื่อว่าหากตัวผู้เรียนเองมีความสุข ด้านอื่นๆ ก็จะพัฒนาตาม ทั้งนี้การแต่งชุดไปรเวทจะถูกทดลองเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา และหากพบว่าการแต่งกายแบบเสรีหนึ่งวันต่อสัปดาห์นี้มีผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนจริง ในภาคการศึกษาหน้าทางโรงเรียนจะกำหนดให้นักเรียนกลับมาแต่งกายใน ชุดนักเรียน ปกติ

การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการแต่งกายของเด็กๆ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่แทบทุกคนรู้สึกว่าตนมีประสบการณ์ร่วม เพราะในสังคมไทยเรานั้น ชุดนักเรียนถือกำเนิดขึ้นมานานพร้อมๆ กับการวางรากฐานการศึกษาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยังคงถูกใช้เรื่อยมาจนปัจจุบันตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ แม้ว่าโลกจะหมุนไปในทิศทางเสรีนิยมมากขึ้นก็ตาม แต่ชุดนักเรียนยังคงศักดิ์สิทธิ์ในหลายประเทศ แม้กระทั่งในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ภาพจำของเด็กนักเรียนในโรงเรียนจากภาพยนตร์ และซีรีส์ชื่อดัง คือความมีอิสระเสรีที่นักเรียนจะแต่งกายอย่างไรไปเรียนก็ได้ ทว่าอันที่จริงก็มีโรงเรียนที่บังคับการใช้เครื่องแบบเช่นกัน รายงานจากศูนย์สถิติทางการศึกษาแห่งชาติสหรัฐฯ จากการสำรวจในปี 2015 – 2016 มีโรงเรียนของรัฐ 21% ที่มีการกำหนดเครื่องแบบให้นักเรียน

ในเคนยา รัฐบาลให้สวัสดิการแก่โรงเรียนประถมศึกษา โดยการแจกเครื่องแบบนักเรียนฟรีสองชุด เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อย ทั้งยังเป็นการช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของวัยรุ่น และลดอัตราการลาออกกลางคันของเด็กนักเรียนอีกด้วย

ชุดนักเรียน
บรรยากาศวันแรกของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เมื่อเด็กๆ ได้รับอนุญาตให้สวมใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้ ขอบคุณภาพจาก http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30361834

ประเทศอังกฤษถือเป็นประเทศแรกที่มีการกำหนดให้นักเรียนต้องใส่ชุดเครื่องแบบ เกิดขึ้นในโรงเรียน Christ Hospital เมื่อปี 1552 เป็นชุดโคทยาวสีฟ้า หรือที่เรียกกันว่าเสื้อคลุมสีน้ำเงิน เนื่องจากสีน้ำเงินเป็นสีที่ถูกที่สุดในการย้อมผ้าช่วงเวลานั้น ทว่าบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียนเริ่มต้นในอังกฤษปี 1222 โดยเป็นชุดที่มีชื่อเรียกว่า “Cappa Clausa” มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมยาว พร้อมเข็มขัดสีน้ำตาล ต่อมาในทศวรรษ 1870 อังกฤษประกาศระเบียบการศึกษาชั้นต้น ส่งผลให้ชุดนักเรียนแพร่หลายมากขึ้นไปด้วย ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องแบบนักเรียนที่มีราคาแพงไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป หนึ่งในเหตุผลหลักมาจากความยากจนข้นแค้นหลังสงคราม ประกอบกับแนวคิดเสรีนิยมของคนหนุ่มสาวในช่วงทศวรรษ 1960 – 1970 ที่มองว่าการมีเครื่องแบบคือการกดขี่เสรีภาพ ต่อมาโรงเรียนหลายแห่งในยุโรปจึงยกเลิกระเบียบเครื่องแต่งกายลง

ชุดนักเรียนสุดหรูแบบใหม่ล่าสุดของประเทศญี่ปุ่น ได้รับการออกแบบโดยแบรนด์ชื่อดังจากประเทศอิตาลีอย่าง “Armani” มีราคาสูงถึง 500 ยูโร หรือราว 20,000 บาท

ชุดนักเรียน
ระเบียบการแต่งกายในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้มีการกำหนดเครื่องแบบนักเรียนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

ทำไมนักเรียนต้องมีเครื่องแบบ? ชุดนักเรียนคือเครื่องมือในการแสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รายงานจาก Jason Wing ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมต้น Neale-Wade academy ในมณฑลเคมบริดจ์เชอร์ ประเทศอังกฤษ นอกจากนั้นเครื่องแบบยังถือเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจ และตัวผู้สวมใส่เองมีหน้าที่รักษาเกียรติยศขององค์กรเอาไว้เมื่อสวมใส่ ซึ่งหากจะว่ากันถึงข้อดีและความจำเป็นของการมีชุดนักเรียนแล้ว สิทธิประโยชน์ของเสื้อผ้าหน้าตาเหมือนกันไปหมดนี้ครอบคลุมตั้งแต่ตัวผู้สวมใส่ ไปจนถึงผู้ปกครอง และสถาบัน

สำหรับตัวผู้สวมใส่เอง บรรดาผู้ที่เห็นด้วยชี้ว่า การกำหนดเครื่องแบบช่วยเพิ่มพูนทักษะการเรียนรู้ เนื่องจากตัวผู้เรียนเองจะได้ตั้งสมาธิอยู่กับบทเรียน เมื่อทุกคนแต่งกายเหมือนๆ กันหมด อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศของห้องเรียนที่จริงจังขึ้นอีกด้วย ด้านนักจิตวิทยามองว่า เครื่องแบบคือสิ่งที่ช่วยให้เด็กนักเรียนไม่ต้องแบกรับความกดดันจากการเลือกว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าแบบใด ลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเอง และช่วยให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่ปราศจากการแข่งขัน ประกวด หรือโอ้อวดเครื่องแต่งกาย ในขณะเดียวกันก็ลดปัญหาที่จะเกิดจากการกลั่นแกล้งภายในโรงเรียนหรือการบูลลี่ลง ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาที่โรงเรียนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้กำหนดเครื่องแบบ ในปี 2013 มีรายงานว่าเด็กนักเรียนจำนวน 160,000 คนเลือกที่จะโดดเรียน เนื่องจากไม่อยากถูกกลั่นแกล้งจากนักเรียนคนอื่น มากไปกว่านั้นผู้คนเชื่อว่าชุดนักเรียนช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หากปราศจากเครื่องแบบ การแต่งกายของเด็กที่มีฐานะทางบ้านดีอาจส่งผลให้เด็กทั่วๆ ไปรู้สึกด้อย และเกิดการเปรียบเทียบได้ ไปจนถึงป้องกันการแต่งกายแบบอิสระที่ไม่เหมาะสม เช่น กระโปรงที่สั้นเกินไป

เมื่อปี 2018 โรงเรียนมัธยม 40 แห่งในประเทศอังกฤษประกาศกฎห้ามเด็กผู้หญิงสวมกระโปรง เพื่อเป็นการแสดงถึงความเท่าเทียมทางเพศ โดยระบุให้นักเรียนทุกคนสวมใส่กางเกงขายาวสีเทามาโรงเรียนแทน

(ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ Mean Girls ฉากนี้ฉายให้เห็นว่าเสื้อผ้านำไปสู่การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนได้อย่างไร )

และสำหรับผู้ปกครอง ชุดนักเรียนช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากชุดนักเรียนมีราคาถูกกว่า ทั้งยังไม่ต้องปรับเปลี่ยนตามแฟชั่นเช่นเสื้อผ้าทั่วไป อย่างไรก็ดีสิ่งนี้อาจกลายเป็นปัญหาได้ในทางกลับกัน เนื่องจากในบางโรงเรียนชุดนักเรียนมีราคาแพง อีกทั้งการที่โรงเรียนผูกขาดเครื่องแต่งกายเฉพาะจากร้านใดร้านหนึ่งก็สามารถก่อความลำบากแก่ตัวผู้ปกครองเองเช่นกัน นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ไม่เห็นด้วยมองว่าชุดนักเรียนคือสิ่งไม่จำเป็น

ที่ไนจีเรียไม่มีสีสำหรับผู้ชาย หรือสีสำหรับผู้หญิง ชุดนักเรียนทั้งชายและหญิงจึงสามารถปรากฏในสีสันสดใสไม่ว่าจะเป็นสีส้ม สีม่วง หรือสีชมพู

 

ชุดนักเรียนก็ไม่ต่างจากเหรียญสองด้าน โรงเรียนที่มีการกำหนดเครื่องแบบเป็นกฎระเบียบชัดเจนก็ยังคงมีเด็กนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง การเปรียบเทียบยังคงเกิดขึ้นโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น และแม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะเหมือนๆ กัน แต่ยังมีสิ่งอื่นมากมายให้เด็กๆ นำมาโอ้อวด เช่น โทรศัพท์มือถือ ประเด็นความปลอดภัยถูกยกขึ้นมาถกเถียง ผู้เห็นต่างระบุว่าเครื่องแบบแยกนักเรียนออกจากบุคคลภายนอกก็จริง แต่นำไปสู่อาชญากรรมได้เช่นกัน เมื่อคนแปลกหน้าอาจสวมรอยเข้ามาในโรงเรียน โดยอาศัยเครื่องแบบ และที่สำคัญก็คือยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่าการกำหนดเครื่องแต่งกายมีผลต่อประสิทธิภาพการเรียน หรือส่งผลให้เด็กๆ มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น มากกว่านั้นฝั่งเสรีนิยมมองชุดนักเรียนไม่ต่างจากกรอบที่ขวางกั้นอิสระ และความคิดสร้างสรรค์ของตัวผู้เรียนเอง วิวาทะว่าด้วยความสำคัญของการมีอยู่จากฝั่งผู้เห็นด้วย และความไม่จำเป็นของเครื่องแบบจากผู้เห็นต่างล้วนมีน้ำหนัก และจะยังคงถกเถียงไปไม่จบสิ้นตราบใดที่ยังมีโรงเรียน

ชุดนักเรียน
ชุดนักเรียนหญิง สมัยก่อนสงครามโลก ภาพถ่ายจากห้องเรียนบนเกาะ Walcheren ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ส่วนหนึ่งของสารคดีที่เผยแพร่ลงในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ปี 1910
ภาพถ่ายโดย Hugh M. Smith

แล้วตัวเด็กเองคิดเห็นอย่างไรกับชุดนักเรียน? อันที่จริงมีการสำรวจที่ตัวผู้สวมใส่เองค่อนข้างน้อย คำตอบที่ได้แตกต่างกันไปตามเพศ วัย และสังคมที่เด็กๆ เหล่านั้นอยู่ ในโรงเรียน Volusia County รัฐฟลอริดา 70% ของเด็กๆ ไม่ต้องการเครื่องแบบ ด้วยเหตุผลนานาประการไม่ว่าจะเป็นชุดไม่สวย, ไม่แสดงตัวตนของผู้สวมใส่, ไม่เอื้อต่อรูปร่างที่หลากหลาย (ชุดไปรเวทที่เลือกได้เองช่วยให้วัยรุ่นสามารถพรางส่วนด้อยของร่างกายได้) ไปจนถึงไม่คำนึงสิทธิเสรีภาพของตัวนักเรียนเอง อีกการสำรวจโดยมหาวิทยาลัย Lancaster ในสหราชอาณาจักร ตั้งคำถามว่าโรงเรียนควรมีชุดนักเรียนไหม? 18.27% ของเด็กประถมที่เข้ารับการสำรวจเห็นด้วยอย่างที่สุด ในขณะที่ 48.74% ไม่เห็นด้วยอย่างมาก ที่เหลือคือคำตอบกลางๆ ด้านเด็กมัธยมสัดส่วนผู้เห็นด้วยอย่างมากเหลือ 8.43% ไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดเพิ่มเป็น 61.65% นอกจากนั้นทางผู้สำรวจยังสอบถามไปยังกลุ่มผู้ปกครอง และกลุ่มครูเช่นกัน แน่นอนผลที่ได้สวนทางกับเด็กๆ

(ดูผลการสำรวจเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

ในประเทศอินโดนีเซีย สีของชุดนักเรียนแตกต่างกันไปตามโรงเรียน และระดับการศึกษาด้วย ส่วนมากท่อนบนมักเป็นเสื้อสีขาว ส่วนท่อนล่างจะเป็นกางเกงหรือกระโปรงสีแดง, น้ำเงินเข้ม หรือสีเทา และหากผ่านการทดสอบระดับชาติ พวกเขามักเฉลิมฉลองด้วยการพ่นสีสเปรย์ลงบนเครื่องแบบชุดนักเรียน เพื่อแสดงถึงอิสรภาพ

ชุดนักเรียน
นักเรียนเตรียมทหารเรืออเมริกันเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินเรือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชุดนักเรียน แบบประเทศญี่ปุ่นได้แรงบันดาลใจมาจากชุดกะลาสีในลักษณะนี้เช่นกัน
ภาพถ่ายโดย กรมทหารเรือสหรัฐฯ

 

ชุดนักเรียนในอนาคตจะเป็นเช่นไร?

คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าถามใคร หากคุณถามนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ พวกเขาอาจเสนอให้หน้ากากกันมลพิษเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบด้วย หากถามเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ พวกเขาคงเพิ่มเสื้อเกราะกันกระสุนเข้าไป เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ในประเทศที่ยังคงมีสงครามกลางเมือง อย่างไรก็ดีช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายโรงเรียนลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางอย่างเกี่ยวกับเครื่องแบบ และเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจช่วยฉายภาพให้คุณผู้อ่านเห็นว่าแนวโน้มในอนาคตของชุดนักเรียนจะเป็นไปในทิศทางใด

2017 – โรงเรียนมัธยม Lincoln และ โรงเรียนประถม Beckenham ในนิวซีแลนด์ อนุญาตให้เด็กๆ เลือกใส่ยูนิฟอร์มของชายหรือหญิงก็ได้ เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ

2017 – ที่นิวซีแลนด์อีกเช่นกัน โรงเรียนประถม Dunedin North Intermediate พวกเขามีเครื่องแบบให้นักเรียนชายและหญิงเลือกสวมใส่หลายประเภท คือกางเกงขาสั้น, กางเกงสามส่วน, กระโปรง, กางเกงขายาว และกางเกงคูลอตทรงขาบาน

ชุดนักเรียน
เด็กนักเรียนจากโรงเรียนประถม Dunedin North Intermediate ใน ชุดนักเรียน ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ
ภาพถ่ายโดย Heidi Hayward

2018 – โรงเรียนมัธยมต้น Kashiwanoha ในจังหวัดชิบะ สนับสนุนนักเรียนที่เป็น LGBT ด้วยการอนุญาตให้เด็กๆ มีอิสระในการเลือกสวมกระโปรง หรือกางเกงก็ได้ รวมไปถึงการเลือกผูกเนคไทด์ หรือติดริบบิ้นก็ได้เช่นกัน

2018 – หน่วยงานการศึกษาในจังหวัดเวสเทิร์น เคป ประเทศแอฟริกาใต้ อนุญาตให้นักเรียนที่เป็นบุคคลข้ามเพศสามารถเลือกใส่เครื่องแบบชายหรือหญิงก็ได้ตามที่ต้องการ เพื่อลดปัญหาการกลั่นแกล้งเพราะเพศสภาพกันในโรงเรียน

2018 – รัฐบาลเวลส์ในสหราชอาณาจักร เตรียมพิจารณาให้ เครื่องแบบนักเรียนมีความเป็นเพศกลางมากขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนเครื่องแบบให้เรียบง่าย เพื่อที่ผู้ปกครองจะหาซื้อเครื่องแบบได้ตามร้านค้าทั่วไป และสร้างความยืดหยุ่นของเครื่องแบบกับสภาพอากาศมากขึ้น ตลอดจนตั้งโครงการแลกเปลี่ยน หรือรีไซเคิลชุดนักเรียน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้วในโรงเรียนหลายแห่ง

2018 – โรงเรียนประถม 6 แห่งในเมือง Provins ของฝรั่งเศส เตรียมนำเครื่องแบบนักเรียนกลับมาใช้ใหม่เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเป็นชุดมาตรฐานเสื้อโปโลสีฟ้า หลังผลสำรวจเมื่อเดือนกันยายน ปี 2016 ชี้ว่า 65% ของชาวฝรั่งเศสต้องการให้มีเครื่องแบบนักเรียน

2018 – Alex Maina Kaiuki ครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยม Kamusinga ในเคนยา กลายเป็นข่าวดังหลังสวมใส่ชุดนักเรียนทำงานตลอดเวลา เช่นเดียวกับนักเรียนของเขา เพื่อสร้างความเท่าเทียม และบุคลิกเข้าถึงง่าย ตลอดจนรับรู้ถึงความรู้สึก และคุณภาพของชุดที่เด็กๆ ต้องสวมใส่

เด็กๆ ชาวภูฏานสวมใส่ชุดประจำชาติไปเรียน ชุดแบบผู้หญิงเรียกว่า “คีร่า” (Kira) และแบบผู้ชายเรียกว่า “โก” (Gho) มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมยาวถึงระดับเข่าผูกด้วยเข็มขัด ชุดโกพิเศษตรงที่มีผ้าพับเป็นกระเป๋าอยู่ที่บริเวณหน้าท้อง ซึ่งพวกเด็กๆ สามารถใส่หนังสือไว้ข้างในได้

ชุดนักเรียน
สาวน้อยชาวจีนกับหนังสือเรียนของพวกเธอ ก่อนจะมีการกำหนดระเบียบชัดเจน ในอดีตชุดนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่ใส่ในชีวิตประจำวัน
ภาพถ่ายโดย Maynard Owen Williams

2019 – 11 โรงเรียนในมณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน เตรียมเปิดตัวชุดนักเรียนอัจฉริยะที่มีการติดตั้ง GPS ป้องกันเด็กโดดเรียน พร้อมระบบส่งเสียงปลุกเมื่อเผลอหลับในห้องอีกด้วย รายงานจากผู้ผลิตชุดนักเรียนรุ่นใหม่นี้ทนทานต่อการซัก 500 ครั้ง และทนความร้อนได้ถึง 150 องซาเซลเซียส

2019 – และล่าสุด โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ในประเทศไทย อนุญาตให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวททุกวันอังคาร เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความสุข และพัฒนาศักยภาพด้านอื่นๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นชุดที่เรียบร้อย ห้ามใส่เสื้อแขนกุดหรือเสื้อที่มีรอยขาดมาโรงเรียน

 

อ่านเพิ่มเติม

ทำไมต้องบูลลี่ ? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ

 

แหล่งข้อมูล

What’s the point of school uniform?

‘Why school uniform is a pointless waste of time’

10 Advantages and Disadvantages of School Uniforms

Forcing every student to wear trousers won’t make schools more equal

What Do Kids Think About School Uniforms?

 

เรื่องแนะนำ

ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวันแรกของเดือนรอมฎอน เดือนที่ชาวมุสลิมจะพร้อมใจกันถือศีลอดประจำปี ตามปฏิทินของศาสนาอิสลาม เป็นวันเดียวกันกับที่ผมเพิ่งเดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมมาเยือนประเทศนี้ในรอบปีนี้ และมาเลเซียยังคงมีอะไรใหม่ๆ ให้นักเดินทางอย่างผมประทับใจอยู่เสมอ ในช่วงเย็นผมกับเพื่อนออกไปเดินตลาดนัด ลัดเลาะไปตามถนนคนเดินเรื่อยๆ จนมาถึงย่านที่มีร้านอาหารคับคั่ง ภาพของชาวมาเลเซียนั่งรอรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะเป็นความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกร้านอาหารมีผู้คนแน่นขนัด ทุกคนมีอาหารอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่มีใครเริ่มต้นลงมือกิน พวกเขากำลังรอฟังเสียงประกาศที่จะบอกถึงเวลาละศีลอดจากมัสยิด ถ้าเป็นคุณเองจะคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น เมื่อคุณทนหิวมาทั้งวัน อาหารตั้งอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อม แต่ไม่สามารถรับประทานได้? เราเลือกศูนย์อาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเป็นที่ฝากท้องในมื้อเย็นวันนั้น อาหารที่เราสั่งมาพร้อมกับเสียงประกาศจากมัสยิดพอดี แล้วเสียงพูดคุยจอแจก็เบาลง เมื่อทุกคนเริ่มตักอาหารเข้าปาก “ก็ไม่มีใครกินมูมมามนะ” ผมบอกกับเพื่อนคนไทยชาวมุสลิมที่ไปทำงานที่นั่น เขาหัวเราะ ใช่ผมคิดเช่นนั้นจริงๆ กว่า 14 ชั่วโมงที่ไม่มีอาหาร และน้ำตกถึงท้องเลย ภาพจินตนาการของผมพวกเขาควรจะหิวกระหายกว่านี้ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่กว่าๆ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว กว่าเพื่อนของผมจะขุดตัวเองขึ้นจากเตียงให้ลุกไปทำอาหารเช้าได้ ไข่คนปลากระป๋องกับข้าวสวยที่หุงจากไมโครเวฟ เมนูง่ายดายที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามประสาชีวิตคนเมือง เพื่อนชวนให้มากินข้าวด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธ เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมีอาหารตกถึงท้อง ผมนั่งดูเพื่อนกินข้าวไป เล่นโทรศัพท์ไป นับจากนี้ไปอีก 1 เดือน วงจรชีวิตของมันจะกลายเป็นแบบนี้ ตื่นกินข้าวกินน้ำก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกินดื่มได้อีกทีหลังพระอาทิตย์ตก หลังจบทริปท่องเที่ยวในมาเลเซีย ผมกลับมาเป็นมนุษย์ออฟฟิศเช่นเดิม แต่ความสงสัยในกระบวนการถือศีลอดยังคงติดค้างอยู่ในใจ ร่างกายมนุษย์ได้รับประโยชน์จากการอดอาหารและน้ำเป็นเวลานานติดต่อกันร่วมเดือนได้จริงหรือ? ผมค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต […]

ภาพความกลัวจากในบ้านผีสิงเหล่านี้ ทำอดขำไม่ได้

เรื่อง เรเชล บราวน์ กล้องดักถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่า พวกเขามักจะติดตั้งกล้องเหล่านี้ไว้ตามเส้นทางเดินของสัตว์ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายตามธรรมชาติของมัน กล้องเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยรีโมทเซ็นเซอร์ระยะไกล จึงใช้ได้ดีกับผู้ล่าอันตรายอย่างเสือจากัวร์ หรือใช้ในการติดตามพฤติกรรมโดยไม่ต้องรบกวนสัตว์ เช่นการรุมกินซากสัตว์ของฝูงอีแร้ง และเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำมาใช้จับภาพความหวาดกลัวของผู้คน ที่บ้านผีสิง The Nightmares Fear Factory บ้านผีสิงชื่อดังในเมืองไนแอการาฟอลส์ ของแคนาดา ผู้เปิดให้บริการความขนหัวลุกมานานกว่า 30 ปี ในกลางทศวรรษที่ 20 Frank LaPenna เจ้าของกิจการได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพบนรถไฟเหาะ เขาจึงตั้งใจว่าจะนำไอเดียเดียวกันนี้มาบันทึกภาพความหวาดกลัวของบรรดาลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเอาไว้ “ในตอนแรกผมยืนอยู่ในความมืด มีกล้องดิจิตอลตัวจิ๋วในมือคอยจับภาพผู้คนที่กำลังหวาดกลัว” เขาอธิบาย “จากนั้นผมจะวิ่งลงไปที่ลอบบี้ เอาเมมการ์ดออกจากกล้องเสียงเข้าคอมพิวเตอร์ และโชว์ภาพที่ถ่ายได้ขึ้นจอมอนิเตอร์ให้คนที่เพิ่งออกมาจากบ้านผีสิงได้เห็น” LaPenna ทำแบบนี้จนเมื่อเขาได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่นั่นคือกล้องดักถ่ายภาพ ซึ่งจะบันทึกภาพอัตโนมัติ ด้วยเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัตว์ตัวนั้นๆ เดินผ่านอินฟาเรดที่ดักไว้ เขาออกแบบในรูปแบบที่คล้ายกันเพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากอินฟาเรดเป็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ตกใจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กล้องทำงานแทน ด้วยวิธีนี้ช่วยให้เขาได้ภาพถ่ายของผู้คนกว่า 550 ภาพต่อวัน และบ้านผีสิงนี้เปิดทุกวันฉะนั้นในแต่ละปีเขาจึงมีภาพถ่ายที่รวบรวมเอาไว้หลายแสนภาพเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2011 ภาพถ่ายเหล่านี้ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของบ้านผีสิง เพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจอยากลิ้มลองความสยองขวัญให้เข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น แม้ว่าจะแตกต่างจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ที่ให้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่คิดดูอีกที มองไปที่รูปถ่ายเหล่านี้ เราทุกคนล้วนคือสัตว์ที่เมื่ออะดรีนาลีนพลุ่งพล่านจากความกลัว ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาผ่านภาพถ่ายจึงเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ […]

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่สามารถนำกลับมาเล่าใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่ตำนานว่าด้วยมนตร์ขลังแห่งคำสาปของมัมมี่ยังไม่มีวันจางคลาย