วิวาทะชุดนักเรียน เมื่อเหตุผลทั้งสองฝ่ายล้วนมีน้ำหนัก - National Geographic Thailand

วิวาทะชุดนักเรียน เมื่อเหตุผลทั้งสองฝ่ายล้วนมีน้ำหนัก

บรรยากาศวันแรกของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เมื่อเด็กๆ ได้รับอนุญาตให้สวมใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้
ขอบคุณภาพจาก http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30361834

วิวาทะ ชุดนักเรียน เมื่อเหตุผลทั้งสองฝ่ายล้วนมีน้ำหนัก

ภาพถ่ายของบรรดาเด็กนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยในชุดไปรเวท ที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2018 กลายเป็นประเด็นถกเถียงของสังคม เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อทางโรงเรียนอนุญาตให้เด็กนักเรียนสามารถแต่งกายแบบใดก็ได้ในทุกวันอังคาร โดยเชื่อว่าการผ่อนปรนกฎระเบียบการแต่งกายจะช่วยเพิ่มศักยภาพมากขึ้น จากแนวคิดให้ “ความสุข” แก่การมาโรงเรียนของเด็กๆ ซึ่งเชื่อว่าหากตัวผู้เรียนเองมีความสุข ด้านอื่นๆ ก็จะพัฒนาตาม ทั้งนี้การแต่งชุดไปรเวทจะถูกทดลองเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา และหากพบว่าการแต่งกายแบบเสรีหนึ่งวันต่อสัปดาห์นี้มีผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนจริง ในภาคการศึกษาหน้าทางโรงเรียนจะกำหนดให้นักเรียนกลับมาแต่งกายใน ชุดนักเรียน ปกติ

การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการแต่งกายของเด็กๆ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่แทบทุกคนรู้สึกว่าตนมีประสบการณ์ร่วม เพราะในสังคมไทยเรานั้น ชุดนักเรียนถือกำเนิดขึ้นมานานพร้อมๆ กับการวางรากฐานการศึกษาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยังคงถูกใช้เรื่อยมาจนปัจจุบันตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ แม้ว่าโลกจะหมุนไปในทิศทางเสรีนิยมมากขึ้นก็ตาม แต่ชุดนักเรียนยังคงศักดิ์สิทธิ์ในหลายประเทศ แม้กระทั่งในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ภาพจำของเด็กนักเรียนในโรงเรียนจากภาพยนตร์ และซีรีส์ชื่อดัง คือความมีอิสระเสรีที่นักเรียนจะแต่งกายอย่างไรไปเรียนก็ได้ ทว่าอันที่จริงก็มีโรงเรียนที่บังคับการใช้เครื่องแบบเช่นกัน รายงานจากศูนย์สถิติทางการศึกษาแห่งชาติสหรัฐฯ จากการสำรวจในปี 2015 – 2016 มีโรงเรียนของรัฐ 21% ที่มีการกำหนดเครื่องแบบให้นักเรียน

ในเคนยา รัฐบาลให้สวัสดิการแก่โรงเรียนประถมศึกษา โดยการแจกเครื่องแบบนักเรียนฟรีสองชุด เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อย ทั้งยังเป็นการช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของวัยรุ่น และลดอัตราการลาออกกลางคันของเด็กนักเรียนอีกด้วย

ชุดนักเรียน
บรรยากาศวันแรกของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เมื่อเด็กๆ ได้รับอนุญาตให้สวมใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้ ขอบคุณภาพจาก http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30361834

ประเทศอังกฤษถือเป็นประเทศแรกที่มีการกำหนดให้นักเรียนต้องใส่ชุดเครื่องแบบ เกิดขึ้นในโรงเรียน Christ Hospital เมื่อปี 1552 เป็นชุดโคทยาวสีฟ้า หรือที่เรียกกันว่าเสื้อคลุมสีน้ำเงิน เนื่องจากสีน้ำเงินเป็นสีที่ถูกที่สุดในการย้อมผ้าช่วงเวลานั้น ทว่าบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียนเริ่มต้นในอังกฤษปี 1222 โดยเป็นชุดที่มีชื่อเรียกว่า “Cappa Clausa” มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมยาว พร้อมเข็มขัดสีน้ำตาล ต่อมาในทศวรรษ 1870 อังกฤษประกาศระเบียบการศึกษาชั้นต้น ส่งผลให้ชุดนักเรียนแพร่หลายมากขึ้นไปด้วย ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องแบบนักเรียนที่มีราคาแพงไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป หนึ่งในเหตุผลหลักมาจากความยากจนข้นแค้นหลังสงคราม ประกอบกับแนวคิดเสรีนิยมของคนหนุ่มสาวในช่วงทศวรรษ 1960 – 1970 ที่มองว่าการมีเครื่องแบบคือการกดขี่เสรีภาพ ต่อมาโรงเรียนหลายแห่งในยุโรปจึงยกเลิกระเบียบเครื่องแต่งกายลง

ชุดนักเรียนสุดหรูแบบใหม่ล่าสุดของประเทศญี่ปุ่น ได้รับการออกแบบโดยแบรนด์ชื่อดังจากประเทศอิตาลีอย่าง “Armani” มีราคาสูงถึง 500 ยูโร หรือราว 20,000 บาท

ชุดนักเรียน
ระเบียบการแต่งกายในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้มีการกำหนดเครื่องแบบนักเรียนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

ทำไมนักเรียนต้องมีเครื่องแบบ? ชุดนักเรียนคือเครื่องมือในการแสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รายงานจาก Jason Wing ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมต้น Neale-Wade academy ในมณฑลเคมบริดจ์เชอร์ ประเทศอังกฤษ นอกจากนั้นเครื่องแบบยังถือเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจ และตัวผู้สวมใส่เองมีหน้าที่รักษาเกียรติยศขององค์กรเอาไว้เมื่อสวมใส่ ซึ่งหากจะว่ากันถึงข้อดีและความจำเป็นของการมีชุดนักเรียนแล้ว สิทธิประโยชน์ของเสื้อผ้าหน้าตาเหมือนกันไปหมดนี้ครอบคลุมตั้งแต่ตัวผู้สวมใส่ ไปจนถึงผู้ปกครอง และสถาบัน

สำหรับตัวผู้สวมใส่เอง บรรดาผู้ที่เห็นด้วยชี้ว่า การกำหนดเครื่องแบบช่วยเพิ่มพูนทักษะการเรียนรู้ เนื่องจากตัวผู้เรียนเองจะได้ตั้งสมาธิอยู่กับบทเรียน เมื่อทุกคนแต่งกายเหมือนๆ กันหมด อีกทั้งยังสร้างบรรยากาศของห้องเรียนที่จริงจังขึ้นอีกด้วย ด้านนักจิตวิทยามองว่า เครื่องแบบคือสิ่งที่ช่วยให้เด็กนักเรียนไม่ต้องแบกรับความกดดันจากการเลือกว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าแบบใด ลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนเอง และช่วยให้โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่ปราศจากการแข่งขัน ประกวด หรือโอ้อวดเครื่องแต่งกาย ในขณะเดียวกันก็ลดปัญหาที่จะเกิดจากการกลั่นแกล้งภายในโรงเรียนหรือการบูลลี่ลง ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาที่โรงเรียนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้กำหนดเครื่องแบบ ในปี 2013 มีรายงานว่าเด็กนักเรียนจำนวน 160,000 คนเลือกที่จะโดดเรียน เนื่องจากไม่อยากถูกกลั่นแกล้งจากนักเรียนคนอื่น มากไปกว่านั้นผู้คนเชื่อว่าชุดนักเรียนช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หากปราศจากเครื่องแบบ การแต่งกายของเด็กที่มีฐานะทางบ้านดีอาจส่งผลให้เด็กทั่วๆ ไปรู้สึกด้อย และเกิดการเปรียบเทียบได้ ไปจนถึงป้องกันการแต่งกายแบบอิสระที่ไม่เหมาะสม เช่น กระโปรงที่สั้นเกินไป

เมื่อปี 2018 โรงเรียนมัธยม 40 แห่งในประเทศอังกฤษประกาศกฎห้ามเด็กผู้หญิงสวมกระโปรง เพื่อเป็นการแสดงถึงความเท่าเทียมทางเพศ โดยระบุให้นักเรียนทุกคนสวมใส่กางเกงขายาวสีเทามาโรงเรียนแทน

(ส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ Mean Girls ฉากนี้ฉายให้เห็นว่าเสื้อผ้านำไปสู่การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนได้อย่างไร )

และสำหรับผู้ปกครอง ชุดนักเรียนช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากชุดนักเรียนมีราคาถูกกว่า ทั้งยังไม่ต้องปรับเปลี่ยนตามแฟชั่นเช่นเสื้อผ้าทั่วไป อย่างไรก็ดีสิ่งนี้อาจกลายเป็นปัญหาได้ในทางกลับกัน เนื่องจากในบางโรงเรียนชุดนักเรียนมีราคาแพง อีกทั้งการที่โรงเรียนผูกขาดเครื่องแต่งกายเฉพาะจากร้านใดร้านหนึ่งก็สามารถก่อความลำบากแก่ตัวผู้ปกครองเองเช่นกัน นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ไม่เห็นด้วยมองว่าชุดนักเรียนคือสิ่งไม่จำเป็น

ที่ไนจีเรียไม่มีสีสำหรับผู้ชาย หรือสีสำหรับผู้หญิง ชุดนักเรียนทั้งชายและหญิงจึงสามารถปรากฏในสีสันสดใสไม่ว่าจะเป็นสีส้ม สีม่วง หรือสีชมพู

 

ชุดนักเรียนก็ไม่ต่างจากเหรียญสองด้าน โรงเรียนที่มีการกำหนดเครื่องแบบเป็นกฎระเบียบชัดเจนก็ยังคงมีเด็กนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง การเปรียบเทียบยังคงเกิดขึ้นโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น และแม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะเหมือนๆ กัน แต่ยังมีสิ่งอื่นมากมายให้เด็กๆ นำมาโอ้อวด เช่น โทรศัพท์มือถือ ประเด็นความปลอดภัยถูกยกขึ้นมาถกเถียง ผู้เห็นต่างระบุว่าเครื่องแบบแยกนักเรียนออกจากบุคคลภายนอกก็จริง แต่นำไปสู่อาชญากรรมได้เช่นกัน เมื่อคนแปลกหน้าอาจสวมรอยเข้ามาในโรงเรียน โดยอาศัยเครื่องแบบ และที่สำคัญก็คือยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่าการกำหนดเครื่องแต่งกายมีผลต่อประสิทธิภาพการเรียน หรือส่งผลให้เด็กๆ มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น มากกว่านั้นฝั่งเสรีนิยมมองชุดนักเรียนไม่ต่างจากกรอบที่ขวางกั้นอิสระ และความคิดสร้างสรรค์ของตัวผู้เรียนเอง วิวาทะว่าด้วยความสำคัญของการมีอยู่จากฝั่งผู้เห็นด้วย และความไม่จำเป็นของเครื่องแบบจากผู้เห็นต่างล้วนมีน้ำหนัก และจะยังคงถกเถียงไปไม่จบสิ้นตราบใดที่ยังมีโรงเรียน

ชุดนักเรียน
ชุดนักเรียนหญิง สมัยก่อนสงครามโลก ภาพถ่ายจากห้องเรียนบนเกาะ Walcheren ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ส่วนหนึ่งของสารคดีที่เผยแพร่ลงในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ปี 1910
ภาพถ่ายโดย Hugh M. Smith

แล้วตัวเด็กเองคิดเห็นอย่างไรกับชุดนักเรียน? อันที่จริงมีการสำรวจที่ตัวผู้สวมใส่เองค่อนข้างน้อย คำตอบที่ได้แตกต่างกันไปตามเพศ วัย และสังคมที่เด็กๆ เหล่านั้นอยู่ ในโรงเรียน Volusia County รัฐฟลอริดา 70% ของเด็กๆ ไม่ต้องการเครื่องแบบ ด้วยเหตุผลนานาประการไม่ว่าจะเป็นชุดไม่สวย, ไม่แสดงตัวตนของผู้สวมใส่, ไม่เอื้อต่อรูปร่างที่หลากหลาย (ชุดไปรเวทที่เลือกได้เองช่วยให้วัยรุ่นสามารถพรางส่วนด้อยของร่างกายได้) ไปจนถึงไม่คำนึงสิทธิเสรีภาพของตัวนักเรียนเอง อีกการสำรวจโดยมหาวิทยาลัย Lancaster ในสหราชอาณาจักร ตั้งคำถามว่าโรงเรียนควรมีชุดนักเรียนไหม? 18.27% ของเด็กประถมที่เข้ารับการสำรวจเห็นด้วยอย่างที่สุด ในขณะที่ 48.74% ไม่เห็นด้วยอย่างมาก ที่เหลือคือคำตอบกลางๆ ด้านเด็กมัธยมสัดส่วนผู้เห็นด้วยอย่างมากเหลือ 8.43% ไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดเพิ่มเป็น 61.65% นอกจากนั้นทางผู้สำรวจยังสอบถามไปยังกลุ่มผู้ปกครอง และกลุ่มครูเช่นกัน แน่นอนผลที่ได้สวนทางกับเด็กๆ

(ดูผลการสำรวจเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

ในประเทศอินโดนีเซีย สีของชุดนักเรียนแตกต่างกันไปตามโรงเรียน และระดับการศึกษาด้วย ส่วนมากท่อนบนมักเป็นเสื้อสีขาว ส่วนท่อนล่างจะเป็นกางเกงหรือกระโปรงสีแดง, น้ำเงินเข้ม หรือสีเทา และหากผ่านการทดสอบระดับชาติ พวกเขามักเฉลิมฉลองด้วยการพ่นสีสเปรย์ลงบนเครื่องแบบชุดนักเรียน เพื่อแสดงถึงอิสรภาพ

ชุดนักเรียน
นักเรียนเตรียมทหารเรืออเมริกันเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินเรือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชุดนักเรียน แบบประเทศญี่ปุ่นได้แรงบันดาลใจมาจากชุดกะลาสีในลักษณะนี้เช่นกัน
ภาพถ่ายโดย กรมทหารเรือสหรัฐฯ

 

ชุดนักเรียนในอนาคตจะเป็นเช่นไร?

คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับว่าถามใคร หากคุณถามนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ พวกเขาอาจเสนอให้หน้ากากกันมลพิษเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบด้วย หากถามเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ พวกเขาคงเพิ่มเสื้อเกราะกันกระสุนเข้าไป เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ในประเทศที่ยังคงมีสงครามกลางเมือง อย่างไรก็ดีช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายโรงเรียนลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางอย่างเกี่ยวกับเครื่องแบบ และเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจช่วยฉายภาพให้คุณผู้อ่านเห็นว่าแนวโน้มในอนาคตของชุดนักเรียนจะเป็นไปในทิศทางใด

2017 – โรงเรียนมัธยม Lincoln และ โรงเรียนประถม Beckenham ในนิวซีแลนด์ อนุญาตให้เด็กๆ เลือกใส่ยูนิฟอร์มของชายหรือหญิงก็ได้ เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ

2017 – ที่นิวซีแลนด์อีกเช่นกัน โรงเรียนประถม Dunedin North Intermediate พวกเขามีเครื่องแบบให้นักเรียนชายและหญิงเลือกสวมใส่หลายประเภท คือกางเกงขาสั้น, กางเกงสามส่วน, กระโปรง, กางเกงขายาว และกางเกงคูลอตทรงขาบาน

ชุดนักเรียน
เด็กนักเรียนจากโรงเรียนประถม Dunedin North Intermediate ใน ชุดนักเรียน ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ
ภาพถ่ายโดย Heidi Hayward

2018 – โรงเรียนมัธยมต้น Kashiwanoha ในจังหวัดชิบะ สนับสนุนนักเรียนที่เป็น LGBT ด้วยการอนุญาตให้เด็กๆ มีอิสระในการเลือกสวมกระโปรง หรือกางเกงก็ได้ รวมไปถึงการเลือกผูกเนคไทด์ หรือติดริบบิ้นก็ได้เช่นกัน

2018 – หน่วยงานการศึกษาในจังหวัดเวสเทิร์น เคป ประเทศแอฟริกาใต้ อนุญาตให้นักเรียนที่เป็นบุคคลข้ามเพศสามารถเลือกใส่เครื่องแบบชายหรือหญิงก็ได้ตามที่ต้องการ เพื่อลดปัญหาการกลั่นแกล้งเพราะเพศสภาพกันในโรงเรียน

2018 – รัฐบาลเวลส์ในสหราชอาณาจักร เตรียมพิจารณาให้ เครื่องแบบนักเรียนมีความเป็นเพศกลางมากขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนเครื่องแบบให้เรียบง่าย เพื่อที่ผู้ปกครองจะหาซื้อเครื่องแบบได้ตามร้านค้าทั่วไป และสร้างความยืดหยุ่นของเครื่องแบบกับสภาพอากาศมากขึ้น ตลอดจนตั้งโครงการแลกเปลี่ยน หรือรีไซเคิลชุดนักเรียน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้วในโรงเรียนหลายแห่ง

2018 – โรงเรียนประถม 6 แห่งในเมือง Provins ของฝรั่งเศส เตรียมนำเครื่องแบบนักเรียนกลับมาใช้ใหม่เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเป็นชุดมาตรฐานเสื้อโปโลสีฟ้า หลังผลสำรวจเมื่อเดือนกันยายน ปี 2016 ชี้ว่า 65% ของชาวฝรั่งเศสต้องการให้มีเครื่องแบบนักเรียน

2018 – Alex Maina Kaiuki ครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยม Kamusinga ในเคนยา กลายเป็นข่าวดังหลังสวมใส่ชุดนักเรียนทำงานตลอดเวลา เช่นเดียวกับนักเรียนของเขา เพื่อสร้างความเท่าเทียม และบุคลิกเข้าถึงง่าย ตลอดจนรับรู้ถึงความรู้สึก และคุณภาพของชุดที่เด็กๆ ต้องสวมใส่

เด็กๆ ชาวภูฏานสวมใส่ชุดประจำชาติไปเรียน ชุดแบบผู้หญิงเรียกว่า “คีร่า” (Kira) และแบบผู้ชายเรียกว่า “โก” (Gho) มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมยาวถึงระดับเข่าผูกด้วยเข็มขัด ชุดโกพิเศษตรงที่มีผ้าพับเป็นกระเป๋าอยู่ที่บริเวณหน้าท้อง ซึ่งพวกเด็กๆ สามารถใส่หนังสือไว้ข้างในได้

ชุดนักเรียน
สาวน้อยชาวจีนกับหนังสือเรียนของพวกเธอ ก่อนจะมีการกำหนดระเบียบชัดเจน ในอดีตชุดนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่ใส่ในชีวิตประจำวัน
ภาพถ่ายโดย Maynard Owen Williams

2019 – 11 โรงเรียนในมณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน เตรียมเปิดตัวชุดนักเรียนอัจฉริยะที่มีการติดตั้ง GPS ป้องกันเด็กโดดเรียน พร้อมระบบส่งเสียงปลุกเมื่อเผลอหลับในห้องอีกด้วย รายงานจากผู้ผลิตชุดนักเรียนรุ่นใหม่นี้ทนทานต่อการซัก 500 ครั้ง และทนความร้อนได้ถึง 150 องซาเซลเซียส

2019 – และล่าสุด โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ในประเทศไทย อนุญาตให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวททุกวันอังคาร เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความสุข และพัฒนาศักยภาพด้านอื่นๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นชุดที่เรียบร้อย ห้ามใส่เสื้อแขนกุดหรือเสื้อที่มีรอยขาดมาโรงเรียน

 

อ่านเพิ่มเติม

ทำไมต้องบูลลี่ ? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ

 

แหล่งข้อมูล

What’s the point of school uniform?

‘Why school uniform is a pointless waste of time’

10 Advantages and Disadvantages of School Uniforms

Forcing every student to wear trousers won’t make schools more equal

What Do Kids Think About School Uniforms?

 

เรื่องแนะนำ

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่สามารถนำกลับมาเล่าใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่ตำนานว่าด้วยมนตร์ขลังแห่งคำสาปของมัมมี่ยังไม่มีวันจางคลาย

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

ผจญภัยไปบนเส้นทางสายไหม

ร่วมเดินทางผจญภัยไปในอุซเบกิสถาน กับ พอล ซาโลเพก ช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟฟิก กับตอนที่ 6 ของโปรเจค “Eden Walk” โปรเจคเดินเท้าเป็นระยะทาง 33,700 กิโลเมตร ในเวลา 7 ปี เพื่อตามรอยการอพยพออกจากแอฟริกาของบรรพบรุษมนุษย์

สัตว์เหล่านี้เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปีศาจ

ไม่ใช่แค่แมวดำที่ถูกมองว่าเป็นแม่มดจำแลงกายมา แม้แต่กระต่าย, อาย-อาย, พะยูน และจิ้งจอกอาร์กติกเอง สัตว์เหล่านี้ก็มีตำนานเล่าขานเช่นกัน เนื่องในวันฮาโลวีนมาทำความรู้จักกับพวกมันในอีกมุมหนึ่งให้มากขึ้นกัน