วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์ - National Geographic Thailand

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

ด้วยความสามารถของเหล่านักออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้ ถุงพลาสติก ในชุมชนชาวจีนจะไม่สูญไป

ตอนที่ฉันยังเด็กและอาศัยอยู่ในมหานครนิวยอร์ก บ้านญาติคนจีนของฉันเกือบทุกหลังจะมีตู้หรือลิ้นชักพิเศษที่เอาไว้เก็บสินค้าล้ำค่าอย่าง “ถุงพลาสติก” เพราะถุงเหล่านี้มีสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภในวัฒนธรรมจีน ทั้งยังเป็นการแสดงถึงความรู้สึกซาบซึ้งที่เหล่าคนค้าขายมีต่อลูกค้า โดยส่วนใหญ่พวกเราจะได้รับถุงระหว่างการซื้อของชำหรือของใช้จำเป็นอื่นๆ ตามย่านคนจีนในเขตต่างๆ เช่น แมนฮัตตัน ฟลัชชิง หรือ ควีนส์ นอกจากนี้ ถุงพลาสติกยังเป็นดั่งสิ่งเรียกโชคลาภซึ่งสามารถพกพาได้ ดังนั้นการสะสมถุงฟรีใช้แล้วทิ้งเหล่านี้จึงมีความสำคัญทางวิถีปฏิบัติสำหรับฉันในเรื่อง ความมัธยัสถ์ของครอบครัวคนจีนอเมริกัน และหลักว่าด้วยเรื่องอย่าใช้แล้วทิ้งของผู้อพยพ

เคทลีน เฉา และ วิกกี้ เฮ้อ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Banana คิดค้นกระเป๋า BAESIAN สีเหลืองออกมา เมื่อเร็วๆ นี้ (bae คือคำแสลงแปลว่า ที่รัก รวมเข้ากับคำว่า Asian) เพื่อให้แฟนๆ นิตยสารเห็นถึงความภูมิใจในความเป็นเอเชีย
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ณ ปัจจุบัน ฉันย้ายมาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย รัฐแรกในอเมริกาที่มีกฏห้ามใช้ถุงพลาสติก ซึ่งสองสามปีหลังการบังคับใช้กฎหมาย ฉันก็ยังพบเห็นการใช้ถุงขอบคุณอยู่เรื่อยๆ ในพื้นที่รัฐ แต่กลับเป็นถุงที่มีน้ำหนักกว่าและสารพัดประโยชน์กว่ามาก

แน่นอนว่ายังมีธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกที่ใช้วิธีการเดียวกันนี้ ทว่า สำหรับชุมชนบางชุมชนแล้ว ถุงเหล่านี้อาจมีความหมายอันน่าจดจำ เพราะกว่าสิบปีแล้วที่ลวดลายบนถุงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาวจีน ถุงขอบคุณเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความประหยัดและการนำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่ถุงพลาสติกกำลังถูกยกเลิกให้ใช้เนื่องจากปัญหาด้านสภาพแวดล้อม นักออกแบบหลายคนกำลังคิดค้นรูปแบบของถุงที่ยังสามารถแสดงออกถึงความสำคัญทางวัฒนธรรม ความประหยัด การแสดงความเป็นมิตร และความต้องการในการเข้ากับผู้อื่น ซึ่งถุงเหล่านี้ยังยึดถือรูปแบบอันสดใสเดิม อย่าง สีแดง สีชมพู รูปหน้ายิ้ม และตัวอักษรจีน ตามองค์ประกอบเดิมของถุง

 

 “คนรุ่นใหม่” เข้ารับช่วงต่อ

เมื่อคำนึงถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ ดีไซเนอร์แบรนดอน ลี่ จึงสร้างสรรค์ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ของถุง “เราออกแบบให้ถุงมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเอื้อต่อการใส่ของหลากหลายชนิดและขนาดตั้งแต่ ผ้าที่จะนำไปซัก ไปจนถึงสัมภาระต่างๆ ซึ่งดูจะเข้ากับวิถีแบบเอเชียที่ต้องใช้ทุกอย่างให้คุ้มค่าแม้กระทั่ง ถุงพลาสติกเองก็ตาม” เขาอธิบาย

กว่าสิบปีแล้ว ที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองแรกที่ห้ามใช้ถุงพลาสติกได้สำเร็จ ศิลปินนาม ลอเรน ดิโชชชิโอ เริ่มสะสมถุงที่เธอเจอรอบเมืองและนำการปักเย็บมาประยุกต์ใช้กับลวดลายบนถุง
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สินค้าแบรนด์ Black Bean Grocery ที่ออกแบบบนแนวทางการดำรงชีวิตแบบแคลิฟอร์เนียเสนอสินค้ากระเป๋านำกลับมาใช้ใหม่สีชมพูทรงสี่เหลี่ยม ลายการ์ตูน “Happy bean” และคำอวยพร ที่รวมอักษรจีนคำว่า“ความสุข” และ “โชคดี” เข้าด้วยกัน “คุณจะได้ถือโชคลาภไปไหนมาไหนด้วยได้” ลี่ กล่าว และมันถึงเวลาที่รุ่นของเขาจะเข้ามารับช่วงต่อความสัมพันธ์ที่ชุมชนชาวจีนอเมริกันมีต่อถุง

เคทลีน เฉา และ วิกกี้ เฮ้อ ร่วมกันก่อตั้งนิตยสาร Banana ในย่านไชน่าทาวน์ มหานครนิวยอร์ก เมื่อห้าปีที่แล้วขณะที่ทำงานด้วยกันอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น พวกเขาออกแบบถุงลาย BAESIAN สีเหลืองออกมา (bae แสลงที่แปลว่า ที่รัก รวมเข้ากับคำว่า Asian) สื่อให้เห็นถึงการหล่อหลอมตัวตนสองตัวตนระหว่างตะวันออกและตะวันตกในอเมริกา เพื่อให้แฟนๆ นิตยสารเห็นถึงความภูมิใจในความเป็นเอเชีย

“แม้แบบของถุงจะสื่อความเป็นจีนหรือเอเชียออกมาอย่างชัดเจนในสายตาคนเอเชียด้วยกัน แต่เราออกแบบเพื่อให้มันร่วมสมัยและเข้ากับนักอ่านยุคมิลเลนเนียลส์ที่ซื้อนิตยสารของเรามากขึ้น” เฉา กล่าว “ตัวอักษรที่นำมาใช้ใหม่ก็ทำให้ฉันคิดถึงตอนเด็กๆ ที่ไปซื้ออาหารจีนในไชน่าทาวน์ ซึ่งฉันชอบมากเพราะสามารถสื่อถึอวัฒนธรรมของเราได้”

ถุงพลาสติก
ดิโชชชิโอ หวังว่าถุงที่เธอออกแบบจะยังคงสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมการใช้ให้คุ้มค่าของผู้อพยพ
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 

ถุงในฐานะเรื่องราวทางวัฒนธรรม

แม้สำหรับตัวฉันเอง ถุงเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่น่าคิดถึงและเป็นแค่ชิ้นส่วนของความทรงจำในวัยเด็ก แต่ยังสามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่สวยงามและสื่อถึงตัวตนของเราได้

ซึ่งในชุดภาพชื่อ “China Town Pretty” ของ แอนเดรีย หลัว ได้แสดงให้เห็นถึงความนิยมของการใช้ถุงในไชน่าทาวน์ อย่างการใช้ถุงแดงคู่กับกระเป๋าเงินสะพายข้างสีชมพู และภาพชายสวมชุดกีฬาถือถุงแดง ส่วนบริษัทอื่นที่ไม่ใช่เอเชียก็มีการเอาไปใช้ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกดีใจกึ่งเสียใจ เพราะถึงแม้จะเป็นที่นิยมแต่สารที่สื่อออกมาจากถุงนั้นผิดเพี้ยนไป

ถุงพลาสติกเหล่านี้เป็นดั่งความหลังอันน่าคิดถึงในชุมชนเอเชียอเมริกัน ทั้งตัวการออกแบบและในฐานะสัญลักษณ์ของการใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า และเพื่อจะคงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมของผู้อพยพ เหล่านักออกแบบมากมาย ตัวอย่างเช่น Baggu จึงมุ่งคิดค้นถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในช่วงแรก ฉันต่อต้านความคิดที่ว่าถุงพลาสติกราคาถูกเหล่านี้เป็นเครื่องประดับแบบเอเชียที่ต้องมีใช้ตามกระแสนิยมเนื่องจากมันเป็นสิ่งหายากในช่วงทศวรรษที่ 1970 และมีการเอาไปปรับใช้กับสินค้าหลายประเภทตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงลูกบาส ซึ่งขัดจากความตั้งใจเดิมในการออกแบบถุงออกมาใช้ในการส่งอาหารเพราะต้องการดึงดูดคนผิวขาวและตอบโต้การเหยียดเชื้อชาติในอเมริกา ด้วยการหยิบยืมตัวการ์ตูนหน้ายิ้มของเขามาใช้กับสีตามประเพณีและข้อความในวัฒนธรรมจีน

ในบทความเล่าเรื่องผ่านภาพชื่อ “ถุงแดงแห่งไชนาทาวน์” ของ New York Times เองก็แสดงให้เห็นถึงการใช้สีเป็นสื่อซึ่งช่างภาพ เจมส์ โพรชนิค กล่าวถึงถุงเหล่านี้ไว้ว่าเป็น “โคมไฟจีนที่เต็มไปด้วยแสงแห่งความหวังและความอุดมสมบูรณ์”ในขณะที่ชุมชนอื่นๆ มีถุงหลากหลายสีแต่ไม่ได้สื่อถึงสิ่งใดเลย ซึ่งต่างกับถุงของไชนาทาวน์ เพราะถุงแดงคือสิ่งที่สืบทอดต่อกันมาและแสดงตัวตนของคนในไชน่าทาวน์ท่ามกลางพื้นฐานสังคมที่แตกต่างในอเมริกา แม้เขาเองจะเห็นมันเป็นสิ่งทำลายสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่เขาก็ยอมรับว่าเราสามารถค้นพบความสวยงามในสิ่งของธรรมดาๆ เหล่านี้ในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ถุงขอบคุณสีชมพูลายดอกไม้เป็นที่นิยมอย่างมากที่ไชน่าทาวน์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของแบรนด์ Baggu ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในปี 2015 สมาชิกสภาเมืองนิวยอร์ก มาร์การเร็ต ชิน ผู้รับผิดชอบเขตการปกครองที่ 1 แมนแฮดตันตอนล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของไชน่าทาวน์ สนับสนุนให้เพิ่มภาษีถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งลงไปในใบเสร็จ “มีประชาชนจากหลายๆ วัฒนธรรมเลยที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้” เธอกล่าว แต่ด้วยจำนวนผู้เห็นด้วยที่มีไม่พอจะทำให้เกิดกฎหมายการออกภาษีได้ ทางรัฐจึงออกกฎหมายให้ผู้ค้าขายมานำเอาถุงกลับไปรีไซเคิลใหม่ เพราะจำนวนการใช้ถุงที่มีมากถึง 10 พันล้านถุงต่อปี ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณรัฐในการกำจัดขยะพลาสติกประเภทใช้แล้วทิ้งกว่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพื่อที่จะลดผลกระทบทางสภาพแวดล้อมแต่ยังให้การเคารพต่อความสำคัญทางวัฒนธรรมของถุงขอบคุณ เหล่านักออกแบบจึงเริ่มคิดค้นตัวเลือกที่รักษาสิ่งแวดล้อมกว่านี้

กว่าสิบปีแล้ว ที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองแรกที่ห้ามใช้ถุงพลาสติกได้สำเร็จ ศิลปินนาม ลอเรน ดิโชชชิโอ เริ่มสะสมถุงที่เธอเจอรอบเมืองและนำการปักเย็บมาประยุกต์ใช้กับลวดลายบนถุง เช่น การนำแบบของถุงแดงก็นำมาเย็บบนผ้าไหมแก้วสีชมพู ซึ่งเธอต้องการออกแบบให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของมันและความนิยมที่มันมีในสังคมวงกว้าง ซึ่งต่อมา ดิโชชชิโอ ได้ผลิตออกมาให้ซื้อกันตามร้านและออนไลน์ทั่วประเทศ

ถุงขอบคุณนำกลับมาใช้ใหม่ได้ที่ออกแบบโดยดิโชชชิโอ ผลิตในซานฟรานซิสโก
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

นอกจากประโยชน์ของถุงและความชอบใจที่ลูกค้าแสดงออกมา ดิโชชชิโอ ยังหวังอีกว่าถุงของเธอจะยังคงสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมการใช้ให้คุ้มค่าของผู้อพยพ

ในปี 2007 เอมิลี่ ซูกิฮาระ ผู้ก่อตั้ง Baggu ตัดสินใจทำถุงที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยมีแรงบันดาลใจจากถุงพลาสติกแบบเดิมๆ โดยเปลี่ยนเป็นทรงสี่เหลี่ยมที่ราคาไม่แพงและทน ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถหาซื้อได้ในตลาดสมัยนั้นและคุณแม่ของเธอเองก็เป็นคนที่รักสิ่งแวดล้อมมากเสียด้วย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริษัทได้ขายถุงที่ออกแบบให้นำไปใช้ใหม่ได้เป็นจำนวนหลายล้านชิ้น ซูกิฮาระบอกว่าถ้าใช้ถุง Baggu แทนถุงพลาสติกเป็นเวลาแค่หนึ่งปีก็สามารถทดแทนถุงได้ไป 300 ถึง 700 ถุง ซึ่งจะออกแบบต่างไปตามที่ตั้งของร้าน และยังเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในอันดับสินค้าขายดีของบริษัทมาโดยตลอด

เมื่อไหร่ก็ตามที่ ดิโชชชิโอ แนะนำสินค้าของเธอ เธอมักได้รับอาการงุนงงกลับมาจากลูกค้าก่อนที่เสียงหัวเราะและการพยักหน้าจะตามมา
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกวันนี้ อัตราการผลิตถุงพลาสติกทั่วโลกอยู่ที่ 1 ล้านล้านถุงต่อปี และเป็นที่รู้กันถึงผลกระทบร้ายแรงที่มันมีต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลให้เกิดการห้ามใช้ถุงพลาสติกและการถกเถียงกันในหลายๆ พื้นที่ เพราะถุงพลาสติกเป็นมากกว่าแค่สิ่งไว้ใส่ของ แต่เป็นอีกหนึ่งร่อยรอยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชุมชนหนึ่ง การผลิตถุงที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการกำจัดปริมาณพลาสติกและรักษาไว้ซึ่งเรื่องราวทางวัฒนธรรม

 


อ่านเพิ่มเติม

โลกของ Aquaman กำลังจมขยะพลาสติก

เรื่องแนะนำ

รอยเท้าคาร์บอนเบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง

ทางที่ดีในการไม่ก่อขยะเลยทั้งขยะที่ย่อยสลายได้ และย่อยสลายไม่ได้คือ การเลือกลอยกระทงแบบออนไลน์ ลอยกระทงปีนี้มาช่วยกันปกปักรักษาสายน้ำด้วยกระทงออนไลน์กันเถอะ

“ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” – เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

สัมผัสเบื้องหลังของผู้คนจากหน่วยรักษาความปลอดภัยให้กับ ผู้ประท้วงในเมียนมา ที่มาอธิบายว่า เหตุใดเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อต่อสู้กับการปราบปรามของกองทัพ นครย่างกุ้ง, เมียนมา – กลุ่มนายพลผู้บีบเค้นสภาวะการประชาธิปไตยได้ไม่นานนักของเมียนมาโดยการทำรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ อาจไม่ได้คาดคิดถึงการตอบโต้จากประชาชนครั้งใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความพยายามของกองทัพในการทำให้ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ต้องสูญเปล่า ดูเหมือนว่าในช่วง 2-3 วันแรก ประชากรราว 54 ล้านคนของประเทศต่างอยู่ในภาวะเงียบงัน ทว่า ในวันที่ 4 หลังจากเริ่มมีการใช้กำลังตำรวจปราบปรามและจับกุม ผู้คนต่างหลั่งไหลสู่การประท้วงบนท้องถนนโดยสงบซึ่งนำโดยคนหนุ่มสาว แม้กระทั่งผู้สูงอายุที่ต้องทุกข์ทนกับเผด็จการทหารอันโหดร้ายมานานกว่า 50 ปี และได้สัมผัสการทดลองการมีประชาธิปไตยในช่วง 10 ปีให้หลัง เป็นระบอบลูกผสมกับอำนาจกองทัพก็ได้เข้าร่วมการต่อต้านครั้งนี้ด้วยความโกรธแค้นอย่างยิ่ง หลังจากนั้น การประท้วงก็กลายเป็นเรื่องของคนทุกคน ทุกช่วงวัย และสาขาอาชีพอันหลากหลาย ในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพและตำรวจเริ่มยิงปืนไปที่กลุ่มผู้ประท้วงผู้ไร้ซึ่งอาวุธ ในวันที่ 18 มีนาคม มีรายงานยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 224 คน มีผู้ถูกจับกุมกว่า 2,258 คน ตามข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและเมียนมา โดยสมาคมได้ติดตามการบุกโจมตีในเวลากลางคืนและการกักขังหมู่จำนวนมากเช่นกัน […]

จากเวียดนามสู่สิงคโปร์: เมื่อผู้หญิงต้องแต่งงานย้ายถิ่นเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ด้วยมุ่งมั่นจะแสวงหาความมั่นคงทางการเงิน เธอเสี่ยงทิ้งบ้านเกิดในชนบทของเวียดนามเพื่อ แต่งงานเพื่อย้ายถิ่น กับชายคนหนึ่งในประเทศร่ำรวยกว่า ผ่านการจัดการของนายหน้า ผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้อพยพย้ายถิ่นฐานข้ามชาติและภายในประเทศตัวเอง บางส่วน ถูกดึงดูดโดยคำมั่นสัญญาถึงอนาคตที่ดีกว่า แต่สำหรับคนที่เผชิญความอดอยากหรือเภทภัยในประเทศของตนเอง การโยกย้ายถิ่นฐานคือการเดิมพันเพื่อความอยู่รอดของพวกเธอและครอบครัว ในวันแต่งงานของน็อก ทูเหยียน รอบตัวเธอมีแต่คนแปลกหน้า เธอนั่งบนม้านั่งไม้ในสวนพฤกษศาสตร์ของสิงคโปร์ ในชุดสีแดงขลิบลูกไม้สีดำ พร้อมผ้าคาดศีรษะปักลูกปัดเป็นรูปดอกเดซี เธอพบกับเจ้าบ่าวเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้ และเพิ่งได้เจอครอบครัวเขาหลังเธอมาถึงเมื่อ 16 วันก่อน นายหน้าจัดหาคู่สมรสข้ามชาติแปลพิธีแต่งงานเป็นภาษาเวียดนาม แล้วคู่บ่าวสาวก็ผนึกพันธสัญญาของตนด้วยการจูบปากกันอย่างประดักประเดิด หลังลงนามในเอกสาร ปึกใหญ่ การแต่งงานของทูเหยียนก็เสร็จสมบูรณ์เป็นทางการ “ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยค่ะ” ทูเหยียนบอก “ฉันอยากทำงานแล้วค่ะ” ทูเหยียนเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานโดยการแต่งงาน หนึ่งในหลายหมื่นรายจากเวียดนามในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง การโยกย้ายถิ่นฐานวิธีนี้มักเริ่มจากนายหน้าจัดหาคู่สมรสข้ามชาติแจ้งผู้หญิงตามหมู่บ้าน และเมืองในชนบทให้ทราบว่า ฝ่ายชายเดินทางมาถึงแล้วจากเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ ทูเหยียน วัย 34 ปี เจอกับโทนี คอง วัย 45 ปี ด้วยวิธีนี้ ภาพถ่ายของเขาโผล่ขึ้นมาในฟีดเฟซบุ๊กของนายหน้ารายหนึ่ง พร้อมกับที่อยู่ ในนครโฮจิมินห์ และวันนัดหมายที่เขาจะดูตัวและสัมภาษณ์ว่าที่ภรรยาเขาในอนาคต ขั้นตอนนี้มีเงื่อนไขข้อตกลงชัดเจนว่า ฝ่ายหญิงต้องมาด้วยความพร้อมที่จะเจรจราต่อรองเรื่องค่าจ้างสำหรับตนเองและครอบครัว ฝ่ายชายจะเป็น ผู้ระบุว่าจะให้เงินเดือนเท่าใด […]

บามียัน พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถาน-ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น

20 ปีหลังจากการทำลาย บามียัน พระพุทธรูปโบราณ สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือโพรงบนผนังอันว่างเปล่าและความทรงจำ ความพยายามในครั้งที่หนึ่ง สอง และสาม ของ Pascal Maitre ในการไปเยือนพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่แกะสลักบนไหล่เขาของหุบเขาบามียันในอัฟกานิสถานนั้นกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ในปี 1996 ช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนนี้อยู่กรุงคาบูลเพื่อมาทำงานที่ได้รับมอบหมายกับนิตยสาร L’express แม้การเดินทางจากกรุงคาบูลไปเมือง บามียัน มีระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร แต่ในทุกเช้า เขาได้รับการปฏิเสธจากคนขับรถทุกครั้ง แม้เขาจะเพิ่มค่าจ้างให้ก็ตาม ในตลอดเส้นทาง จะมีกองกำลังติดอาวุธประจำจุดตรวจระหว่างทาง และรถขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นเป็นที่หมายตามากเป็นพิเศษ และรถที่พยายามผ่านทางไปมักถูกยึด Pascal ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน จนในที่สุด เขาสามารถเดินทางผ่านจุดตรวจโดยรถประจำทางของเมืองที่เขาเช่ามาซึ่งเต็มไปด้วยผู้โดยสาร และนั่งท่ามกลางพวกเขาในชุดเสื้อคลุมและกางเกงในแบบอัฟกานิสถาน ที่ชื่อว่า Perahan Tunban แต่บามียันนั้นเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าความเสี่ยง พระพุทธหินคู่นี้เริ่มสร้างขึ้นในศตววรษที่ 6 องค์หนึ่งมีความสูง 38 เมตร ส่วนอีกองค์หนึ่งมีความสูง 55 เมตร ตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวทัศน์หุบเขา แม้จะผ่านทั้งยุคสมัย การถูกละเลย และช่วงสงคราม บามียันก็ยังคงดำรงอยู่อย่างโดดเด่นในพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดพักอันคึกคักในเส้นทางสายไหมและศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา พื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกแห่งนี้ได้ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักโบราณคดีจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ประเทศนี้อยู่ภาวะที่สั่นคลอนเกินกว่าจะรักษาพระพุทธรูปเหล่านี้ไว้ แม้ก่อนหน้า Maitre ได้เดินทางไปอัฟกานิสถานอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยไปยังบามียัน […]