วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์ - National Geographic Thailand

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

ด้วยความสามารถของเหล่านักออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใช้ ถุงพลาสติก ในชุมชนชาวจีนจะไม่สูญไป

ตอนที่ฉันยังเด็กและอาศัยอยู่ในมหานครนิวยอร์ก บ้านญาติคนจีนของฉันเกือบทุกหลังจะมีตู้หรือลิ้นชักพิเศษที่เอาไว้เก็บสินค้าล้ำค่าอย่าง “ถุงพลาสติก” เพราะถุงเหล่านี้มีสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภในวัฒนธรรมจีน ทั้งยังเป็นการแสดงถึงความรู้สึกซาบซึ้งที่เหล่าคนค้าขายมีต่อลูกค้า โดยส่วนใหญ่พวกเราจะได้รับถุงระหว่างการซื้อของชำหรือของใช้จำเป็นอื่นๆ ตามย่านคนจีนในเขตต่างๆ เช่น แมนฮัตตัน ฟลัชชิง หรือ ควีนส์ นอกจากนี้ ถุงพลาสติกยังเป็นดั่งสิ่งเรียกโชคลาภซึ่งสามารถพกพาได้ ดังนั้นการสะสมถุงฟรีใช้แล้วทิ้งเหล่านี้จึงมีความสำคัญทางวิถีปฏิบัติสำหรับฉันในเรื่อง ความมัธยัสถ์ของครอบครัวคนจีนอเมริกัน และหลักว่าด้วยเรื่องอย่าใช้แล้วทิ้งของผู้อพยพ

เคทลีน เฉา และ วิกกี้ เฮ้อ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Banana คิดค้นกระเป๋า BAESIAN สีเหลืองออกมา เมื่อเร็วๆ นี้ (bae คือคำแสลงแปลว่า ที่รัก รวมเข้ากับคำว่า Asian) เพื่อให้แฟนๆ นิตยสารเห็นถึงความภูมิใจในความเป็นเอเชีย
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ณ ปัจจุบัน ฉันย้ายมาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย รัฐแรกในอเมริกาที่มีกฏห้ามใช้ถุงพลาสติก ซึ่งสองสามปีหลังการบังคับใช้กฎหมาย ฉันก็ยังพบเห็นการใช้ถุงขอบคุณอยู่เรื่อยๆ ในพื้นที่รัฐ แต่กลับเป็นถุงที่มีน้ำหนักกว่าและสารพัดประโยชน์กว่ามาก

แน่นอนว่ายังมีธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกที่ใช้วิธีการเดียวกันนี้ ทว่า สำหรับชุมชนบางชุมชนแล้ว ถุงเหล่านี้อาจมีความหมายอันน่าจดจำ เพราะกว่าสิบปีแล้วที่ลวดลายบนถุงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาวจีน ถุงขอบคุณเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความประหยัดและการนำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่ถุงพลาสติกกำลังถูกยกเลิกให้ใช้เนื่องจากปัญหาด้านสภาพแวดล้อม นักออกแบบหลายคนกำลังคิดค้นรูปแบบของถุงที่ยังสามารถแสดงออกถึงความสำคัญทางวัฒนธรรม ความประหยัด การแสดงความเป็นมิตร และความต้องการในการเข้ากับผู้อื่น ซึ่งถุงเหล่านี้ยังยึดถือรูปแบบอันสดใสเดิม อย่าง สีแดง สีชมพู รูปหน้ายิ้ม และตัวอักษรจีน ตามองค์ประกอบเดิมของถุง

 

 “คนรุ่นใหม่” เข้ารับช่วงต่อ

เมื่อคำนึงถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ ดีไซเนอร์แบรนดอน ลี่ จึงสร้างสรรค์ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ของถุง “เราออกแบบให้ถุงมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเอื้อต่อการใส่ของหลากหลายชนิดและขนาดตั้งแต่ ผ้าที่จะนำไปซัก ไปจนถึงสัมภาระต่างๆ ซึ่งดูจะเข้ากับวิถีแบบเอเชียที่ต้องใช้ทุกอย่างให้คุ้มค่าแม้กระทั่ง ถุงพลาสติกเองก็ตาม” เขาอธิบาย

กว่าสิบปีแล้ว ที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองแรกที่ห้ามใช้ถุงพลาสติกได้สำเร็จ ศิลปินนาม ลอเรน ดิโชชชิโอ เริ่มสะสมถุงที่เธอเจอรอบเมืองและนำการปักเย็บมาประยุกต์ใช้กับลวดลายบนถุง
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สินค้าแบรนด์ Black Bean Grocery ที่ออกแบบบนแนวทางการดำรงชีวิตแบบแคลิฟอร์เนียเสนอสินค้ากระเป๋านำกลับมาใช้ใหม่สีชมพูทรงสี่เหลี่ยม ลายการ์ตูน “Happy bean” และคำอวยพร ที่รวมอักษรจีนคำว่า“ความสุข” และ “โชคดี” เข้าด้วยกัน “คุณจะได้ถือโชคลาภไปไหนมาไหนด้วยได้” ลี่ กล่าว และมันถึงเวลาที่รุ่นของเขาจะเข้ามารับช่วงต่อความสัมพันธ์ที่ชุมชนชาวจีนอเมริกันมีต่อถุง

เคทลีน เฉา และ วิกกี้ เฮ้อ ร่วมกันก่อตั้งนิตยสาร Banana ในย่านไชน่าทาวน์ มหานครนิวยอร์ก เมื่อห้าปีที่แล้วขณะที่ทำงานด้วยกันอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น พวกเขาออกแบบถุงลาย BAESIAN สีเหลืองออกมา (bae แสลงที่แปลว่า ที่รัก รวมเข้ากับคำว่า Asian) สื่อให้เห็นถึงการหล่อหลอมตัวตนสองตัวตนระหว่างตะวันออกและตะวันตกในอเมริกา เพื่อให้แฟนๆ นิตยสารเห็นถึงความภูมิใจในความเป็นเอเชีย

“แม้แบบของถุงจะสื่อความเป็นจีนหรือเอเชียออกมาอย่างชัดเจนในสายตาคนเอเชียด้วยกัน แต่เราออกแบบเพื่อให้มันร่วมสมัยและเข้ากับนักอ่านยุคมิลเลนเนียลส์ที่ซื้อนิตยสารของเรามากขึ้น” เฉา กล่าว “ตัวอักษรที่นำมาใช้ใหม่ก็ทำให้ฉันคิดถึงตอนเด็กๆ ที่ไปซื้ออาหารจีนในไชน่าทาวน์ ซึ่งฉันชอบมากเพราะสามารถสื่อถึอวัฒนธรรมของเราได้”

ถุงพลาสติก
ดิโชชชิโอ หวังว่าถุงที่เธอออกแบบจะยังคงสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมการใช้ให้คุ้มค่าของผู้อพยพ
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

 

ถุงในฐานะเรื่องราวทางวัฒนธรรม

แม้สำหรับตัวฉันเอง ถุงเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่น่าคิดถึงและเป็นแค่ชิ้นส่วนของความทรงจำในวัยเด็ก แต่ยังสามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่สวยงามและสื่อถึงตัวตนของเราได้

ซึ่งในชุดภาพชื่อ “China Town Pretty” ของ แอนเดรีย หลัว ได้แสดงให้เห็นถึงความนิยมของการใช้ถุงในไชน่าทาวน์ อย่างการใช้ถุงแดงคู่กับกระเป๋าเงินสะพายข้างสีชมพู และภาพชายสวมชุดกีฬาถือถุงแดง ส่วนบริษัทอื่นที่ไม่ใช่เอเชียก็มีการเอาไปใช้ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกดีใจกึ่งเสียใจ เพราะถึงแม้จะเป็นที่นิยมแต่สารที่สื่อออกมาจากถุงนั้นผิดเพี้ยนไป

ถุงพลาสติกเหล่านี้เป็นดั่งความหลังอันน่าคิดถึงในชุมชนเอเชียอเมริกัน ทั้งตัวการออกแบบและในฐานะสัญลักษณ์ของการใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า และเพื่อจะคงไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมของผู้อพยพ เหล่านักออกแบบมากมาย ตัวอย่างเช่น Baggu จึงมุ่งคิดค้นถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในช่วงแรก ฉันต่อต้านความคิดที่ว่าถุงพลาสติกราคาถูกเหล่านี้เป็นเครื่องประดับแบบเอเชียที่ต้องมีใช้ตามกระแสนิยมเนื่องจากมันเป็นสิ่งหายากในช่วงทศวรรษที่ 1970 และมีการเอาไปปรับใช้กับสินค้าหลายประเภทตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงลูกบาส ซึ่งขัดจากความตั้งใจเดิมในการออกแบบถุงออกมาใช้ในการส่งอาหารเพราะต้องการดึงดูดคนผิวขาวและตอบโต้การเหยียดเชื้อชาติในอเมริกา ด้วยการหยิบยืมตัวการ์ตูนหน้ายิ้มของเขามาใช้กับสีตามประเพณีและข้อความในวัฒนธรรมจีน

ในบทความเล่าเรื่องผ่านภาพชื่อ “ถุงแดงแห่งไชนาทาวน์” ของ New York Times เองก็แสดงให้เห็นถึงการใช้สีเป็นสื่อซึ่งช่างภาพ เจมส์ โพรชนิค กล่าวถึงถุงเหล่านี้ไว้ว่าเป็น “โคมไฟจีนที่เต็มไปด้วยแสงแห่งความหวังและความอุดมสมบูรณ์”ในขณะที่ชุมชนอื่นๆ มีถุงหลากหลายสีแต่ไม่ได้สื่อถึงสิ่งใดเลย ซึ่งต่างกับถุงของไชนาทาวน์ เพราะถุงแดงคือสิ่งที่สืบทอดต่อกันมาและแสดงตัวตนของคนในไชน่าทาวน์ท่ามกลางพื้นฐานสังคมที่แตกต่างในอเมริกา แม้เขาเองจะเห็นมันเป็นสิ่งทำลายสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่เขาก็ยอมรับว่าเราสามารถค้นพบความสวยงามในสิ่งของธรรมดาๆ เหล่านี้ในฐานะสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ถุงขอบคุณสีชมพูลายดอกไม้เป็นที่นิยมอย่างมากที่ไชน่าทาวน์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของแบรนด์ Baggu ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในปี 2015 สมาชิกสภาเมืองนิวยอร์ก มาร์การเร็ต ชิน ผู้รับผิดชอบเขตการปกครองที่ 1 แมนแฮดตันตอนล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของไชน่าทาวน์ สนับสนุนให้เพิ่มภาษีถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งลงไปในใบเสร็จ “มีประชาชนจากหลายๆ วัฒนธรรมเลยที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้” เธอกล่าว แต่ด้วยจำนวนผู้เห็นด้วยที่มีไม่พอจะทำให้เกิดกฎหมายการออกภาษีได้ ทางรัฐจึงออกกฎหมายให้ผู้ค้าขายมานำเอาถุงกลับไปรีไซเคิลใหม่ เพราะจำนวนการใช้ถุงที่มีมากถึง 10 พันล้านถุงต่อปี ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณรัฐในการกำจัดขยะพลาสติกประเภทใช้แล้วทิ้งกว่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพื่อที่จะลดผลกระทบทางสภาพแวดล้อมแต่ยังให้การเคารพต่อความสำคัญทางวัฒนธรรมของถุงขอบคุณ เหล่านักออกแบบจึงเริ่มคิดค้นตัวเลือกที่รักษาสิ่งแวดล้อมกว่านี้

กว่าสิบปีแล้ว ที่ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองแรกที่ห้ามใช้ถุงพลาสติกได้สำเร็จ ศิลปินนาม ลอเรน ดิโชชชิโอ เริ่มสะสมถุงที่เธอเจอรอบเมืองและนำการปักเย็บมาประยุกต์ใช้กับลวดลายบนถุง เช่น การนำแบบของถุงแดงก็นำมาเย็บบนผ้าไหมแก้วสีชมพู ซึ่งเธอต้องการออกแบบให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของมันและความนิยมที่มันมีในสังคมวงกว้าง ซึ่งต่อมา ดิโชชชิโอ ได้ผลิตออกมาให้ซื้อกันตามร้านและออนไลน์ทั่วประเทศ

ถุงขอบคุณนำกลับมาใช้ใหม่ได้ที่ออกแบบโดยดิโชชชิโอ ผลิตในซานฟรานซิสโก
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

นอกจากประโยชน์ของถุงและความชอบใจที่ลูกค้าแสดงออกมา ดิโชชชิโอ ยังหวังอีกว่าถุงของเธอจะยังคงสื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมการใช้ให้คุ้มค่าของผู้อพยพ

ในปี 2007 เอมิลี่ ซูกิฮาระ ผู้ก่อตั้ง Baggu ตัดสินใจทำถุงที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยมีแรงบันดาลใจจากถุงพลาสติกแบบเดิมๆ โดยเปลี่ยนเป็นทรงสี่เหลี่ยมที่ราคาไม่แพงและทน ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถหาซื้อได้ในตลาดสมัยนั้นและคุณแม่ของเธอเองก็เป็นคนที่รักสิ่งแวดล้อมมากเสียด้วย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริษัทได้ขายถุงที่ออกแบบให้นำไปใช้ใหม่ได้เป็นจำนวนหลายล้านชิ้น ซูกิฮาระบอกว่าถ้าใช้ถุง Baggu แทนถุงพลาสติกเป็นเวลาแค่หนึ่งปีก็สามารถทดแทนถุงได้ไป 300 ถึง 700 ถุง ซึ่งจะออกแบบต่างไปตามที่ตั้งของร้าน และยังเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในอันดับสินค้าขายดีของบริษัทมาโดยตลอด

เมื่อไหร่ก็ตามที่ ดิโชชชิโอ แนะนำสินค้าของเธอ เธอมักได้รับอาการงุนงงกลับมาจากลูกค้าก่อนที่เสียงหัวเราะและการพยักหน้าจะตามมา
ภาพถ่ายโดย แอนเดรีย หลัว, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ทุกวันนี้ อัตราการผลิตถุงพลาสติกทั่วโลกอยู่ที่ 1 ล้านล้านถุงต่อปี และเป็นที่รู้กันถึงผลกระทบร้ายแรงที่มันมีต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลให้เกิดการห้ามใช้ถุงพลาสติกและการถกเถียงกันในหลายๆ พื้นที่ เพราะถุงพลาสติกเป็นมากกว่าแค่สิ่งไว้ใส่ของ แต่เป็นอีกหนึ่งร่อยรอยทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชุมชนหนึ่ง การผลิตถุงที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการกำจัดปริมาณพลาสติกและรักษาไว้ซึ่งเรื่องราวทางวัฒนธรรม

 


อ่านเพิ่มเติม

โลกของ Aquaman กำลังจมขยะพลาสติก

เรื่องแนะนำ

ชมฝีมือการวาดแผนที่ของเด็กๆ ที่ชนะการประกวดระดับโลก

โครงการประกวดภาพวาดแผนที่ในปีนี้ (Barbara Petchenik Children’s Map Competition 2017) ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ผลงานจากเด็กๆจำนวนเกือบ200 คนจาก 34 ประเทศมีตั้งแต่ฝีมือระดับน่ารักน่าชัง ไปจนถึงฝีมือระดับแพรวพราว หลังผลการตัดสินโดย ICA ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกได้รวบรวมผลงานเข้าตาที่ชนะรางวัลมาให้ได้ชมกัน โดยในที่นี้ผลงานที่ผู้วาดมีอายุน้อยที่สุดเป็นของ หนูน้อยวัย 3 ขวบจากบัลแกเรีย สำหรับธีมของการประกวดในปีนี้คือ “ฉันรักแผนที่” แน่นอนว่าศิลปินรุ่นจิ๋วหลายคนใช้สัญลักษณ์รูปหัวใจเป็นสื่อกลางในที่นี้รวมถึง Colegio Arturo Soria วัย 12 ขวบจากสเปน ที่วาดภพของแผนที่พับเป็นรูปหัวใจ และในส่วนของรางวัลความคิดสร้างสรรค์ในปีนี้ ทางคณะกรรมการผู้ตัดสินไม่อาจเลือกให้รางวัลกับภาพใดภาพหนึ่งโดยเฉพาะได้ ดังนั้นรางวัลจึงถูกประกาศร่วมกันระหว่าง Urteja Kardasiute วัย 4 ขวบจากลิทัวเนียเจ้าของผลงานอันอบอุ่น ดลกและพระอาทิตย์กุมมือกันแสดงออกถึงมิตรภาพ และ Phoebe McClean จากนิวซีแลนด์ ภาพวาดที่สะท้อนถึงนโยบายทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนรางวัลภาพวาดขวัญใจมวลชนในปีนี้ตกเป็นของ Champ Turner วัย 15 ปีจากเมืองออสติน ในรัฐเท็กซัส […]

เปิดตำนาน “เชลล์ชวนชิม” ต้นตำรับการรีวิวร้านอาหารของไทย

ภาพถ่าย หม่อมราชวงศ์ ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ กับตราสัญลักษณ์ เชลล์ชวนชิม ขอบคุณภาพถ่ายจาก Facebook: ครอบจักรวาล เรื่องราวของ “ เชลล์ชวนชิม ” สัญลักษณ์ร้านอาหารอร่อยอายุกว่า 50 ปี โดยนักชิมระดับตำนาน ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมคอลัมน์แนะนำอาหารและนักชิมมากมาย อาหาร เป็นสิ่งที่ให้ความรื่นรมย์กับมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัย ในโลกที่อินเตอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตมนุษย์ การเสาะหาร้านอาหารดีๆ ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก และทำได้รวดเร็ว เพียงแค่เปิดเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลด้านอาหาร หรือเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลว่า ร้านอาหารอร่อย ตามด้วยชื่อสถานที่ ก็สามารถข้อมูลร้านอาหารที่เราพึงพอใจได้แล้ว ในทุกวันนี้มีผู้คนไม่น้อยที่ “กดไลก์” เว็บเพจที่เกี่ยวกับการแนะนำอาหาร หรือรับชมวิดีโอในเว็บไซต์ youtube ที่มีเนื้อหาแนว “ชวนชิม” ซึ่งนำเสนอภาพถ่ายอาหารที่แสนยั่วยวน ให้เราบันทึกไว้เป็นข้อมูลเพื่อออกเดินทางไป “ตามรอย” ร้านอาหารเหล่านั้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ พฤติกรรมเช่นนี้มีอยู่ในสังคมไทยมาตั้งแต่ยุคอดีต เพียงแค่ไม่ใช่รูปแบบการเสาะหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แต่เป็นคอลัมน์ชิมอาหารตามหน้านิตยสาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นผู้เดินทางไปเสาะหาร้านอร่อยตามสถานที่ต่างๆ เพื่อมาเขียนบทความนำเสนอให้กับผู้อ่าน ซึ่งมีหลากหลายคอลัมน์ในยามที่สื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในยุครุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม คอลัมน์ต้นตำหรับ ที่เป็นผู้ […]

ธรรมธุดงค์เพื่อสันติภาพของคนทั้งโลก

ระหว่าง “ยศฐา” กับ “ประชาชน” หากเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร – พระสุธรรม ฐิตธัมโม สำหรับ นายสุธรรม นทีทอง อดีตเลขารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในวันนั้นตัดสินใจเลือกเด็กและประชาชน เป็นผลให้ต้องหลุดจากตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ก่อนที่ในที่สุดก็เลือกก้าวสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “ฐิตธัมโม” จากนั้น หลวงพี่หมี – พระสุธรรม ฐิตธัมโม ก็เดินหน้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยธรรมธุดงค์สร้างสันติภาพ ซึ่งหนึ่งในเส้นทางสุดหฤโหดที่ท่านเลือกเดินคือการเดินข้ามทวีปอเมริกา และได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางธรรม “ตอนนั้นเมื่อว่างจากการทำงานแล้ว เคยคิดไว้ว่าอยากเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาสภิกขุ  และพอดีช่วงนั้นทางสวนโมกข์เปิดอุปสมบทหมู่เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 อาตมาจึงได้บวชเป็นลูกศิษย์ท่านสมใจ ก่อนหน้านั้นได้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ของท่านแล้วก็เกิดความคิดแน่วแน่ในการบวชครั้งนี้ เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ยิ่งศึกษามากขึ้นเท่าใดก็อยากจะรู้ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น  เราได้เห็นธรรมะของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนว่า ‘สุขอื่นใดเหนือความสงบเป็นไม่มี’ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาตมายังคงอยู่รับใช้พระศาสนา”  แล้วการเดินเพื่อสันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร “ในหลักขั้นต้น พระพุทธเจ้าสอนว่า ‘ทำอย่างไรให้พ้นทุกข์’ ในความคิดของอาตมา ตอนนั้นคิดว่าเราพ้นทุกข์ได้แล้วในหลักการ แต่พอขั้นสูงขึ้น พระพุทธเจ้าทรงสอนอีกว่าเมื่อพ้นทุกข์แล้วเราจะเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้อย่างไร เราเริ่มมองเห็นแสงสว่างว่าเรามีทิศทางสู่มรรคผลของเราได้อย่างไร มันเป็นความสุขที่สุขเหนือสิ่งอื่นใด ในการปฏิบัติสู่มรรคผลนิพพานพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ใน 4 กิริยาหลัก นั่นคือ ยืน เดิน นอน นั่ง […]

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]