ก้าวที่กล้านำ:บทบาท นักการเมืองหญิง ในโลก - National Geographic Thailand

ก้าวที่กล้านำ: บทบาท นักการเมืองหญิง ในการเมืองโลก

นิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรียาซินดา อาร์เดิร์น ปราศัยต่อรัฐสภานิวซีแลนด์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ในเดือนมีนาคม เธอตัดสินใจประกาศปิดเมืองทั่วประเทศ “ฉันรับรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหาในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน” เธอกล่าว “ชาวกีวีทั้งหลายขอจงกลับบ้าน โปรดจงรักษาสุขภาพและความเอื้ออารี”


ผู้หญิงในโบลิเวีย นิวซีแลนด์ และอัฟกานิสถานประสบความสำเร็จอย่างมากในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองของ นักการเมืองหญิง แต่หลายคนยังเผชิญกับการต่อต้านทางวัฒนธรรม และกระทั่งความรุนแรง ขณะที่อิทธิพลของพวกเธอเพิ่มมากขึ้น

ตลอดประวัติศาสตร์ และทั่วโลก ผู้หญิงที่แสวงหาอำนาจทางการเมือง นักการเมืองหญิง มักเผชิญกับการต่อต้าน ตั้งแต่การใส่ร้ายป้ายสีไปจนถึงการลอบสังหาร ผู้หญิงก้าวหน้าไปมากก็จริง แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคเดิมๆ ในกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลก รวมทั้งโบลิเวียและรัฐที่รุมเร้าไปด้วยความขัดแย้งอย่างอัฟกานิสถานและอิรัก

การมีกฎหมายกำหนดสัดส่วนตามเพศ ในปัจจุบันเป็นเครื่องประกันว่า ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่การกำหนดสัดส่วนตามเพศดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัด ระบบเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการให้สิทธิพิเศษ แก่ผู้หญิงเหนือผู้ชายด้วยเหตุผลด้านเพศสภาพเพียงอย่างเดียวถือเป็นการบั่นทอนหลักการวัดคุณค่าของคน ที่ความสามารถ

นักการเมืองหญิง, การเมือง, โบลิเวีย
โบลิเวีย นายกเทศมนตรีมาเรีย ปาตริเซีย อาร์เซ กุซมัน วัย 48 ปี แห่งเมืองบินโต ถูกรุมทำร้ายร่างกายและกล้อนผม ระหว่างการประท้วงรุนแรงหลังการเลือกตั้งปี 2019 เธอเชื่อว่าตนเองตกเป็นเป้าเพราะเป็นผู้หญิง และเพราะเธอสนับสนุนโครงการเพื่อเสริมพลังผู้หญิง

ทว่าแม้แต่ในระบบการเมืองที่ดูเหมือนมีความเป็นกลางทางเพศและมุ่งประเมินคนที่ความสามารถ ก็มีความ ไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างที่สืบทอดมายาวนานเช่นกัน ระบบที่ไม่กำหนดสัดส่วนเพศอย่างในสหรัฐอเมริกาก็อาจโอนเอียงเข้าข้างกลุ่มคนที่มีอำนาจครอบงำ ซึ่งรวมถึงผู้ชาย คนผิวขาว และคนที่มีทรัพยากรทางการเงินมาก การก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อเข้าสู่เวทีการเมืองนับเป็นความท้าทายประการหนึ่ง แต่ประเด็นที่ว่าเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วผู้หญิงจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง

การให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองหรือในรัฐสภาอาจช่วยตอบโจทย์เรื่องความ เท่าเทียมระหว่างเพศได้ แต่ก็อาจเป็นเพียงการตอบโจทย์แบบขอไปที หากนักการเมืองหญิงได้เข้าไปปรากฏตัว แต่เสียงของพวกเธอไม่ถูกรับฟัง แล้วยังมีคำถามที่ว่า ผู้หญิงกลุ่มไหนที่มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่แห่งอำนาจ และผู้หญิงเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มอื่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นคำถามที่หลายประเทศกำลังพยายามหาคำตอบ

แม้จะต้องเผชิญกับการข่มขู่ ความรุนแรง และอุปสรรคอื่น ๆ แต่ผู้หญิงทั่วโลกต่างยืนหยัดในความพยายามที่จะไขว่คว้าและเสริมความแข็งแกร่งให้อำนาจทางการเมืองของพวกเธอ

นักการเมืองหญิง, โบลิเวีย
โบลิเวีย ไม่นานหลังได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2015 นายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของเมืองเอลอัลโต โซเลดัด ชาเปตน ตังการา คนกลางในภาพ ก็ถูกข่มขู่และสำนักงานของเธอถูกลอบวางเพลิงจนมีผู้เสียชีวิตหกคน ชาเปตนผู้รณรงค์ต่อต้านการทุจริตและการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง รู้สึก “ภูมิใจที่ทำงานสำเร็จหลายอย่าง ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรจำกัด” ในภาพ เธอถูกห้อมล้อมด้วยผู้สนับสนุนระหว่างไปร่วมงานฉลองแห่งหนึ่ง

รัฐบาลบางประเทศมีความก้าวหน้ามากในด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงโดยไม่ต้องอาศัยระบบ กำหนดสัดส่วนเพศ

นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่ให้สิทธิผู้หญิงลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 1893 ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลกในด้านการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในรัฐสภา เทียบกับสหรัฐอเมริกาซึ่งถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 81 ตามข้อมูลของ สหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกของรัฐสภาที่มีสำนักงานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์

ทว่าในบางประเทศ การมีผู้หญิงสวมบทบาทผู้มีอำนาจตัดสินใจอาจไม่ได้นำไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้หญิงในประเทศนั้นๆ สำหรับผู้หญิงเหล่านั้น การอยู่ในอำนาจไม่ได้หมายความว่า พวกเธอจะมีอำนาจเสมอไป

ผู้หญิงตะวันออกกลาง, อัฟกานิสถาน
อัฟกานิสถาน สมาชิกรัฐสภา แมเรียม ซามา วัย 28 ปี สมาชิกคนสำคัญของเครือข่ายสตรี เดินออกจากสภาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 2019 ในวันที่สภาผ่านกฎหมายคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างเฉียดฉิว “พวกเราเป็นผู้หญิงที่เติบโตในช่วงหลังสงคราม เราเป็นคนรุ่นใหม่ เรามีข้อเรียกร้อง” เธอกล่าว

อิรักเคยอยู่แถวหน้าของภูมิภาคตะวันออกกลางในด้านสิทธิสตรี กฎหมายสถานภาพส่วนบุคคลปี 1959 ของประเทศมีบทบัญญัติที่จำกัดการมีภรรยาหลายคนและการแต่งงานกับเด็ก ทำให้การบังคับแต่งงานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งยังปรับปรุงสิทธิของผู้หญิงในการหย่า การเลี้ยงดูบุตร และการรับมรดก

รัฐธรรมนูญปี 1970 ที่ร่างโดยพรรคบาทของซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งมีแนวทางแยกศาสนาออกจากรัฐ ประกันสิทธิเสมอภาคของพลเมืองทุกคน อัตราการรู้หนังสือ การศึกษา และการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงได้รับการส่งเสริมผ่านนโยบายที่เปิดกว้าง เช่น การมีสถานรับเลี้ยงเด็กที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย และสิทธิการลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างเป็นระยะเวลาหกเดือน

ความก้าวหน้าดังกล่าวกลับถดถอยลง เมื่อเกิดการคว่ำบาตรจากนานาชาติและสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน หลายสิบปี ฮุสเซนเป็นผู้นำเผด็จการที่โหดร้ายและกระหายเลือด แต่การที่เขาถูกโค่นอำนาจเมื่อปี 2003 ได้เปิดทางขึ้นสู่อำนาจสำหรับผู้นำศาสนาและสมาชิกสภาฝ่ายอนุรักษนิยมซึ่งพยายามลดทอนสิทธิของผู้หญิง บรรดาพรรคการเมืองเคร่งศาสนาล้วน “ไม่เชื่อว่าผู้หญิงควรมีส่วนร่วมในตำแหน่งระดับสูง” ฮานา เอดวาร์ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมานานกว่า 50 ปี กล่าว

นักการเมืองหญิง, นิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์ จากซ้าย อาสาสมัครรักษาความปลอดภัยชาวเมารี ฮูฮานา ทูคากิ, วิกิ ทอดด์, และแมรีแอน โวต ถ่ายภาพร่วมกันในวันไวทังกีประจำปี 2020 อาสาสมัครราว 900 คนช่วยดูแลสุขอนามัยและความปลอดภัยของชุมชนพื้นเมือง

ผู้หญิงอัฟกานิสถานก็ไม่ต่างจากผู้หญิงอิรัก พวกเธอเผชิญกับสงครามยาวนานหลายสิบปี การแทรกแซงทางทหาร จากต่างชาติ ความรุ่งเรือง ตกต่ำ และรุ่งเรืองอีกครั้งของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงอย่างตอลิบาน ไปจนถึงความไร้เสถียรภาพและความไม่ปลอดภัยทางการเมือง แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ สมาชิกสภานิติบัญญัติหญิงของอัฟกานิสถานบางส่วน รวมตัวกันก่อตั้งเครือข่ายผู้หญิงเมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษมาแล้ว ที่นั่งร้อยละ 27 หรือ 68 ที่นั่งจากทั้งหมด 249 ที่นั่งในสภาล่างหรือสภาประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงถูกกันไว้สำหรับผู้หญิง

ขณะนี้ผู้หญิงอัฟกานิสถานกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ ทว่าเป็นที่คุ้นเคย นั่นคือการหวนคืนของกลุ่มตอลิบานซึ่งมาพร้อมกับทรรศนะกดขี่ผู้หญิง ย้อนหลังไปเมื่อปี 2001 รัฐบาลตอลิบานถูกโค่นโดยกองกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ 9/11 เพื่อเป็นการลงโทษฐานให้ที่พักพิงแก่อุซามะห์ บิน ลาดิน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์

ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มตอลิบานเพื่อมุ่งยุติสงครามที่ยาวนานถึง 18 ปี ขณะนี้ ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า กลุ่มตอลิบานยังคงมีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนในประเทศที่บอบช้ำจากสงคราม และจะใช้อำนาจนั้นอย่างไร หลังกองกำลังสหรัฐฯ ถอนตัวออกไป

เรื่อง  ราเนีย อาบูเซด

ภาพถ่าย  แอนเดรีย บรูซ

นี่คือเนื้อหาส่วนหนึ่งจากสารคดี ก้าวที่กล้านำ ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมิถุนายน 2563

สามารถอ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ในเล่ม สามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านหนังสือหรือทางเว็บไซต์ https://www.naiin.com/product/detail/505767

 


อ่านเพิ่มเติม ผู้หญิง : ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง – บทบรรณาธิการ

ผู้หญิง

เรื่องแนะนำ

เฉลิมฉลองเทศกาลหน้าร้อนในยาคุสตค์ เมืองที่หนาวที่สุดในโลก

(ภาพปก) The Algyschyt หรือผู้ทำพิธี กำลังวิงวอนต่อดวงอาทิตย์และบรรดาเทพเจ้าในพิธีเปิดเทศกาลฤดูร้อนที่ Us Khatyn ที่ตั้งอยู่นอกเมือง ยาคุสตค์ เทศกาลในวันครีษมายันนี้มีผู้เข้าร่วมราวสองแสนคนจากภูมิภาคไซบีเรียและที่อื่นๆ เมือง ยาคุสตค์ เฉลิมฉลองการมาถึงของหน้าร้อนด้วยการจัดเทศกาลอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การไปเยือน คนส่วนใหญ่รู้จัก ยาคุสตค์ ในฐานะเมืองที่มีฤดูหนาวอันหฤโหด แต่ทว่า ในเมืองนี้ก็มีฤดูร้อนที่แสงแดดสว่างจ้า และดึงดูดนักท่องเที่ยวนับร้อยนับพัน ยาคุสตค์เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐซาฮา (คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ ยาคุเทีย) ภูมิภาคไซบีเรียตะวันออกไกล พื้นที่เมืองแผ่ขยายตามภูเขา แม่น้ำ และป่าสนไทกาที่มีขนาดเท่าประเทศอินเดีย ในยามหน้าหนาว อุณหภูมิอาจลดลงถึง –57 องศาเซลเซียส แต่ในยามหน้าร้อน อุณหภูมิจะอยู่ที่ราว 21 องศาเซลเซียส ยาคุสตค์เป็นเจ้าของสถิติทั้งเมืองที่หนาวที่สุดในโลก และเมืองที่มีความแตกต่างทางอุณหภูมิมากที่สุดในโลก ความท้าทายนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้กระตือรือร้นที่จะทดสอบตัวเองในความหนาวที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ในยามร้อน ยาคุสคต์ก็เหมาะแก่การมาเยือนในช่วงเทศกาลหน้าร้อนเพื่อให้ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่มีสีสัน เทศกาลแห่งจิตวิญญาณ ผู้คนในยาคุเทียล้วนมีความคิดว่าธรรมชาติดำรงอยู่พร้อมจิตวิญญาณ ชาวเมืองยาคุตสค์ถือเอาวันครีษมายัน (วันที่มีกลางวันยาวนานที่สุดของปี) เป็นวันจัดเทศกาลฤดูร้อน (Holiday of Ysyakh หรือ Ysyakh Festival) เพื่อเป็นเกียรติกับธรรมชาติและเทพเจ้า และเฉลิมฉลองการเริ่มต้นใหม่และความอุดมสมบูรณ์ โดยเทศกาลฤดูร้อนที่ใหญ่ที่สุดจัดขึ้นที่ Us Khatyn […]

คุยเรื่องห้องน้ำกับแมตต์ เดมอน

นอกจากเป็นนักแสดง ผู้อำนวยการสร้าง และนักเขียนบทภาพยนตร์มือรางวัลแล้ว แมตต์ เดมอน วัย 46 ปี ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Water.org องค์กรไม่แสวงกำไรซึ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัยและการสุขาภิบาลด้วย ซูซาน โกลด์เบิร์ก บรรณาธิการนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีโอกาสสัมภาษณ์เดมอนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างที่เขาเตรียมปราศรัยให้บรรดาผู้นำที่ธนาคารโลก ซูซาน โกลด์เบิร์ก: ในการพยายามรายงานและถ่ายภาพสารคดีว่าด้วยการสุขาภิบาลในฉบับนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องยากที่จะพูดคุยเรื่องนี้กับคนจำนวนมาก แมตต์ เดมอน: ใช่ครับ ถ้าคุณพูดถึงบางเรื่องอย่างมะเร็งหรือโรคเอดส์ หรือแม้แต่เรื่องประเทศกำลังพัฒนา ผู้คนในประเทศพัฒนาแล้วจะรู้สึกเชื่อมโยงได้ทั้งนั้น  เราทุกคนต่างมีคนรู้จักที่ต่อสู้กับหนึ่งในโรคร้ายเหล่านั้น และสามารถเชื่อมโยงได้ทันที แต่บางเรื่องอย่างเรื่องนี้  เราไม่สามารถเชื่อมโยงได้ครับ  พวกเราส่วนใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วเชื่อมโยงไม่ได้จริงๆครับ กับพฤติกรรมอย่างการขับถ่ายกลางแจ้งซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา โกลด์เบิร์ก: นั่นเป็นเรื่องยากสำหรับบางคนแม้แต่จะพูดคุยกันค่ะ หนึ่งในหลายๆสิ่งที่เราพยายามทำกันอย่างจริงจังในสารคดีเรื่องนี้ก็คือแสดงให้เห็นผลกระทบของการขาดการสุขาภิบาล เพราะบางทีผู้คนอาจอยากเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน เดมอน: เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนเข้าใจความใหญ่โตของปัญหาว่า ผู้คน 2,400 ล้านคนขาดการเข้าถึงสุขอนามัยอย่างเพียงพอ คนที่มีโทรศัพท์มือถือมีมากกว่าคนที่มีห้องน้ำเสียอีกครับ เราสูญเสียเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบทุกๆ 90 วินาที เพราะขาดการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ทั้งสองอย่างนั้นมาด้วยกันครับ โกลด์เบิร์ก: แล้วคุณจะทำอย่างไรคะ เดมอน: อุปสรรคข้อแรกที่ต้องขจัดคือการทำให้คนเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา จากนั้นข้อสองคือการพยายามทำให้เรื่องนี้พูดคุยกันได้ง่ายขึ้น เราสามารถใช้อารมณ์ขันครับ เรามีความคิดว่าจะถ่ายทำโฆษณาเพื่อบริการสาธารณะที่บ้านของคนดังในฮอลลีวูดบางคน […]

9 ต้นไม้ในตำนานแห่งความทรงจำทั่วโลก

ต้นไม้ ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แม้บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ทั้งยังเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ และเป็นอนุสรณ์ความเศร้า ต้นไม้ สร้างแรงบันดาลใจที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า ในปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน สงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นนี้ว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่” นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอน และนั่นเองที่ทำให้ต้นไม้บันทึกเรื่องราวปีแล้วปีเล่าของเมืองเอาไว้ในเชิงกายภาพ” ทว่าความทรงจำบางอย่างกลับทำให้หัวใจรานร้าว เฉกเช่นที่ถ่ายทอดผ่านต้นเชสต์นัตซึ่งยืนต้นอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ซึ่งเด็กหญิงนามอันเนอ ฟรังค์ (หรือแอนน์ แฟรงค์) และครอบครัวหลบซ่อนตัวจากพวกนาซี จากหน้าต่างห้องใต้หลังคาเพียงบานเดียวที่ไม่ถูกปิดตาย อันเนอมองเห็นต้นไม้ซึ่งช่วยบ่งบอกฤดูกาลที่ผันผ่าน […]

เมื่อโลกติดไวรัส โควิด-19 :รายงานในเบลเบียม

ในวอร์ดผู้ป่วย โควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ที่เหนื่อยอ่อนดูแลคนไข้และคอยรับฟังความกลัวในเสียงกระซิบของพวกเขา  “ถ้าฉันไม่ทำ” พยาบาลผู้หนึ่งถาม “แล้วใครจะทำล่ะ” เซดริก เครเบเฮย์ แต่งตัวตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รอบตัวเขา ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ป้องกันใบหน้า ชุดป้องกันการติดเชื้อ ถุงสองชั้นหุ้มรองเท้า ถุงมือสองชั้น เขาฝึกถือกล้องและใช้งานผ่าน ชั้นพลาสติก ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในกรุงบรัสเซลส์ เขาเฝ้ามองหญิงสูงวัยผู้หนึ่งจ้องเข้าไปในดวงตาพยาบาลที่มาตรวจเชื้อ โควิด-19 ให้เธอ “เช เปอ” ฉันกลัว ผู้หญิงคนนั้นบอก พยาบาลจับมือเธอไว้ โน้มเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า ฉันก็กลัวค่ะ เธอกับทีมงานอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อให้ผู้คนเกือบ150 คนภายในวันนั้นวันเดียว หลังจากตรวจเสร็จ เธอก็หันมาทางเครเบเฮย์ น้ำเสียงเธอฟังดูทั้งแตกสลาย แข็งแกร่ง โศกสลด และโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน “ไม่มีใครเข้าใกล้คนเหล่านี้ได้ค่ะ” เธอบอก “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ” เครเบเฮย์วัย 43 ปี เป็นหลานของชาวเบลเยียมและชาวดัตช์ผู้รอดตายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะช่างภาพข่าว การยืนอยู่เบื้องหน้าการสู้รบด้วยอาวุธและความตายไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยสำหรับเขา แต่ระหว่างใช้เวลาอยู่ตามโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และรถตู้ขนส่งศพเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เครเบเฮย์ก็ตระหนักว่า ชาวเบลเยียมรุ่นเขากำลังเป็นประจักษ์พยานผู้เห็นชาติของตนประสบวิกฤติเป็นครั้งแรกและกำลังหวาดกลัวเช่นเดียวกับที่คนเบลเยียมรุ่นปู่ย่าเคยประสบมาก่อน ในช่วงสองสามสัปดาห์ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน อัตราป่วยตายต่อหัวจากโรคโควิด-19 ของเบลเยียมดูจะอยู่ในอันดับสูงสุดของโลก […]