เศรษฐกิจเวียดนาม ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร - National Geographic Thailand

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้

หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ

ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร

หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ

ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP)

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย, ย่านเมืองเก่าฮานอย, เวียดนาม
คนเดินถนนและคนขับรถมอเตอร์ไซค์ในบรรยากาศกลางคืน ณ ย่านเมืองเก่าของกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย SHAWN HUGHES, MY SHOT

คำถามมีอยู่ว่า การเติบโตราวกับปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ธนาคารโลกและสถาบันคลังสมอง Brookings ของสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การผงาดขึ้นของเศรษฐกิจเวียดนามเกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ หนึ่งการนำนโยยายการค้าเสรีมาใช้อย่างกระตือรือร้น ละทิ้งแนวคิดที่กิจการทุกอย่างเป็นของรัฐตามแบบประเทศคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม สอง การเปิดเสรีต่อโลกภายนอก พร้อมกับการปฏิรูปภายในประเทศโดยการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดค่าใช้จ่ายในดำเนินการทางธุรกิจ สาม การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์และทุนทางกายภาพผ่านการลงทุนภาครัฐ

การค้าเสรีเพื่อนำเงินเข้าประเทศ

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ทำข้อตกลงด้านการค้ากับกลุ่มประเทศที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ เช่นเมื่อปี 1995 เข้าร่วมเขตการค้าเสรีอาเซียน ปี 2000 ได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก และเข้าร่วมกับข้อตกลงอาเซียนที่ตามมาด้วยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น การมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้เวียดนามลดภาระภาษีศุลกากรในการนำเข้าและส่งออก อัตราการเข้ามาของการลงทุนจากต่างชาติและการจำหน่ายสินค้าเพื่อหารายได้เข้าประเทศจึงเพิ่มขึ้นอย่างยิ่งยวด

เปิดเสรีสู่ภายนอก พร้อมปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน

ในปี 1986 (ปีที่ออกแผนปฏิรูปโด่ยเหม่ย) เวียดนามออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เป็นครั้งแรก สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ในปี 2016 เวียดนามได้ปรับปรุงกฎหมายหลายครั้งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน และลดขั้นตอนทางราชการเพื่ออำนวยความสะดวกบริษัทต่างชาติให้เข้ามาตั้งธุรกิจได้ง่ายกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้เวียดนามเป็นที่จับตามองในระดับนานาชาติมากขึ้น

ในรายงานความสามารถทางการแข่งขันระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (The World Economic Forum’s Global Competitiveness Report) เวียดนามได้ไต่อันดับในหัวข้อนี้จากอันดับที่ 77 ในปี 2006 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 55 ในปี 2017 และในปีเดียวกันนี้ ธนาคารโลกกล่าวว่าความก้าวหน้าของเวียดนามนั้นเกิดจากการบังคับใช้สัญญาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงเครดิตเงินทุน พลังงานไฟฟ้า การจ่ายภาษี และการค้าขายระหว่างชายแดน อีกทั้งยังมีการจัดการเงินทุนผ่านนโยบายที่ดี และรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามได้รับประกันถึงสภาวะการเมืองภายในที่มั่นคง การเปิดและปฏิรูปประเทศ และพัฒนาประสิทธิภาพของรัฐบาลให้ดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เวียดนามจึงกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของบริษัทต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายบริษัท เช่น บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ บริษัทเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียงจากทั้งยุโรปและอเมริกาก็ใช้บริการ Made in Vietnam หลายบริษัทด้วยกัน

สำนักข่าว The Financial Times ออกรายงานว่าในปี 2017 เวียดนามจะเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อันดับสองรองจากประเทศสิงคโปร์ อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ชุดเครื่องกีฬาไปจนถึงโทรศัพท์สมาร์ตโฟนต่างผลิตในประเทศอาเซียนแห่งนี้

เศรษฐกิจเวียดนาม, โฮจิมินห์, ผู้หญิงเวียดนาม
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังสวดมนต์ที่เจดีย์ในนครโฮจิมินห์ ภาพถ่ายโดย JET HUYNH, MOMENT/GETTY IMAGES

การลุงทุนอย่างยิ่งยวดในทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี

เวียดนามลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นอย่างมาก ในขณะที่บรรดาประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดที่ลดลง เวียดนามกลับมีการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็ว ในจำนวนตัวเลขประชากร 95 ล้านคนของเวียดนาม เป็นคนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีเกือบครึ่งหนึ่ง และค่าจ้างแรงงานหนุ่มสาวเหล่านี้มีอัตราต่ำ ประกอบกับอัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงมีมาตรการลงทุนภาครัฐในด้านการศึกษาอย่างจริงจัง

ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้คือคุณภาพของนักเรียนชาวเวียดนามนั้นอยู่ในอัตราที่สูง ผลการทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ที่จัดทดสอบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) อันเป็นการทดสอบศักยภาพด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในปี 2015 เวียดนามอยู่อันดับที่ 8 จาก 72 ประเทศที่เข้าร่วม ซึ่งสูงกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ เวียดนามก็ได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการสร้างการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในระดับมวลชนที่ราคาถูก และในขณะนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ได้มาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและสารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยปัจจัยที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา การเติบโตทาง GDP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี และในปี 2017 ก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.8 ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ เวียดนามจึงเปลี่ยนจากประเทศที่เคยยากจนที่สุดในโลกมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างผาสุข ตัวเลข GDP ต่อหัวในปี 1985 อยู่ที่ 230 ดอลลาร์ ในปี 2017 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นไปถึง 2,343 ดอลลาร์ (ราวสิบเท่าของตัวเลขเดิม) เลยทีเดียว

ปัจจัยทางการเมืองที่ยังอยู่ในกรอบ

ในทางการเมือง เวียดนามมีสภาวะทางการเมืองที่มั่นคงอันเป็นผลมาจากการควบคุมที่เข้มงวดจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามกลับสวนทางในเรื่องการเติบโตของสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัวของพลเมือง และเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีดัชนีเสรีภาพสื่อต่ำที่สุดในโลก การใช้สื่อออนไลน์ของพลเมืองถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด และเวียดนามไม่ต้อนรับบรรดานักสิทธิมนุษยชนเข้ามาประเทศ

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังขนส่งดอกไม้ด้วยจักรยานในกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย MARISA VEGA, GETTY IMAGES

สิ่งใดที่จะหยุดเวียดนามในการพุ่งทะยานนี้

เนื่องด้วยความมุ่งมาดปรารถนาของผู้คนมีที่ต่อภาวะโลกาภิวัตน์นั้นลดลงในหลายพื้นที่ของประเทศเวียดนาม จึงเกิดภาวะที่ไม่ค่อยมั่นคงในแง่มุมของเศรษฐกิจที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของเวียดนาม สำนักข่าว The Financial Times ได้ออกรายงานว่า การส่งออกที่มีมูลค่ากว่าร้อยละ 99.2 ของจีดีพีเวียดนามนั้นการเกิดจากการลงทุนและการค้าของบริษัทต่างชาติ สิ่งนี้อาจเป็นตัวฉุดรั้งเวียดนามในฐานะประเทศในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ในกรณีเกิดภาวะการแข็งค่าหรือความผันผวนของเงินตราต่างประเทศ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกายังดำเนินอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จำกัดการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากจีนซึ่งมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศจีนพิจารณาย้ายไปยังเวียดนาม และถึงแม้ว่าเวียดนามอาจจะต้องพบเจอกับกระแสการปกป้องตัวเองจากประเทศตะวันตก เวียดนามก็จะยังพึ่งพาการเติบโตของชนชั้นกลางที่จะนำพาประเทศมาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

การเมืองมีเสถียรภาพ (และมุ่งปรับปรุงคุณภาพการบริหารอยู่เสมอ) นโยบายที่เปิดกว้างกับทุนต่างชาติ ประชากรแรงงานคุณภาพที่ราคาถูก และระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ เป็นแรงผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างน่าภาคภูมิ

แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็ยังมีโจทย์ที่สำคัญว่า จะสามารถลดการพึ่งพาบริษัททุนต่างชาติและสร้างสรรค์อุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นด้วยตัวเองได้อย่างไร และถ้าหากเวียดนามยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต ภาพในกรุงฮานอยที่เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์และร้านค้าขายขนาดเล็ก อาจกลับกลายเป็นรถยนต์รุ่นใหม่สมรรถนะดี มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตหลายแห่งตั้งเรียงราย พร้อมกับประชากรที่เดินขวักไขว่ในเมืองที่เติบโตอย่างมีคุณภาพในอาเซียนก็เป็นได้

แหล่งอ้างอิง

The story of Viet Nam’s economic miracle 

Vietnam’s manufacturing miracle: Lessons for developing countries 

Vietnam set to be next Asian growth miracle 


อ่านเพิ่มเติม จากอินโดจีนสู่ CLMV บนรอยทางแห่งความเปลี่ยนแปลง

เรื่องแนะนำ

หยิบเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้ – หลักการที่แท้จริงของตู้ปันสุข

ที่มาภาพ Facebook: The Little Free Pantry https://www.facebook.com/littlefreepantry/photos/a.1046213478786893/4567812126626993/?type=3&theater ตู้ปันสุข โครงการแบ่งปันอาหารช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 กับหลักปฏิบัติที่ทำให้การช่วยเหลือเช่นนี้ยั่งยืนและมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้สังคมไทยต้องประสบปัญหาทางด้านสาธารณสุข ไวรัสดังกล่าวทำให้มีผู้คนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนับพันคนและมีผู้เสียชีวิต และในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม นั่นคือการออกมาตรการการปิดเมือง (Lockdown) หยุดกิจกรรม รวมไปถึงกิจการ ภาคธุรกิจต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งประเทศ ทำให้มีคนจำนวนมากต้องกลายเป็นคนที่ขาดรายได้ หรือตกงาน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้น ในสังคมไทย มีการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ทั้งจากรัฐบาล บริษัทเอกชน หรือแม้กระทั่งบุคคลหรือกลุ่มคนธรรมดาที่คิดหาวิธีการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาในรูปแบบที่ต่างกันออกไป นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รูปแบบการช่วยเหลือซึ่งกำลังเกิดขึ้นและได้รับความนิยมคือโครงการ “ตู้ปันสุข” อันเป็นโครงการที่มีรูปแบบของ ‘ตู้กับข้าวของชุมชน’ ที่มุ่งช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยการให้คนที่มีกำลังช่วยเหลือร่วมแบ่งปันของต่างๆ นำมาใส่เอาไว้ให้กับคนที่ต้องการมาเปิดตู้กับข้าวนี้เพื่อหยิบไปใช้ได้ฟรี ซึ่งโครงการนี้มุ่งหวังช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนให้ผ่านวิกฤตจาก โควิด-19 ไปด้วยกัน ไอเดียตู้ปันสุขมีต้นแบบมาจากโครงการ Little Free Pantry ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีหลักการสำคัญว่า Take what you need, give what you can – […]

แอนิมอล ฟาร์ม : นวนิยายแห่งการเสียดสีอำนาจนิยม

เรื่องราวและข้อมูลนวนิยายระดับโลกเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม ที่สะท้อนความโหดร้ายของการปกครองในระบบอำนาจนิยม ซึ่งกำลังเป็นกระแสอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ นวนิยายไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความบันเทิง หากแต่เป็นเรื่องราวของการบันทึกประวัติศาสตร์ และสายธารแห่งความคิดในยุคสมัยที่มีการตีพิมพ์ได้เช่นเดียวกัน แอนิมอล ฟาร์ม (Animal Farm) นวนิยายเสียดสีการเมือง ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1945 มาจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 74 ปีมาแล้วที่นวนิยายเรื่องนี้ได้โลดแล่นในวงวรรณกรรมและครองใจผู้อ่านทั่วโลก แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศไทยถึงกับแนะนำหนังสือฉบับนี้ให้ประชาชนได้อ่านเนื่องจาก “ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี” ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดกระแสพูดถึงนวนิยายเรื่องนี้ในวงกว้าง ทั้งผู้ที่เคยอ่านมาแล้ว และนักอ่านหน้าใหม่ที่สนใจว่า นวนิยายเรื่องนี้ที่ว่ากันว่าเป็นการเสียดการเมืองในระบอบอำนาจนิยม-สังคมนิยมนั้นมีการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบใด และสามารถเปรียบเรื่องราวกับการเมืองไทยที่กำลังเข้มข้นในช่วงเวลานี้อย่างไรบ้าง นักเขียนผู้สร้างผลงานเพื่อเรียกร้องต่อสังคม จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) เป็นนามปากกาของ เอริค อาเธอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) นักเขียนชาวอังกฤษ เกิดเมื่อปี 1903 ที่ประเทศอินเดีย ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ เขาได้ย้ายไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้พัฒนาความสนใจเรื่องการแต่งวรรณกรรม ก่อนที่เขาจะย้ายไปพม่าเพื่อเป็นตำรวจในสังกัดของรัฐบาลอังกฤษ หลังจากเป็นตำรวจมาได้ 5 ปี […]

เมื่อช่างภาพผู้บันทึกเรื่องราวของโควิด-19 ต้องเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง

สำหรับช่างภาพผู้นี้การเป็นประจักษ์พยานถึงความเข้มแข็งของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด โควิด-19 คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับการที่ตัวเขาเองอาจติดเชื้อ ผมถ่ายภาพราว 10,000 ภาพในช่วง 12 วันที่ผมใช้เวลาอยู่ในเมืองดีทรอยต์ เพื่อบันทึกผลกระทบที่ไวรัส โควิด-19 มีต่อผู้คนในเมืองนี้ ผมไปทุกหนทุกแห่งด้วยความระมัดระวังเท่าที่จะทำได้ ทั้งรถประจำทางในเมืองที่คนงานต้องพึ่งพาเพื่อไปและกลับจากทำงาน บ้านและอพาร์ตเมนต์ที่ผู้คนอาศัยอยู่ด้วยความรัก ถึงแม้ความเจ็บป่วยและการตกงานจะคุกคามความอยู่ดีมีสุขของพวกเขา และพิธีศพที่สมาชิกในครอบครัวต้องผลัดกันมาอำลาบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งอนุญาตให้รวมกลุ่มกันได้ครั้งละไม่เกิน 10 คน สิบคน นั่นคือจำนวนลูก ๆ ของเชสเตอร์ เลิฟเวตต์ พอดี นาวิกโยธินผ่านศึกและอดีตบุรุษไปรษณีย์ผู้นี้ยังมีแม่ พี่ชาย น้องชาย หลานชายหลานสาว และคนอื่น ๆ ที่รักเขาอีกนับไม่ถ้วน กระนั้น ชายวัย 59 ปีผู้นี้กลับเสียชีวิตในโรงพยาบาล โดยไม่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย นั่นคือวิถีที่เป็นไปในเวลานั้น ญาติ ๆ ของเลิฟเวตต์ไม่อาจอยู่พร้อมหน้ากันในพิธีศพ พวกเขาต้องผลัดกันเข้าและออก เจอร์รี พี่ชายของเลิฟเวตต์ กล่าวอย่างคมคายถึงเลิฟเวตต์ซึ่งเป็นคนที่อุทิศตนเพื่อครอบครัวและชุมชน สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ เขียนคำอุทิศแสดงความรัก บางคนทำให้บรรยากาศแจ่มใสขึ้นด้วยอารมณ์ขัน ทุกคนพูดถึงความสุภาพและห่วงใยผู้อื่นของเลิฟเวตต์ เขาชอบการเดินทางเช่นเดียวกับผม ผมถ่ายภาพดีออนเทย์ เคลย์ ลูกจ้างของบริษัทรับจัดงานศพวิลสัน-อากินส์ฟิวเนอรัลโฮม ขณะที่เขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่สั่นคลอนความรู้สึก เคนนี […]

ไอ้ไข่ ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ กลายเป็นปรากฏการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างไร

ผู้มาเยี่ยมชมวัดเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางภาคใต้ของประเทศไทย บริจาครูปปั้นไก่จำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเป็นเกียรติแก่ “ไอ้ไข่” ตำนานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอลวิญญาณของเด็กชาย ที่เชื่อกันว่าจะนำพาความโชคดีมาให้ ภาพถ่ายโดย AMANDA MUSTARD, NATIONAL GEOGRAPHIC ผู้คนนับหมื่นแห่เดินทางไปยังวัดเจดีย์ ที่ตั้งรูปปั้น ไอ้ไข่ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อแสวงหาความหวังและโชคลาภในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยต้องหยุดชะงัก คิดเป็นสัดส่วนมูลค่ามากกว่าร้อยละ 20 ของ GDP ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน คำบอกเล่าแพร่กระจายออกไปว่าวิญญาณของรูปปั้นสมัยศตวรรษที่ 18 ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกว่า “ไอ้ไข่” ได้ให้โชคแก่หญิงคนหนึ่งที่มาสักการะจนเธอถูกรางวัลลอตเตอรี หลังจากนั้นหญิงคนดังกล่าวกลายเป็นที่รู้จัก เธอจึงเปิดเผยถึงความมั่งคั่งและความสำเร็จที่เธอได้รับมาจากการสักการะไอ้ไข่ ในไม่ช้าวัดเจดีย์ ที่มีรูปปั้นไอ้ไข่ ก็กลายเป็นสถานที่ในการแสวงหาสิ่งที่ปรารถนาและโชคลาภของคนไทย สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย วิญญาณถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและยังถูกมองว่าเป็นประตูสู่ความมั่งคั่งหรือการปกปักรักษาอีกด้วย “ถ้าคุณพิจารณาแนวความคิดทางศาสนาที่เป็นที่นิยมของไทย ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับคุณในชีวิตประจำวัน” ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าว “เมื่อคุณไปตลาดคุณจะเห็นศาลเจ้าที่ตั้งไว้ประจำอาณาเขต หรือในร้านค้าที่มีนางกวักไว้นำโชค คุณสามารถใช้วัตถุเหล่านี้เพื่อเก็บเกี่ยวโชคลาภ ความมั่งคั่ง หรือบรรลุเป้าหมายของคุณในโลกนี้ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการสื่อสารและความสัมพันธ์กันบางอย่าง” เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดสภาวะกดดันทางสังคมและการเงินอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณนี้จึงกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวสำหรับคนไทยจำนวนมาก จนทำให้ไอ้ไข่ ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักแค่กับคนในท้องถิ่น แต่ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ซึ่งยินดีต้อนรับผู้เลื่อมใสหลายพันคนต่อวัน […]