เศรษฐกิจเวียดนาม ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร - National Geographic Thailand

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้

หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ

ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร

หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ

ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP)

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย, ย่านเมืองเก่าฮานอย, เวียดนาม
คนเดินถนนและคนขับรถมอเตอร์ไซค์ในบรรยากาศกลางคืน ณ ย่านเมืองเก่าของกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย SHAWN HUGHES, MY SHOT

คำถามมีอยู่ว่า การเติบโตราวกับปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ธนาคารโลกและสถาบันคลังสมอง Brookings ของสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การผงาดขึ้นของเศรษฐกิจเวียดนามเกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ หนึ่งการนำนโยยายการค้าเสรีมาใช้อย่างกระตือรือร้น ละทิ้งแนวคิดที่กิจการทุกอย่างเป็นของรัฐตามแบบประเทศคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม สอง การเปิดเสรีต่อโลกภายนอก พร้อมกับการปฏิรูปภายในประเทศโดยการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดค่าใช้จ่ายในดำเนินการทางธุรกิจ สาม การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์และทุนทางกายภาพผ่านการลงทุนภาครัฐ

การค้าเสรีเพื่อนำเงินเข้าประเทศ

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ทำข้อตกลงด้านการค้ากับกลุ่มประเทศที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ เช่นเมื่อปี 1995 เข้าร่วมเขตการค้าเสรีอาเซียน ปี 2000 ได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก และเข้าร่วมกับข้อตกลงอาเซียนที่ตามมาด้วยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น การมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้เวียดนามลดภาระภาษีศุลกากรในการนำเข้าและส่งออก อัตราการเข้ามาของการลงทุนจากต่างชาติและการจำหน่ายสินค้าเพื่อหารายได้เข้าประเทศจึงเพิ่มขึ้นอย่างยิ่งยวด

เปิดเสรีสู่ภายนอก พร้อมปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน

ในปี 1986 (ปีที่ออกแผนปฏิรูปโด่ยเหม่ย) เวียดนามออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เป็นครั้งแรก สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ในปี 2016 เวียดนามได้ปรับปรุงกฎหมายหลายครั้งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน และลดขั้นตอนทางราชการเพื่ออำนวยความสะดวกบริษัทต่างชาติให้เข้ามาตั้งธุรกิจได้ง่ายกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้เวียดนามเป็นที่จับตามองในระดับนานาชาติมากขึ้น

ในรายงานความสามารถทางการแข่งขันระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (The World Economic Forum’s Global Competitiveness Report) เวียดนามได้ไต่อันดับในหัวข้อนี้จากอันดับที่ 77 ในปี 2006 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 55 ในปี 2017 และในปีเดียวกันนี้ ธนาคารโลกกล่าวว่าความก้าวหน้าของเวียดนามนั้นเกิดจากการบังคับใช้สัญญาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงเครดิตเงินทุน พลังงานไฟฟ้า การจ่ายภาษี และการค้าขายระหว่างชายแดน อีกทั้งยังมีการจัดการเงินทุนผ่านนโยบายที่ดี และรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามได้รับประกันถึงสภาวะการเมืองภายในที่มั่นคง การเปิดและปฏิรูปประเทศ และพัฒนาประสิทธิภาพของรัฐบาลให้ดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เวียดนามจึงกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของบริษัทต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายบริษัท เช่น บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ บริษัทเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียงจากทั้งยุโรปและอเมริกาก็ใช้บริการ Made in Vietnam หลายบริษัทด้วยกัน

สำนักข่าว The Financial Times ออกรายงานว่าในปี 2017 เวียดนามจะเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อันดับสองรองจากประเทศสิงคโปร์ อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ชุดเครื่องกีฬาไปจนถึงโทรศัพท์สมาร์ตโฟนต่างผลิตในประเทศอาเซียนแห่งนี้

เศรษฐกิจเวียดนาม, โฮจิมินห์, ผู้หญิงเวียดนาม
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังสวดมนต์ที่เจดีย์ในนครโฮจิมินห์ ภาพถ่ายโดย JET HUYNH, MOMENT/GETTY IMAGES

การลุงทุนอย่างยิ่งยวดในทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี

เวียดนามลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นอย่างมาก ในขณะที่บรรดาประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดที่ลดลง เวียดนามกลับมีการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็ว ในจำนวนตัวเลขประชากร 95 ล้านคนของเวียดนาม เป็นคนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีเกือบครึ่งหนึ่ง และค่าจ้างแรงงานหนุ่มสาวเหล่านี้มีอัตราต่ำ ประกอบกับอัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงมีมาตรการลงทุนภาครัฐในด้านการศึกษาอย่างจริงจัง

ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้คือคุณภาพของนักเรียนชาวเวียดนามนั้นอยู่ในอัตราที่สูง ผลการทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ที่จัดทดสอบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) อันเป็นการทดสอบศักยภาพด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในปี 2015 เวียดนามอยู่อันดับที่ 8 จาก 72 ประเทศที่เข้าร่วม ซึ่งสูงกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ เวียดนามก็ได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการสร้างการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในระดับมวลชนที่ราคาถูก และในขณะนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ได้มาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและสารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยปัจจัยที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา การเติบโตทาง GDP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี และในปี 2017 ก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.8 ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ เวียดนามจึงเปลี่ยนจากประเทศที่เคยยากจนที่สุดในโลกมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างผาสุข ตัวเลข GDP ต่อหัวในปี 1985 อยู่ที่ 230 ดอลลาร์ ในปี 2017 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นไปถึง 2,343 ดอลลาร์ (ราวสิบเท่าของตัวเลขเดิม) เลยทีเดียว

ปัจจัยทางการเมืองที่ยังอยู่ในกรอบ

ในทางการเมือง เวียดนามมีสภาวะทางการเมืองที่มั่นคงอันเป็นผลมาจากการควบคุมที่เข้มงวดจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามกลับสวนทางในเรื่องการเติบโตของสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัวของพลเมือง และเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีดัชนีเสรีภาพสื่อต่ำที่สุดในโลก การใช้สื่อออนไลน์ของพลเมืองถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด และเวียดนามไม่ต้อนรับบรรดานักสิทธิมนุษยชนเข้ามาประเทศ

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังขนส่งดอกไม้ด้วยจักรยานในกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย MARISA VEGA, GETTY IMAGES

สิ่งใดที่จะหยุดเวียดนามในการพุ่งทะยานนี้

เนื่องด้วยความมุ่งมาดปรารถนาของผู้คนมีที่ต่อภาวะโลกาภิวัตน์นั้นลดลงในหลายพื้นที่ของประเทศเวียดนาม จึงเกิดภาวะที่ไม่ค่อยมั่นคงในแง่มุมของเศรษฐกิจที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของเวียดนาม สำนักข่าว The Financial Times ได้ออกรายงานว่า การส่งออกที่มีมูลค่ากว่าร้อยละ 99.2 ของจีดีพีเวียดนามนั้นการเกิดจากการลงทุนและการค้าของบริษัทต่างชาติ สิ่งนี้อาจเป็นตัวฉุดรั้งเวียดนามในฐานะประเทศในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ในกรณีเกิดภาวะการแข็งค่าหรือความผันผวนของเงินตราต่างประเทศ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกายังดำเนินอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จำกัดการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากจีนซึ่งมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศจีนพิจารณาย้ายไปยังเวียดนาม และถึงแม้ว่าเวียดนามอาจจะต้องพบเจอกับกระแสการปกป้องตัวเองจากประเทศตะวันตก เวียดนามก็จะยังพึ่งพาการเติบโตของชนชั้นกลางที่จะนำพาประเทศมาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

การเมืองมีเสถียรภาพ (และมุ่งปรับปรุงคุณภาพการบริหารอยู่เสมอ) นโยบายที่เปิดกว้างกับทุนต่างชาติ ประชากรแรงงานคุณภาพที่ราคาถูก และระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ เป็นแรงผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างน่าภาคภูมิ

แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็ยังมีโจทย์ที่สำคัญว่า จะสามารถลดการพึ่งพาบริษัททุนต่างชาติและสร้างสรรค์อุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นด้วยตัวเองได้อย่างไร และถ้าหากเวียดนามยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต ภาพในกรุงฮานอยที่เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์และร้านค้าขายขนาดเล็ก อาจกลับกลายเป็นรถยนต์รุ่นใหม่สมรรถนะดี มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตหลายแห่งตั้งเรียงราย พร้อมกับประชากรที่เดินขวักไขว่ในเมืองที่เติบโตอย่างมีคุณภาพในอาเซียนก็เป็นได้

แหล่งอ้างอิง

The story of Viet Nam’s economic miracle 

Vietnam’s manufacturing miracle: Lessons for developing countries 

Vietnam set to be next Asian growth miracle 


อ่านเพิ่มเติม จากอินโดจีนสู่ CLMV บนรอยทางแห่งความเปลี่ยนแปลง

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : นาฏลีลาเก่าแก่กลับมารุ่งเรือง

เรื่อง กูลนาซ ข่าน แม้ศิลปะการร่ายรำจะถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ทว่าหลายครั้งความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของมันกลับเลือนหายไป กระนั้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ ศิลปะการร่ายรำหรือนาฏศิลป์บางอย่างกำลังฟื้นคืนชีพ ขณะที่บางอย่างได้รับดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2011 บียอนเซนำระบำพื้นเมือง ของเอธิโอเปียที่เรียกว่า เอสคิสตา (Eskista) มาใช้ ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Run the World (Girls)” บางครั้งการกลับมาของการร่ายรำเก่าแก่บางอย่างก็เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเรื่องเพศไปอย่างกลับตาลปัตร เช่น ระบำมอร์ริส (morris dance) อายุเก่าแก่ 500 ปีของอังกฤษที่เคยเป็นการละเล่นในหมู่ผู้ชาย กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่หญิงล้วน ขณะที่ผู้ชายในตุรกีสามารถโชว์ลีลาระบำหน้าท้อง เช่นที่เคยทำในยุคจักรวรรดิออตโตมัน ในอดีต ศิลปะการร่ายรำเคยกลับมารุ่งเรือง เช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การเต้นรำได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง เมื่ออำนาจในการควบคุมชีวิตทางโลกของศาสนจักรอ่อนแรงลง แม้แต่การเต้นรำจังหวะวอลต์ซซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นการ เต้นรำแบบคลาสสิก ก็เคยถูกสั่งห้ามมาแล้ว เพราะ ถูกมองว่าส่งเสริมการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างเพศ   อ่านเพิ่มเติม : ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ, นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้

ลอนดอนผงาด

ท่ามกลางปัญหาที่มาพร้อมกับการเจริญเติบโตและใกล้เวลาที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป มหานครอันโดดเด่นของโลกแห่งนี้จะยังครองความเป็นหนึ่งต่อไปได้หรือไม่

ทำไมชอบดูนก

ทำไมชอบดูนก “ดูนก ไปทำไม” โดยทั่วไปเมื่อถามคำถามนี้กับบรรดานักดูนก  เรามักได้เหตุผลเบื้องต้นประมาณว่า  เพราะนกน่ารัก… เพราะอยากเป็นนก…  เพราะได้ไปอยู่ในป่า…  ดูนกแล้วมีสมาธิ… ชอบอิริยาบถของนก… เพราะได้ตื่นเช้า… ได้หัดสังเกต… รู้จักเฝ้ารอ… ไม่เอาแต่ใจ… ไม่เร่งรีบ… ดูแล้วมีความสุข… รู้สึกสบายใจ เรื่อยไปจนถึงคำตอบห้วนๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไร แค่ชอบ แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมตื่นแต่เช้ามืดไปเดินท่อมๆ เงียบๆ ทนทาก/ยุง/เห็บกัด หรือไม่ก็นั่งรอในบังไพรนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้เห็นนกสักตัว  คนดูนกมักตอบคนไม่ดูอย่างกำปั้นทุบดินว่า  ต้องลองไปดูนกเอง นกเป็นสิ่งมีชีวิตล้ำเลิศที่มนุษย์เฝ้ามองมาทุกสมัย  วิวัฒนาการสองขาหน้าของนกได้ชื่อว่าเป็นวิวัฒนาการที่สร้างสรรค์ที่สุด  คนทุกยุคฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่บรรพบุรุษของนกกลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์  มีทั้งขนาดใหญ่ยักษ์วิ่งได้แต่บินไม่ได้ และขนาดเล็กจิ๋วเท่าแมลงภู่  มีทั้งสีสันฉูดฉาด  แพรวพราว ขาวปลอดและดำปลอด อายุวัต เจียรวัฒนกนก นักวาดภาพธรรมชาติอายุ 27 ปี บอกว่า  ที่ยังชอบดูนกมาถึงทุกวันนี้  เพราะยังมีสิ่งให้ค้นหาอยู่ไม่รู้จบ  “ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกอยากเจอตัวนั้น อยากเจอตัวนี้  นกทั่วโลกมีหมื่นกว่าชนิด ในเมืองไทยพันกว่า  พอเราไปดูนก เราก็ไปอยู่ในธรรมชาติ  ช่วงที่ไม่มีนก เราก็ได้ดูอย่างอื่นด้วย ทำให้เราสังเกตต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ประเภทอื่นๆ […]