เศรษฐกิจเวียดนาม ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร - National Geographic Thailand

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้

หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ

ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร

หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ

ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP)

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย, ย่านเมืองเก่าฮานอย, เวียดนาม
คนเดินถนนและคนขับรถมอเตอร์ไซค์ในบรรยากาศกลางคืน ณ ย่านเมืองเก่าของกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย SHAWN HUGHES, MY SHOT

คำถามมีอยู่ว่า การเติบโตราวกับปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ธนาคารโลกและสถาบันคลังสมอง Brookings ของสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การผงาดขึ้นของเศรษฐกิจเวียดนามเกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ หนึ่งการนำนโยยายการค้าเสรีมาใช้อย่างกระตือรือร้น ละทิ้งแนวคิดที่กิจการทุกอย่างเป็นของรัฐตามแบบประเทศคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม สอง การเปิดเสรีต่อโลกภายนอก พร้อมกับการปฏิรูปภายในประเทศโดยการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดค่าใช้จ่ายในดำเนินการทางธุรกิจ สาม การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์และทุนทางกายภาพผ่านการลงทุนภาครัฐ

การค้าเสรีเพื่อนำเงินเข้าประเทศ

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ทำข้อตกลงด้านการค้ากับกลุ่มประเทศที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ เช่นเมื่อปี 1995 เข้าร่วมเขตการค้าเสรีอาเซียน ปี 2000 ได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก และเข้าร่วมกับข้อตกลงอาเซียนที่ตามมาด้วยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น การมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้เวียดนามลดภาระภาษีศุลกากรในการนำเข้าและส่งออก อัตราการเข้ามาของการลงทุนจากต่างชาติและการจำหน่ายสินค้าเพื่อหารายได้เข้าประเทศจึงเพิ่มขึ้นอย่างยิ่งยวด

เปิดเสรีสู่ภายนอก พร้อมปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน

ในปี 1986 (ปีที่ออกแผนปฏิรูปโด่ยเหม่ย) เวียดนามออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เป็นครั้งแรก สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ในปี 2016 เวียดนามได้ปรับปรุงกฎหมายหลายครั้งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน และลดขั้นตอนทางราชการเพื่ออำนวยความสะดวกบริษัทต่างชาติให้เข้ามาตั้งธุรกิจได้ง่ายกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้เวียดนามเป็นที่จับตามองในระดับนานาชาติมากขึ้น

ในรายงานความสามารถทางการแข่งขันระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (The World Economic Forum’s Global Competitiveness Report) เวียดนามได้ไต่อันดับในหัวข้อนี้จากอันดับที่ 77 ในปี 2006 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 55 ในปี 2017 และในปีเดียวกันนี้ ธนาคารโลกกล่าวว่าความก้าวหน้าของเวียดนามนั้นเกิดจากการบังคับใช้สัญญาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงเครดิตเงินทุน พลังงานไฟฟ้า การจ่ายภาษี และการค้าขายระหว่างชายแดน อีกทั้งยังมีการจัดการเงินทุนผ่านนโยบายที่ดี และรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามได้รับประกันถึงสภาวะการเมืองภายในที่มั่นคง การเปิดและปฏิรูปประเทศ และพัฒนาประสิทธิภาพของรัฐบาลให้ดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เวียดนามจึงกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของบริษัทต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายบริษัท เช่น บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ บริษัทเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียงจากทั้งยุโรปและอเมริกาก็ใช้บริการ Made in Vietnam หลายบริษัทด้วยกัน

สำนักข่าว The Financial Times ออกรายงานว่าในปี 2017 เวียดนามจะเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อันดับสองรองจากประเทศสิงคโปร์ อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ชุดเครื่องกีฬาไปจนถึงโทรศัพท์สมาร์ตโฟนต่างผลิตในประเทศอาเซียนแห่งนี้

เศรษฐกิจเวียดนาม, โฮจิมินห์, ผู้หญิงเวียดนาม
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังสวดมนต์ที่เจดีย์ในนครโฮจิมินห์ ภาพถ่ายโดย JET HUYNH, MOMENT/GETTY IMAGES

การลุงทุนอย่างยิ่งยวดในทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี

เวียดนามลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นอย่างมาก ในขณะที่บรรดาประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดที่ลดลง เวียดนามกลับมีการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็ว ในจำนวนตัวเลขประชากร 95 ล้านคนของเวียดนาม เป็นคนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีเกือบครึ่งหนึ่ง และค่าจ้างแรงงานหนุ่มสาวเหล่านี้มีอัตราต่ำ ประกอบกับอัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงมีมาตรการลงทุนภาครัฐในด้านการศึกษาอย่างจริงจัง

ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้คือคุณภาพของนักเรียนชาวเวียดนามนั้นอยู่ในอัตราที่สูง ผลการทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ที่จัดทดสอบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) อันเป็นการทดสอบศักยภาพด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในปี 2015 เวียดนามอยู่อันดับที่ 8 จาก 72 ประเทศที่เข้าร่วม ซึ่งสูงกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ เวียดนามก็ได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการสร้างการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในระดับมวลชนที่ราคาถูก และในขณะนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ได้มาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและสารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยปัจจัยที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา การเติบโตทาง GDP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี และในปี 2017 ก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.8 ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ เวียดนามจึงเปลี่ยนจากประเทศที่เคยยากจนที่สุดในโลกมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างผาสุข ตัวเลข GDP ต่อหัวในปี 1985 อยู่ที่ 230 ดอลลาร์ ในปี 2017 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นไปถึง 2,343 ดอลลาร์ (ราวสิบเท่าของตัวเลขเดิม) เลยทีเดียว

ปัจจัยทางการเมืองที่ยังอยู่ในกรอบ

ในทางการเมือง เวียดนามมีสภาวะทางการเมืองที่มั่นคงอันเป็นผลมาจากการควบคุมที่เข้มงวดจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามกลับสวนทางในเรื่องการเติบโตของสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัวของพลเมือง และเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีดัชนีเสรีภาพสื่อต่ำที่สุดในโลก การใช้สื่อออนไลน์ของพลเมืองถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด และเวียดนามไม่ต้อนรับบรรดานักสิทธิมนุษยชนเข้ามาประเทศ

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังขนส่งดอกไม้ด้วยจักรยานในกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย MARISA VEGA, GETTY IMAGES

สิ่งใดที่จะหยุดเวียดนามในการพุ่งทะยานนี้

เนื่องด้วยความมุ่งมาดปรารถนาของผู้คนมีที่ต่อภาวะโลกาภิวัตน์นั้นลดลงในหลายพื้นที่ของประเทศเวียดนาม จึงเกิดภาวะที่ไม่ค่อยมั่นคงในแง่มุมของเศรษฐกิจที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของเวียดนาม สำนักข่าว The Financial Times ได้ออกรายงานว่า การส่งออกที่มีมูลค่ากว่าร้อยละ 99.2 ของจีดีพีเวียดนามนั้นการเกิดจากการลงทุนและการค้าของบริษัทต่างชาติ สิ่งนี้อาจเป็นตัวฉุดรั้งเวียดนามในฐานะประเทศในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ในกรณีเกิดภาวะการแข็งค่าหรือความผันผวนของเงินตราต่างประเทศ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกายังดำเนินอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จำกัดการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากจีนซึ่งมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศจีนพิจารณาย้ายไปยังเวียดนาม และถึงแม้ว่าเวียดนามอาจจะต้องพบเจอกับกระแสการปกป้องตัวเองจากประเทศตะวันตก เวียดนามก็จะยังพึ่งพาการเติบโตของชนชั้นกลางที่จะนำพาประเทศมาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

การเมืองมีเสถียรภาพ (และมุ่งปรับปรุงคุณภาพการบริหารอยู่เสมอ) นโยบายที่เปิดกว้างกับทุนต่างชาติ ประชากรแรงงานคุณภาพที่ราคาถูก และระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ เป็นแรงผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างน่าภาคภูมิ

แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็ยังมีโจทย์ที่สำคัญว่า จะสามารถลดการพึ่งพาบริษัททุนต่างชาติและสร้างสรรค์อุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นด้วยตัวเองได้อย่างไร และถ้าหากเวียดนามยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต ภาพในกรุงฮานอยที่เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์และร้านค้าขายขนาดเล็ก อาจกลับกลายเป็นรถยนต์รุ่นใหม่สมรรถนะดี มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตหลายแห่งตั้งเรียงราย พร้อมกับประชากรที่เดินขวักไขว่ในเมืองที่เติบโตอย่างมีคุณภาพในอาเซียนก็เป็นได้

แหล่งอ้างอิง

The story of Viet Nam’s economic miracle 

Vietnam’s manufacturing miracle: Lessons for developing countries 

Vietnam set to be next Asian growth miracle 


อ่านเพิ่มเติม จากอินโดจีนสู่ CLMV บนรอยทางแห่งความเปลี่ยนแปลง

เรื่องแนะนำ

อาณาจักรที่หดหาย ของเสือจากัวร์

อาณาจักรที่หดหายของ เสือจากัวร์ ศิษย์ของอาจารย์ฮวน ฟลอเรส  ถือถ้วยพลาสติกใบเล็กที่มีใบผ่านเข้าสู่โลกแห่งจิตวิญญาณของ เสือจากัวร์ มาให้ผม ในนั้นมี “ลา เมดีซีนา” สมุนไพรสีน้ำตาลข้นที่เคี่ยวจากใบชากรูนาและเถาอะยาวัสกานานสองวันและกรอกใส่ขวดน้ำเก่าๆไว้  ตอนเริ่มพิธี อาจารย์ฮวนปลุกเสกยาหม้อนี้ด้วยการพ่นควัน มาปาโช หรือใบยาสูบป่าของแอมะซอน จากนั้นก็เริ่มรินยาปริมาณเล็กน้อยใส่จอกเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคน พวกเรา 28 คน ซึ่งมาจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา และเปรู  ล้วนมุ่งหน้ามาเพื่อค้นหาบางสิ่ง ณ ค่ายพักห่างไกลแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่กลางผืนป่าแอมะซอนในเปรู บางคนหวังจะพบหนทางรักษาโรคร้าย บางคนแสวงหาเส้นทางชีวิต บางคนแค่อยากแย้มมองอีกโลกหนึ่งอันเป็นซอกมุมสุดลี้ลับของบริเวณที่อลัน ราบิโนวิตช์ เรียกรวมๆว่า “ฉนวนวัฒนธรรมจากัวร์” พื้นที่นี้ครอบคลุมถิ่นอาศัยและเส้นทางอพยพซึ่งแพนเทอรา (Panthera) องค์กรอนุรักษ์ของเขา  กำลังพยายามปกป้องเพื่ออนุรักษ์เสือจากัวร์ที่คาดว่ามีอยู่ราว 100,000 ตัว และความหลากหลายทางพันธุกรรมของพวกมันเอาไว้ สมุนไพรถูกส่งไปเงียบๆท่ามกลางเสียงรินไหลของสายน้ำที่มีไอจางๆ ลอยอ้อยอิ่งในอากาศเย็นยามค่ำคืน เมื่อศิษย์ของอาจารย์ฮวนเดินมาหยุดข้างหน้า ผมก็คุกเข่าลง ศิษย์คนหนึ่งส่งจอกให้ อีกคนยืนถือแก้วน้ำเปล่ารออยู่ ผมลังเล นึกถึงคำพูดที่ กูรันเดโร หรือหมอผีชื่อดังนามดอน โฮเซ กัมโปส บอกผมในปูกัลล์ปา เมืองท่าอันวุ่นวายของเปรู ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น […]

มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน แห่งไต้หวัน (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง แห่งสิงคโปร์ (ขวา) ขอบคุณภาพจาก Facebook: tsaiingwen และ leehsienloong เรื่องราวของไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีน ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่ามีมาตรการจัดการต่อโรค COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐบาลที่มีส่วนอย่างมากในการแก้ปัญหา สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือไวรัสโคโรนาในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โรคนี้เริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักมาเป็นระยะเวลาราว 2-3 เดือน และในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทั้งจีน (โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค) สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต่างพบเจอกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ในภาวะน่าวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ ประเทศเหล่านี้ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว นี่คือเรื่องราวโดยคร่าวๆ ของมาตรการแต่ละประเทศในการใช้รับมือกับไวรัส ไต้หวัน ด้วยจำนวนประชากรไต้หวัน 85,000 คนที่ทำงานอยู่ในฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ และด้วยตำแหน่งที่อยู่ใกล้ประเทศศูนย์กลางการระบาดของโรค ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าดินแดนเกาะที่มีประชากรราว 11 ล้านคนแห่งนี้จะต้องประสบกับภาวะยากลำบากในการรับมือกับไวรัส COVID-19 แต่ในความเป็นจริงกลับมีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง […]

แรงงานขนอิฐ เบื้องหลังอุตสาหกรรมก่อสร้างอันรุ่งเรืองในอินเดีย

เรื่องราวของ แรงงานอินเดีย นับล้านคนผู้กระเสือกกระสนในอุตสาหกรรมโรงอิฐฝุ่นคลุ้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานใช้หนี้ จึงต้องตรากตรำทำงานอันยากลำบากนี้ต่อไป พื้นที่ใกล้เมืองธุบรี (Dhubri) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอัสสัม (Assam) ประเทศอินเดีย บริษัทอิฐเอบีซีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมตลิ่งแม่น้ำพรหมบุตรมีไอน้ำคลุ้ง อันเป็นบรรยากาศเช่นเดียวกับโรงทำอิฐอีกราวสองแสนโรงทั่วอินเดีย ชาซิมา คาธุม หญิงสาววัย 24 ปี มีชะตากรรมเช่นเดียวกับแรงงานกว่า 12 ล้านที่ต้องตรากตรำทำงานในโรงทำอิฐฝุ่นคลุ้ง คาธุมเป็นหญิงร่างเล็ก ผอมแห้ง หน้าคม แต่ดูแก่กว่าคนรุ่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเธอ ซึ่งทำงานเป็นคนทำอิฐเช่นเดียวกัน ต้องฝืนใจขายพื้นที่ฟาร์มเล็กๆของครอบครัว เนื่องจากที่ดินผืนนั้นไม่สามารถเพาะปลูกได้อีกต่อไป และพวกเขาต้องการเงินก้อนเพื่อสร้างบ้านสำหรับลูกสาวทั้งหกคน ดังนั้น คาธุมจึงต้องเลิกเรียนกลางคันตั้งแต่อายุ 14 ปี และออกมาใช้แรงงานอย่างหนักนับตั้งแต่นั้น ภายใต้บรรยากาศปล่องควันของโรงงานทำอิฐหลากหลายโรงในพื้นที่ ในช่วงเวลา 5 เดือนของหน้าแล้งทุกปี ภายใต้ดวงอาทิตย์อันร้อนระอุ เธอต้องลากก้อนอิฐน้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม ซึ่งเป็นก้อนอิฐที่ยังไม่ผ่านการเผา ราว 8 ถึง 10 ก้อน ประหนึ่งว่าเธอเป็นรถยกแรงงานมนุษย์ หญิงสาวขนอิฐเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรต่อวัน เพื่อขนถ่ายก้อนอิฐดิบไป-กลับยังเตาเผา เหงื่อที่โทรมหน้าของเธอเกาะไปด้วยฝุ่นหนาราวกับเอาโคลนมาพอกไว้ (เชิญคลิกชมวิดีโอการทำงานอันเหนื่อยยากของแรงงานขนอิฐแห่งอินเดีย) “ฉันได้เงิน […]

สัตว์เหล่านี้เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปีศาจ

ไม่ใช่แค่แมวดำที่ถูกมองว่าเป็นแม่มดจำแลงกายมา แม้แต่กระต่าย, อาย-อาย, พะยูน และจิ้งจอกอาร์กติกเอง สัตว์เหล่านี้ก็มีตำนานเล่าขานเช่นกัน เนื่องในวันฮาโลวีนมาทำความรู้จักกับพวกมันในอีกมุมหนึ่งให้มากขึ้นกัน