เศรษฐกิจเวียดนาม ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร - National Geographic Thailand

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้

หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ

ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร

หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ

ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP)

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย, ย่านเมืองเก่าฮานอย, เวียดนาม
คนเดินถนนและคนขับรถมอเตอร์ไซค์ในบรรยากาศกลางคืน ณ ย่านเมืองเก่าของกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย SHAWN HUGHES, MY SHOT

คำถามมีอยู่ว่า การเติบโตราวกับปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ธนาคารโลกและสถาบันคลังสมอง Brookings ของสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การผงาดขึ้นของเศรษฐกิจเวียดนามเกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ หนึ่งการนำนโยยายการค้าเสรีมาใช้อย่างกระตือรือร้น ละทิ้งแนวคิดที่กิจการทุกอย่างเป็นของรัฐตามแบบประเทศคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม สอง การเปิดเสรีต่อโลกภายนอก พร้อมกับการปฏิรูปภายในประเทศโดยการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดค่าใช้จ่ายในดำเนินการทางธุรกิจ สาม การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์และทุนทางกายภาพผ่านการลงทุนภาครัฐ

การค้าเสรีเพื่อนำเงินเข้าประเทศ

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ทำข้อตกลงด้านการค้ากับกลุ่มประเทศที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ เช่นเมื่อปี 1995 เข้าร่วมเขตการค้าเสรีอาเซียน ปี 2000 ได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก และเข้าร่วมกับข้อตกลงอาเซียนที่ตามมาด้วยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น การมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทำให้เวียดนามลดภาระภาษีศุลกากรในการนำเข้าและส่งออก อัตราการเข้ามาของการลงทุนจากต่างชาติและการจำหน่ายสินค้าเพื่อหารายได้เข้าประเทศจึงเพิ่มขึ้นอย่างยิ่งยวด

เปิดเสรีสู่ภายนอก พร้อมปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน

ในปี 1986 (ปีที่ออกแผนปฏิรูปโด่ยเหม่ย) เวียดนามออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนได้เป็นครั้งแรก สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ในปี 2016 เวียดนามได้ปรับปรุงกฎหมายหลายครั้งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุน และลดขั้นตอนทางราชการเพื่ออำนวยความสะดวกบริษัทต่างชาติให้เข้ามาตั้งธุรกิจได้ง่ายกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้เวียดนามเป็นที่จับตามองในระดับนานาชาติมากขึ้น

ในรายงานความสามารถทางการแข่งขันระดับโลกของสภาเศรษฐกิจโลก (The World Economic Forum’s Global Competitiveness Report) เวียดนามได้ไต่อันดับในหัวข้อนี้จากอันดับที่ 77 ในปี 2006 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 55 ในปี 2017 และในปีเดียวกันนี้ ธนาคารโลกกล่าวว่าความก้าวหน้าของเวียดนามนั้นเกิดจากการบังคับใช้สัญญาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงเครดิตเงินทุน พลังงานไฟฟ้า การจ่ายภาษี และการค้าขายระหว่างชายแดน อีกทั้งยังมีการจัดการเงินทุนผ่านนโยบายที่ดี และรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามได้รับประกันถึงสภาวะการเมืองภายในที่มั่นคง การเปิดและปฏิรูปประเทศ และพัฒนาประสิทธิภาพของรัฐบาลให้ดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เวียดนามจึงกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของบริษัทต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายบริษัท เช่น บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ บริษัทเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียงจากทั้งยุโรปและอเมริกาก็ใช้บริการ Made in Vietnam หลายบริษัทด้วยกัน

สำนักข่าว The Financial Times ออกรายงานว่าในปี 2017 เวียดนามจะเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่อันดับสองรองจากประเทศสิงคโปร์ อาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ชุดเครื่องกีฬาไปจนถึงโทรศัพท์สมาร์ตโฟนต่างผลิตในประเทศอาเซียนแห่งนี้

เศรษฐกิจเวียดนาม, โฮจิมินห์, ผู้หญิงเวียดนาม
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังสวดมนต์ที่เจดีย์ในนครโฮจิมินห์ ภาพถ่ายโดย JET HUYNH, MOMENT/GETTY IMAGES

การลุงทุนอย่างยิ่งยวดในทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี

เวียดนามลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นอย่างมาก ในขณะที่บรรดาประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดที่ลดลง เวียดนามกลับมีการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็ว ในจำนวนตัวเลขประชากร 95 ล้านคนของเวียดนาม เป็นคนที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีเกือบครึ่งหนึ่ง และค่าจ้างแรงงานหนุ่มสาวเหล่านี้มีอัตราต่ำ ประกอบกับอัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงมีมาตรการลงทุนภาครัฐในด้านการศึกษาอย่างจริงจัง

ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้คือคุณภาพของนักเรียนชาวเวียดนามนั้นอยู่ในอัตราที่สูง ผลการทดสอบในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ที่จัดทดสอบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) อันเป็นการทดสอบศักยภาพด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ในปี 2015 เวียดนามอยู่อันดับที่ 8 จาก 72 ประเทศที่เข้าร่วม ซึ่งสูงกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ที่พัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ เวียดนามก็ได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการสร้างการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในระดับมวลชนที่ราคาถูก และในขณะนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ได้มาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและสารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยปัจจัยที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา การเติบโตทาง GDP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี และในปี 2017 ก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.8 ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ เวียดนามจึงเปลี่ยนจากประเทศที่เคยยากจนที่สุดในโลกมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างผาสุข ตัวเลข GDP ต่อหัวในปี 1985 อยู่ที่ 230 ดอลลาร์ ในปี 2017 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นไปถึง 2,343 ดอลลาร์ (ราวสิบเท่าของตัวเลขเดิม) เลยทีเดียว

ปัจจัยทางการเมืองที่ยังอยู่ในกรอบ

ในทางการเมือง เวียดนามมีสภาวะทางการเมืองที่มั่นคงอันเป็นผลมาจากการควบคุมที่เข้มงวดจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามกลับสวนทางในเรื่องการเติบโตของสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัวของพลเมือง และเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีดัชนีเสรีภาพสื่อต่ำที่สุดในโลก การใช้สื่อออนไลน์ของพลเมืองถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด และเวียดนามไม่ต้อนรับบรรดานักสิทธิมนุษยชนเข้ามาประเทศ

เศรษฐกิจเวียดนาม, ฮานอย
หญิงสาวชาวเวียดนามกำลังขนส่งดอกไม้ด้วยจักรยานในกรุงฮานอย ภาพถ่ายโดย MARISA VEGA, GETTY IMAGES

สิ่งใดที่จะหยุดเวียดนามในการพุ่งทะยานนี้

เนื่องด้วยความมุ่งมาดปรารถนาของผู้คนมีที่ต่อภาวะโลกาภิวัตน์นั้นลดลงในหลายพื้นที่ของประเทศเวียดนาม จึงเกิดภาวะที่ไม่ค่อยมั่นคงในแง่มุมของเศรษฐกิจที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวของเวียดนาม สำนักข่าว The Financial Times ได้ออกรายงานว่า การส่งออกที่มีมูลค่ากว่าร้อยละ 99.2 ของจีดีพีเวียดนามนั้นการเกิดจากการลงทุนและการค้าของบริษัทต่างชาติ สิ่งนี้อาจเป็นตัวฉุดรั้งเวียดนามในฐานะประเทศในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ในกรณีเกิดภาวะการแข็งค่าหรือความผันผวนของเงินตราต่างประเทศ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกายังดำเนินอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จำกัดการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากจีนซึ่งมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศจีนพิจารณาย้ายไปยังเวียดนาม และถึงแม้ว่าเวียดนามอาจจะต้องพบเจอกับกระแสการปกป้องตัวเองจากประเทศตะวันตก เวียดนามก็จะยังพึ่งพาการเติบโตของชนชั้นกลางที่จะนำพาประเทศมาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต

การเมืองมีเสถียรภาพ (และมุ่งปรับปรุงคุณภาพการบริหารอยู่เสมอ) นโยบายที่เปิดกว้างกับทุนต่างชาติ ประชากรแรงงานคุณภาพที่ราคาถูก และระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ เป็นแรงผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างน่าภาคภูมิ

แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็ยังมีโจทย์ที่สำคัญว่า จะสามารถลดการพึ่งพาบริษัททุนต่างชาติและสร้างสรรค์อุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นด้วยตัวเองได้อย่างไร และถ้าหากเวียดนามยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต ภาพในกรุงฮานอยที่เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์และร้านค้าขายขนาดเล็ก อาจกลับกลายเป็นรถยนต์รุ่นใหม่สมรรถนะดี มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตหลายแห่งตั้งเรียงราย พร้อมกับประชากรที่เดินขวักไขว่ในเมืองที่เติบโตอย่างมีคุณภาพในอาเซียนก็เป็นได้

แหล่งอ้างอิง

The story of Viet Nam’s economic miracle 

Vietnam’s manufacturing miracle: Lessons for developing countries 

Vietnam set to be next Asian growth miracle 


อ่านเพิ่มเติม จากอินโดจีนสู่ CLMV บนรอยทางแห่งความเปลี่ยนแปลง

เรื่องแนะนำ

ความรัก ความตาย และชีวิตใหม่

เรื่องและภาพ มนูญ พงศ์พันธุ์พัฒน์ (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) เทศกาลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นอกจากวันคริสต์มาสที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีอยู่แล้ว ยังมีอีกเทศกาลที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์” ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ของทุกปี  เทศกาลดังกล่าวเป็นการระลึกถึงการรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพของพระเยซู เพื่อระลึกถึงความรักขั้นสูงสุดของพระองค์ในการเสียสละชีวิตตนเองเพื่อผู้อื่น รักและอภัยให้ศัตรูที่จับพระองค์ไปตรึงกางเขน  คริสตชนจะเตรียมตัวก่อนถึงสัปดาห์นี้ด้วยการถือศีล อดออม และอดอาหารเป็นเวลา 40 วัน เงินที่ได้จากการอดออมและอดอาหารจะนำไปบริจาค สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นจาก “วันอาทิตย์แห่ใบลาน” พิธีกรรมซึ่งจำลองเหตุการณ์สมัยคริสตกาลที่ชาวยิวนำใบลาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับกษัตริย์ มาแห่ต้อนรับเมื่อพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม  สามวันถัดมาเป็น “วันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์” มีพิธีรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็นสงฆ์ของบาทหลวง พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เพื่อไว้ใช้ในพิธีต่าง ๆ พิธีระลึกถึงความรักของพระเยซูในคืนที่พระองค์ถูกจับไปทรมาน  และ“วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นวันถือศีล อดออม และอดอาหารวันสุดท้าย  ส่วนวันสำคัญที่สุดคือ “วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์” เพราะเป็นวันที่พระเยซูกลับคืนชีพจากความตาย จะเริ่มด้วยพิธีเสกไฟและเทียนปัสกา สัญลักษณ์ของการกลับคืนชีพและหมายถึงพระเยซูผู้เป็นแสงสว่างในชีวิต  หลังจากนั้นจะเป็นพิธีเสกน้ำล้างบาป เพื่อใช้ในพิธีล้างบาปให้กับคริสตชนใหม่ และวันสุดท้าย “วันอาทิตย์ปัสกา” (Easter) เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง มีการนำไข่ต้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซูและการเกิดใหม่ในพระเจ้าของมนุษย์ทุกคน มาตกแต่งทาสีและมอบให้กัน […]

ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

สตีเฟน วิลต์เชียร์ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่ 3 ขวบ ณ ปัจจบุันเขากลายเป็นศิลปินผู้โด่งดังด้วยการวาดเมืองทั้งเมืองจากความทรงจำ

คนชอบกลั่นแกล้ง แท้จริงคือคนอ่อนแอ – เหตุผลเบื้องหลังการ บูลลี่ ของมนุษย์

ทำไมต้อง บูลลี่ ? แท้จริงแล้วผู้ชอบกลั่นแกล้งคือคนอ่อนแอ “แค่เด็กแกล้งกัน เรื่องปกติ” ประโยคนี้อันตรายสุดขั้ว เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังทอดทิ้งผู้ถูกรังแก ผลักไสไล่ส่งปัญหาของเขา ในขณะเดียวกันก็มองว่าการใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นคือเรื่องธรรมดา บูลลี่ หรือพฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทุกที่ แม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมโรงเรียน สหประชาชาติให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้เด็กๆ อายุต่ำกว่า 5 ขวบราว 176 ล้านคน เป็นพยานต่อการใช้ความรุนแรงในครอบครัวและในเพื่อนฝูง และ 30% ของวัยหนุ่มสาวจำนวน 39 ประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือยอมรับว่าเคยกลั่นแกล้งเพื่อน ด้านการสำรวจเหยื่อ ข้อมูลจาก PISA โดย องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OCED ) ในปี 2015 ระบุ จากการสุ่มสอบถามเด็กวัย 15 ปีจำนวน 540,000 คน ใน 72 ประเทศ พบ 11% เล่าว่าถูกนักเรียนคนอื่นกลั่นแกล้งอย่างน้อย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในขณะที่อีก 4% ระบุว่าถูกทำร้ายร่างกาย ใครคือกลุ่มที่ถูกบูลลี่มากที่สุด? […]

หมอคนเดียวของชุมชน วัย 80 ปีผู้เดินทางข้ามภูเขา อุทิศตนเพื่อคนไข้และบ้านเกิด

นายแพทย์วิชาชีพ เพียงผู้เดียวของชุมชนชาวทุชผู้อาศัยอยู่บนภูเขายังคงมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อบ้านเกิดของเขา ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง คุณหมออิราคลี คเวดากูริดเซ (Irakli Khvedaguridze) มักควบม้าขาว “บิโชล่า” ของเขาเดินทางไปหาคนไข้ เมื่อหิมะในฤดูหนาวปกคลุมสูงเกินกว่าจะควบม้า คุณหมอต้องทำสกีไม้ที่ทำจากสนเบิร์ชไว้ใช้สำหรับการสัญจร หากหิมะหนาสูงเกินหัวเข่า คุณหมอก็จำเป็นจะต้องเดินเท้าไปหาคนไข้ คุณหมออิราคลีเป็นนายแพทย์วิชาชีพเพียงผู้เดียวในดินแดน “ตูเชติ” (Tusheti) ของประเทศจอร์เจียซึ่งเป็นแถบชนบทบนภูเขาที่มีพื้นที่กว้างถึง 1 พันตารางกิโลเมตร ไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว คุณหมอก็ต้องเดินทางไปหาคนไข้อยู่เสมอ ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง เขาไม่ลืมที่จะพกมีด ปืนยาวล่าสัตว์ กล่องไม้ขีดไฟ เสบียงอาหารอย่างน้อยสำหรับสองวันและอุปกรณ์การแพทย์ไปด้วย “ไม่ว่าฤดูหรืออากาศจะเป็นยังไง ทุกครั้งที่คุณออกเดินทาง อะไรก็เกิดขึ้นได้ คุณอาจจะตกเขาหรือบาดเจ็บเป็นแผล มันเป็นชีวิตของการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและในดินแดนห่างไกล” คุณหมอเล่า คุณหมอเป็นที่พึ่งของชุมชนชาวทุช (Tush) ที่ต้องอาศัยอยู่บนภูเขาในช่วงฤดูหนาวยาว 8 เดือน ซึ่งหลายปีก่อนเคยมีเด็กชายเดินไปเหยียบระเบิดใต้ดินเก่าจนเกือบขาขาดซึ่งคุณหมออิราคลีได้ช่วยรักษาชีวิตของเด็กชายคนนั้นไว้ได้ และเมื่อไม่กี่ปีก่อน เคยมีชายเมาสุราในหมู่บ้านโอมาโลประสบอุบัติเหตุยิงตัวเองด้วยปืนยาวล่าสัตว์ เขาต้องถูกเคลื่อนย้ายทางอากาศลงไปแถบพื้นราบของจังหวัดคาเคตี แต่โดยปกติแล้ว คุณหมอมักทำหน้าที่รักษาคนไข้ที่มีอาการทั่วๆ ไป เช่นชายเลี้ยงแกะที่มีอาการปวดหลัง ผู้สูงอายุที่มีอาการแสบร้อนกลางอก นักท่องเที่ยวชาวเช็กที่ถูกสุนัขเลี้ยงแกะขย้ำระหว่างเดินเขา หรือนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่มีอาการป่วยหลังจากดื่มน้ำจากลำธารธรรมชาติ ขณะที่คุณหมอกำลังเยี่ยมเยือนเพื่อนของเขาในหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเพียงบ้านไม้และเล้าแกะไม่กี่หลังเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คุณหมอได้รับโทรศัพท์จากสายด่วนฉุกเฉิน 112 ของประเทศจอร์เจียว่ามีชายในหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไป 12 กิโลเมตร […]