ชีวิตที่จำจากจรของ แรงงานข้ามชาติ ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ชีวิตที่จำจากจรของแรงงานอพยพ

การอพยพย้ายถิ่นเพื่อโอกาสที่ดีกว่า เป็นเรื่องเก่าแก่พอๆ กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนจะมีจำนวนมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา ผู้คนและเม็ดเงินมหาศาลถ่ายโอนข้ามแดนทุกวัน ชาติที่ด้อยทรัพยากรกว่าส่งพลเมืองชนชั้นแรงงานผู้ทะเยอทะยานของตนไปยังต่างประเทศ และพึ่งพาเม็ดเงินที่ไหลกลับเข้ามาแทนที่คนเหล่านั้น

“เงินส่งกลับบ้าน” (remittance) คือศัพท์ที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้เรียกเงินที่โอนจากบุคคลถึงครอบครัว ไม่ว่าจะผ่านบริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ หรือนำส่งด้วยมือโดยใช้บริการไปรษณีย์ ปัจจุบันปริมาณเงินส่งกลับบ้านทั่วโลกรวมกันแล้วคือเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในบรรดาประเทศที่มีผู้ส่งเงินออกซึ่งได้แก่ชาติที่รํ่ารวยที่สุด สหรัฐอเมริกาจัดอยู่ในอันดับสูงสุด แต่ไม่มีเมืองใดในโลกที่บรรจุแรงงานนานาชาติแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอยู่ในพื้นที่โอ่อ่าหรูหราเพียงแห่งเดียวได้มากเท่ากับดูไบอีกแล้ว

แรงงานข้ามชาติ
แรงงานชั่วคราวชาวกานาที่เพิ่งมาถึงหมาดๆ คนนี้รับหน้าที่ “ทูตประจำสระว่ายนํ้า” โดยจะคอยเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับแขกที่สระว่ายน้าของโรงแรม ริตซ์ – คาร์ลตัน โรงแรมหรูระดับห้าดาวในดูไบ

เพียงก้าวเข้าสู่สนามบินนานาชาติอันใหญ่โตโอฬาร คุณจะเดินผ่าน แรงงานข้ามชาติ ที่ส่งเงินกลับประเทศอย่างเทเรซากับลูอิสนับร้อยๆ คน หญิงสาวที่กำลังเทเอสเปรสโซใส่แก้วในร้านสตาร์บัคส์เป็นคนฟิลิปปินส์หรือไม่ก็ไนจีเรีย พนักงานทำความสะอาดห้องนํ้าเป็นคนเนปาลหรือไม่ก็ซูดาน ส่วนคนขับแท็กซี่มาจากทางเหนือของปากีสถานหรือไม่ก็ศรีลังกา หรืออาจมาจากรัฐเกรละทางตอนใต้ของอินเดีย

แล้วตึกระฟ้านอกหน้าต่างแท็กซี่นั่นล่ะ ทุกตึกล้วนสร้างจากหยาดเหงื่อของแรงงานต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานชายจากเอเชียใต้อย่างอินเดีย เนปาล ปากีสถาน และบังกลาเทศ ถ้าเป็นตอนกลางวัน รถโดยสารว่างเปล่าจะจอดอยู่ใต้ตึกระฟ้าที่กำลังก่อสร้าง เพื่อรอส่งคนงานตอนโพล้เพล้กลับไปยังบ้านพักคนงานที่แออัดเหมือนเรือนจำ

สภาพชีวิตแสนลำเค็ญของ แรงงานข้ามชาติ พบเห็นได้ทั่วโลก แต่ทุกสิ่งในดูไบล้วนหวือหวาเกินจริง ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของนครแห่งนี้เพิ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมานี้เอง หลังมีการค้นพบนํ้ามันในอาบูดาบีที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นดินแดนปกครองโดยชีคที่เป็นอิสระจากกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สถาปนาขึ้นเมื่อปี 1971 โดยมีสถานะเป็นสหพันธรัฐ ประกอบด้วยหกรัฐที่ปกครองโดยชีค (รัฐที่เจ็ดเข้าร่วมในปีถัดมา) และเนื่องจากดูไบมีนํ้ามันค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับรัฐอื่นๆ ราชวงศ์ผู้ปกครอง เมืองจึงนำส่วนแบ่งที่ได้จากความมั่งคั่งใหม่ของประเทศมาใช้ในการแปลงโฉมเมืองการค้าเล็กๆแห่งนี้ให้กลายเป็นเมืองหลวงแห่งการค้าที่โลกต้องตะลึง

ดูเหมือนผู้นำที่อยู่เบื้องหลังการเนรมิตดูไบยุคใหม่ได้ตัดสินใจแล้วว่า นครอันน่าตื่นตาแห่งนี้จะก่อร่างสร้างขึ้นและขับเคลื่อนด้วยแรงงานต่างชาติ เพราะมีชาวเอมิเรตส์น้อยคนนักที่ยอมทำงานประเภทนี้ ทำไมประเทศเศรษฐีใหม่จะต้องให้ประชากรวัยผู้ใหญ่ของตนเสิร์ฟอาหารหรือเทปูนท่ามกลางความร้อน 48 องศาเซลเซียสด้วยเล่า ในเมื่อพวกเขารํ่ารวยพอที่จะเชื้อเชิญคนนอกให้มาทำงานเหล่านี้แทนได้

แรงงานข้ามชาติ
ภาพของชีคมุฮัมมัด บิน รอชิด อัล มักตูม เจ้าผู้ครองนครดูไบซึ่งสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด ตั้งเด่นอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ร้านขายคัปเค้กในห้างสรรพสินค้าใหญ่โตห้างหนึ่งของดูไบ ความที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน ทั้งทำงาน กินอาหาร และจับจ่ายใช้สอย ภาษาหลักของเมืองนี้จึงเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาอาหรับ

เรื่องนี้ก็เช่นกันที่พวกเขาทำอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจากผู้คน 2.1 ล้านคนในดูไบ มีเพียงหนึ่งในสิบคนเท่านั้นที่เป็นชาวเอมิเรตส์ ส่วนที่เหลือเป็นประชากรหยิบยืมจากต่างชาติที่เข้ามาทำงานตามสัญญาจ้างชั่วคราวโดยรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีวันได้รับสัญชาติเอมิเรตส์

สังคมที่แรงงานเหล่านี้อาศัยอยู่มีการแบ่งแยกลำดับชั้นอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่เชื้อชาติ เพศ ชนชั้น ประเทศบ้านเกิด ไปจนถึงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ

ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆในแถบอ่าวเปอร์เซียที่ปัจจุบันต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ในดูไบ คนทำงานระดับผู้เชี่ยวชาญและผู้จัดการส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป อเมริกัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา พูดรวมๆก็คือคนขาวซึ่งส่วนใหญ่ทำ เงินได้มากเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นแรงงานส่งเงินกลับประเทศ เงินเดือนของพวกเขาสูงพอที่จะพาครอบครัวมาอยู่ด้วยและอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรูหราระฟ้าหรือไม่ก็คฤหาสน์ล้อมรอบด้วยสวนสวย

ขณะที่แรงงานส่งเงินกลับประเทศอื่นๆทำอาหารและดูแลลูกๆของคนเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง พวกเขายังกวาดถนนหนทาง เป็นพนักงานตามห้างสรรพสินค้า จัดยาตามใบสั่งแพทย์ในร้านขายยา และสร้างตึกระฟ้าท่ามกลางแสงแดดแผดเผา และเป็นผู้ที่ทำให้ดูไบขับเคลื่อนไปข้างหน้า ระหว่างนั้นก็ส่งเงินกลับบ้านที่อยู่แสนไกล

(อ่านต่อหน้า 3)

เรื่องแนะนำ

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

ภิกษุณี : หนึ่งในสี่พุทธบริษัทที่ขาดหาย

แม้สามเณรีและภิกษุณียังไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ไทยอย่างเป็นทางการ อีกทั้งไม่มีสถานะนักบวชตามกฎหมายไทย แต่นั่นหาได้เป็นอุปสรรคต่อความพยายามฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งของภิกษุณีธัมมนันทา หรืออดีต รศ.ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ผู้เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า "เราไม่ได้บวชผู้หญิงเพื่อผู้หญิง แต่เป็นการบวชผู้หญิงเพื่อพัฒนาสังคม เพื่อรักษาและสืบสานพระศาสนา"

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]