ชีวิตที่จำจากจรของ แรงงานข้ามชาติ ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ชีวิตที่จำจากจรของแรงงานอพยพ

ลองนึกถึงภาพภาพนี้ที่สนามบินมะนิลา โถงผู้โดยสารขาเข้าคลาคลํ่าไปด้วยผู้คน ญาติสนิทมิตรสหายยืนออกันอยู่ด้านนอกพลางดันกันไปมาเพื่อจะได้เห็นผู้โดยสารคนแรกที่โผล่ออกมา นี่คือภาพเมื่อราว 13 ปีก่อน ตอนที่เทเรซากลับมาเยี่ยมบ้านครั้งแรกหลังจากหายหน้าไปสามปี

พอเธอมองเห็นน้องชายคนหนึ่ง ตามด้วยน้องชายและน้องสาวอีกสองคน แล้วยังมีบรรดาหลานชายด้วย เธอรู้สึกตกใจมากญาติทุกคนที่ไม่เคยสนใจไยดีตอนที่เธอออกจากฟิลิปปินส์ มาตอนนี้กลับนั่งอยู่ในรถที่ขอยืมมาเพื่อรับเธอกลับบ้าน ของที่วางอยู่ด้านบนสุดของรถเข็นสัมภาระที่เธอเข็นไปหา พวกเขาคือกล่องบรรจุโทรทัศน์สีเครื่องใหม่เอี่ยม

“เรามีทีวีขาวดำเล็กๆเครื่องหนึ่งที่บ้านค่ะ” เทเรซาเล่าให้ฉันฟัง “แต่ฉันบอกตัวเองว่า ‘ฉันจะซื้อทีวีขนาด 25 นิ้ว’ ฉันเห็นสีหน้าพวกเขาว่ามีความสุขมากแค่ไหนที่ได้ทีวีเครื่องนั้น”

ห้องที่ตั้งทีวีไว้เรียกว่า ซาลา หรือห้องนั่งเล่นใหญ่ของครอบครัว ได้รับการซ่อมแซมและต่อเติมให้แข็งแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยการก่อสร้างทำครั้งละเล็กละน้อย ทุกสองสามเดือนเงินที่เทเรซาโอนไปให้จะแบ่งไปใช้ซ่อมบ้าน ตอนแรกก็ซ่อมซาลา ต่อมาก็เป็นห้องครัว ตามด้วยห้องนอน “พวกเขาทำทีละเล็กละน้อยจนตอนนี้บ้านเรากลายเป็นบ้านหินไปแล้วค่ะ” เทเรซาบอก

แรงงานข้ามชาติ
ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในประเทศกาตาร์ พี่เลี้ยงเด็กรายหนึ่งกำลังเหม่อมองผ่านนายจ้าง แม้พี่เลี้ยง “นำเข้า” จำนวนมากจะเป็นมุสลิมเช่นกัน แต่ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการพลัดพรากจากครอบครัวและเพื่อนฝูง ก็อาจทำให้ชีวิตในต่างแดนอ้างว้างโดดเดี่ยวไม่น้อย

มีเพลงยอดนิยมภาษาตากาล็อกเกี่ยวกับแรงงานส่งเงินกลับประเทศอยู่เพลงหนึ่ง ขับร้องโดยโรเอล กอร์เตซ เมื่อ 25 ปีก่อน เป็นเพลงชื่อ “นาปากาซากิต คูยา เอ็ดดี” เทเรซาพุ่งไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเธอเพื่อเปิดยูทูบ หลังจากฉันบอกว่าไม่เคยฟังเพลงนี้ “เดี๋ยวฉันแปลให้ฟังนะคะ” เทเรซาบอก

เสียงเพลงดังขึ้น เนื้อเพลงวิ่งอยู่ด้านล่างจอ “ฉันอยู่ที่นี่ ณ ใจกลางประเทศอาหรับ และทำงานหนักยิ่ง” เทเรซาแปลระหว่างเสียงร้องอันไพเราะของกอร์เตซดังขึ้น “ในที่ซึ่งร้อนเหลือ… จนมือไม้หยาบกร้าน ผิวกายคลํ้าเกรียม”

เธอดื่มดํ่าไปกับบทเพลง ทั้งร้องคลอและแปลไปด้วย โดยพยายามบอกเป็นภาษาอังกฤษให้ทันเนื้อร้อง “ทุกครั้งที่หลับตานอน เขานึกภาวนาขอให้วันคืนผ่านไป เพื่อจะได้กลับบ้านเสียที” เธอบอก “เขาดีใจมากเวลาลูกชายเขียน จดหมายมาหา  แต่กลับต้องตกตะลึง นํ้าตารินไหล ‘พ่อจ๋า! กลับบ้านเราเถอะจ้ะ กลับมาเร็วๆ! แม่มีผู้ชายคนใหม่แล้ว!’”

พอถึงท่อนสุดท้าย  ตัวเอกในเพลงก็กลับฟิลิปปินส์ และพบว่า ลูกสองคนของเขาสูบกัญชา ส่วนภรรยามีลูกคนที่สาม แต่ไม่ใช่ลูกของเขา “เจ็บปวดเหลือเกิน พี่เอ็ดดี” เทเรซาร้องคลอเสียงดัง พลางขยับขาเขย่ากล่อมลูกน้อยที่ฟันกำลังขึ้นซึ่งนั่งบนเข่าเธอไปด้วย “เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของฉันกันนี่” หนูน้อยหยุดร้องไห้ เทเรซาส่งลูกให้ลูอิสอุ้มต่อ ลูกวัยสามขวบอีกคนนอนแผ่หลาอยู่บนฟูก

แรงงานข้ามชาติ
ใบหน้าของเคซุส เบาทิสตา ปรากฏขึ้นในจอจากเมืองชาร์ญาฮ์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเขาทำงานเป็นช่างไฟฟ้า ส่วนลูกชายชื่อ เคซุส คูเลียน (เจ.เจ.) พูดคุยกับเขาจากอพาร์ตเมนต์หนึ่งห้องนอนที่อาศัยอยู่กับแม่และน้องชายใกล้กรุงมะนิลาเกือบตลอดเก้าขวบปีของชีวิต เจ.เจ.รู้จักพ่อในฐานะผู้หาเลี้ยงครอบครัวที่อาศัยอยู่ไกลออกไป 6,900 กิโลเมตร

อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อเด็กทั้งสองโตจนนอนฟูกหลังนั้นไม่ได้แล้ว พวกแกจะถูกส่งตัวกลับไปอยู่ที่ฟิลิปปินส์เหมือนพี่ๆ ครอบครัวครูซมีอุปกรณ์สื่อสารสมัยใหม่ที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่มี ทั้งโทรศัพท์มือถือพร้อมระบบส่งข้อความ เฟซบุ๊ก สารพัดโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ติดต่อสื่อสารถึงกันได้ทั่วโลก และคอมพิวเตอร์ที่ตอนนี้เทเรซากับลูอิสยืนอยู่ใกล้ๆ พร้อมลูกน้อยในอ้อมแขนของลูอิส

แต่ในบ่ายวันศุกร์นี้ ขณะที่ลูกสาวกับลูกชายคนโตของครอบครัวครูซโผล่หน้าขึ้นมาในหน้าต่างวิดีโอ ฉันรู้สึกได้ว่า พ่อแม่ของพวกแกคงรู้สึกชื่นใจเป็นพิเศษ เพราะท่ามกลางเสียงหัวเราะ การชี้และโบกไม้โบกมือ อย่างน้อยภายในห้องนอนอันแออัดของพวกเขา ก็ยังมีร่างเล็กๆ ที่พึ่งพาตนเองไม่ได้สองร่างอยู่ใกล้ๆให้พอได้โอบกอดคลายความคิดถึง


อ่านเพิ่มเติม โรงเรียนฝึกนางงาม เส้นทางสู่ความฝันของสาวฟิลิปปินส์

เรื่องแนะนำ

กลับไปเยือนฟุกุชิมะ

กลับไปเยือน ฟุกุชิมะ หลายปีผ่านไปหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ในจังหวัด ฟุกุชิมะ ระดับของกัมมันตรังสียังคงสูงและอันตรายเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ ขณะนี้บริเวณรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดภัยพิบัติกลายสภาพมาเป็นเมืองร้าง ร่วมเดินทางกลับไปยังเมือง Futaba ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าราว 2.5 ไมล์ พร้อมกับชายผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ออกสำรวจเมืองอันเงียบเหงาและบ้านของเขาที่ร่องรอยของการมีชีวิตอยู่ยังคงปรากฏให้เห็น พร้อมรับฟังว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างไรบ้าง ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินจำนวนหลายพันล้านดอลล่าร์ในการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ซึ่งทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาปริมาณรังสีที่ตกค้างลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตามคาดกันว่าบริเวณที่ใกล้กับศูนย์กลางภัยพิบัตินั้นอาจไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาอยู่อาศัยได้อีก   อ่านเพิ่มเติม นี่คือสิ่งที่อาวุธนิวเคลียร์ทิ้งเอาไว้

จิตวิญญาณแห่งเส้นทางสายไหม

จิตวิญญาณแห่งเส้นทางสายไหม น้ำที่จืด สะอาด ดื่มได้ คือสิ่งที่ผมดิ้นรนด้นดั้นค้นหามากว่าสามปี ผมกำลังเดินเท้ารอบโลก ย้อนรอยเส้นทางที่สาบสูญของมนุษย์กลุ่มแรกผู้ออกสำรวจโลกในยุคหิน ณ จุดเริ่มต้นการเดินทางในเอธิโอเปีย ผมเดินจากตาน้ำสำหรับอูฐไปยังบ่อซับน้ำเค็มขุ่นโคลน ผมย่ำย่างจากโอเอซิสหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่งในทะเลทรายฮีญาซแห่งอาระเบีย  บนยอดเขาช่วงฤดูหนาวในเทือกเขาคอเคซัส ผมคอแห้งผากท่ามกลางอ้อมกอดของน้ำหลายร้อยตัน ของเหลวที่จำเป็นต่อชีวิตจับตัวแข็งดุจหิน แต่ไม่เคยเลยที่ผมจะพานพบเหตุการณ์เช่นนี้ มีคนมาขุดและขโมยน้ำสำรองในไหของผม หลุมตื้นๆที่เคยบรรจุน้ำ  60 ลิตรอันล้ำค่า  น้ำของผม ผมไม่อาจละสายตาจากไหว่างเปล่าเหล่านั้นได้ ขณะโยกตัวช้าๆ ท่ามกลางสายลมแผดผ่าว จินน์ขโมยน้ำของผมในทะเลทรายคีซิลคุม จินน์คืออะไร? ตามความเชื่อของชนเผ่าเร่ร่อนในทุ่งหญ้าสเตปป์  จินน์คือวิญญาณพเนจรที่สิงสู่ในความเวิ้งว้างไร้สิ้นสุดของเอเชียกลาง ถ้าไม่สร้างความเดือดร้อน ก็มอบความช่วยเหลือให้แก่นักเดินทาง คนเลี้ยงสัตว์ในภูมิภาคเล่าขานกันว่า จินน์หรือยักษ์จีนีในโลกตะวันตก สามารถเหาะได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรยามกลางคืน หรือไม่ก็แปลงร่างเป็นงูและหมาป่าได้ ตอนที่มาร์โก โปโล เดินทางข้ามทะเลทรายล็อปทางตะวันตกของจีน เขาเล่าถึงการปรากฏตัวของจินน์เจ้าเล่ห์ตนหนึ่งที่เรียกคนในกองคาราวานออกไป “บ่อยครั้งที่นักเดินทางถูกลวงให้หลงหายจนไม่มีวันพบพวกพ้องของตนอีกและหลายคนก็สิ้นชีพด้วยเหตุนี้” แล้วทะเลทรายคีซิลคุมอยู่ที่ไหน? ทะเลทรายซึ่งทอดตัวจากบางส่วนของคาซัคสถานไปจรดทางใต้ของอุซเบกิสถานแห่งนี้ขึ้นชื่ออื้อฉาว เพราะตลอดหลายพันปีได้กลืนกินสมาชิกกองคาราวานที่เดินทางผ่านไปมาบนเส้นทางสายไหม หรือเส้นทางการค้าที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อายุกว่า 2,200 ปี กระทั่งทุกวันนี้ แดนลงทัณฑ์อันไพศาลที่มีเพียงแสงแดดแผดเผากับพุ่มไม้หนามนี้ก็ยังเป็นอุปสรรคชวนครั่นคร้ามของนักเดินทาง แน่นอนว่ามันหยุดผมได้เช่นกัน “อย่าโทษพวก โชบัน เลยครับ” อาซิซ คาลมูราดอฟ มัคคุเทศก์ของผม บอก เขาหมายถึงคนเลี้ยงแกะพื้นเมือง […]