ชีวิตที่จำจากจรของ แรงงานข้ามชาติ ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ชีวิตที่จำจากจรของแรงงานอพยพ

ในเมืองแห่งแรงงานต่างชาติ เรื่องราวที่ได้ยินบ่อยที่สุด คือ เหตุผลที่เรามาอยู่ที่นี่ หรือผู้คนที่เราจากมา ซึ่งบ่อยครั้งก็คือเรื่องเดียวกัน ลูกสาวฉัน สามีฉัน พ่อแม่ฉัน หรือน้องชายฉันซึ่งยังอยู่ที่หมู่บ้านและฉันกลัวว่าเขากำลังติดยา เพราะว่าฉันอยากให้น้องชายคนที่ว่านี้เรียนถึงมัธยมปลาย… เพราะแม้พวกเราผู้ชายแปดคนจะอยู่รวมกันในห้องขนาดสำหรับสี่คน แต่นายจ้างก็ออกค่าที่พักให้ ทำให้ผมมีเงินส่งกลับบ้านมากขึ้น… เพราะผมประหยัดค่าเช่าบ้านได้โดยแบ่งห้องเช่ากัน หรือกระทั่งแบ่งเตียงนอนกันด้วย โดยคนงานกะกลางวันกับกะกลางคืนจะผลัดกันนอนบนเตียงเดียวกัน… หรือเพราะภรรยาผมท้องและเราเป็นห่วงอนาคตของลูก…

ในกรุงมะนิลา มีหลายย่านที่หน้าต่างร้านรวงเกือบทุกร้านติดป้ายประกาศจูงใจให้ออกเดินทาง ซาอุดีอาระเบียรับพนักงานทำแซนด์วิช 30 ตำแหน่ง ฮ่องกงรับแม่บ้าน 150 ตำแหน่ง ดูไบรับพี่เลี้ยงสนามเด็กเล่น พนักงานบรรจุผัก คนงานปูกระเบื้อง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว ภารโรงหญิง (หน้าตาดี) นักแกะสลักนํ้าแข็ง/ผลไม้ ประกาศรับสมัครงานเหล่านี้ดึงดูดให้ชาวฟิลิปปินส์ละถิ่นฐานไปยังจุดหมายปลายทางทั่วทุกมุมโลก

ตอนที่ลูอิสยังเป็นเด็ก พ่อของเขาทำงานเป็นช่างเชื่อมในดูไบ และไม่ได้ย้ายกลับมาอีกเลยตั้งแต่นั้น ปัจจุบัน ลูอิสผู้พ่อกลับมาเยี่ยมบ้านเฉพาะระหว่างลาพักงานสองปีหนเพื่อมาอยู่ร่วมกับผู้หญิงซึ่งยังเป็นภรรยาเขาอยู่ (กฎหมายฟิลิปปินส์ไม่อนุญาตให้หย่าร้าง) ลูอิสกับพี่น้องอีกสี่คนเติบโตโดยคุ้นเคยกับการไม่มีพ่อ  พวกเขาเกลียดสภาพนั้น “เราจะไปส่งพ่อที่สนามบิน  ทุกคนจะต้องกอดและจูบพ่อ นั่นเป็นส่วนที่แย่ที่สุดครับ ทุกคนร้องไห้” ลูอิสเล่าให้ฉันฟัง

แรงงานข้ามชาติ
ป้ายโฆษณาในฟิลิปปินส์ให้ภาพฝันอันบรรเจิดเว็บไซต์ของบริษัทบ้านจัดสรรรายหนึ่งที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นแรงงานที่กลับบ้าน บอกว่าโครงการของพวกเขาทำ ให้ชาวฟิลิปปินส์ “มีเหตุผลดีที่สุดที่จะกลับบ้าน”

เช่นเดียวกับหลายชาติที่เผชิญปัญหาความยากจนเรื้อรัง ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการจากลาเหล่านี้ พวกเขามีชื่อเรียกเป็นอักษรย่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งบ่อยครั้งใช้ควบคู่กับคำสรรเสริญการเสียสละอันกล้าหาญเพื่อประเทศชาติและครอบครัว ชื่อที่ว่านี้คือ โอเอฟดับเบิลยูเอส (OFWs ย่อมาจาก Overseas Filipino Workers) หรือแรงงานชาวฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ  ศูนย์โอเอฟดับเบิลยูที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษกินพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามบินนานาชาติในกรุงมะนิลา และมีหน่วยงานรัฐหลายหน่วยคอยดูแลแรงงานเหล่านี้อยู่ทั่วประเทศ

ลูอิสยังจำเงินก้อนแรกที่เขาส่งกลับมาฟิลิปปินส์หลังจากทำงานที่ดูไบได้ไม่กี่สัปดาห์ เป็นเงิน 350 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบเท่าค่าแรงเก่าของเขารวมกันสามเดือน เขาส่งเงินให้แม่โดยตรงเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน แม้จะเหงาจนแทบสิ้นหวัง แต่เขาก็หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เขามีพ่อเป็นเพื่อน หลังจากนั้นไม่นาน น้องชายชื่อโทมัส ก็ถอดใจกับฟิลิปปินส์และเดินทางมาดูไบด้วย โดยทิ้งภรรยากับลูกสาวคนหนึ่งไว้ข้างหลัง

นักข่าวและกลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานถึงความทุกข์ยากของแรงงานข้ามชาติอยู่เนืองๆ ตั้งแต่เรื่องเงินค่าจ้างค้างชำระ อันตรายในที่ทำงาน สภาพความเป็นอยู่ที่ยํ่าแย่ ไปจนถึงการยึดหนังสือเดินทางไว้อย่างผิดกฎหมาย

แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทำให้การรายงานเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย องค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งถึงกับโดนห้ามไม่ให้เข้ามาทำงานที่นี่ ขณะที่สื่อมวลชนในประเทศจะเขียนข่าวอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความไม่พอใจให้เจ้าหน้าที่ทางการแรงงานข้ามชาติ

แรงงานข้ามชาติ
ในแต่ละปี มีชาวฟิลิปปินส์ที่ได้งานในต่างประเทศเป็นคนทำงานบ้านหรือแม่บ้านตามโรงแรมเพิ่มขึ้นมากกว่า 100,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่จำ ต้องทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง แรงงานหลายคนที่รองานอยู่อย่างมีความหวัง เข้ารับการฝึกอบรมศิลปะการจัดเตียงที่หน่วยงานรัฐบาลสนับสนุน (บน) ส่วนคนอื่นๆ ฝึกหัดการดูแลเด็กกับตุ๊กตาพลาสติกเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นพี่เลี้ยงเด็ก พวกเธอหวังว่าจะได้งาน ที่สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย

คนที่ถือหางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แก้ต่างว่าประเทศนี้ยังคงเป็นชาติที่เป็นมิตรกับแรงงานต่างชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย ที่นี่ผู้หญิงจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ มีสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นมุสลิมมากมายหลายแห่ง และถนนหนทางก็จัดว่าปลอดภัย

“เมืองใหญ่ทั่วโลกก็มีปัญหาแบบนี้ทั้งนั้นแหละครับ” อับดุลคอลีก อับดุลลอฮ์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่เกษียณแล้วบอกฉัน “เมืองเหล่านั้นล้วนสร้างขึ้นโดยคนงานต่างชาติและแรงงานราคาถูก ดูไบโอบอุ้มโลกาภิวัตน์ทั้งในแง่ดีที่สุดและแย่ที่สุด ส่วนที่ดีที่สุดคือ เมืองนี้มีขันติธรรมต่อความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา ให้อิสระ และเปิดกว้าง แต่ก็มีความทุกข์ยากอยู่มากเช่นกัน มีคนจนมากมาย อีกทั้งการเอารัดเอาเปรียบ คุณอยากมองในแง่ไหนล่ะครับ แบบมองโลกในแง่ดี หรือมองโลกในแง่ร้าย ผมเองมักจะมองจากทั้งสองด้านครับ”

มาตรการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นำมาใช้ควบคุมแรงงานต่างชาติให้อยู่ในโอวาทอย่างได้ผลชะงัด คือการขู่ว่าจะส่งกลับประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าพวกคุณคนงานต่างชาติไม่สำนึกบุญคุณและสร้างปัญหาที่นี่ เราจะส่งพวกคุณกลับไปใช้ชีวิตจนๆ ที่บ้านเกิดที่พวกคุณจากมาทันที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่นำเข้าแรงงานทุกประเทศในโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

นอกจากนี้ ผู้คนทั้งที่ดูไบและฟิลิปปินส์ยังคอยเตือนฉันเสมอว่า แรงงานส่งเงินกลับประเทศเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองเพราะพวกเขาตัดสินใจเลือกเอง

(อ่านต่อหน้า 4)

เรื่องแนะนำ

ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ

งานศิลปะทุกชิ้นคือโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นผ่านมุมมองของศิลปิน และดูเหมือนว่าภาพเขียนเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือทำได้ดีทีเดียว

สำรวจโลก : ดอกไม้สวยไม่ต้องนำเข้า

เรื่อง ลินด์ซีย์ เอ็ม. โรเบิร์ตส์ เมื่อปี 1991 สหรัฐฯ พยายามหยุดยั้งการผลิต ยาเสพติดในประเทศแถบเทือกเขาแอนดีส ด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ถูกฎหมาย เช่น การปลูกดอกไม้ โดยให้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีนำเข้า จากนั้นดอกกุหลาบ ดอกคาร์เนชั่น ดอกเบญจมาศ และดอกกล้วยไม้ ก็หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมไม้ตัดดอกในประเทศ ข้อตกลงทางการค้านี้หมดอายุลงนับแต่นั้นมาและอุตสาหกรรมไม้ตัดดอกของสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวขึ้น มีการส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อดอกไม้ ที่ปลูกในท้องถิ่นมากขึ้น “ยิ่งผู้บริโภคชาวอเมริกันตระหนักว่าดอกไม้มาจากแหล่งไหน ผลดีก็จะตกอยู่กับพวกเรามากขึ้นเท่านั้น” แอนเดรีย แกกนอน เกษตรกรผู้ ปลูกดอกไม้ในเมืองเกนส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย บอก “ก็เหมือนกับการถามว่า มะเขือเทศนี่ปลูกในท้องถิ่นใช่ไหม และตอนนี้คนจะถามได้ว่า ดอกรักเร่นั่นปลูกในแถบนี้ใช่ไหม”   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ, สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง