กรุงเทพฯ : สัญจรวิถีของคนกรุง - National Geographic Thailand

กรุงเทพฯ : สัญจรวิถีของคนกรุง

กรุงเทพฯ : สัญจรวิถีของคนกรุง

ความที่อยู่ กรุงเทพฯ ทุกคนจึงต้องหาวิธีเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเอง

เลิกงานแล้วฟ้ายังโปร่ง “ศิวา” พนักงานออฟฟิศวัยกลาง 40 ตัดสินใจเดินจากที่ทำงานของเธอไปท่าเรือคลองแสนแสบท้ายถนนทองหล่อ เพื่อโดยสารเรือไปท่าวัดเทพลีลา ย่านรามคำแหง แล้วต่อรถสองแถวกลับบ้านย่านห้วยขวาง นี่อาจฟังดูไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับวิถีชีวิตในเมืองหลวงอย่าง กรุงเทพฯ ที่ขึี้นชื่อในเรื่องปัญหาการจราจรติดอันดับโลก

แม้จะทำงานแถวนี้มานานหกเจ็ดปี แต่เธอเพิ่งค้นพบว่า การเดินทางกลับบ้านด้วยเรือคลองแสนแสบนั้นค่อนข้างสะดวก แม้ต้องทนกลิ่นน้ำในคลอง และกังวลถึงอันตรายขณะก้าวขึ้นลงตอนเรือจอดเทียบท่าอยู่สักหน่อย  กระนั้นก็ทำให้เธอคำนวณเวลาการเดินทางได้ค่อนข้างแน่นอนกว่าการเดินทางบนท้องถนน  แต่หากวันไหนที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ ศิวาก็จะเลือกเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีทองหล่อเพื่อต่อรถไฟฟ้าใต้ดินแทน  ชีวิตการสัญจรในวันทำงานของศิวามีทางเลือกหลายเส้นทาง ทั้งทางบก ทางน้ำ และระบบราง ตอนเช้าเธอมักเดินทางด้วยรถเมล์  เพราะสามารถนั่งจากบ้านถึงที่ทำงานได้ในต่อเดียว

ช่วงปลายปี 2560 กระทรวงคมนาคมได้เสนอการจัดทำแผนแม่บทบูรณาการพัฒนาระบบการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เชื่อมโยงขนส่งมวลชน “ล้อ ราง เรือ” เข้าด้วยกัน เพื่อให้การสัญจรของประชาชนเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ โดยหวังว่าแผนซึ่งมีระยะเวลา 12 ปีดังกล่าว จะช่วยพากรุงเทพฯ เมืองที่ขึ้นอันดับรถติดที่สุดในโลกแทบทุกปี ให้พ้นจากวิกฤติการจราจร

กรุงเทพมหานครได้ชื่อว่าเป็นมหานครที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ถึงแม้ว่าเครือข่ายรถไฟฟ้าใน เมืองของเราอาจจะเริ่มช้ากว่าที่ควรจะเป็น โดยรถไฟฟ้าสองสายแรกเปิดบริการในปี 2542 แทนที่จะเป็นรถไฟฟ้าลาวาลิน ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นรถไฟฟ้าสายแรกในสมัยที่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2529  แต่โครงการดังกล่าวถูกยุบไปในปี 2535 สมัยรัฐบาลนายกอานันท์ ปันยารชุน  แม้จะเริ่มต้นช้า  แต่กรุงเทพมหานครก็ตั้งเป้าว่าจะเป็น “มหานครระบบราง” ให้ได้ภายในปี 2566 ด้วยการขนส่งระบบรางห้าเส้นทางในปัจจุบัน กับแปดเส้นทางที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ในขั้นตอนการประกวดราคาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกสิบเส้นทาง

แม้ว่าปัจจุบันนี้มีผู้โดยสารใช้บริการระบบรางมากกว่าหนึ่งล้านเที่ยวคนต่อวัน และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2572 จะมีผู้ใช้บริการสูงถึง 7.6 ล้านเที่ยวต่อวันเมื่อเครือข่ายระบบรางเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อเทียบกับการเดินทางรูปแบบอื่น ราคาค่าโดยสาระบบรางถือว่าค่อนข้างสูง  ตั๋วไปกลับของรถไฟฟ้าจากสถานีที่อยู่ห่างกันไกลที่สุด มีราคาสูงเกือบครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำ นับว่าสูงกว่าค่าโดยสารในเมืองที่มีค่าครองชีพที่สูงกว่าอย่างสิงคโปร์ โซล หรือไทเป

คนที่อาศัย ใช้ชีวิตประจำวัน และสัญจรอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ต่างก็ต้องแลกการเดินทางของตนเองด้วยต้นทุนที่มีอยู่  เป็น “ราคา” ที่พวกเขาต้องจ่ายนั้นไม่เท่ากัน ในรูปแบบที่ต่างกัน  ชนชั้นกลางเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกเวลา แต่ชนชั้นแรงงานที่ไม่มีทางเลือกนัก ถูกบังคับให้จ่ายด้วยเวลา เพื่อเก็บเงินไว้ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองให้นานขึ้น

กรุงเทพฯ
รถไฟฟ้ากำลังวิ่งผ่านแยกอโศกซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถนนที่รถติดที่สุดสายหนึ่งในกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ
เจ้าหน้าที่เดินตรวจงานในอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินลอดแม่นํ้าเจ้าพระยาเชื่อมระหว่างสถานีสนามไชยกับสถานีอิสรภาพ

คนกรุงเทพฯ แลกการเดินทางของตนเองด้วยต้นทุนที่มีอยู่   “ราคา” ที่พวกเขาต้องจ่ายจึงไม่เท่ากัน ชนชั้นกลางเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกเวลา แต่ชนชั้นแรงงานถูกบังคับให้จ่ายด้วยเวลา เพื่อเก็บเงินไว้ในกระเป๋าสตางค์ให้นานขึ้น

รถไฟฟ้า: จ่ายแพงแลกกับเวลา 

พนักงานออฟฟิศวัยต้น 30 อย่างกุลธิรา โยคะกุล เลือกที่จะจ่ายเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 4,500 บาท เพื่อแลกกับเวลานอนที่ยาวขึ้น บวกกับความสบายที่เธอสามารถคำนวณเวลาการเดินทางไปทำงาน จากบ้านแถวบางแคถึงสยามได้อย่างแม่นยำ  เธอเลือกใช้รถไฟฟ้าเพื่อไปทุกที่  ถ้าจะต้องทำธุระหรือนัดเพื่อนในวันหยุดหรือหลังเลิกงานก็ต้องเป็นสถานที่ที่อยู่บนเส้นทางรถไฟฟ้า เพราะไม่อยากกลับไปใช้รถเมล์ที่ทำให้เธอทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย อึดอัด ทั้งยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด  ชีวิตการเดินทางของเธอจะมีปัญหาก็แค่ในช่วงฤดูฝนที่ทำให้เธอต้องคอยให้ฝนซาก่อนที่จะออกจากบ้านหรือที่ทำงาน  และหากตัดเรื่องน่ารำคาญเล็กน้อยจากผู้โดยสารรถไฟฟ้าบางคนที่ไม่เคารพพื้นที่ส่วนรวมออกไป การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าก็ยังเป็นการสัญจรที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดที่กุลธิราต้องการ

กรุงเทพฯ
ผู้คนสัญจรข้ามรางรถไฟที่เป็นระบบรางแบบเก่า  หลังจากขบวนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ แล่นผ่านไป  แม้กรุงเทพฯ จะมีรถไฟฟ้าและระบบรางที่เชื่อมโยงไปตามจุดต่างๆแล้ว แต่การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆยังไม่ราบรื่นและสะดวกพอ เช่นเดียวกับถนนเลียบทางรถไฟสายนี้ที่ยังไม่มีรถประจำทางผ่าน

รถเมล์: จ่ายด้วยเวลาแทนเงิน

แก้ว ใจชุ่ม วัย 60 เศษ อาชีพรับทำความสะอาดบ้าน แลกเวลาวันละ 4-5 ชั่วโมงบนรถเมล์เพื่อไป-กลับบ้านย่านบางชันกับสถานที่ทำงานย่านบรรทัดทอง ยาวนานถึง 6-7 ปี เพราะเธอต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด และยังคุ้นเคยกับสภาพรถติดมากจนทำนายได้ว่าแยกใดจะติดนานแค่ไหน

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชวนคิดคร่าวๆ ว่าคนส่วนใหญ่ใช้เวลาบนถนนประมาณสองชั่วโมงต่อวัน หากคิดจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นั่นแปลว่าเราสูญเสียโอกาสที่จะสร้างรายได้ถึงวันละ 75 บาท หรือปีละ 18,000 บาท หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาทต่อปีสำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่มีประชากรประมาณสิบล้านคน  วิษณุบอกว่าตัวเลขคร่าวๆ เหล่านี้ยังไม่รวมสุขภาพของประชากรที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดจากการจราจรและมูลค่าของสิ่งแวดล้อมที่เราได้สูญเสียไปอีกด้วย

กรุงเทพฯ
“โครงการเวนิสจันทรเกษม” เป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองด้านหลังสถาบันราชภัฏจันทรเกษม ตามแนวทาง“บ้านประชารัฐริมคลอง” ที่เปลี่ยนบ้านไม้ซึ่งเคยรุกลํ้าคลองลาดพร้าว ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยที่มีภูมิทัศน์สวยงามสะอาดตา และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

มอไซค์รับจ้าง : ต่อเดียวถึง

“รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างรับผมจากหน้าตึกที่พักมาจอดหน้าตึกที่ทำงานเลย” เฉลิมพงษ์ พันธุโพธิ์ ระบุถึงความสะดวกสบายที่ทำให้เขาเลือกใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จากซอยจรัญสนิทวงศ์ 12 มาถึงที่ทำงานในถนนประมวญ ย่านสีลมโดยที่เหงื่อไม่ออกสักหยด และยังถึงที่ทำงานเร็วกว่าเดิม

เขานั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกเช้า จนคนขับชวนให้เขาซื้อมาไว้ใช้เองสักคันคงจะประหยัดค่าเดินทางได้มากโข แต่เฉลิมพงษ์ไม่อยากให้มอเตอร์ไซค์ส่วนตัวกลายเป็นภาระหลังเลิกงาน ถ้าเขาต้องมีธุระต่อที่อื่น  “เมื่อกี้ผมก็ใช้แอปเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาที่นี่” เฉลิมพงษ์ติดใจกับแอปในมือถือที่ช่วยให้ชีวิตเขาสะดวกง่ายขึ้นไปอีกตรงที่ไม่ต้องเดินไปที่วินมอเตอร์ไซค์เพื่อต่อรองราคา อีกไม่กี่นาที เขาจะได้กลับบ้าน หลังจากวันอันแสนยาวนานสิ้นสุดลง

กรุงเทพฯ
ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ ใช้เรือพายเดินทางไปตลาดหรือจุดหมายต่างๆที่อยู่ห่างจากบ้านไม่เกินสามกิโลเมตร

ไปด้วยแรงกาย: เดิน-วิ่ง-ปั่น-ไถ-พาย

สำหรับคนกรุงเทพฯ คงเป็นความรู้สึกแปลกประหลาด หากจะมีใครพายเรือไปตลาดแถวเพชรเกษมตอนเช้า แต่ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ หนุ่มวัย 30 ยืนยันว่านี่เป็นเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดจากบ้านเขาที่อยู่ท้ายซอยรัชดาภิเษก 25 ไปตลาดที่วัดจันทรารามวรวิหาร (วัดกลาง)

การเดินทางเป็นโจทย์หนึ่งในชีวิตที่ศิระพยายามทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในแบบที่ไม่มีใครเหมือน เขาหลีกเลี่ยงการขับรถยนต์และพึ่งพาร่างกายตัวเองให้ได้มากที่สุดในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ  นอกจากการเดินเท้าระยะไกล เขาเคยทดลองทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน ไถสเก็ตบอร์ด  ล่าสุด ศิระใช้เรือเป็นพาหนะ

ปัจจุบันเขาเดินทางด้วยจักรยานเป็นหลักด้วยการนำรถจักรยานพับขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานย่านสุขุมวิทในตอนเช้า และปั่นกลับบ้านตอนเย็น หากอากาศไม่ร้อนมากเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและเรียนรู้เส้นทางใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ไปในตัว

กรุงเทพฯ
มานิตย์ อินทร์พิมพ์ ต้องเดินทางบนผิวถนนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้สัญจรมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานสำหรับผู้พิการ

คนพิการสัญจร: ด้วยศักดิ์ศรีที่เท่ากัน

มานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิการเข้าถึงขนส่งสาธารณะสำหรับคนพิการให้เท่าเทียม หรือที่เป็นที่รู้จักในนาม “ซาบะ” เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ Accessibility is Freedom วัย 52 ปี ตระหนักดีว่าคนพิการในเมืองไทยถูกทำให้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพเพราะขาดสิทธิการเข้าถึงขนส่งมวลชนเฉกเช่นคนทั่วไป

ตามรัฐธรรมนูญแล้วคนไทยทุกคนควรจะได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ เพศ อายุ หรือสภาพทางกาย เรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็เช่นเดียวกัน

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องบนกระดาษ เพราะในความเป็นจริงแล้วชีวิตการสัญจรของมานิตย์ไม่ต่างจากคนพิการจำนวนมากที่ต้องอาศัยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถแท็กซี่ เพราะขนส่งสาธารณะไม่อำนวย “คุณถูกบังคับให้นั่งแท็กซี่ข้ามถนนเพียงเพราะต้องการใช้รถไฟฟ้า” เขากล่าว  ส่วนการสัญจรทางเรือก็อันตรายเกินไปสำหรับคนพิการส่วนใหญ่

มานิตย์และกลุ่มคนพิการยังคงต่อสู้กับหน่วยงานรัฐเพื่อให้พวกเขาได้เข้าถึงขนส่งมวลชน และพร้อมที่จะจ่ายค่าโดยสารเหมือนผู้โดยสารคนอื่นๆ อย่างที่เขาบอก “ผมขอสิทธิเดินทางที่เท่ากัน เพราะผมอยากมีศักดิ์ศรีเท่ากับคุณ”

เรื่อง: สิรินยา วัฒนสุขชัย

ภาพถ่าย: เอกรัตน์ ปัญญะธารา

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนเมษายน 2562


อ่านเพิ่มเติม

เมืองในอนาคต : คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อเมือง

เรื่องแนะนำ

ไขปริศนาเลือดข้นคนจาง “ยาจีน” ลึกลับในถ้วยคือ?

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนในหลายวัฒนธรรมรู้จักนำประโยชน์ของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับเลือด หรือฤทธิ์ระบาย มาใช้เพื่อกำจัดเด็กที่พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดมา

อยู่บนโลกอย่างไรให้มีความสุข? พบกับหญิงสาวผู้ตกหลุมรักทุกสิ่งที่เป็นสตรอว์เบอร์รี่

สตรอว์เบอร์รี่สามารถช่วยโลกได้! พบกับ ยูโกะ อูโกมุระ หญิงชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่กับสามีในเมืองบลูมมิงตัน รัฐอินเดียนา ของสหรัฐอเมริกา เธอตกหลุมรักสตรอว์เบอร์รี่เข้าอย่างจัง เพราะข้าวของทุกอย่างในบ้านของเธอนั้นเต็มไปด้วยสตอรว์เบอร์รี่ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าทำไมถึงชอบสะสมข้าวของที่มีลวดลายเหมือนสตรอว์เบอร์รี่” ยูโกะกล่าว “เมื่อ 3 ปีก่อน ฉันได้พบกับกลุ่มคนที่มีความชอบเหมือนฉันบนโลกออนไลน์ พวกเราตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เป็นสตอรว์เบอร์รี่เหมือนกัน และฉันรู้สึกว่าสตรอว์เบอร์รี่มอบพลังในการใช้ชีวิตให้แก่ฉัน” ด้านสามีของเธอ โชฮากุ นั้นไม่เคยว่ากล่าวหรือแสดงความไม่พอใจที่บ้านของพวกเขากลายเป็นดินแดนสตรอว์เบอร์รี่ ตรงกันข้ามยูโกะเองกล่าวว่า ดูเหมือนสามีเธอจะสนุกสนานไปกับเธอด้วยซ้ำ ในภาษาญี่ปุ่น คำว่าสตอรอว์เบอร์รี่อ่านว่า “อิจิโกะ” อิจิคำเดียวแปลว่า เลขหนึ่ง ส่วนโกะคำเดียวแปลว่า เลขห้า ดังนั้นเมื่อรวมกันคำว่าอิจิโกะ จึงหมายถึงเลข 15 ด้วย ซึ่งยูโกะเล่าเรื่องประหลาดให้ฟังว่า ตั้งแต่เธอหลงรักสตรอว์เบอร์รี่ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรือไปที่ไหนก็จะบังเอิญ พบกับเลข 15 เสมอ ตั้งแต่การเปิดโทรศัพท์เพื่อเช็คเวลา เธอมักจะเจอกับเวลา 11:15 หรือ 01:15 โดยบังเอิญ หรือในขณะขับรถก็มักเจอกับรถยนต์ป้ายทะเบียนที่มีเลข 15 หรือป้ายบอกทางที่มีเลข 15 เช่นกัน ความคลั่งไคล้สตรอว์เบอร์รี่ของยูโกะ เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสตรอว์เบอร์รี่ขึ้นมา “เรื่องราวจะเกิดในตะวันตก ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ จนมาถึงในปัจจุบัน ผู้คนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสตรอว์เบอร์รี่ […]

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

Gen Love – รักเข้มข้น

“ยากกว่าการหาคนรักคือการรักษาคนรักไว้” เนื่องในวันแห่งความรักนี้ มาร่วมหาคำตอบว่าอะไรคือเคล็ดลับของการมีความรักที่ยืนยาว? ผ่านเรื่องราวของคู่รักหลายคู่ที่อยู่ร่วมกันมากว่า 50 ปี