10 ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ อะลาดิน - National Geographic Thailand

10 ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ อะลาดิน

วิล สมิธ แสดงเป็นยักษ์จินนีที่มีพลังพิเศษแต่รู้สึกอึดอัดรำคาญพื้นที่อาศัยของตนในภาพยนตร์รีเมค อะลาดิน (2019) ภาพถ่ายโดย TCD/PROD.DB, ALAMY


บรรดานักชมภาพยนตร์ต่างตื่นเต้นเมื่อภาพยนตร์ อะลาดิน ฉบับคนแสดงออกฉาย แต่ยังมีความจริงเบื้องหลังของนิทานเรื่องนี้ที่น่าตกตะลึง หรืออาจรบกวนใจ

ในปี 1992 ค่ายภาพยนตร์แอนิเมชันดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์ยอดฮิตที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักหนุ่มกำพร้าที่เป็นเหมือน “เพชรในโคลนตม” ผู้เดินทางด้วยพรมที่บินได้ ยักษ์จินนีที่มีพลังมากมาย และเจ้าหญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเอง

แต่เรื่องราวในแบบที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์นั้น ตรงกับเรื่องเล่าต้นฉบับมากเพียงไร

นี่คือข้อเท็จจริงเปรียบเทียบ 10 ข้อ ของเนื้อหาที่ปรากฏในภาพยนตร์กับเรื่องเล่าดั้งเดิม

1. อะลาดินเป็นเพียงนิทานเรื่องหนึ่งใน 1,001 เรื่อง

เรื่อง อะลาดิน เป็นเพียงนิทานย่อยเรื่องหนึ่งของนิทานโบราณที่ชื่อว่า อาหรับราตรี หรือพันหนึ่งราตรี (A Thousand and One Nights) นิทานเรื่องนี้เล่าเรื่องบุตรสาวของขุนนางชั้นสูง นามว่า เชเฮราซาด ผู้แต่งงานกับ สุลต่านชาร์ยาร์ กษัตริย์ผู้ก่อนหน้านี้ได้สั่งประหารภรรยาของตนจำนวนมากหลังจากแต่งงานและเป็นเจ้าสาวได้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น เนื่องจากพระองค์มีความจงเกลียดจงชังผู้หญิง เพราะอดีตภรรยาคนหนึ่งได้ไปมีชายชู้ และทิ้งพระองค์ไป

ดังนั้น เพื่อรักษาชีวิตของเธอ เชเฮราชาดได้เล่านิทานให้สุลต่านผู้นี้ฟังในคืนหลังจากแต่งงาน แต่ไม่ได้เล่าจนจบ และสัญญาว่าจะเล่าต่อให้จบในคืนถัดไป ซึ่งเป็นเช่นนี้คืนแล้วคืนเล่า เรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ทำให้สุลต่านเลื่อนการประหารชีวิตเชเฮราชาดออกไปเรื่อยๆ เพราะอยากฟังเรื่องส่วนที่เหลือให้จบ และในคืนที่ 1,001 สุลต่านตัดสินใจล้มเลิกการประหารชีวิตเธอ เพราะตกหลุมรักเธอเสียแล้ว

อะลาดิน
เชเรฮาซาดหลอกล่อสามีของเธอด้วยนิทานก่อนนอน พันหนึ่งราตรี หรืออาหรับราตรี (A Thousand and One Nights) ภาพวาดโดย LEBRECHT MUSIC & ARTS, ALAMY

2. ชื่อเรื่อง อาหรับราตรี ที่ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากอาหรับ

ย้อนกลับไปเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่สิบ เรื่องเล่าทั้งหลายมีต้นกำเนิดมาจากทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา อาราบิก เตอร์กิช เปอร์เซีย อินเดีย และเอเชียตะวันออก ใน ค.ศ. 947 นักประวัติศาสตร์ชาวอาหรับ Al-Masudi อธิบายว่า นี่เป็นเรื่องเล่าที่มาจากทั่วทุกมุมโลกยุคโบราณ ซึ่งเขาเรียกว่า Persian Hazar afsana (เรื่องราว 1000 เรื่อง) ซึ่งได้มีการเล่าต่อ และตีความกันใหม่มาเป็นเวลานับร้อยปี

ในปี 1712 นักวิชาการชาวฝรั่งเศส Antoine Galland ได้แปลนิทานเรื่องอาหรับราตรีจากภาษาอาหรับเป็นภาษาฝรั่งเศส และเขาได้เพิ่มนิทานเรื่องใหม่ๆ ที่ชาวซีเรียคนหนึ่ง นามว่า Hanna Diyab จากเมืองอะแลปโป เป็นผู้เล่าให้เขาฟัง โดย “อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ” เป็นหนึ่งในนิทานเรื่องใหม่นี้

3. อะลาดินไม่ได้มาจากเมืองอัคราบาห์ (Agrabah)

ในฉบับแปลภาษาฝรั่งเศส และภาษาอังกฤษโดย Richard Burton ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เล่าว่า อะลาดินอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งที่ประเทศจีน และนิยายฉบับนี้ก็บรรยายภาพของเขาว่าเป็นคนจีน ทั้งประเทศฉากหลังและเชื้อชาติตัวละครเริ่มเปลี่ยนมาเป็นตะวันออกกลาง เมื่อนิทานเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ

4. อะลาดินอาศัยอยู่กับแม่ของเขา

ข้อแตกต่างสำคัญอย่างหนึ่งในเรื่องเล่าต้นฉบับคือ อะลาดินนั้นไม่ได้เป็นหนุ่มกำพร้า พ่อของเขาเป็นช่างตัดเสื้อและเสียชีวิตไปแล้ว แต่แม่ของเขาซึ่งเป็นแม่ม่าย ยังมีชีวิตอยู่ และแม่ของเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ถูตะเกียงเพื่อปลดปล่อยยักษ์จินนีออกมาเช่นกัน

5. อะลาดินนั้นไม่ได้เป็น “เพชรน้ำดีในโคลนตม”

ในเรื่องเล่าฉบับแอนิเมชัน อะลาดินเป็นคนฉลาด เจ้าปัญญา และมีความจงรักภักดี แต่ถูกเหยียดหยามเพราะเขาเป็นชายยากจน แต่ในเรื่องเล่าฉบับของ Richard Burton อะลาดินเป็นคนตื้นเขิน ขี้เกียจ ตระหนี่ และถูกชักจูงด้วยภาพลวงแห่งความร่ำรวย พ่อของเขาเสียชีวิตลงเพราะอะลาดินปฏิเสธที่จะเรียนวิชาค้าขาย

อะลาดิน
โรบิน วิลเลียม ได้สร้างการแสดงที่โดดเด่นในบทบาทของ ยักษ์จินนี ในภาพยนตร์แอนิชัน อะลาดิน เมื่อปี 1992 อนุเคราะห์ภาพโดย COURTESY AF SRCHIVE, ALAMY

6. ยักษ์จินนี่มี 2 ตน

อะลาดินได้ใช้งานยักษ์จินนี 2 ตน ซึ่งได้มาช่วยเหลือเขาในเรื่องอาหรับราตรี ตนหนึ่งนั้นอยู่ในตะเกียง อีกตนอยู่ในแหวนวิเศษ ยักษ์ทั้งสองตนมาช่วยเหลืออะลาดินในจุดที่ต่างกันในเรื่อง มอบพรวิเศษให้ และช่วยอะลาดินในสถานการณ์ที่ลำบาก

7. ในเรื่องนั้นมีตัวร้าย 3 คน

เรื่องเล่าฉบับดิสนีย์ อะลาดินต้องเผชิญหน้ากับตัวร้ายอย่างขุนนาง จาฟาร์ แต่ในเรื่องเล่าต้นฉบับนั้นมีผู้ร้าย 3 คน คนแรกคือนักเวทย์ชั่วร้ายผู้แปลงกายเป็นลุงของอะลาดินที่หายสาบสูญไปนาน เพื่อหลอกให้อะลาดินเอาตะเกียงให้ คนที่สองคือน้องชายของนักเวทย์ที่ชั่วร้ายยิ่งกว่า และคนที่สาม คือลูกชายของขุนนางผู้เป็นคู่แข่งความรักของอะลาดินที่มีต่อเจ้าหญิง

8. เจ้าหญิงนั้นหมั้นอยู่ก่อนที่จะมาเจอกับอะลาดิน

หลังจากอะลาดินได้เห็นใบหน้าของลูกสาวสุลต่านนามว่า Badr al-Budur (ไม่ใช่เจ้าหญิงจัสมิน) เขาได้ติดตามเธอโดยการใช้วิธีอวดความร่ำรวยกับบิดาของเธอ สุลต่านรับของขวัญของอะลาดินมา แต่ก็ให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกชายของขุนนางที่หมั้นหมายไว้แล้วเหมือนเดิม

9. มีพรมากกว่า 3 ประการ

หลังจาก Badr al-Budur ไม่ได้แต่งงาน อะลาดินก็เริ่มเกี้ยวพาราสีเธออย่างจริงจัง โดยใช้พรหลายประการจากยักษ์จินนีเพื่อทำให้เธอและพ่อของเธอนั้นลุ่มหลงไปกับทองคำ อัญมณี พระราชวังอันหรูหรา คนรับใช้ กองทหาร และม้าพันธุ์ดี หลังจากทั้งคู่ได้แต่งงานกัน ก็ยังมีการใช้พรเหล่านั้นต่อไป ทั้งทรัพย์สินและความมั่งคั่งของอะลาดินก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

10. มี “ภาคต่อ” ออกมา

เช่นเดียวกับเรื่องเล่าชั้นดีโดยทั่วไป อะลาดินก็มีเรื่องเล่าภาคสองเช่นกัน หลังจากอะลาดินและ Badr al-Budur ได้สังหารนักเวทย์ผู้ชั่วร้าย (ด้วยวิธีการล่อลวง วางยาพิษ และแทงจนถึงแก่ชีวิต) ทั้งสองคนก็ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในประเทศจีนเรื่อยมา จนกระทั่งน้องชายของนักเวทย์ที่ถูกสังหารไปเดินทางไปที่จีนเพื่อแก้แค้น

เรื่องโดย MANAL KHAN


อ่านเพิ่มเติม ทอยสตอรี จากแอนิเมชันชื่อดังสู่โรงแรมแนวแฟนตาซี

เรื่องแนะนำ

วิถีชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนในมองโกเลีย

วิถีชีวิตของ ชนเผ่าเร่ร่อน ในมองโกเลีย วิถีชีวิตของชนเผ่าในมองโกเลียยังคงความเป็นเอกลักษณ์และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ชวนชมภาพยนตร์สั้นจาก Brandon Li ผู้ถ่ายทอดชีวิตและขบนธรรมเนียมประเพณีของชาวคาซัค ซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกของมองโกเลีย มาดูกันว่าพวกเขาฝึกนกอินทรี, ต้อนสัตว์, และใช้ชีวิตท่ามกลางภูมิประเทศอันรกร้างกว้างใหญ่ได้อย่างไรมาหลายชั่วอายุคน ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจจากในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยความทุ่มเทของ Brandon Li ผู้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเดินทางไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของชาวคาซัคตัวจริง ผู้คนเหล่านี้มีทุ่งหญ้าเป็นบ้านและแสงดาวเป็นห้องนอน ชมวิถีชีวิตที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติเหล่านี้ แล้วคุณผู้อ่านอาจจะลองอยากเกิดเป็นชาวคาซัคดูสักครั้งก็เป็นได้   อ่านเพิ่มเติม นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือสะพานต้นไม้จริงที่ปลูกในอินเดีย

สัมผัสชีวิตชาวเกาหลีเหนือ ผ่านการเดินทางของช่างภาพ

สัมผัส ชีวิตชาวเกาหลีเหนือ ผ่านการเดินทางของช่างภาพ Matjaž Tančič ช่างภาพชาวสโลวีเนียออกเดินทางไปยังดินแดนลึกลับในสายตาประชาคมโลก มันคือประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อบันทึกภาพถ่ายวิถี ชีวิตชาวเกาหลีเหนือ และนำเสนอออกมาในรูปแบบนิทรรศการภาพสามมิติ วิดีโอนี้เป็นการบันทึกเบื้องหลังการทำงานของช่างภาพในการเดินทางไปถ่ายภาพของชาวเกาหลีเหนือตามที่ต่างๆ ซึ่งตลอดการเดินทางจะมีไกด์ชาวเกาหลีเหนือร่วมเดินทางไปกับพวกเขาตลอด ขอชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปกับ Tančič สัมผัสชีวิตของชาวเกาหลีเหนือตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน, ฟาร์ม และโรงงาน ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าลึกลับที่สุดในโลก   อ่านเรื่องราวของเกาหลีเหนือเพิ่มเติมที่นี่ เหลียวมองเกาหลีเหนือ

นักล่าน้ำผึ้ง คนสุดท้าย

เมาลิ ธัน ห้อยต่องแต่งอยู่กลางเวหาสูง 90 เมตรบนบันไดเชือกไม้ไผ่ พลางสำรวจผาหินแกรนิตช่วงที่เขาต้องปีนเพื่อไปยังจุดหมาย นั่นคือรังผึ้งหลวงหิมาลัยใต้หินแกรนิตที่ยื่นออกมา ผึ้งเหล่านี้คอยเฝ้ารักษาน้ำผึ้งเมา (mad honey) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนสารก่อประสาทหลอน และขายในตลาดมืดเอเชียได้ราคากิโลกรัมละ 30 ถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวหกเท่าของราคาน้ำผึ้งทั่วไปที่ขายในท้องตลาดเนปาล สำหรับเมาลิแล้ว การเก็บน้ำผึ้งเป็นเพียงวิธีเดียวในการหาเงินซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ซื้อหาอาหารและสิ่งของจำเป็นบางอย่างที่ทำเองไม่ได้ ซึ่งรวมถึงเกลือและน้ำมันประกอบอาหาร แต่ไม่ว่าเงินจะสำคัญสำหรับเขาและคนอื่นๆในหมู่บ้านของเขาที่อยู่ไกลออกไปเบื้องล่างมากเพียงใดก็ตาม เมาลิคิดว่าถึงเวลาที่จะเลิกทำงานนี้แล้ว ด้วยวัย 57 ปี เขาแก่เกินกว่าจะเสี่ยงกับการเก็บน้ำผึ้งตามฤดูกาลที่อันตรายนี้ หลายศตวรรษมาแล้วที่ชาวกูลุงอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ท่ามกลางป่าทึบภายในโกรกธารลึกซึ่งเกิดจากฝีมือสลักเสลาของแม่น้ำหองคู แม้เมานต์เอเวอเรสต์จะอยู่ห่างออกไปทางเหนือเพียงหุบเขาเดียวจากบริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ ทว่าที่นี่ก็ยังคงโดดเดี่ยวและห่างไกล ทว่าในแต่ละปีโลกภายนอกคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที มีถนนดินสายหนึ่งที่ย่นเวลาเดินเท้ามาสู่หมู่บ้านสัททีของเมาลิ ได้ภายในสองวัน และกำลังเริ่มทำเส้นทางเดินป่าของนักท่องเที่ยวซึ่งจะเข้าไปลึกถึงตอนบนของหุบเขา เส้นทางนี้จะเชื่อมหมู่บ้านสัททีและหมู่บ้านข้างเคียงอื่นๆกับเส้นทางเดินป่ายอดนิยม สี่สิบสองปีมาแล้วนับตั้งแต่เมาลิฝันเห็นสิ่งที่นำเขามาสู่เส้นทางสายนี้ ตอนนั้นเขาอายุ 15 ปี เป็นคืนหลังจากที่เขาช่วยพ่อเก็บรวงผึ้งครั้งแรก “ผมเห็นผู้หญิงสวยสองคนครับ” เขาเล่า “ทันใดนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในใยแมงมุมข้างหน้าผาแห่งหนึ่ง ผมพยายามดิ้นให้หลุด ตอนที่เห็นลิงสีขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ข้างบน มันหย่อนหางลงมา หญิงสองคนนั้นช่วยผมคว้าหางไว้ได้ ลิงดึงผมขึ้นไป แล้วผมก็หลุดออกมาครับ” เหล่าผู้อาวุโสซึ่งหนึ่งในนั้นคือพ่อของเขาเองบอกเขาว่า ลิงนั้นคือรังเกมิ วิญญาณที่คอยเฝ้าปกปักฝูงผึ้งและลิง บางครั้งก็เป็นพลังงานอันกราดเกรี้ยวที่สิงสถิตอยู่ตามสถานที่อันตรายต่างๆซึ่งน้อยคนจะกล้าย่างกรายเข้าไป พวกผู้อาวุโสพูดให้เขาเชื่อมั่นว่า เขาได้รับการรับรองแล้วว่าจะปีนป่ายหน้าผาไปได้อย่างปลอดภัย […]

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม หลังเกิดเหตุกราดยิงขึ้นในโรงเรียนมัธยมมาจอรี สโตนแมน ดักลาส ในเมืองพาร์คแลนด์ ของรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 17 ราย มือปืนผู้ก่อเหตุวัย 19 ปี เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเหตุกราดยิงรุนแรงที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ประเด็นการครอบครองอาวุธปืนถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง ในขณะที่ยอดสั่งซื้อกระเป๋าเป้สำหรับนักเรียนที่สามารถกันกระสุนได้พุ่งสูงขึ้นถึง 40% จากความกังวลของบรรดาพ่อแม่ นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวที่ยกมาข้างต้นและการเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เราจะมีส่วนช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ จับสัญญาณความรุนแรงได้อย่างไร? ก่อนที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อที่โศกนาฏกรรมทำนองนี้จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก เว็บไซต์ TIME พูดคุยกับ Peter Langman นักจิตวิทยาเจ้าของคลีนิคในเพนซิลเวเนีย เจ้าของหนังสือ Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters, School Shooters และ Jeff Temple ได้ให้ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ […]