ชีวิตที่จำต้องเลือกของ แรงงานพม่า ในไทย - National Geographic Thailand

ชีวิตที่จำต้องเลือกของชาวพม่าในไทย

สมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก มีค่าเฉลี่ยผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงเป็นอันดับสองของประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานคลังจังหวัดสมุทรสาคร ปี พ.ศ. 2553 ระบุว่า ภาคธุรกิจประมงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 7,369 ล้านบาท ขณะที่ภาคเกษตรกรรม ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม มีมูลค่ากว่า 290,320 ล้านบาท และมีความต้องการแรงงานสูง โดยเฉพาะแรงงานระดับล่างที่คนไทยส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะทำ  เนื่องจากเห็นว่างานหนักและค่าแรงถูก ดังนั้น ทางเลือกและทางออกของผู้ประกอบการคือการจ้างแรงงานข้ามชาติ

ปัจจุบัน คาดกันว่ามีแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา อาศัยอยู่ในสมุทรสาครกว่า 200,000 คน แยกเป็นแรงงานหลบหนีเข้าเมือง แรงงานที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ และแรงงานที่นำเข้าตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างงานระหว่างรัฐ ในจำนวนนี้ ประมาณร้อยละ 92 เป็นแรงงานพม่า โดยคาดว่าน่าจะมีคนพม่าเกือบ 2 ล้านคนเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย

ธุรกิจค้าพม่า

เมื่อความโลภไม่เคยไว้หน้าใคร มนุษย์จึงทำได้กระทั่งค้าขายกันเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของความโลภนั้น ในบรรดาแรงงานพม่าเกือบสองล้านคน จำนวนไม่น้อยสามารถยกระดับสถานะของชีวิตให้พ้นจากความยากจนชนิดสุดจะทน แต่หลายคนกลับถูกลดทอนสถานะเป็นเพียง “สินค้า” ที่มีไว้ซื้อขายแรงงานพม่า, ระนอง

แรงงานพม่า, คนงานก่อสร้าง, กรรมกร
แรงงานพม่าจำ นวนไม่น้อยยึดอาชีพกรรมกรก่อสร้าง บางคนถึงกับผันตัวเป็นผู้รับเหมางานเสียเอง จนหลายครั้งเกิดข้อพิพาทกับผู้รับเหมาก่อสร้างชาวไทย (ล่าง) ขณะที่แรงงานพม่าทั้งชายหญิงในจังหวัดระนอง (บน) แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสมาร่วมงานบุญถวายปัจจัยเพื่อสร้างมหาฑุติยเจดีย์ศรีบรรพต ที่วัดวารีบรรพต อำเภอเมืองฯ จังหวัดระนอง

“ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษในการผลาญสังหารชีวิตผู้อื่น เราต้องดูแลแรงงานข้ามชาติเหมือนกับแรงงานไทย อย่ามองว่าเราเป็นประชากรชั้นหนึ่งและพวกเขาเป็นชั้นสอง แต่ควรมองว่าพวกเขาเป็นแขกและเราเป็นเจ้าบ้านที่ต้องดูแลแขก” สมพงษ์ สระแก้ว หรือ “ตุ่น” ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือเรียกย่อๆว่าแอลพีเอ็น (Labour Right Promotion Network Foundation: LPN) บอกเราถึงสาเหตุที่ต้องดูแลแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากพม่า ลาว กัมพูชา หรือที่อื่นใด ทุกคนล้วนมีสิทธิความเป็นมนุษย์ที่พึงได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียมกัน

ตุ่นเล่าว่า ไม่ว่าแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยจะมีจำนวนแท้จริงเท่าไร ต้องยอมรับว่าในจำนวนนี้ร้อยละ 90-95 ถือสัญชาติพม่า คนเหล่านี้ประสบปัญหาปากท้องและเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่ค่อยปกติ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหลบหนีเข้าเมืองตามแนวพรมแดนทางธรรมชาติและกระจายไปทุกๆที่ที่มีรายได้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจประมง

“จะบอกว่ามาแย่งงานคนไทยทำนั้นไม่เป็นความจริง ความจริงคือคนไทยไม่ทำ เอง เพราะค่านิยมรักสบาย” ตุ่นอธิบายว่า แรงงานชาวไทยมักปฏิเสธที่จะทำงานประเภท 3D คือ สกปรก (dirty) ยากลำบาก (difficult) และเสี่ยงอันตราย (dangerous) ผนวกกับทรรศนะของนายจ้างที่ว่าลงทุนน้อยสุด กำไรสูงสุด แรงงานข้ามชาติจึงกลายเป็น “ขุมทรัพย์” ของผู้ประกอบการ รวมทั้งนายหน้า
ที่ส่วนใหญ่เป็นคนพม่าด้วยกันเองในการจัดหาและลำเลียงแรงงานไปสู่มือผู้ประกอบการแรงงานพม่า

แรงงานพม่า
แรงงานชาวพม่ามักตกเป็นเหยื่อ ของการกดขี่ข่มเหงและแก๊ง ค้ามนุษย์ เช่น เด็กหนุ่มคนนี้ ที่แสดงเอกสารการทำงานอย่าง ถูกต้อง แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ ทางการจับกุม (บน) ส่วน ทุย ทุย (นามสมมุติ) หญิงชาว พม่าวัย 23 ปี แสดงบาดแผล จากการถูกของมีคม เพราะนายจ้างเข้าใจผิดว่าเธอให้ความช่วยเหลือเพื่อนแรงงานหลบหนี

“ปกติคนไทยไปสมัครงานไม่ต้องเสียเงินใช่ไหม แต่แรงงานพม่า ถ้าอยากทำงานต้องเสียเงินประมาณ 7-8 พันบาท อ้างว่าเป็นค่าเอกสารบ้าง ค่าชุดบ้าง แล้วจ่ายค่าจ้างเป็นรายเหมา ใครทำมากก็ได้มาก ใครแกะกุ้งมากได้เงินมาก นับเป็นกิโลเอา”

แต่ปัญหาคือพวกเขามักไม่ได้ค่าจ้างตามที่ตกลง ถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบด้วยสารพัดวิธีการแสวงหาผลประโยชน์ เส้นแบ่งระหว่างการละเมิดสิทธิแรงงานกับการค้ามนุษย์เป็นเพียงเส้นบางๆที่ยากจะแยกออกจากกัน จำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อนั้นก็ยากจะประมาณการ อีกทั้งการกระทำที่เข้าข่ายดังกล่าวยังไม่มีวี่แววว่าจะบรรเทาเบาบางหรือยุติลง ดังจะเห็นได้จากผู้มาร้องทุกข์ที่มูลนิธิ
ซึ่งมีไม่เว้นแต่ละวัน

ทุย ทุย เล่าว่า เธออยากมาทำ งานที่ประเทศไทย เพราะได้ยินคำบอกเล่าว่าเงินเดือนดี ติดก็ตรงที่เธอไม่มีเงิน นายหน้าผู้อารีจึงเสนอว่าจะออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน รวมเบ็ดเสร็จ 22,000 บาทที่ต้องใช้คืน เธอเล่าต่อว่า ได้เงินเดือน 3,000 บาทจากการทำงานในโรงงานแห่งหนึ่ง แต่ต้องจ่ายให้นายหน้าทั้งหมดและจะได้เงินติดตัวแค่วันละ 100 หรือ 150 บาท ทุย ทุย ไม่ใช่หญิงสาวคนเดียวที่ตกอยู่ในชะตากรรมนี้ เพื่อนชาวพม่าของเธอคนหนึ่งพยายามหลบหนีและทำสำเร็จ

“เจ้านายโกรธมาก นึกว่าฉันช่วยให้เพื่อนหนี เลยเอาท่อนไม้ทานาคาปาใส่โดนตาอย่างจัง เจ็บมากๆ” ดวงตาของเธอบวมปูดและเขียวชํ้าจนอักเสบ เมื่อเห็นท่าไม่ดี นายหน้าเลยบอกกับทุย ทุย ว่าจะพาเธอไปโรงพยาบาลสำหรับคนพม่า ไม่ต้องจ่ายเงินสด ติดค่ารักษาไว้ก่อนได้ “เขาพาฉันขึ้นรถตู้ไปในคืนนั้น มีฉัน นายหน้า คนขับรถ และชายอีกคนที่ฉันไม่รู้จัก”

เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง ทุย ทุย ถูกไล่ลงจากรถและชายนิรนามคนนั้นตามลงมา เขาใช้มีดแทงที่ท้องเธอ 4-5 ครั้ง และโยนเธอทิ้งในลำคลองข้างทาง ทว่าทุย ทุย ยังไม่หมดสติ เธอแข็งใจลากร่างชุ่มเลือดขึ้นมาบนถนนและหวังว่าจะมีรถวิ่งผ่านมาสักคัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มี ”แล้วก็มีหมาสองตัวเห่า เธอเล่า สักพักก็มีคนมาเจอ มีคนมาดูเยอะแยะไปหมด” สุดท้ายพวกเขาก็ช่วยพาฉันไปส่งโรงพยาบาล

“ถ้ารู้ว่ามาแล้วจะเกิดเรื่องแบบนี้ ฉันไม่มาหรอก แรกๆก็อยากกลับพม่านะ แต่ก็อยากทำงาน” ดูเหมือนว่าประสบการณ์อันเลวร้ายจะทำให้เธอสับสนไม่น้อยว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี จะลองเสี่ยงกับชีวิตต่างแดนอีกสักครั้ง หรือจมปลักอยู่กับความยากไร้ ท้ายที่สุด ทุย ทุย ก็เลือกที่จะทำงานในประเทศไทยต่อไป

มีปัจจัยหลายอย่างเหลือเกินที่เป็นสาเหตุของปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานและการค้ามนุษย์ ตุ่นเคยพูดไว้ว่า หนึ่งในอุปสรรตสำคัญคือ ทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐไทยบางคน (ยํ้าว่าบางคน) ที่ยังเห็นว่า แรงงานข้ามชาติ คือประชากรชั้นสองที่ไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่มากนัก

(อ่านต่อหน้า 3)

เรื่องแนะนำ

ยกเลิกการค้นหา MH370 หลังสี่ปีไร้วี่แวว

ปริศนาการหายไปของเที่ยวบิน MH370 อาจกลายเป็นปริศนาตลอดกาล หลังรัฐมนตรีมาเลเซียออกมาประกาศว่าจะยุติการค้นหาทั้งหมดในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากผ่านมาสี่ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาคำตอบของโศกนาฏกรรมได้

ประวัติศาสตร์น่าทึ่งว่าด้วยการปิดสมัยประชุมรัฐสภาอังกฤษโดยกษัตริย์

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร อ่านสุนทรพจน์ในการประชุมสภาขุนนาง หรือสภาสูงแห่ง รัฐสภาอังกฤษ เพื่อเริ่มต้นการประชุมสภา ที่โดยปกติจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูในไม้ผลิ และมีสมัยประชุมเป็นระยะเวลา 1 ปี ภาพถ่ายโดย ALASTAIR GRANT, WPA POOL/GETTY จากเบร็กซิตสู่การระบาดของไข้รากสาดใหญ่ มีการใช้เครื่องมือที่เป็นกลการเมืองนี้เป็นเวลานับร้อยปีเพื่อปิดสมัยประชุมสภานิติบัญญัติของอังกฤษ ใน รัฐสภาอังกฤษ สมัยการประชุมจะยุติลงเมื่อปีของการประชุมสภานิติบัญญัติ หรือที่เรียกว่าสมัยการประชุมสิ้นสุดลง จากนั้นสมัยการประชุมครั้งใหญ่จะเริ่มต้น อาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว การปิดสมัยการประชุมของอังกฤษเต็มไปด้วยเรื่องของวัฒนธรรมและโอกาสทางการเมือง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมานับศตวรรษ และบางครั้งมีการใช้เป็นกลเม็ดเล่ห์เหลี่ยมของรัฐบาล โดยวิธีการปิดสมัยประชุมเป็นเครื่องมืออันเย้ายวนของนักการเมืองอังกฤษที่ต้องการแขวนการออกกฎหมายที่พวกเขาไม่พึงประสงค์ การปิดสภา (บางสำนักข่าวใช้คำว่า ระงับการประชุมสภา) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองครั้งล่าสุดเกิดจากนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งวางแผนที่จะปิดสมัยประชุมที่ยาวนานที่สุดในรอบ 400 ปี โดยประกาศขยายเวลาการพักการประชุมสภาออกไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม ก่อนถึงกำหนดวันที่อังกฤษต้องถอนตัวออกจากสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) แบบไร้ข้อตกลงได้ตามกำหนด ก็คือ ในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ ถ้าบอริสสามารถดำเนินการตามแผนนี้ได้สำเร็จ จะเป็นเหตุให้สมาชิกสภานิติบัญญัติหยุดปฏิบัติหน้าที่ในสภาเป็นเวลา 5 สัปดาห์ และทำให้การอภิปรายเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรสั้นลงไปอย่างมาก กล่าวคือ […]

เด็กๆ ของฮูรา กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกที

ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด   “เราสอนเด็กๆ ตั้งแต่อายุสามขวบแล้วว่า ความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมของเกาะเราเป็นอย่างไรค่ะ” อมินาท ริชฟา หัวหน้าครูโรงเรียนประถมบนเกาะฮูรา เขตอะทอลล์คาฟูของมัลดีฟส์ เอ่ย  เธอสวมชุดดำสีเดียวกับฮิญาบคลุมใบหน้าทั้งหมด เหลือไว้เพียงช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เราเห็นเธอแค่ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้น  น้ำเสียงของเธอกระตือรือร้นมีพลัง และยากจะเดาอายุ  อาจจะ 30 ต้นๆ หรือมากกว่านั้น “แต่เพราะอายุเท่านั้นยังเป็นวัยเล่นอยู่  เราจึงให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่นค่ะ” อาจารย์ริชฟาพูดราวกับรู้ทันเราคิด  เด็กๆ บนเกาะฮูราเรียนรู้เรื่องความเปราะบางของบ้านเกิดของตัวเองจากความจริงที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด ฮูรา (Huraa, Hoora) เป็นเกาะที่กว้างเพียง 300 เมตร ยาว 850 เมตร มีชะตากรรมเหมือนเกาะอื่นๆ ของมัลดีฟส์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าแบนราบที่สุดในโลก ซึ่งเสี่ยงจมอยู่ใต้ระดับทะเลที่สูงขึ้นทุกที อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอย่างเร็วภายในปี 2085 น้ำจะท่วมทุกเกาะของมัลดีฟส์ อย่างช้าคือปี 2100 ในระดับประเทศ รัฐบาลมัลดีฟส์วางแผนแก้ปัญหาด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม เช่น การสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองหลวงมาเล่ ถมทะเลเพื่อยกระดับแผ่นดิน ป้องกันน้ำใต้ดินและเพิ่มการเก็บกักน้ำฝน รวมทั้งเตรียมอพยพประชาชนไปยังถิ่นอื่น ในระดับเกาะอย่างที่ฮูรา ซึ่งอยู่ห่างจากมาเล่เพียงครึ่งชั่วโมง […]

อันตรายที่มองไม่เห็นของชีวิตอันปราศจาก ห้องน้ำ

เมื่อแอนเดรีย บรูซช่างภาพเดินทางถึงสถานที่แห่งใหม่ เธอมีคำถามมากมายประหนึ่งว่ากำลังเตรียมแผนพัฒนาประเทศนี้ เช่น “ถนนของพวกเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?” และ “ลูกสาวของพวกเขาอยากเป็นอะไรเมื่อเติบโตขึ้น?” เป็นต้น และหลังจากได้รับมอบหมายจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ให้บันทึกภาพสารคดีเกี่ยวกับการขับถ่ายกลางแจ้งบรูซจึงเกิดคำถามใหม่ตามมา “พวกเขามี ห้องน้ำ กันหรือเปล่า?” เรื่อง มอลลารี่ เบเนดิกท์ ภาพ แอนเดรีย บรูซ “คุณสามารถดูได้เลยว่าประเทศนั้นๆ จัดลำดับความสำคัญอย่างไร โดยดูจากว่า ห้องน้ำ โรงเรียนเป็นยังไง” บรูซกล่าว เรื่องราวของผู้คนที่ต้องขับถ่ายกลางแจ้งไม่ใช่สารคดีที่เธอคาดคิดว่าจะทำร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แต่ไม่นานเธอก็ตระหนักได้ถึงความสำคัญในระดับโลกของปัญหานี้ ซึ่งไม่ต่างจากความขัดแย้งอื่นๆ ที่เธอเคยถ่ายทอดมาในอดีต “มันอาจเป็นหนึ่งในที่สุด หรือหากไม่ใช่ที่สุดก็เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในปัจจุบัน” เธอกล่าว การขับถ่ายกลางแจ้งและการไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ นอกจากนั้นในอินเดีย สิ่งนี้ยังเป็นสาเหตุของการถูกข่มขืนในผู้หญิงอีกด้วย เมื่อผู้หญิงต้องหาสถานที่เหมาะสมและห่างไกลจากสายตาผู้คนในช่วงเช้าตรู่หรือค่ำมืดไปแล้ว เพื่อทำธุระส่วนตัว การบันทึกภาพที่เกี่ยวข้องกับอุจจาระนั้นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งสำหรับช่างภาพ ในการมองหาตรงกลางระหว่างเรื่องราวอันซับซ้อนและความเหมาะสม ภาพต้องไม่ถูกบันทึกอย่างพิถีพิถันมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงความงดงามจากความเรียบง่าย แต่บรูซมีวิธีการทำงานในแบบของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอเคยทำมากับเรื่องอื่นๆ “ฉันเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู็คนอย่างใกล้ชิด และติดตามพวกเขา มันเป็นเรื่องของการแชร์ประสบการณ์” บรูซเดินทางท่องเที่ยวไปในอินเดีย, เฮติและเวียดนาม พร้อมกับสัมภาระและกล้องตัวใหญ่เพื่อบันทึกภาพของห้องน้ำตามที่เธอระบุว่า “แสดงออกซึ่งชีวิตประจำวันของผู้คนและความคล้ายคลึงกันของสถานการณ์ดังกล่าว” […]