ชีวิตที่จำต้องเลือกของ แรงงานพม่า ในไทย - National Geographic Thailand

ชีวิตที่จำต้องเลือกของชาวพม่าในไทย

ผู้หนีภัยแห่งการประหัตประหาร

นอกจากชาวพม่าจะแห่แหนมาประเทศไทยในฐานะแรงงานข้ามชาติแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาด้วยเหตุผลอื่น นอกจากความยากจนข้นแค้น พวกเขาตกเป็นเหยื่อของความกระหายอำนาจ เงินทอง และความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น แต่กลับต้อง
ละทิ้งแผ่นดินถิ่นฐานของตนเอง แล้วระเหเร่ร่อนเอาชีวิตรอดในต่างแดนในฐานะผู้หนีภัยจากการสู้รบ

“ชาติพันธุ์มอญ” เคยมีราชธานีที่ยิ่งใหญ่ในอุษาคเณย์ แต่ด้วยภัยแห่งการประหัตประหาร พวกเขากลายเป็นชนชาติที่ไร้ประเทศ ไม่ปรากฏชื่อในแผนที่โลก เชื่อกันว่าชาวมอญอพยพมายังประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

การสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนชาติมอญผลักดันให้คนมอญต้องระเห็จออกจากมาตุภูมิ หนีภัยสงครามไปยังประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งไทย แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติ ค.ศ. 1951 ที่ระบุไว้ว่า ผู้ลี้ภัยคือผู้ที่หลบหนีออกจากประเทศตนด้วยความหวาดกลัว ที่มีมูลว่าจะถูกประหัตประหาร ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติสัญชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง และการเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคมใดกลุ่มสังคมหนึ่ง โดยไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐแห่งสัญชาติตนเนื่องด้วยความหวาดกลัวนั้น

ฉะนั้น คนมอญกลุ่มดังกล่าวจึงไม่ได้มีสถานภาพของผู้ลี้ภัย แต่มีสถานะเป็นเพียงผู้หนีภัยจากการสู้รบ ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า หรือผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า

แรงงานพม่า
สมเกียรติ เอ่าจี่มิด (ล่าง ตรงกลาง) อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเกือบ 20 ปี เขาจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในเมืองไทย และปัจจุบันทำงานให้คำแนะนำ เกี่ยวกับอนาคตทางการศึกษาของแรงงานพม่า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการอพยพของชาวมอญมีสาเหตุแบบต่างกรรมต่างวาระ หลายคนเข้ามาเพราะหนีภัยสงคราม หลายคนประสบปัญหาปากท้อง พวกเขากระจายตัวอยู่ตามภาคต่างๆของไทย โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่ที่อยู่กันเป็นกลุ่มก้อน เห็นจะเป็นที่ชุมชนชาวมอญพลัดถิ่นวังกะ (วังกะ เป็นภาษามอญแปลว่า วังปลา หรือวังขนาดใหญ่ที่มีปลาอยู่ชุกชุม) ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่มีชาวมอญพลัดถิ่นกว่า 20,000 คนที่อาศัยอยู่รวมกันมานานหลายทศวรรษ

“เราไม่ใช่พม่า” กะต้าวมอญ หรือมอญชัย ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมมอญ ณ ชุมชนชาวมอญพลัดถิ่นวังกะ ยืนยันหนักแน่น ความเป็นชาตินิยมยังคงเป็นเรื่องเปราะบางสำหรับคนกลุ่มนี้เสมอ เขาขยายความให้เราฟังด้วยคำ พูดก่นแค้นว่า พม่าขโมยศิลปวัฒนธรรม และภาษามอญไปใช้ แม้ว่าคนมอญจะไม่มีประเทศแล้ว แต่ก็มีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง

“พวกเรารักษาวัฒนธรรม เพื่อแสดงความมีตัวตนเอาไว้”

แรงงานพม่า, นักเรียนพม่า
เด็กชาวพม่าภายในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตชายแดนไทย-พม่า ที่ชุมชนบ้านปากคลอง จังหวัดระนอง ได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษาภายใต้การสนับสนุนจากหลายองค์กร เพื่อให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญไทย

กว่าจะถึงวันนั้น…ชีวิตต้องดำเนินต่อไป

เรากลับไปยังชุมชนตลาดกุ้งสมุทรสาครอีกครั้ง ทุกอย่างดูครึกครื้นเหมือนเดิม ร้านขายหมากยังคงได้รับความนิยมกว่าร้านค้าอื่นๆ เราได้รับการต้อนรับด้วยสายตาหวาดระแวงระคนสงสัยจากผู้คนที่นี่เช่นเคย

จากนั้น เราก็เข้าไปที่มูลนิธิแอลพีเอ็น ที่นั่นยังคงเป็นสถานที่ที่เราสามารถพบเหยื่อธุรกิจค้าพม่าหน้าใหม่ๆ โดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้า แม้สถานการณ์ด้านต่างๆ ในพม่าจะมีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น กระนั้นความโลภยังคงไม่ไว้หน้าใครเช่นเคย…

“ผมถูกตำรวจจับครับ ทั้งๆที่เอกสารก็มีครบ” คือคำร้องทุกข์จากปากของเหยื่อรายล่าสุด


อ่านเพิ่มเติม ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายที่ชุมชนเมงตาสุและโมงติสุ เมืองมัณฑะเลย์ : ร่องรอยเชลย ไทยสมัยอยุธยา

เรื่องแนะนำ

กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?

ในหลากหลายวัฒนธรรมมีพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กชายเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นชายชาตรี สำหรับพิธีกรรมของชนเผ่า Sateré-Mawe ในป่าแอมะซอน ของบราซิลนี้จะทำให้คุณขนหัวลุก เพราะพวกเขาใช้มดกระสุนเจ้าของฉายามดกัดเจ็บราวกับถูกปืนยิง เป็นเครื่องมือในการทดสอบ เมื่อเริ่มพิธีกรรมบรรดาผู้ใหญ่ในชนเผ่าจะไปคุ้ยหามดกระสุนและทำให้พวกมันสลบ จากนั้นพวกเขาจะนำมดกระสุนสอดเข้าไปในถุงมือที่สานขึ้นจากใบไม้ ทำให้มดไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เด็กชายที่เข้าร่วมพิธีกรรมจะต้องสอดมือเข้าไปในถุงมือดังกล่าว และเต้นรำอยู่นาน 10 นาที จึงจะสามารถถอดถุงมือออกได้ ซึ่งแม้จะทาผงถ่านทั่วมือแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่วายถูกมดกระสุนกัดอยู่ดี ความเจ็บปวดจะลุกลามไปทั่วมือและอาจต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงกว่าจะหาย แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องทำเช่นนี้จนครบ 20 ครั้งจึงจะได้รับการยอมรับในฐานะ “นักรบ” ของเผ่าอย่างเต็มภาคภูมิ   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก, ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]

ชีวิตที่โลดแล่นบนรางของพนักงานขับแอร์พอร์ตลิงก์หญิง

 พูดคุยพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ หญิง 2 คน ที่เพิ่งผ่านการฝึกฝนและรับตำแหน่งไม่กี่เดือน กับเรื่องราว “อาชีพในฝัน” ของพวกเธอ “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรจ๊ะ” ถ้าในยุคที่ผมยังเป็นเด็กน้อย เราก็มักตอบคำถามยอดฮิตของผู้ใหญ่นี้ว่า “หนูอยากเป็นทหาร… ตำรวจ… หมอ… พยาบาล” กลับกันถ้ามาถามเด็กๆในยุคนี้คำตอบอาจต่างไป ด้วยเรื่องของยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเองได้ทำความรู้จักอาชีพหนึ่ง นั่นคือ “พนักงานควบคุมรถไฟฟ้า” พูดง่ายๆก็คือคนขับรถไฟฟ้านั่นแหละ ผมมองว่านี่เป็นอาชีพหนึ่งที่กำลังเติบโตในบ้านเรา เพียงแต่ไม่ได้เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ทำให้น้องๆที่เรียนจบแล้ว กำลังจะเรียนจบ หรือน้องๆที่ยังอยู่ในวัยฝันหวานยังไม่ค่อยรู้ว่ามีอาชีพนี้อยู่ในบ้านเรา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ แนน – นิตยาวรรณ ชื่นชม และ บิว – ธิดารัตน์ งามตา 2 สาวตัวเล็กๆที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า อาชีพนี้มีพนักงานหญิงมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่น้องทั้งสองคนนี้ถือว่าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยชั่วโมงการทำงานเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น ทั้งคู่เป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งจัดว่าเป็นขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งเร็วที่สุดในเมืองไทย เพราะเป็นขบวนที่วิ่งระหว่างเมือง จึงจำเป็นต้องใช้ความเร็วสูง ผมนัดพบทั้ง 2 สาวที่สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน 2 ร่างบอบบางเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวาน เมื่อหาที่นั่งได้แล้ว […]