เสรีภาพทางการแสดงออกผ่านการชุมนุมแบบ New Normal

เสรีภาพทางการแสดงออกผ่านการชุมนุมแบบ New Normal

เสรีภาพในการแสดงออก ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ถูกลิดรอนโดยข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่สมควรถูกซ้ำเติมด้วยการถูกลิดรอนจากกระบวนการยุติธรรม

เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) หรือเสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานโดยชอบธรรมที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ทั้งในรูปแบบของการกระทำและความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ให้หลักประกันในอิสระแก่ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เสรีภาพทางการแสดงออกและการพูดในประเทศไทยนั้นถูกรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดที่มากในวิธีการ รูปแบบ และช่องทาง แต่การแสดงออกบางส่วนก็ถูกจำกัดไว้เพื่อความถูกต้องทางศีลธรรม เช่น การหมิ่นประมาทผู้อื่น

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “เพดานของการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ” กล่าวโดย คุณวุฒิ บุญฤกษ์ บรรณาธิการเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยเหตุนี้เองทำให้สถานการณ์การชุมนุมภายในเมืองใหญ่ซึ่งกำลังขยายตัวออกไปในวงกว้างต้องหยุดชะงักลง รวมไปถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของภาครัฐที่เลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 แทนที่การใช้ พรบ.โรคติดต่อ ซึ่งเป็นกฎหมายโดยตรงต่อสถานการณ์ดังกล่าว

หากพิจารณารายละเอียดของประกาศแต่ละฉบับอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะเห็นได้ว่า เสรีภาพทางการชุมนุมนั้นถูกลดทอนลงจากเดิมในสถานการณ์ปกติเป็นอย่างมาก นอกจากนี้มาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินกลับไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน

ทว่ากลับมีการแสดงออกทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่แลดูจะเหมาะสมต่อสถานการณ์ในตอนนี้ ทั้งในเรื่องของรูปแบบและวิธีการที่ปลอดภัยจากข้อจำกัดอันไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังปลอดภัยต่อความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีกด้วย  ซึ่งการแสดงออกนั้นถูกเรียกว่า “ยืนหยุดขัง

ยืนหยุดขัง

“เป็นการยืนเฉย ๆ ไม่มีการปราศรัย ไม่มีการเดินขบวน ตอนแรกหลายคนก็ตั้งคำถามและมองว่ามันไม่มีประโยชน์” ผู้จัดกิจกรรมกล่าว

“ยืนหยุดขัง” เป็นการชุมนุมด้วยสันติวิธีอย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีต้นทุนเพื่อจัดเวทีสำหรับขึ้นปราศรัย ไร้ซึ่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนตลอดระยะการยืน 112 นาที อีกทั้งยังมีการเว้นระยะห่างทางสังคมตลอดการดำเนินกิจกรรม ทำให้การยืนหยุดขังถือเป็นวิธีแสดงออกทางการเมืองรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมต่อสถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบัน

นอกจากนี้การแสดงออกยังเป็นการยืนเฉย ๆ ผ่านประเด็นการเรียกร้องให้ประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองซึ่งถูกจับกุมอย่างไม่ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม และถูกฝากขังนั้นได้รับสิทธิ์ประกันตัว หรือที่เรียกว่า “ปล่อยเพื่อนเรา” เพียงประเด็นเดียว

ครั้งแรกของการยืนหยุดขัง 112 นาที เริ่มต้นมาจากการยืนที่หน้าศาลอาญาของกลุ่มนักกิจกรรมกลุ่มหนึ่ง แต่จัดเพียงครั้งเดียว จนกระทั่งกลุ่มพลเมืองโต้กลับได้จัดขึ้นอีกครั้งที่หน้าศาลฎีกา “มันเป็นสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ที่โควิด-19 กำลังแพร่ระบาด จัดขึ้นได้ง่าย และใคร ๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้” ผู้จัดกิจกรรมกล่าว

“เราต้องการให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาขณะที่เราร่วมกิจกรรมยืนหยุดขังนั้นได้รู้ว่ามีพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ถูกคุมขังอยู่เพียงเพราะใช้สิทธิเสรีภาพของเขาในการแสดงออก แต่มากไปกว่านั้น เราต้องการที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้คนที่อยู่ข้างในรู้ว่าเขาไม่ได้สู้อยู่คนเดียว ข้างนอกนี้ก็ยังมีคนที่พร้อมให้กำลังใจ” คุณวุฒิกล่าว

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนึ่งในจุดประสงค์หลักของการยืนหยุดขัง คือ การสร้างความรับรู้ (Awareness) ต่อสังคมผ่านการร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงเย็นของทุก ๆ วัน อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงในการแสดงออกทางการเมืองของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก การยืนหยุดขังก็จะดำเนินต่อไป

ตั้งคำถามผ่านสันติวิธี

ผลกระทบที่มีต่อการยืนหยุดขังไม่ใช่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่เป็นกฎหมายที่รัฐนำมาใช้ลดทอนเสรีภาพทางการแสดงออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาตรการควบคุมการจัดกิจกรรมรวมคนจำนวนมาก ถูกประกาศออกมา ทางผู้จัดจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีการกระจายกลุ่มออกไปยืนยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกินจำนวนคนที่ทางการกำหนดไว้

รวมไปถึงการลดระยะเวลาการยืนจาก 112 นาที ให้เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที และด้วยมาตรการรับมือสถานการณ์โรคระบาดที่มีมาตั้งแต่เริ่มต้น ส่งผลให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ในประเทศไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมนี้แต่อย่างใด

อีกทั้งยังเป็นการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการนัดหมาย การยืนหยุดขังจึงไม่ถือว่าเป็นกิจกรรมการชุมนุมหรือสังสรรค์ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด “คล้ายกับการที่คนมาเล่นสเกตบอร์ด หลายคนมากันเองในสถานที่ซึ่งรู้ ๆ กัน จะว่ามันผิด พรบ.โรคติดต่อ ก็ไม่ถูกต้อง” ทางผู้จัดกิจกรรมกล่าวถึงการที่รัฐไม่สามารถเอาผิดกิจกรรมชุมนุมนี้ได้

การยืนหยุดขังถือเป็นการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศผ่านสันติวิธี โดยจะจัดกิจกรรมนี้ต่อไปจนกว่านักกิจกรรมทางการเมืองทุกคนที่ถูกจับกุมจะได้รับสิทธิ์ประกันตัวออกมาครบทุกคน

ซึ่งในปัจจุบัน ทิศทางของกระแสตอบรับทางสังคมนั้นค่อนข้างไปในทางที่ดี ทั้งจากการที่ผู้คนซึ่งกำลังสัญจรไปมาเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่กำลังร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ไม่ใช่แค่การกระจายยืนตามจุดต่าง ๆ แต่เป็นการกระจายยืนตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ในเมืองหลวงอย่างจังหวัดกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อย่างจังหวัดเชียงใหม่เพียงอย่างเดียว

เพราะในอีกหลาย ๆ จังหวัดมากมาย เช่น ตรัง บุรีรัมย์ และราชบุรี ก็ได้ปรากฏภาพการเข้าร่วมกิจกรรมยืนหยุดขังภายในจังหวัดนั้น ๆ ส่งผลให้การยืนหยุดขังกลายเป็นวิธีการแสดงออก แม้กระทั่งในพื้นที่ที่มากด้วยผู้คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน

New Normal ของการแสดงออก

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางการแสดงออกไม่มากก็น้อย การแสดงออกถูกจำกัดพื้นที่และจำนวนคนเพื่อความปลอดภัยต่อการเสี่ยงติดเชื้อ โดยนอกจากการยืนหยุดขังแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันยังก่อให้เกิดช่องทางสำหรับเคลื่อนไหวอย่างมากมาย

หนึ่งในนั้นคือ ช่องทางบนโลกออนไลน์ที่ง่ายต่อการเข้าถึง และเนื่องจากมันไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทางกายภาพ ส่งผลให้การถูกคุกคามเกิดขึ้นได้ยากกว่าการลงพื้นที่จริง

การแสดงออกบนโลกออนไลน์จึงให้เสรีภาพแก่ประชาชนไม่น้อยไปกว่าระบอบประชาธิปไตย หัวข้อที่ถูกพูดถึงจนก่อให้เกิดเป็นกระแสในชั่วข้ามคืนสามารถสร้างความน่าสนใจต่อผู้คนได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อม รวมไปถึงการเข้าถึงข่าวสารต่าง ๆ ที่โอกาสในการถูกปิดกั้นนั้นน้อยกว่าในสื่อกระแสหลัก ในแง่ของการมีปฏิสัมพันธ์ที่สามารถสร้างความเชื่อมต่อระหว่างผู้คนก็ไม่ด้อยไปกว่าการพูดคุยต่อหน้า

ถึงอย่างไรก็ตาม อิสระทางการแสดงออกบนโลกออนไลน์ไม่ได้มีหลักประกันที่แน่ชัด เช่นเดียวกับการชุมนุมบนท้องถนน เพราะด้วย พรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ควรจะเข้ามาดูแลจัดการกระทำผิดทางอินเทอร์เน็ต เช่น การฉ้อโกง แอบอ้าง หรือข่มขู่ กลับถูกนำมาใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ และกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับจำกัดเสรีภาพทางการแสดงออกความคิดเห็นของประชาชน

เรื่องและภาพ พัทธนันท์ สวนมะลิ

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


แหล่งอ้างอิง

  • คุณวุฒิ บุญฤกษ์ บรรณาธิการเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)
  • หนึ่งในผู้จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง”

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ “ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” – เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

ผู้ประท้วงในเมียนมา

เรื่องแนะนำ

ศิลปะจากธรรมชาติ : สร้างสรรค์แมลงจากมวลบุปผา

รากุ อิโนะอุเอะ ศิลปินและช่างภาพผู้พำนักอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา อาศัยสีสันและรูปทรงของกลีบดอกไม้ ใบไม้ และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ รังสรรค์ประติมากรรมรูปแมลงที่ดูสมจริงและมีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง นี่คืองานศิลปะที่คุณต้องร้อง ว้าว!

โยคะ : ค้นพบความสงบในโลกอันวุ่นวาย

ในอินเดียอันเป็นต้นธาร โยคะเป็นทั้งการฝึกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย และการเดินทางสู่ภายในเพื่อรู้จักตนเองและเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณ แต่เมื่อศาสตร์ของโยคะเผยแพร่สู่โลกตะวันตก ความหมายทางจิตวิญญาณของโยคะกลับจางหาย บ่อยครั้งที่โยคะถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของการออกกำลังกาย และการฝึกท่วงท่าต่างๆ ที่เรียกว่า อาสนะ ทั้งที่จริงแล้ว โยคะมีความหมายลึกซึ้งและครอบคลุมกว่านั้นมาก

เมื่อบรรดาคุณพ่อขอใช้สิทธิ์ “ลาคลอด”

ลูกๆของผมเชื่อมั่นในตัวผมพอๆกับที่เชื่อในภรรยาของผม” แอนเดรส  เบิร์กสตรอม เจ้าหน้าที่คุมความประพฤติ กล่าว ในภาพคือเวลาอาบนํ้าของแซม (ที่อยู่ในอ่าง) และอีเลียต ในสวีเดน สิทธิการขอ ลาคลอด นั้นใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง จึงมีคุณพ่อชาวสวีเดนจำนวนมากขอใช้สิทธิเพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง และออกมาเป็นภาพถ่ายชุดนี้ เมื่อลูกชายของโจฮัน บาฟแมน ชื่อ วิกโก ลืมตาดูโลก ผู้เป็นพ่อก็เริ่มโครงการถ่ายภาพที่เขารู้สึกผูกพันใกล้ชิด นั่นคือการถ่ายทอดเรื่องราวของบรรดาคุณพ่อที่ใช้สิทธิ์ลางานตามนโยบาย ลาคลอด ที่บังคับใช้อย่างครอบคลุมในประเทศสวีเดนเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกๆ การหยุดงานแบบได้ค่าตอบแทนระหว่าง ลาคลอด เป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วโลก และถือเป็นนโยบายระดับชาติของ 34 จาก 35 ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD) ยกเว้นก็แต่เพียงสหรัฐฯ และราวสองในสามของประเทศสมาชิกให้เงินอุดหนุนสำหรับการลาเลี้ยงลูกเป็นเวลาสั้นๆ แก่ผู้ชาย การขยายสิทธิประโยชน์นี้นำมาใช้ครั้งแรกในสวีเดนเมื่อปี 1974 สวีเดนอนุญาตให้พ่อแม่แบ่งวันลางานสูงสุด 480 วัน เพื่อเลี้ยงดูลูกโดยได้ค่าตอบแทนและโบนัส  แม้จะมีสิ่งจูงใจเหล่านี้  แต่กลับมีคุณพ่อชาวสวีเดนเพียงร้อยละ 14 “ที่แบ่งวันลาเท่าๆ กับภรรยาเพื่อเลี้ยงดูลูก” บาฟแมนบอก เขาเป็นหนึ่งในคุณพ่อเหล่านั้นที่ใช้เวลาอยู่กับวิกโก ซึ่งคลอดในปี 2012 “ผมอยากใช้เวลาอยู่กับลูกที่บ้าน ผมอยากรู้ความต้องการของเขาครับ” และในปี 2016 […]

ความตายอันร้อนระอุเมื่อเด็กถูกทิ้งไว้ในรถ

ความชะล่าใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ปกครองอาจทำให้บุตรหลานตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้ หาก ลืมเด็กในรถ ในปัจจุบันนี้ ทั่วทุกแห่งในโลกต่างก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนอันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุก ๆ ปี และเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติจากคลื่นความร้อนรุนแรงในสหรัฐอเมริกาก็ได้คร่าชีวิตเด็กชายอายุเพียง 5 ขวบในรัฐเท็กซัสขณะถูกผู้ปกครองลืมไว้ในรถ โดยสำนักข่าว CNN ได้รายงานว่าเด็กชายถูกทิ้งไว้บนรถหลายชั่วโมงในอากาศกว่า 38 องศา ซึ่งถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรัฐดังกล่าว ทว่ากว่าผู้ปกครองจะนึกได้ว่าตนลืมลูกชายไว้บนรถก็สายไปเสียแล้ว แม้มารดาของเด็กยืนยันว่าลูกของเธอรู้วิธีปลดเข็มขัดคาร์ซีทและประตูของรถที่เธอเช่ามาไม่มีปุ่มล็อคป้องกันเด็ก แต่เด็กชายกลับนั่งรอผู้ปกครองจนไม่สามารถทนต่อความร้อนที่ระอุภายในรถได้และเสียชีวิตลงจากอาการฮีทสโตรก โดยทีมสอบสวนสันนิษฐานว่าที่เด็กชายไม่กล้าปลดเข็มขัดและลงจากรถนั้นอาจเกิดจากความไม่คุ้นชินเนื่องจากไม่ใช่รถที่ครอบครัวใช้เป็นปกติ สำหรับสาเหตุของการเสียชีวิตจากการถูกลืมไว้บนรถนั้นไม่ได้เกิดจากการขาดอากาศหายใจจากประตูและหน้าต่างที่ปิดสนิท แต่เกิดจากความร้อนสะสมภายในตัวรถ ซึ่งนายแพทย์ฉัตรชัย อิ่มอารมย์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายผ่านรายการคมชัดลึกในวันที่ 12 พฤษภาคม ปี 2559 ไว้ว่า “กรณีเด็กเสียชีวิตในรถที่จอดอยู่กลางแดดนั้น สาเหตุมาจากภาวะร่างกายเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก คือร่างกายถูกเผากลางแดด เปรียบเทียบเหมือนรถยนต์ที่อยู่ในสภาวะโอเวอร์ฮีท ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทนกับอุณหภูมิที่สูงขนาดนั้นได้” นอกจากนี้นายแพทย์ฉัตรชัยยังได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้โดยสามารถสรุปได้ว่า การจอดรถไว้กลางแดดส่งผลให้อุณหภูมิภายในรถเพิ่มขึ้นจนสูงกว่าอุณหภูมิภายนอก และยิ่งเวลาผ่านไปภายในตัวรถจะยิ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับเตาอบเนื่องจากไม่มีช่องทางใดที่จะสามารถระบายความร้อนออกได้ หากมีเด็กถูกลืมอยู่ในรถ อุณหภูมิของร่างกายเด็กจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอุณหภูมิภายในรถ ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้กลไกของร่างกายมนุษย์จะพยายามลดอุณหภูมิลงให้ได้มากที่สุดผ่านการขับเหงื่อออกทางรูขุมขน แต่ในขณะเดียวกันอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็จะทำให้เส้นเลือดขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ และแตกในที่สุด เมื่อถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว เด็กจะมีอยู่ในภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงเนื่องจากเสียเหงื่อเป็นจำนวนมาก สิ่งต่อมาที่จะเกิดคืออวัยวะต่าง ๆ […]