กำพล วัชรพล ในเส้นทางเจ้าของหนังสือพิมพ์สู่บุคคลสำคัญของโลก

เส้นทางชีวิตคุณ กำพล วัชรพล เจ้าของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ หนึ่งในองค์กรสื่อที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทย กับการได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยยูเนสโก

ในประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 39 ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ในวันที่ 30 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน 2560 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีมติให้ประกาศยกย่องนาย กำพล วัชรพล อดีตผู้อำนวยการ และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และผู้ต่อตั้งโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท และมูลนิธิไทยรัฐ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการสื่อสารมวลชนและการศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2561 – 2562 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล

เป็นบุคคลสำคัญของโลกชาวไทยโดยยูเนสโกลำดับที่ 28 ซึ่งเป็นคนล่าสุดที่ได้รับการยกย่อง

ด้วยตำแหน่งผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จึงไม่ต้องสงสัยถึงผลงานอันสำคัญที่คุณกำพล วัชรพล สร้างไว้ให้กับประเทศไทยในฐานะผู้วางรากฐานองค์กรหนังสือพิมพ์ – สื่อสารมวลชนที่มีขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้คนในประเทศ และทำให้ประชาชนคนไทยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อพัฒนาตัวเองและส่งเสริมความเข้าใจในสังคมนับตั้งแต่ครั้งที่ไทยรัฐตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา

อาจกล่าวได้ว่าผู้ที่เป็นคนไทย หรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย ต้องเคยอ่านข่าวจากไทยรัฐ ไม่ว่าจะในหนังสือพิมพ์หรือข่าวสารในรูปแบบดิจิทัล รวมไปถึงชื่อของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา อันเป็นโรงเรียนส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในต่างจังหวัด ซึ่งกำลังจะมีจำนวนมากถึง 111 แห่ง

นี่คือคุณูประการที่ไทยรัฐ โดยคุณกำพล วัชรพล ได้สร้างไว้ให้กับสังคม

*********************************

ณ อาคารเลขที่ 1 ริมถนนวิภาวดีรังสิต ที่ในอดีตชื่อว่าถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ทำหน้าที่เชื่อมกรุงเทพสู่หัวเมืองต่างจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน เป็นที่ตั้งของสำนักงานไทยรัฐ ซึ่งในตอนนี้กลายเป็นอาณาจักรทางสื่อสารมวลชนครบถ้วน ทั้งหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ และสถานีโทรทัศน์

กำพล วัชรพล, ไทยรัฐ
ประติมากรรมด้านล่างของอาคารที่มีส่วนการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์กำพล วัชรพล ที่มีความหมายที่การประสานร่วมมือกันของสื่อและสังคม
กำพล วัชรพล
ส่วนจัดแสดงนิทรรศการ ประวัติชีวิตคุณกำพล วัชรพล และพัฒนาการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ในอาคารด้านหน้าอาณาจักรแห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในอดีต ได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์กำพล วัชรพล พิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก และแสดงเรื่องราวชีวิตและผลงานและพัฒนาการของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์ที่ทำหน้าเป็นกระบอกเสียงให้มวลชนมาตลอดกว่า 6 ทศวรรษ ด้วยแนวความคิดหลัก กำพล วัชรพล นักสู้สามัญชน… คนของโลก

เมื่อเข้ามาเยือนพิพิธภัณฑ์ในโซนแรก จะพบกับบทประพันธ์กล่าวสดุดีคุณกำพล วัชรพล โดยคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ

จากนั้นเป็นโซนจัดแสดงนิทรรศการที่องค์กรยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้คุณกำพล วัชรพล เป็นบุคคลสำคัญของโลก พร้อมแสดงชื่อบุคคลสำคัญจากประเทศอื่นๆ ที่ได้รับประกาศเกียรติคุณจากยูเนสโกในโอกาสเดียวกัน โดยบุคคลที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก มีทั้งลีโอนาร์โด ดาร์วินชี จิตรกรและนักประดิษฐ์ชื่อดังชาวอิตาลี และเนลสัน แมนเดลลา ผู้นำการต่อสู้การเหยียดผิว รัฐบุรุษ อดีตประธานาธิบดีประเทศแอฟริกาใต้ และมีส่วนจัดแสดงรายชื่อบุคคลสำคัญโลกชาวไทย จำนวน 28 คน ที่มีทั้งพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ นักกการศึกษา นักการเมือง ซึ่งคุณกำพลเป็นบุคคลธรรมดาเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเกียรติในตำแหน่งนี้

กำพล วัชรพล, ไทยรัฐ
ด้านหน้าโซนการจัดแสดงนิทรรศการ กำพล วัชรพล บุคคลสำคัญของโลก ด้านซ้ายเป็นรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในปีเดียวกัน ส่วนตรงกลางเป็นภาพและรายชื่อบุคคลสำคัญของไทยที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญจากยูเนสโก

ชีวิตบนถนนน้ำหมึก – จบป.4 – นายท้ายเรือโยง – ทหารเรือ สู่เจ้าของหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของประเทศ

ในนิทรรศการประวัติชีวิตของคุณกำพล วัชรพล ระบุไว้ว่า เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2462 ที่จังหวัดสมุทรสาคร ได้รับการศึกษาเพียงแค่ระดับชั้น ป.4 ก่อนจะผันตัวไปทำงานในเรือรับจ้างจนได้เป็นนายท้ายเรือ ก่อนจะเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพ โดยอาศัยอยู่กับญาติชื่อลุงจอมในห้องเช่าแคบๆ จากนั้นได้ถูกเกณฑ์ทหารไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 2483 ในฐานะทหารเรือ และหลังจากนั้น คุณกำพลก็ได้สมัครเป็นทหารเรือเต็มตัว

ดูเหมือนในช่วงชีวิตแรกวัยหนุ่ม ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับการเป็นนักหนังสือพิมพ์แม้แต่น้อย

แต่ในชีวิตของทุกคนย่อมมีจุดเปลี่ยน

คุณมานิจ สุขสมจิตร บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่พาเราชมพิพิธภัณฑ์และทำงานในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐร่วมยุคกับคุณกำพล เล่าย้อนไปว่า ในช่วงที่คุณกำพลอาศัยอยู่กับลุงจอม ที่แม้จะไม่ได้มีเงินทองมากมาย แต่เขาก็เห็นลุงจอมหาซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านในทุกเช้า นั่นทำให้คุณกำพลเล็งเห็นว่า คนจะหิวข่าว(สาร) มากกว่าหิวช้าว และมีส่วนให้เขาเลือกเดินทางในเส้นทางสายน้ำหมึกในเวลาต่อมา

กำพล วัชรพล, มานิจ สุขสมจิตร, ไทยรัฐ
คุณมานิจ สุขสมจิตร บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้ที่เคยทำงานในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐร่วมยุคกับคุณกำพล วัชรพล

ปี พ.ศ. 2491 คุณกำพลได้ลาออกมาจากทหารเรือเข้ามาสมัครทำงานในหนังสือพิมพ์ “หลักไทย” กับคุณเลิศ อัศเวศน์ มีหน้าที่รวบรวมข่าวแจกที่กรมโฆษณาการ หรือกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน ในเวลาต่อมา คุณกำพลกับคุณเลิศ ได้นำสารคดีเรื่อง นรกใต้ดินไทย ไปเสนอขายที่สำนักพิมพ์ต่างๆ แต่ตกลงเรื่องราคาไม่ได้ ทั้งสองคนจึงตัดสินใจลุงทุนพิมพ์หนังสือเล่มนี้เอง จนได้เงินมา 6000 บาท และเป็นทุนตั้งต้นในการทำนิตยสาร ข่าวภาพ  ออกเป็นรายสัปดาห์ และพัฒนามาเป็น ข่าวภาพรายวัน

หลังเหตุการณ์การรัฐประหารจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2500 มีการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกหัวในกรุงเทพมหานคร รวมถึงข่าวภาพรายวัน คุณกำพลจึงไปเช่าหัวหนังสือพิมพ์ เสียงอ่างทอง ที่จำหน่ายที่จังหวัดอ่างทองเข้ามาออกในกรุงเทพมหานคร โดยใช้ชื่อคณะบรรณาธิการจากหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวัน

หนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองในยุคนั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนเจ้าของหัว เสียงอ่างทอง ขอคืนมาทำเอง คุณกำพลจึงออก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ซื้อหัวเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ (เพราะในช่วงนั้น มีคำสั่งห้ามมิให้มีการออกหนังสือพิมพ์หัวใหม่จากรัฐบาล) ในปี 2505 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของชื่อ “ไทยรัฐ” มาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเสียงอ่างทองที่เจ้าของเดิมเอาไปทำเองนั้น คุณมานิจกล่าวว่า หลังจากเอาไปทำเองได้ไม่นาน เสียงอ่างทองฉบับนั้นก็มีอันพับกิจการไป

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้รับความนิยมจากผู้อ่านจากนโยบายนำเสนอข่าวที่กระตุ้นและสนองความสงสัยใคร่รู้ และความกระหายในข่าวสารของประชาชนทั่วไป โดยคุณกำพลใช้กุลยุทธ์ “งานข่าวประสานการตลาด” เสนอเรื่องราวสนองความอยากรู้อยากเห็นของคนท้องถิ่น ผูกใจกับเอเย่นต์ส่งหนังสือให้จัดส่งหนังสือพิมพ์อย่างรวดเร็ว เข้าถึงผู้อ่านได้ง่าย ทำให้ยอดพิมพ์พุ่งทะยานไป 140,000 ฉบับ ในปี 2508 และกลายเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

กำพล วัชรพล, ไทยรัฐ
ด้านนอกนิทรรศการแสดงประวัติชีวิต คุณกำพล วัชรพล และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เมื่อยอดจำหน่ายขยายตัวมากขึ้น ไทยรัฐจึงปฏิรูประบบการส่งหนังสือพิมพ์ จากเดิมที่ต้องอาศัยบริการ “รวมห่อ” ในย่านสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นผู้ส่งหนังสือพิมพ์ไปยังต่างจังหวัด ซึ่งกว่าจะถึงมือผู้อ่านก็ใช้เวลาถึง 2-3 วัน มาลงทุนซื้อรถยนต์บรรทุกมาขนส่งหนังสือเอง (และเป็นที่มาของรถบรรทุก ฉายายักษ์เขียว ของไทยรัฐที่มีชื่อเสียงในความสามารถด้านการทำความเร็วขนส่งหนังสือพิมพ์ไปยังหัวเมืองใหญ่ตามจังหวัดต่างๆ ได้ภายในคืนเดียว มาจนถึงปัจจุบัน)

ในส่วนนี้ คุณมานิจเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ในช่วงแรกๆ ที่ไทยรัฐซื้อรถมาขนส่งหนังสือเอง ก็ไม่ได้ขนหนังสือพิมพ์ของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้หนังสือหัวอื่นๆ ใช้บริการขนส่งหนังสือโดยรถของตัวเองได้ รวมไปถึงนักข่าวของสำนักพิมพ์อื่น ถ้าต้องการเดินทางไปทำข่าวที่ต่างจังหวัดก็สามารถติดรถของไทยรัฐได้ด้วยเช่นกัน

โดยคุณกำพลได้ให้เหตุผลในความเอื้อเฟื้อนี้ว่า ถ้าไม่ช่วยเหลือเขา เราไม่ใหญ่

ความสามารถในการนำเสนอข่าวให้ตรงใจผู้อ่านภายใต้จรรยาบรรณ  ให้ความสำคัญกับเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ที่อยู่เคียงข้างประชาชน เมื่อรวมกับการประสานความร่วมมือทางธุรกิจกับผู้อื่นด้วยความเอื้อเฟื้อจนเกิดความไว้ใจ ส่งผลให้อาณาจักรไทยรัฐของเขายิ่งใหญ่ในธุรกิจสื่อสารมวลชนมาจนถึงทุกวันนี้

หนังสือพิมพ์มวลชน กับการจัดการศึกษาเพื่อมวลชนกำพล วัชรพล

หลังจากสร้างไทยรัฐให้กลายเป็นหนังสือพิมพ์ของมวลชน อีกสิ่งหนึ่งที่คุณกำพลต้องการทำให้เป็นจริงคือการจัดการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญตามต่างจังหวัด โดยเขายึดถือแนวคิดว่า หนังสือพิมพ์อยู่ได้ด้วยศรัทธาของมวลชน จึงต้องตอบแทนประชาชน เมื่อครั้งเป็นเด็ก เขามีฐานะยากจน และเรียนหนังสือมาน้อย เมื่อพอมีฐานะ จึงมีแนวคิดสนับสนุนการศึกษาให้ผู้อื่น  เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนที่ดี ครูที่ดี จึงเกิดเป็นโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาแห่งแรกที่จังหวัดลพบุรีในปี 2512

ภายในเวลาสามสิบปีต่อมา คุณกำพลใช้จ่ายเงินราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างเครือข่ายโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศกว่า 101 แห่งในช่วงบั้นปลายชีวิต และได้มีการขยายเพิ่มต่อมาเป็น 111 แห่ง เพื่อให้ครบ 100 ปีชาตกาลของเขาในปี 2562 ในการประชุมใหญ่นักหนังสือพิมพ์ทั่วโลกที่บราซิลครั้งหนึ่ง นายฮิเดอิ ซากาตะ ผู้แทนสมาคมเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น (Nihon Shimbun Kyokai – 日本新聞協会) ได้กล่าวสดุดีนายกำพลต่อที่ประชุมว่า เป็นบุคคลและหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ได้อุทิศเงินเพื่อการศึกษามากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

นอกจากเป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คุณกำพลเคยดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิหนังสือพิมพ์แห่งเอเชีย, สมาชิกวุฒิสภา และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาปรภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มาจากแวดวงการเมือง-ข้าราชการน้อยคนนักที่จะได้รับ

คุณกำพล วัชรพล ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 สิริอายุ 76 ปี

กำพล วัชรพล, ไทยรัฐ
ส่วนการจัดแสดงพัฒนาการเทคโนโลยีการพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
กำพล วัชรพล, ไทยรัฐ
บล็อกแม่พิมพ์ตัวอักษร ส่วนประกอบในเทคโนโลยีการพิมพ์ยุคแรกของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

*********************************

จากที่ประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การยูเนสโก เมื่อปี 2560 ได้มีการเสนอว่า นายกำพล วัชรพล เป็นนักการศึกษาแห่งมวลชน แม้เขาจะปราศจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ได้ส่งเสริมความรู้ และการศึกษาผ่านกิจการทางสื่อของเขา ซึ่งเป็นผู้ใจบุญที่เรียนรู้ด้วยตัวเองนี้ ได้ใช้หนังสือพิมพ์รายวันของเขาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป้าหมายสองประการ ประการแรก เพื่อให้การศึกษาแก่ชาวบ้านในด้านการเมือง และสภาพเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ประการที่สอง คือเพื่อต่อสู้กับความพยายามในการถูกตรวจพิจารณาข่าวสาร (เซ็นเซอร์) โดยระบอบเผด็จการก่อน 2535

ความเป็นมืออาชีพทางสื่อ และทักษะการบริหารจัดการของเขา ทำให้ไทยรัฐเป็นหนังสือพิมพ์รางวัลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ กลายเป็นเสียงที่มีอิทธิพลมากที่สุดเสียงหนึ่งในการพัฒนาอย่างเสรีด้านการเมือง และเศรษฐกิจชองประเทศไทน ซึ่งทำให้ประเทศนี้เป็นสังคมเปิดให้เสรีภาพสื่อ

นำไปสู่การเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลกชาวไทย ของคุณกำพล วัชรพล โดยยูเนสโก คนล่าสุด

นอกจากนิทรรศการประวัติชีวิตของคุณกำพลและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์ยังมีโซนการจัดแสดงเครื่องมือ พัฒนาการทางเทคโนโลยีการพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคการเรียงพิมพ์ด้วยมือ การเรียงพิมพ์ด้วยแสง และการเรียงพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน สามารถติดต่อเข้าชมได้ทางสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เรียบเรียง: เกียรติศักดิ์ หมื่นเอ

ภาพ: กรองเเก้ว ก้องวิวัฒน์สกุล


อ่านเพิ่มเติม 10 สุดยอด ร้านหนังสือ ระดับโลก

เรื่องแนะนำ

ชีวิตไร้หน้ากากของผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 ในสหรัฐฯ

แนวปฏิบัติใหม่ในสหรัฐฯ ตั้งเป้าสร้างความมั่นใจกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไวรัสจากการฉีด วัคซีนโควิด-19 ในเรื่องกิจกรรมกลางแจ้งที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่กังวลว่าอาจสร้างผลกระทบที่คาดไม่ถึง ตลอดช่วงปีที่แล้ว สาธารณชนต่างมองว่าพื้นที่กลางแจ้งเป็นพื้นที่แห่งความหวังในช่วงเวลาแห่งการเว้นระยะห่างทางสังคม พื้นที่กลางแจ้งกลายเป็นสถานที่เดียวในช่วงเวลาแห่งการปิดเมืองที่ผู้คนมาออกกำลังกาย ผ่อนคลาย หรือรวมตัวภายใต้การเว้นระยะห่างของที่นั่ง และในช่วงที่มีหลักฐานชัดเจนว่าขณะนี้การรวมตัวกลางแจ้งที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับต่ำแล้ว เนื่องจากการได้รับ วัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง หลายคนก็รู้สึกผ่อนคลายที่จะถอดหน้ากากอนามัยและลดการป้องกันตัวเองลง อย่างไรก็ตาม การตีความของผู้คนว่ากิจกรรมใดที่สามารถทำได้ปลอดภัยโดยไม่ต้องสวมหน้ากากยังคงไม่ชัดเจน ในบางพื้นที่อาจเชื่อว่าการออกไปบาร์ข้างนอกสามารถทำได้ ในขณะที่บางคนยังคงสวมหน้ากากในตอนที่พาสุนัขไปเดินเล่น ในปัจจุบัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention – CDC) ได้ประกาศแนวปฏิบัติใหม่ที่หวังจะประกาศให้ชัดเจนว่ากิจกรรมใดปลอดภัยในบรรยากาศที่บริสุทธิ์ และมีคำตัดสินว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วสามารถถอดหน้ากากในกิจกรรมการรวมตัวขนาดเล็กในพื้นที่กลางแจ้ง หรือสามารถทานอาหารกลางแจ้งกับคนที่ได้รับวัคซีนแล้วและไม่ได้รับวัคซีนได้ “โดยปกติ สำหรับคนที่ได้รับวัคซีน สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว” โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวในทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม เรายังคงแนะนำให้มีการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงที่มีการรวมตัวกลางแจ้งของคนหมู่มากในสถานที่เช่นสนามกีฬาที่มีคนจำนวนมาก และคอนเสิร์ตที่ไม่สามารถทำระยะห่างทางสังคมได้โดยง่าย อันเป็นสถานที่ซึ่งอาจมีผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนปรากฎตัวอยู่” แนวปฏิบัติใหม่ คำแนะนำวิถีชีวิตกลางแจ้งของสหรัฐฯ แบบใหม่ล่าสุดกำหนดขึ้นเพื่อขยายเสรีภาพของผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว เมื่อเดือนที่ผ่านมา CDC ประกาศว่าผู้ที่มีภูมิคุ้มกันโดยสมบูรณ์สามารถรวมตัวกันกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากาก จากข้อมูลตัวเลขของการฉีดวัคซีนล่าสุดพบว่า […]

ยินดีต้อนรับสู่โรงพยาบาลตุ๊กตาที่ยังคงเปิดทำการ

ยินดีต้อนรับสู่โรงพยาบาลตุ๊กตาที่ยังคงเปิดทำการ “ทุกๆ วันผู้คนจะถามเราว่าได้เก็บเจ้าสาวของชัคกี้ไว้ไหม” Manuela Cutileiro “ศัลยแพทย์ตุ๊กตา” ประจำโรงพยาบาล de Bonecas ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1830 ในย่าน Praça da Figueira อันแสนจอแจของกรุงลิสบอน เมืองหลวงประเทศโปรตุเกสกล่าว สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น โรงพยาบาลตุ๊กตา ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมและเปิดทำการ ที่นี่รับรักษาตุ๊กตาทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาพลาสติก, ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ, ตุ๊กตาโลหะ, ตุ๊กตาไม้, ตุ๊กตาผ้า มั่นใจได้ว่าทุกตุ๊กตาจะมีชีวิตใหม่ที่งดงาม สำหรับกระบวนการคืนชีวิตใหม่ให้ตุ๊กตานั้นใช้เวลาร่วม 4 เดือน หลายครั้งตุ๊กตาเหล่านี้เข้ามายังโรงพยาบาลด้วยสภาพอันน่าสยดสยอง เช่น ใบหน้าแหว่ง, แขนแตกร้าว หรือดวงตาหายไป ตั้งแต่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบจากเยอรมันที่ตกแต่งอย่างปรานีต ไปจนถึงตุ๊กตาสีดำที่ผลิตขึ้นเมื่อปี 1915 ในแองโกลา Cutileiro อดีตครูโรงเรียนประถมศึกษา หมดความรู้สึกหวาดกลัวบรรดาผู้ป่วยของเธอ  “เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับตุ๊กตาตัวไหนเป็นพิเศษค่ะ” เธอกล่าว “ที่นี่ทุกตุ๊กตามีคุณค่าเหมือนกัน” เมื่อเดินทางมาถึงตุ๊กตาจะถูกติดแทกที่ระบุวันที่เข้ารับการรักษาและอาการป่วย พวกมันจะได้นอนพักในกล่องเล็กๆ ที่เจ้าหน้าที่เรียกกันว่าเตียงเพื่อรอรับการรักษา ใกล้ๆ กันนั้นมีตู้ที่เต็มไปด้วยอะไหล่มากมายไม่ว่าจะเป็น แขน ขา ดวงตา หรือแม้แต่เส้นผมที่จะถูกเลือกใช้ การทำงานที่ละเอียดและต้องอาสัยความเพียรพยายามนี้ส่งผลให้พวกเขาได้รับใบรับรองจาก Fundaçao […]

แผนที่แห่งความสุข

อะไรทำให้คุณมีความสุข แล้วผู้คนจากชาติไหนที่มีความสุขที่สุด ลองชมข้อมูลแผนที่ความสุขที่จัดทำขึ้นโดย มานูเอล กานาเลส และทีโอดอร์ เอ. ซิกลีย์ เชลลีย์ สเปอร์รี แผนที่ดังกล่าวถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภาษาไทย ฉบับเดือนพฤศจิกายน ที่ว่าด้วยการสำรวจความสุขของผู้คนจากประเทศต่างๆ ใบหน้ายิ้มเหล่านี้แสดงออกซึ่งปริมาณของความสุขในชีวิตประจำวันของผู้คนที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศตั้งแต่ 1 – 100 โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ผู้คนที่เข้ารับการสำรวจจะได้รับคำถามห้าข้อเพื่อระบุว่าพวกเขามีความสุขหรือไม่ในขณะนั้น เช่น วันนี้ได้หัวเราะไหม ส่วนเฉดสีเหลืองที่แสดงออกมานั้นหมายถึงอัตราร้อยละที่ถือว่ามีความสุข หรือสุขภาวะทางกาย ผู้คนจะถูกถามถึงสุขภาพ และข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นระดับคะแนนไล่จาก “ทุกข์” ไปถึง “สุข” ตามเฉดสี ทั้งนี้ในแผนที่ดังกล่าวไม่มีข้อมูลของทุกประเทศ มีเพียงแค่ข้อมูลจากประเทศที่ได้รับการสำรวจเท่านั้น สามารถชมแบบขยายขนาดใหญ่ได้ ที่นี่     อ่านเพิ่มเติม : ความลับของดินแดนแห่งความสุข, 9 วิธีที่ช่วยให้คุณมีความสุขในทุกวันของชีวิต

การหวนคืนของตาลีบัน จะสร้างภัยต่ออนาคตของ ชาวอัฟกานิสถาน อย่างไร

อิสรภาพที่ ชาวอัฟกานิสถาน ได้มาตั้งแต่ปี 2001 กำลังอยู่ในอันตราย เมื่อกลุ่มหัวรุนแรงยึดประเทศได้สำเร็จเนื่องจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ท่ามกลางหมอกควันสีน้ำเงินของควันจากเตาฮุคคา (บารากุ) ในคาเฟ่แห่งหนึ่งในไอโนมีนา ย่านหรูหราขนาดใหญ่ในเมืองกันดาฮาร์ อัฟกานิสถาน เหล่าชายหนุ่มนั่งทอดตัวอยู่บนเก้าอี้นุ่ม จิบกาแฟใต้โทรทัศน์จอแบนที่ฉายภาพมิวสิควีดีโอร้อนแรง ลำตัวเปลือยเปล่าของหญิงสาวถูกเซ็นเซอร์โดยสถานีโทรทัศน์ แม้ ชาวอัฟกานิสถาน จะเป็นคนสังคมอิสลามอนุรักษ์นิยม แต่พวกเขาเหล่านี้คือคนรุ่นใหม่หัวทันสมัยที่อาศัยอยู่ในเมือง เป็นคนรุ่นที่เติบโตหลังการล่มสลายของรัฐบาลตาลีบัน และมีความทรงจำถึงผู้ปกครองคลั่งศาสนาจอมกดขี่ที่เกิดในเมืองแห่งนี้เเต่เพียงเลือนลาง ในความหรูหราและบรรยากาศชานเมืองปกติในย่านชุมชนแห่งนี้ เป็นเรื่องง่ายที่เหล่าชนชั้นกลางและสูง ซึ่งหลายคนได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล จะลืมสงครามที่ปะทุอยู่โดยรอบ “คนที่นี่ไม่กังวลครับ” สุไลมาน อาร์ยัน ครูสอนภาษาอังกฤษวัย 28 ปีที่ทำงานและพักอาศัยในย่านนี้ กล่าว แต่นั่นเป็นเรื่องของอดีต เพราะในตอนนี้ ความสงบได้แตกสลายลงแล้ว ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน กลุ่มตาลีบันเข้ายึดพื้นที่ในชนบท และด้วยความรวดเร็วจนน่าใจหาย กลุ่มติดอาวุธซึ่งกำลังฮึกเหิมเนื่องจากมีการทำสัญญากับสหรัฐอเมริกาที่ไม่มีรัฐบาลอัฟกานิสถานร่วมอยู่ด้วยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 กลุ่มติดอาวุธนี้ได้ยึดหัวเมืองสำคัญในอัฟกานิสถานได้เกือบทั้งหมด ในจำนวนนั้นรวมถึงกันดาฮาร์ เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ จนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ยี่สิบปีหลังสหรัฐฯ รุกรานอัฟกานิสถานเพื่อขับไล่พวกเขาและกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ออกจากอำนาจเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงเหล่านี้ต้องระเห็จไปซ่อนตัวในปากีสถานและเริ่มรวบรวมและรื้อฟื้นกำลังใหม่ เมื่อสหรัฐฯ มุ่งความสนใจและทุ่มสรรพกำลังไปกับสงครามอิรัก [เมื่อปี 2003 […]