พระสุธรรม ฐิตธัมโม : พระสงฆ์ไทยที่ออกเดินธุดงค์ ไปหลายประเทศทั่วโลก

ธรรมธุดงค์เพื่อสันติภาพของคนทั้งโลก

ระหว่าง “ยศฐา” กับ “ประชาชน” หากเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร – พระสุธรรม ฐิตธัมโม

สำหรับ นายสุธรรม นทีทอง อดีตเลขารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในวันนั้นตัดสินใจเลือกเด็กและประชาชน เป็นผลให้ต้องหลุดจากตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ก่อนที่ในที่สุดก็เลือกก้าวสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า ฐิตธัมโม จากนั้น หลวงพี่หมี – พระสุธรรม ฐิตธัมโม ก็เดินหน้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยธรรมธุดงค์สร้างสันติภาพ ซึ่งหนึ่งในเส้นทางสุดหฤโหดที่ท่านเลือกเดินคือการเดินข้ามทวีปอเมริกา และได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก

จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางธรรม

“ตอนนั้นเมื่อว่างจากการทำงานแล้ว เคยคิดไว้ว่าอยากเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาสภิกขุ  และพอดีช่วงนั้นทางสวนโมกข์เปิดอุปสมบทหมู่เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 อาตมาจึงได้บวชเป็นลูกศิษย์ท่านสมใจ ก่อนหน้านั้นได้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ของท่านแล้วก็เกิดความคิดแน่วแน่ในการบวชครั้งนี้ เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ยิ่งศึกษามากขึ้นเท่าใดก็อยากจะรู้ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น  เราได้เห็นธรรมะของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนว่า ‘สุขอื่นใดเหนือความสงบเป็นไม่มี’ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาตมายังคงอยู่รับใช้พระศาสนา” 

พระสุธรรม

แล้วการเดินเพื่อสันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ในหลักขั้นต้น พระพุทธเจ้าสอนว่า ‘ทำอย่างไรให้พ้นทุกข์’ ในความคิดของอาตมา ตอนนั้นคิดว่าเราพ้นทุกข์ได้แล้วในหลักการ แต่พอขั้นสูงขึ้น พระพุทธเจ้าทรงสอนอีกว่าเมื่อพ้นทุกข์แล้วเราจะเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้อย่างไร เราเริ่มมองเห็นแสงสว่างว่าเรามีทิศทางสู่มรรคผลของเราได้อย่างไร มันเป็นความสุขที่สุขเหนือสิ่งอื่นใด ในการปฏิบัติสู่มรรคผลนิพพานพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ใน 4 กิริยาหลัก นั่นคือ ยืน เดิน นอน นั่ง และกิริยาที่ถูกจริตกับอาตมามากที่สุดคือการเดิน ที่สำคัญการเดินทำให้สุขภาพแข็งแรง เมื่อคิดได้ดังนั้น การเดินจึงเป็นสิ่งที่อาตมานำมาใช้บำเพ็ญเพียรและถ้าเราเดินอยู่คนเดียว เราก็จะได้อยู่คนเดียว เลยคิดว่าถ้าเราเดินรณรงค์สันติภาพ ก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการเดินเพื่อสันติภาพจึงเกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงคัดค้านและไม่เห็นด้วยของคนสนิท”

เส้นทางธรรมธุดงค์

“ก่อนที่จะเดินข้ามทวีปในประเทศสหรัฐอเมริกา อาตมาเคยเดินตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียตามเส้นทางต่างๆจนครบสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบลเป็นระยะทาง 2,600 กิโลเมตร อีกทั้งยังเคยเดินตามรอยหลวงปู่ทวดจากไทรบุรีในมาเลเซียไปจนถึงอยุธยา และเดินตามรอยพระนเรศวร จากอยุธยาไปถึงเมืองเวียงแหงที่เชียงใหม่ จึงทำให้มั่นใจว่าน่าจะเดินข้ามประเทศสหรัฐอเมริกาได้ โดยเส้นทางเดินนั้นอาตมาเริ่มเดินจากทางด้านทิศตะวันตกคือชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่ซานตาโมนิกา เดินบนถนนสายประวัติศาสตร์ คือถนนหมายเลข 66  (ROUTE 66) ซึ่งเป็นถนนหลวงสายแรกของสหรัฐอเมริกาที่พาดผ่านจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออกมุ่งสู่นิวยอร์กที่เทพีเสรีภาพ รวมระยะทางราว 5,013 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 121 วัน”

อุปสรรคที่พบระหว่างเส้นทางเดิน

“สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศและอากาศแตกต่างจากบ้านเรา อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การเดินทางจึงต้องมีปรับเปลี่ยนแผนการบ้าง เพื่อให้เราเดินทางด้วยความปลอดภัยมากที่สุด ปัญหาใหญ่ของเส้นทางเดินนี้คือเดินขึ้นเทือกเขาร็อกกีที่ทั้งสูงทั้งชัน  เดินข้ามทะเลทรายที่กลางวันร้อน กลางคืนหนาว ที่สำคัญคือไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร และจุดสุดท้ายคือการเดินขึ้นเทือกเขาร็อกกีอีกครั้ง แต่เป็นการเดินในซีกที่หนาวเจอหิมะบนภูเขา บางคืนเจออุณหภูมิติดลบ ทั้งหมดนี้อาตมาได้เตรียมหาข้อมูลและศึกษาเส้นทางเป็นปี ในเรื่องของอุปกรณ์กันหนาว รองเท้า รวมไปถึงสภาพภูมิประเทศ”

แล้วสิ่งใดที่ทำให้ท่านอดทนกับการเดินในครั้งนี้

“ก็กำหนดลมหายใจเจริญภาวนา ต้องมีสติอยู่ตลอด ตลอดทางที่เดินไม่เคยมีคำว่า ‘ท้อ’ หรือ ‘พอแล้ว’ อยู่ในหัวเลย มีแต่ต้องเดินให้ครบจบเร็วๆ นี่คือความตั้งใจ มนุษย์เราถ้ามีความตั้งใจจริงๆ จะทำอะไรก็สำเร็จ การเดินถือเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง  ยิ่งเดินมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าได้ทำความเพียรเพิ่มมากขึ้น

การเดินเพื่อสันติภาพเป็นการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ตลอดเส้นทางเดินธุดงค์นั้นได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก บางเมืองมีประชาชนออกมาเดินด้วยความศรัทธา บางคนออกมาคอยต้อนรับและคอยส่ง ฉะนั้นตลอดเส้นทางเดินจึงมีแต่รอยยิ้มของมิตรภาพและสันติภาพได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ”

เส้นทางเดินต่อไปของท่านคือ

“ตั้งใจว่าจะเดินจากประเทศไทยไปอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ตุรกี โดยไปจบที่กรุงอิสตันบู ตามหลักธรรมวินัย พระต้องเข้าพรรษา ปีนี้เลยตั้งใจจะเข้าพรรษาที่อินเดียในระหว่างเข้าพรรษา ได้เก็บข้อมูลและเส้นทางเดินจะอยู่ที่อินเดียสามเดือน จะจำพรรษาที่วัดป่าพุทธคยา เมืองคยา ติดกับต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในบางเส้นทางยังมีการสู้รบกันอยู่ ต้องศึกษาให้มากๆเป็นเส้นทางที่ท้าทายกว่าการเดินในสหรัฐอเมริกา ระยะทางประมาณ 9,000 กิโลเมตรกว่าๆ หลายคนถามอาตมาว่า ในเส้นทางที่ยังสู้รบกันอยู่ ไม่กลัวเหรอ    จำไว้เลยว่า คนเรามีชีวิตก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด การเดินเผยแผ่พระธรรม เราก็ควรที่จะทำ แล้วเมื่อเราได้ทำชีวิตให้ดีที่สุดแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่เสียดาย หลวงพ่อปัญญาสอนว่า ‘ชีวิตแตกดับอยู่ทุกวัน’ ถ้ามีชีวิตอยู่แล้วไม่ทำประโยชน์อย่างเต็มที่จะหาราคาที่ไหน”

 ท่านได้รับอะไรจากการเดินธรรมธุดงค์เพื่อสันติภาพ

“ถ้าในแง่ส่วนตัว อาตมาได้เรื่องสุขภาพ กายแข็งแรงขึ้น จิตก็รู้จักปล่อยวาง ฝึกจิตขัดเกลาตัวเองในสภาวะเส้นทางที่ยากลำบากให้เบิกบานอยู่เสมอ ในแง่ส่วนรวม ในทุกเส้นทางที่เดิน ประชาชนต่างให้การยอมรับ มีการพูดคุยเรื่องสันติภาพ มีการร่วมเดินบ้าง เพราะว่าทุกคนอยากให้เกิดสันติภาพ อีกอย่างประชนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นพระสงฆ์จริงๆ ทำให้เราได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปในตัวอีกด้วยและสิ่งที่ประชาชนของอเมริกาสนใจเป็นพิเศษคือ การนั่งสมาธิภาวนา อาตมาก็ช่วยสอนพวกเขา นี่ก็ถือว่าเป็นการเผยแผ่อย่างหนึ่ง

ภารกิจของอาตมาได้จบลุล่วงไปได้ด้วยดีเพราะความเพียร สังเกตได้ว่าคนเรานั้นหากตั้งใจทำอะไรสักอย่าง จะให้สำเร็จได้ ล้วนแล้วแต่มีความเพียรเป็นที่ตั้งทุกคน”

ท่านอยากฝากอะไรถึงผู้คนที่ร่วมให้การสนับสนุนธรรมธุดงค์

“เมื่ออาตมาถึงเทพีเสรีภาพ ประกาศให้โลกรู้ถึงสันติภาพ แต่อาตมาไม่สิ้นสุดความตั้งใจในการเผยแผ่พระธรรม แม้จะบรรลุเป้าหมายสิ้นสุดทวีปอเมริกา ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำความเพียรต่อไป ขอขอบคุณทุกความ ร่วมแรงร่วมใจ และเราจะร่วมมือกับพี่น้องทุกชนชาติต่อไป เพื่อสันติภาพ สันติสุข และสันติธรรม

ขอขอบคุณ

พระสุธรรม ฐิตธัมโม

เรื่อง: ไตรรัตน์ ทรงเผ่า

ภาพ: ศุภกร ศรีสกุล

ภาพจาก www.facebook.com/bearismee


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ๖๐ ปี พระไพศาล วิสาโล

พระไพศาล วิสาโล
หลังกิจกรรมปลูกป่าที่ภูหลง พระไพศาล วิสาโล ติดรถของวิชัย นาพัว ชมรมเด็กรักษ์นกและธรรมชาติ กลับลงมายังวัดป่ามหาวัน ในขณะที่พระไพศาลเป็นผู้นำการปกป้องและดูแลป่าภูหลง วิชัยก็เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ป่าให้ดำเนินไปได้ด้วยดี ทั้งงานปลูกป่าของภูหลงและธรรมยาตราเพื่อรักษาป่าและต้นน้ำลำปะทาว

เรื่องแนะนำ

อร่อยเหาะยกล้อ

เรื่อง  เดวิด บรินด์ลีย์ ภาพถ่าย เกิร์ด ลุดวิก เวลาสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์อันหนาวเย็นในลอสแอนเจลิส ผู้คนกว่า 30 ชีวิตสวมหมวกและผ้าพันคอฝ่าอุณหภูมิเก้าองศาเซลเซียสซึ่งนับว่าหนาวมากสำหรับนครแห่งนี้ มาเข้าแถวอยู่ริมทางเท้าหน้ารถสเตปแวน (step van)  ที่ดัดแปลงเป็นรถขายอาหารเคลื่อนที่หรือฟู้ดทรัก (food truck) เมื่อหน้าต่างด้านข้างรถเลื่อนเปิดออก ปรากฏการณ์อาหารฮอตฮิตในนาม “โคกิ บาร์บีคิว” (Kogi BBQ) ก็เข้าเกียร์พร้อมเสิร์ฟแล้ว โคกิบาร์บีคิวโกยทั้งเงินทั้งกล่องตั้งแต่แจ้งเกิดเมื่อปี 2008 หลังสองเกลอหุ้นส่วนฟูมฟักไอเดียบรรเจิดในการรวมรสชาติของเนื้อย่างเกาหลีเข้ากับทาโกหรือแป้งห่อสไตล์เม็กซิกัน และขนขึ้นรถบรรทุกเล็กเร่ขายตามข้างถนนในลอสแอนเจลิส จะว่าไปแล้วรถขายอาหารไม่ใช่ของใหม่สำหรับเมืองนี้  แต่เป็นแหล่งขายอาหารราคาถูกที่หาซื้อได้ตามข้างถนนหรือไม่ก็ไซต์งานก่อสร้าง และผู้คนมักมองแบบเหยียดๆว่าเป็น “แผงแมงสาบ” ดังนั้นความคิดที่จะขายทาโกแนวเกาหลีในฟู้ดทรักจึงฟังดูเป็น “ไอเดียเพี้ยนๆ” ตามที่รอย ชอย ผู้ก่อตั้งโคกิบาร์บีคิว กล่าวไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ชื่อ L.A. Son หรือ “ลูกชายของแอล.เอ” สิ่งที่ทำให้โคกิบาร์บีคิวโด่งดังขึ้นมา คือการเป็นเจ้าแรกๆที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงลูกค้า ในตอนแรกทีมงานเล็กๆของโคกิขายอาหารให้บรรดานักเที่ยวกลางคืนที่มึนเมานอกไนต์คลับในย่านซันเซตบูเลอวาร์ด  แต่ไปได้ไม่ดีนัก จนกระทั่งทีมงานลองหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเพิ่งเริ่มฮิตในช่วงนั้นโดยใช้ทวิตเตอร์  โคกิจะคอยส่งข่าวอัปเดตสถานที่ขายซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ กลุ่มลูกค้าคนเมืองวัยหนุ่มสาวติดโซเชียลมีเดียเริ่มติดตามรถโคกิ ภายในเวลาไม่กี่เดือน โคกิก็มีลูกค้าเพิ่มเป็นหลายร้อยคน นิตยสาร นิวส์วีก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ร้านอาหารไวรัลร้านแรกของอเมริกา” [viral – ปรากฏการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่บางเรื่องเป็นที่รู้จักหรือพูดถึงอย่างรวดเร็ว] ปัจจุบันโคกิบาร์บีคิวมียอดผู้ติดตาม 132,000 […]

วาดมังกรด้วยการลงแปรงเพียงครั้งเดียว

วาดมังกรด้วยการลงแปรงเพียงครั้งเดียว ศิลปะอันงดงามน่าทึ่งที่ต้องอาศัยความฝึกฝนจนชำนาญนี้มีชื่อเรียกว่า “Hitofude-ryu” เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยเอโดะ (ปีคริสต์ศักราช 1603 – 1867) โดยชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่าการสร้างงานศิลปะลักษณะนี้จะช่วยบันดาลโชคด้านทรัพย์สินเงินทองและความรักให้แก่ตัวศิลปิน ความโดดเด่นของงานศิลปะแขนงนี้ก็คือ การวาดภาพของลำตัวมังกรด้วยการลงพู่กันหรือแปรงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ลวดลายและเกล็ดอันละเอียดอ่อของมังกรที่เกิดขึ้นบนภาพนั้นต้องอาศัยประสบการณ์สั่งสมนานนับปี จากนั้นศิลปินจะเพิ่มรายละเอียดอื่นๆ ตลอดจนถ้อยคำอวยพรลงไปในชิ้นงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับลูกค้ากำหนด มาชมฝีมือของศิลปินด้าน Hitofude-ryu กันว่าจะงดงามเพียงใด ทั้งนี้การสร้างชิ้นงานต้องใช้สมาธิ และความตั้งใจอย่างมาก นั่นทำให้ปกติแล้วศิลปินจะผลิตผลงานได้เพียง 3 – 5 ภาพต่อวันเท่านั้น   อ่านเพิ่มเติม ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

แก้ปัญหากลิ่นฉี่ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส

แก้ปัญหากลิ่นฉี่อย่างไรให้อยู่หมัด? เมื่อกรุงปารีสไม่ห้าม แต่กำหนดให้ผู้คนฉี่ในที่สาธารณะให้เป็นที่ ด้วยอุปกรณ์แบบพิเศษที่จะเปลี่ยนฉี่เป็นปุ๋ย

นักโบราณคดีตกตะลึงหลังค้นพบถ้ำสำหรับประกอบพิธีกรรมของชาวมายาที่ไม่เคยมีใครแตะต้องมาก่อน

การสำรวจถ้ำบาลัมกู (ถ้ำแห่งเทพเสือจากัวร์) ซึ่งมิเคยมีใครแตะต้องมาก่อนเป็นเวลานับพันปี เผยให้เห็นถึงพิธีกรรมทางศาสนาโบราณ ซึ่งอาจมีร่องรอยการถือกำเนิดและล่มสลายของจักรวรรดิมายา