เช็คกันหน่อยดูรูปภาพนี้แล้วรู้สึกขยะแขยงหรือไม่? ถ้าใช่คุณอาจเป็น "โรคกลัวรู" - National Geographic Thailand

เช็คกันหน่อยดูรูปภาพนี้แล้วรู้สึกขยะแขยงหรือไม่? ถ้าใช่คุณอาจเป็น “โรคกลัวรู”

เช็คกันหน่อยดูรูปภาพนี้แล้วรู้สึกขยะแขยงหรือไม่? ถ้าใช่คุณอาจเป็น “โรคกลัวรู”

โรคกลัวรู หรือ Trypophobia เป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ คุณผู้อ่านอาจไม่เคยได้ยินชื่อของโรคนี้แบบเต็มๆ คำว่า Trypo มาจากภาษากรีกแปลว่า “อาการเบื่อรู” ส่วน Phobia มีความหมายว่า “ความกลัว” เมื่อรวมกันจึงได้ความหมายว่า อาการกลัวรูเล็กๆ จำนวนมาก

คำศัพท์นี้กลายมาเป็นที่พูดถึงในช่วงปี 2009 จากนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัลบานี่-ซันนี่ รายหนึ่งที่สร้างเฟซบุ๊กเพจขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการกลัวรู พร้อมการวินิจฉัย นับแต่นั้นโรคกลัวรูก็ถูกพูดถึงเรื่อยมา

เรดดิท, อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก แพลทฟอร์มออนไลน์เหล่านี้กลายเป็นศูนย์รวมของภาพรูต่างๆ ที่ใช้ในการทดสอบ และแน่นอนพวกมันถูกแชร์กระจายไปทั่ว

(ประสบการณ์ตรงจากกิบเบนส์เอง เมื่อเธอแชร์ภาพเมล็ดบัวภาพนี้บนทวิตเตอร์ เพื่อนๆหลายคนบนโลกออนไลน์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้คนจึงหวาดกลัวรูปนี้ ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งขอร้องให้เธอลบภาพนี้ทิ้งเสีย)

อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวไม่ได้ถูกรับรองโดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกันว่าเป็นอาการของโรคความกลัวที่แท้จริง พฤติกรรมส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นถูกระบุว่าเป็นความรู้สึกแปลก เมื่อพบเจอกับสิ่งที่ผิดปกติ และรูปภาพเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจมากกว่า

ในปี 2013 มีรายงานวิจัยชิ้นหนึ่งชื่อว่า “ความกลัวรู” จัดทำโดยสองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอสเซกซ์ พวกเขาพบว่า 16% ของผู้ใหญ่จำนวน 286 คนที่เข้าร่วมการทดสอบมีความรู้สึกเกลียดชังรูปแบบที่เป็นแพทเทิร์น พวกเขาตั้งทฤษฎีว่าความรู้สึกเกลียดกลัวเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ เช่น การเกลียดกลัวงู หรือแมงป่อง

รายงานการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเคนต์ ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Cognition and Emotion ระบุถึงสาเหตุที่ว่าทำไมคนเราถึงมีความรู้สึกเกลียดและกลัวกับรูมากนัก

“เป็นที่รู้กันว่าความรู้สึกรังเกียจช่วยให้เราหลีกเลี่ยงอาการติดเชื้อ ที่เกิดจากเชื้อโรค” ทอม คุปเฟอร์ นักศึกษาผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้กล่าว “ดังนั้นการตอบสนองต่อภาพรูเหล่านี้ จึงเป็นการตอบสนองเพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค”

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้คนที่หวาดกลัวรูเล็กๆเหล่านี้ พวกเขากำลังรู้สึกวิตกกังวลถึงเชื้อโรค หรือปรสิตที่อาจติดจากคนสู่คนได้ นักวิจัยผู้ตีพิมพ์รายงานฉบับนี้อธิบายทฤษฎีของพวกเขาว่า กระจุกของหลุมเล็กๆเหล่านี้ ในความรู้สึกอาจเต็มไปด้วยโรคร้ายแรงต่างๆ นั่นจึงเป็นที่มาของปฏิกิริยาความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เมื่อเรามองไปยังสิ่งของรอบตัวที่มีรูจำนวนมาก

 

ทดสอบทฤษฎี

ในการทดสอบสมมุติฐาน ทีมนักวิจัยใช้ผู้คนจำนวน 300 คนจากโลกออนไลน์ที่ระบุว่าพวกเขามีอาการของโรคกลัวรูและนักศึกษาอีก 300 คน ที่ไม่มีรายงานว่ามีอาการดังกล่าว ทั้งสองกลุ่มถูกกำหนดให้มองดูภาพ 16 ภาพ ในจำนวนนี้มี 8 ภาพที่เป็นภาพของรูตามส่วนต่างๆของร่างกาย และอีก 8 ภาพเป็นรูตามธรรมชาติเช่น เมล็ดบัว และหลุมของก้อนอิฐ เป็นต้น

ทั้งสองกลุ่มระบุว่าพวกเขารู้สึกขยะแขยงภาพรูตามส่วนต่างๆของร่างกาย แต่มีเพียงกลุ่มที่ระบุว่าเป็นโรคกลัวรูเท่านั้นที่รู้สึกขยะแขยงกับภาพของรูที่ไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ พวกเขาระบุว่าภาพเหล่านั้นให้ความรู้สึกน่ารังเกียจมากกว่าความหวาดกลัว ทางทีมนักวิจัยจึงตั้งทฤษฎีว่า อาการที่เกิดขึ้นนี้เป็นลักษณะของความรู้สึกรังเกียจมากกว่าความกลัว ซึ่งแตกต่างจากความรู้สึกหวาดกลัวสัตว์มีพิษ

คาโรล แมทธิว ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรควิตกกังวล อธิบายถึงสาเหตุของความหวาดกลัวที่วิวัฒนาการมาพร้อมกับมนุษย์ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการป้องกันตัว เมื่อร่างกายเผชิญกับสถานการณ์อันตราย

“ข้อโต้แย้งทั้งหมดก็คือความกลัวเป็นส่วนหนึ่งในวิวัฒนาการของเรา” แมทธิวกล่าว “โรคกลัวรูก็เป็นส่วนหนึ่งของระดับความกลัว และไม่ใช่โรคที่คุณต้องไปคลีนิกเพื่อรักษามัน”

 

กายวิภาคของความกลัว

เมื่อความกลัวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันบางอย่าง ฉะนั้นแล้วผู้คนก็สามารถสร้างความกลัวขึ้นจากอะไรก็ได้บนโลกออนไลน์มีความกลัวหลากหลายประเภท ตั้งแต่กลัวเสียงโทรศัพท์ ไปจนถึงกลัวเมฆ

หนึ่งในข้อโต้แย้งเกี่ยวกับโรคกลัวรู ว่ามันไม่ใช่อาการหวาดกลัวที่แท้จริงนั้น ข้อใหญ่มาจากอุปทานหมู่ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อผู้คนหลายคนรู้สึกว่ารูปภาพนั้นๆน่ารังเกียจ

“จริงๆอาการเหล่านี้อาจมีอยู่แล้ว มาเป็นเวลานาน แต่ก็เพราะอินเตอร์เน็ตที่ช่วยให้มันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น” แมทธิวกล่าว ไม่ว่าจะเป็นความกลัวพื้นฐานจากปรสิตหรือไม่ก็ตาม เธอเสริมว่าควรทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคกลัวรูมากยิ่งขึ้น เพื่อข้อมูลที่สมบูรณ์

เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบนส์

 

อ่านเพิ่มเติม

ไฉนต้องพูดปด

เรื่องแนะนำ

อร่อยเหาะยกล้อ

เรื่อง  เดวิด บรินด์ลีย์ ภาพถ่าย เกิร์ด ลุดวิก เวลาสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์อันหนาวเย็นในลอสแอนเจลิส ผู้คนกว่า 30 ชีวิตสวมหมวกและผ้าพันคอฝ่าอุณหภูมิเก้าองศาเซลเซียสซึ่งนับว่าหนาวมากสำหรับนครแห่งนี้ มาเข้าแถวอยู่ริมทางเท้าหน้ารถสเตปแวน (step van)  ที่ดัดแปลงเป็นรถขายอาหารเคลื่อนที่หรือฟู้ดทรัก (food truck) เมื่อหน้าต่างด้านข้างรถเลื่อนเปิดออก ปรากฏการณ์อาหารฮอตฮิตในนาม “โคกิ บาร์บีคิว” (Kogi BBQ) ก็เข้าเกียร์พร้อมเสิร์ฟแล้ว โคกิบาร์บีคิวโกยทั้งเงินทั้งกล่องตั้งแต่แจ้งเกิดเมื่อปี 2008 หลังสองเกลอหุ้นส่วนฟูมฟักไอเดียบรรเจิดในการรวมรสชาติของเนื้อย่างเกาหลีเข้ากับทาโกหรือแป้งห่อสไตล์เม็กซิกัน และขนขึ้นรถบรรทุกเล็กเร่ขายตามข้างถนนในลอสแอนเจลิส จะว่าไปแล้วรถขายอาหารไม่ใช่ของใหม่สำหรับเมืองนี้  แต่เป็นแหล่งขายอาหารราคาถูกที่หาซื้อได้ตามข้างถนนหรือไม่ก็ไซต์งานก่อสร้าง และผู้คนมักมองแบบเหยียดๆว่าเป็น “แผงแมงสาบ” ดังนั้นความคิดที่จะขายทาโกแนวเกาหลีในฟู้ดทรักจึงฟังดูเป็น “ไอเดียเพี้ยนๆ” ตามที่รอย ชอย ผู้ก่อตั้งโคกิบาร์บีคิว กล่าวไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ชื่อ L.A. Son หรือ “ลูกชายของแอล.เอ” สิ่งที่ทำให้โคกิบาร์บีคิวโด่งดังขึ้นมา คือการเป็นเจ้าแรกๆที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงลูกค้า ในตอนแรกทีมงานเล็กๆของโคกิขายอาหารให้บรรดานักเที่ยวกลางคืนที่มึนเมานอกไนต์คลับในย่านซันเซตบูเลอวาร์ด  แต่ไปได้ไม่ดีนัก จนกระทั่งทีมงานลองหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเพิ่งเริ่มฮิตในช่วงนั้นโดยใช้ทวิตเตอร์  โคกิจะคอยส่งข่าวอัปเดตสถานที่ขายซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ กลุ่มลูกค้าคนเมืองวัยหนุ่มสาวติดโซเชียลมีเดียเริ่มติดตามรถโคกิ ภายในเวลาไม่กี่เดือน โคกิก็มีลูกค้าเพิ่มเป็นหลายร้อยคน นิตยสาร นิวส์วีก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ร้านอาหารไวรัลร้านแรกของอเมริกา” [viral – ปรากฏการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่บางเรื่องเป็นที่รู้จักหรือพูดถึงอย่างรวดเร็ว] ปัจจุบันโคกิบาร์บีคิวมียอดผู้ติดตาม 132,000 […]

ทำความรู้จักกับ “สนูส” ตัวช่วยลดบุหรี่ ในสวีเดน

ผู้สูบบุหรี่ในสวีเดน และผู้ที่เลิกบุหรี่ได้ระบุว่า Snus คือตัวช่วย ด้านหน่วยงานทางการแพทย์เองยังไม่มั่นใจว่ายาสูบแบบไร้ควันนี้จะนำไปสู่การก่อมะเร็งอื่นๆ ในอนาคตหรือไม่

แผนที่แห่งความสุข

อะไรทำให้คุณมีความสุข แล้วผู้คนจากชาติไหนที่มีความสุขที่สุด ลองชมข้อมูลแผนที่ความสุขที่จัดทำขึ้นโดย มานูเอล กานาเลส และทีโอดอร์ เอ. ซิกลีย์ เชลลีย์ สเปอร์รี แผนที่ดังกล่าวถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภาษาไทย ฉบับเดือนพฤศจิกายน ที่ว่าด้วยการสำรวจความสุขของผู้คนจากประเทศต่างๆ ใบหน้ายิ้มเหล่านี้แสดงออกซึ่งปริมาณของความสุขในชีวิตประจำวันของผู้คนที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศตั้งแต่ 1 – 100 โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ผู้คนที่เข้ารับการสำรวจจะได้รับคำถามห้าข้อเพื่อระบุว่าพวกเขามีความสุขหรือไม่ในขณะนั้น เช่น วันนี้ได้หัวเราะไหม ส่วนเฉดสีเหลืองที่แสดงออกมานั้นหมายถึงอัตราร้อยละที่ถือว่ามีความสุข หรือสุขภาวะทางกาย ผู้คนจะถูกถามถึงสุขภาพ และข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นระดับคะแนนไล่จาก “ทุกข์” ไปถึง “สุข” ตามเฉดสี ทั้งนี้ในแผนที่ดังกล่าวไม่มีข้อมูลของทุกประเทศ มีเพียงแค่ข้อมูลจากประเทศที่ได้รับการสำรวจเท่านั้น สามารถชมแบบขยายขนาดใหญ่ได้ ที่นี่     อ่านเพิ่มเติม : ความลับของดินแดนแห่งความสุข, 9 วิธีที่ช่วยให้คุณมีความสุขในทุกวันของชีวิต