ชีวิตที่ถูกปล้นไป - สู่วงจรค้า โสเภณี ในเอเชียใต้ - National Geographic Thailand

ชีวิตที่ถูกปล้นไป – สู่วงจรค้า โสเภณี ในเอเชียใต้

การลักลอบค้ามนุษย์ หรือ โสเภณีเพื่อใช้แรงงานทางเพศ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงทั่วโลกที่ล่อลวงกักขังเด็กนับล้าน นี่คือเรื่องราวของเด็กสาวสองคนที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี คนหนึ่งมาจากอินเดีย อีกคนจากบังกลาเทศ

ก่อนถูกขายเข้าซ่องเดียวกัน ซาย์อีดาและอันจาลีคือเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไปที่เติบโตในสภาพคล้ายคลึงกัน แต่อยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ซาย์อีดาอยู่ในเมืองขุลนา ประเทศบังกลาเทศ ส่วนอันจาลีอยู่ที่เมืองสิลิคุรี รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย

พวกเธอฟูมฟักความมุ่งมาดปรารถนาแบบเดียวกับวัยรุ่นทุกแห่งหน นั่นคือเป็นอิสระจากอ้อมอกพ่อแม่แสวงหาความรัก และเริ่มใช้ชีวิตตามความฝัน ทั้งคู่ยังอ่อนต่อโลกและคงไม่อาจคาดคิดถึงความโหดร้ายทารุณที่รออยู่ข้างหน้าได้

ซาย์อีดาเติบโตในบ้านขนาดสองห้องหลังเล็กตั้งอยู่ในย่านเสื่อมโทรม เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กตามลำพังแม่ของเธอจะตื่นแต่เช้าและออกจากบ้านไปทั้งวันเพื่อรับจ้างทำความสะอาดร้านรวงต่าง ๆ ในนิวมาร์เก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้าในขุลนา พ่อของซาย์อีดาเป็นคนขับสามล้อรับส่งผู้โดยสารแลกกับค่าจ้างน้อยนิด ความที่เป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ซาย์อีดาจึงออกจากโรงเรียนตั้งแต่ก่อนย่างเข้าวัยรุ่น

ซาย์อีดาเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย ใบหน้าคมคายสมส่วน ดวงตาเรียวยาว และชอบแต่งหน้า เธอเริ่มไปช่วยงานที่ร้านเสริมสวย เรียนรู้เกี่ยวกับทรงผมต่างๆ การบำรุงผิวพรรณ และเครื่องสำอาง ด้วยห่วงว่าจะมีเด็กหนุ่ม ๆ มาวอแวลูกสาว พ่อแม่จึงจัดการให้เธอแต่งงานตอนอายุ 13 ประเพณีการคลุมถุงชนในเด็กพบได้ทั่วไปแม้จะผิดกฎหมายในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ก็ตาม ปรากฏว่าสามีที่พ่อแม่เลือกให้เป็นคนโหดร้าย ซาย์อีดาจึงกลับมาอยู่กับครอบครัวตามเดิม

เมื่อกลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง ซาย์อีดาอ้อนวอนขอแม่สมัครเข้าเรียนที่สถาบันสอนเต้นรำแห่งหนึ่ง “หนูจะได้ไปแสดงตามงานต่าง ๆ จะได้มีรายได้บ้าง” เธอว่า แม่เธอใจอ่อนยอมตาม แล้วซาย์อีดาก็เริ่มไปเต้นตามงานแต่งและงานอื่น ๆ ช่วงนี้เองที่ซาย์อีดาเริ่มรักใคร่ชอบพอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เคยไปที่โรงเรียนเต้นรำของเธอ เขาบอกเธอว่าจะพาไปอินเดียซึ่งเธอจะหาเงินได้เยอะกว่ามากในฐานะนักเต้น ซาย์อีดาผู้นึกภาพอนาคตอันสดใสตัดสินใจหนีตามเขาไป

ฝูงชนในโกลกาตาเฉลิมฉลองทุรคาบูชา เทศกาลทางศาสนาที่โด่งดังที่สุดในเบงกอลตะวันตก วันหยุดเทศกาลในศาสนาฮินดูซึ่งฉลองกันเป็นเวลาเก้าวันนี้ เปิดโอกาสให้เด็กสาวได้คลุกคลีกับเด็กหนุ่มอย่างอิสระ เป็นที่รู้กันว่าเหล่านักค้ามนุษย์อาศัยฝูงชนเหล่านี้กับบรรยากาศรื่นเริงเป็นฉากแฝงตัวเพื่อมองหาและล่อลวงผู้ที่อาจเป็นเหยื่อ

อันจาลี เด็กสาวผู้งามสง่า เจ้าของดวงตาสดใสและโหนกแก้มสูง อยากหนีออกจากบ้านด้วยเหตุผลคล้ายกัน ครอบครัวเธออาศัยอยู่ในบ้านพักชั่วคราวในสลัม แม่ที่ทำงานเป็นแม่บ้านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเลี้ยงดูลูก ๆ อันจาลีกับน้องสาวขัดสนถึงขนาดทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงอุปกรณ์การเรียนไม่กี่ชิ้นที่พอจะมีปัญญาซื้อหามาได้ เธอต้องออกจากโรงเรียนตอนอายุ 13 ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กจำนวนมากที่มาจากครอบครัวยากจนทั่วอินเดีย

เธอเริ่มทำงานบรรจุขนมที่โรงงานแห่งหนึ่ง ที่โรงงานนี่เอง อันจาลีรู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มาจีบ เธอรู้ว่าแม่กำลังมองหาว่าที่เจ้าบ่าวให้ แต่เธอตัดสินใจว่าต้องการอยู่กับชายคนที่รู้สึกชอบพอ ดังนั้น คืนหนึ่งในเดือนตุลาคม ปี 2016 ระหว่างเทศกาลทุรคาบูชาของชาวฮินดู อันจาลีไปพบกับแฟนตามนัดที่สถานีรถไฟ เธอต้องแปลกใจที่เขามากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง แต่เธอก็ขึ้นรถไฟไปโกลกาตากับพวกเขา

**********************

ในบรรดาความเลวทรามทั้งปวงซึ่งสร้างความเจ็บปวดแก่มนุษยชาติ สิ่งที่น่าสะเทือนขวัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือการกักขังหน่วงเหนี่ยวเด็กเป็นทาสเพื่อสนองความพึงพอใจทางเพศ

รายงานสถานการณ์โลกว่าด้วยการค้ามนุษย์ฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime) พบว่า จำนวนเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ประเทศต่างๆ รายงาน เพิ่มจากน้อยกว่า 15,000 รายเมื่อปี 2010 เป็น 25,000 รายในปี 2016 สถิตินี้เป็นเพียงเศษเสี้ยว หนึ่งของจำนวนเหยื่อที่แท้จริงซึ่งส่วนใหญ่มักเล็ดลอดการตรวจจับ จำนวนที่สูงขึ้นนี้อาจสะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพขึ้น แต่นักวิจัยเชื่อว่าน่าจะสะท้อนความจริงที่เลวร้ายกว่าเดิม นั่นคือการค้ามนุษย์ รวมทั้งการค้าเด็กเพื่อขายบริการทางเพศ กำลังเพิ่มขึ้น

เรือตำรวจในรัฐเบงกอลตะวันตกลาดตระเวนแม่นํ้าฮูคลีในแถบซุนดาร์บันส์ ซึ่งมีป่าชายเลนหนาแน่นทางตอนใต้ระหว่างอินเดียและบังกลาเทศ ขบวนการค้ามนุษย์มักใช้เส้นทางแม่นํ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับระหว่างข้ามพรมแดน

“นี่เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วครับ” ลูอิส เชลลีย์ ศาสตราจารย์สาขานโยบายสาธารณะที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน ผู้เขียนหนังสือ Human Trafficking: A Global Perspective (การค้ามนุษย์: มุมมองระดับสากล) กล่าว

การค้าเด็กเพื่อเป็นแรงงานทางเพศเป็นภัยร้ายที่แทบไม่มีประเทศใดรอดพ้นไปได้ แต่บางพื้นที่ของโลกขยับขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของการค้าผิดกฎหมายประเภทนี้ พื้นที่หนึ่งที่ถูกยํ่ายีสาหัสเป็นพิเศษ คือภูมิภาคที่ซาย์อีดาและอันจาลีเติบโตขึ้นมา นั่นคือรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียและประเทศบังกลาเทศที่อยู่ติดกัน ดินแดนสองผืนที่ถูกกั้นแบ่งโดยเส้นพรมแดนระหว่างประเทศยาว 2,250 กิโลเมตร แต่เชื่อมโยงด้วยมรดกทางภาษาและวัฒนธรรมเดียวกันนี้ต่างประสบเคราะห์กรรมที่เด็กผู้หญิงถูกขายเป็นทาสกามปีละหลายพันคน

สองสาวพี่น้อง เอ. และ บี. ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ ใหญ่แล้ว ถูกญาติคนหนึ่งล่อลวงจากกรุงธากาและขายให้ซ่องแห่งหนึ่งในมหิศาดัลตอนพวกเธอเพิ่งเข้าวัยรุ่น บี. ตั้งครรภ์ตอนอายุ
15 ปี และถูกบังคับให้ทำแท้งบ่อยครั้งที่เธอไม่ยอมรับแขก เจ้าของซ่องจะบังคับให้น้องสาวของเธอเฆี่ยนลงโทษด้วยเข็มขัด “มันเจ็บปวดที่สุดค่ะ” เอ. บอก และยอมรับว่าทำให้รู้สึกแย่กว่าต้องมีเพศสัมพันธ์กับแขกวันละ 20 คนเสียอีก

วันที่ซาย์อีดาออกจากบ้าน เด็กหนุ่มที่เธอหนีตามพาเธอขึ้นรถประจำทางไปยังเมืองเล็กๆ ใกล้กับชายแดนอินเดียทั้งสองไปถึงตอนกลางคืน แล้วเดินตัดป่าไปจนถึงริมฝั่งแม่นํ้า ฝ่ายแฟนหนุ่มจ่ายสินบนให้ตำรวจคนหนึ่ง จากนั้นทั้งคู่ก็ลงเรือข้ามไปอีกฝั่ง พวกเขาอยู่ในอินเดียแล้ว

ทั้งคู่พักอยู่ในบ้านหลังหนึ่งใกล้แม่นํ้า ที่นั่น ซาย์อีดาเจอเด็กสาวอีกคนที่ถูกพาข้ามมาจากบังกลาเทศเช่นกัน ซึ่งทำให้เธอเริ่มระแคะระคาย ซาย์อีดาเผชิญหน้ากับแฟนหนุ่ม เขาบอกว่าเธอต้องไปทำงานที่ซ่องแห่งหนึ่ง เมื่อเธอปฏิเสธ เขาบอกว่า “ฉันจะฆ่าแกแล้วทิ้งศพลงในแม่นํ้า”

เด็กหนุ่มคนนั้นขายซาย์อีดาให้ซ่องแห่งหนึ่งในมหิศาดัล ย่านชานเมืองของฮัลเดียซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมและท่าเรือหลักริมฝั่งแม่นํ้าในรัฐเบงกอลตะวันตก ห่างจากโกลกาตาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 60 กิโลเมตร เด็กสาว 12 คนที่ถูกกักขังในซ่องดังกล่าวพูดคุยกับผม ในจำนวนนี้มีซาย์อีดาและอันจาลีรวมอยู่ด้วย เรื่องราวต่อไปนี้เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์เหล่านั้น

ซาย์อีดาอยู่ที่นั่นได้สองปีแล้ว เมื่ออันจาลีซึ่งตอนนั้นอายุ 16 ปี ถูกขายเข้าซ่องเดียวกัน ผู้ชายที่อันจาลีหวังจะแต่งงานด้วยกับเด็กหนุ่มอีกคนพาเธอไปที่มหิศาดัล ชายคนที่มากับแฟนของเธอบอกให้เธออาบนํ้า แต่งหน้า แต่งตัวให้ดูดี โดยอ้างว่า จะพาไปเจอใครคนหนึ่งในคืนนั้น

พอเข้าไปในห้องเปิดไฟสลัวห้องหนึ่ง เธอเริ่มรู้สึกกังวล “ที่นี่ที่ไหน” เธอถาม พวกเขาบอกว่าเป็นโรงแรมและเธอจะต้องทำงานที่นี่ “งานแบบไหนกัน” อันจาลีถาม เริ่มตื่นตระหนก พอพวกเขาอธิบายให้ฟัง นํ้าตาเธอก็เอ่อท้นขึ้นมา

ซี. ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่แล้วได้รับการปลอบประโลมจากแม่ หลังหวนคืนสู่ครอบครัวอีกครั้งในเขตเซาท์ 24 ปาร์กนัส จากข้อความในสมุดบันทึกของเธอ ครอบครัวจึงรู้ว่าเธอหนีตามชายคนหนึ่งที่เธอรู้จัก หลายเดือนต่อมาตำรวจช่วยเธอออกมาจากซ่องแห่งหนึ่งในเมืองปูเน

ลูกค้าแวะเวียนมาทั้งวันทั้งคืน เด็ก ๆ ต้องรับแขกอาจมากถึงวันละ 20 ครั้ง พวกเธอกินยาแก้ปวดเพื่อให้ทนต่อความทุกข์ทรมานทางกายได้ แต่ไม่อาจหลีกหนีจากความเจ็บปวดทางอารมณ์ “เราจะรู้สึกละอายมาก” อันจาลีบอก “เวลารับแขกผู้ชายอายุรุ่นราวคราวพ่อหรือแก่กว่าเสียอีก”

ความผูกพันที่เกิดจากการร่วมชะตากรรมความบอบชํ้าทั้งการถูกขายเข้าซ่องและความน่าสะพรึงรายวันของชีวิตอันโหดร้าย ทำให้พวกเธอพึ่งพาให้กำลังใจกัน อันจาลีซึ่งเป็นเด็กเงียบๆ และขี้อาย แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับซาย์อีดา ซึ่งพอเมาแล้วจะห้าวมากจนถึงกับเตะลูกค้าในบางครั้ง แต่ทั้งๆ ที่มีบุคลิกนิสัยตรงข้ามกันหรืออาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็เป็นได้ ทั้งสองจึงกลายเป็นเพื่อนกัน

นานๆ ทีจะมีตำรวจมาบุกตรวจค้นบ้าง แต่เด็ก ๆ เล่าว่า ภักตากับลูกน้องดูเหมือนจะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าเสมอพวกเขาจะรีบต้อนเด็ก ๆ ออกไปทางหลังซ่องก่อนตำรวจจะมาถึง แต่บ่ายวันหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน ปี 2017 ทีมตำรวจบุกเข้าตรวจค้นซ่องแห่งนี้กับอีกเจ้าที่อยู่ติดกันโดยที่ภักตาไม่รู้ตัว ตำรวจจับกุมเขากับคนอื่นๆ อีก 12 คนตามกฎหมายห้ามการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก อันจาลีกับซาย์อีดาพร้อมกับเด็กหญิงและผู้หญิงอีก 18 คนได้รับการช่วยเหลือ พวกเธอเป็นอิสระแล้วก็จริงแต่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้

ชีอูลี หญิงขายบริการวัย 27 ปี นัดหมายจะไปพบลูกค้ารายหนึ่งที่ย่านโคมแดงในเขตกาลีฆาตของโกลกาตา เธอแต่งงานตอนอายุ 13 ปี แต่ทิ้งสามีไปในท้ายที่สุด โดยพาลูกชายไปด้วย แต่พ่อแม่ของเธอไม่ยอมให้เธอกลับมาอยู่บ้านตามเดิม เธอรอดพ้นจากเงื้อมมือขบวนการค้ามนุษย์มาได้อย่างหวุดหวิด แต่ไม่สามารถหาเงินได้พอจากอาชีพแม่บ้าน จึงกลายมาเป็นผู้ขายบริการทางเพศและมีลูกชายเพิ่มอีกสองคนที่เกิดกับลูกค้า

ซาย์อีดากับอันจาลีอายุ 17 ปีแล้วตอนผมเจอพวกเธอที่บ้านเสน่หา ซึ่งเป็นสถานพักพิงดำเนินการโดยองค์กรสันลาปในนเรนทรปุระ เขตชานเมืองแห่งหนึ่งของโกลกาตา

เด็กสาวทั้งสองเล่าถึงความน่าพรั่นพรึงที่ประสบมาอย่างเฉยชาจนผมรู้สึกกลัว ผมไม่รู้จะขอให้เธอบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการล่วงละเมิดได้อย่างไร จึงถามซาย์อีดาว่า เธอร้องไห้มากแค่ไหนในช่วงสามปีที่ถูกขังเป็นทาสกามแล้วก็ตระหนักได้ทันทีที่พูดออกไปว่า มันฟังดูตื้นเขินเพียงใด “อ๋อ หนูร้องไห้แล้วร้องไห้อีก นี่เรายังร้องไห้ได้อีกมากแค่ไหนนะ” เธอตอบด้วยนํ้าเสียงยอมจำนนที่ผมไม่เคยได้ยินจากปากคนอายุน้อยเท่านี้มาก่อน นํ้าตาทั้งหมดของเธอไม่มีวันถ่ายทอดความโศกเศร้าอันลึกลํ้าได้เลย

ผมถามพวกเธอว่า จะทำอะไรเมื่อได้กลับบ้าน อันจาลีตอบว่าไม่แน่ใจ

“เธอจะตกหลุมรักใครอีกไหม” ซาย์อีดาถามกลั้วเสียงหัวเราะ

“ไม่ ฉันจะไม่รักใครอีกแล้ว” อันจาลีตอบ

ซาย์อีดาตอบว่าเธอจะลองไปของานที่ร้านเสริมสวยที่เธอเคยไปทำ “หนูจะไม่กลับไปเต้นรำแล้วค่ะ”

**********************

สองสามเดือนหลังจากผมไปเยือนบ้านเสน่หา ซาย์อีดาเริ่มมีอาการปวดท้องรุนแรง เจ้าหน้าที่บ้านเสน่หารีบพาเธอส่งโรงพยาบาล เธอเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แพทย์เชื่อว่าการเสียชีวิตของซาย์อีดาเกิดจากภาวะตับล้มเหลว ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการดื่มหนักของเธอ

เดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ผมเดินทางไปขุลนากับช่างภาพ สมิตา ศาร์มะ เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวของซาย์อีดา แม่ของซาย์อีดาเดินนำพวกเราตามทางลูกรังไปยังบ้านที่ซาย์อีดาเติบโต พ่อของเธอกล่าวทักทายเราอย่างอ่อนระโหย เนื่องจากห้องด้านนอกไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ทั้งสองจึงเชื้อเชิญเราเข้าไปในห้องนอนของพวกเขา

แม่ของซาย์อีดาประคองส่าหรีผืนโปรดของลูกสาวที่บ้านในเมืองขุลนา ประเทศบังกลาเทศ พ่อของซาย์อีดามอบส่าหรีผืนนี้ให้ลูกสาวในวันอีดิลฟิฏรี ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และเป็นครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวได้ฉลองร่วมกัน ตอนอายุ 14 ปี ซาย์อีดาหนีตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ขายเธอให้ซ่องในมหิศาดัล เธอ
ถูกทุบตีและถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์นานสามปี

ตอนแม่ของซาย์อีดาบรรยายว่า ลูกสาวของเธอชื่นชอบการร้องเพลงและเต้นรำมากเพียงใด ผมให้เธอดูภาพที่ซาย์อีดากับอันจาลีและเด็กคนอื่น ๆ ถ่ายด้วยกันหลังการแสดงเต้นของพวกเธอ

ผู้เป็นแม่มองภาพถ่ายครู่หนึ่งแล้วเริ่มร้องไห้ “ลูกสาวฉันมีหัวใจที่ช่างใสซื่อ ช่างไร้เดียงสา” เธอเอ่ยพลางปาดนํ้าตา “เพราะเหตุนี้ละค่ะฉันจึงสูญเสียแกไป”

ส่วนพ่อของเธอไม่ปริปากพูดสักคำตลอดบ่ายนั้น เมื่อผมกลับไปอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเพื่ออำลา เขาจึงพูดในที่สุดเขาบอกว่าตั้งแต่ซาย์อีดาจากไป เขากลายเป็นคนไร้จุดหมายไม่กินข้าว ไม่อาบนํ้าบ่อย ๆ นั่งข้างถนนอยู่นาน ๆ จมจ่อมอยู่กับความเศร้าเสียใจ แทนที่จะถีบสามล้อรับส่งผู้โดยสาร

“ลูกสาวผมเป็นโลกทั้งใบของผม” เขาบอกผม “แกเคยเป็นเด็กที่มีความสุขตลอดเวลา และทำให้คนอื่นมีความสุขแต่ตอนนี้แกไม่อยู่แล้ว”

ผู้ทำงานขายบริการทางเพศและพนักงานองค์กรมาร่วมงานฉลองครบรอบประจำปีของนิวไลต์ องค์กรไม่แสวงกำไรที่ตั้งอยู่ในเขตกาลีฆาต องค์กรนี้ช่วยดูแลและให้การศึกษาแก่ลูกๆ ของผู้ขายบริการทางเพศ นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับสหภาพที่เป็นตัวแทนของพวกเธอเพื่อป้องกันไม่ให้ซ่องต่างๆ ในเขตนี้บังคับเด็กให้ค้าประเวณี

หลังจากอยู่ที่สถานพักพิงได้ปีครึ่ง ในที่สุด อันจาลีก็ได้กลับบ้านไปอยู่กับแม่ที่สิลิคุรี แล้วเริ่มทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่ง ตอนผมแวะไปเยี่ยมเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019 อันจาลีซึ่งตอนนั้นอายุ 19 ปี กำลังช่วยแม่ทำงานบ้านอยู่

“แม่ไม่ยอมให้หนูออกไปไหนเลย!” อันจาลีโอดครวญ

“ฉันบอกลูกว่า นั่งเฉย ๆ อยู่กับบ้านนี่แหละ เล่นโทรศัพท์ไป” ผู้เป็นแม่บอก “อย่าเลือกทางเดินผิดอีกเป็นอันขาด”

ผมถามไปว่าเธอหมายความว่าอย่างไร อันจาลีเป็นเหยื่อมิใช่หรือ ผิดหรือที่มีความรัก

“ใช่ค่ะ ฉันรู้ว่าแกมีความรัก แต่ใครจะรู้ได้ว่าไอ้เด็กหนุ่มนั่นมันมีจุดประสงค์ชั่วร้ายแบบนั้น” แม่เธอว่า “ฉันหมายถึงว่าแกตกเป็นเหยื่อได้ง่ายน่ะค่ะ แกยังเด็กมาก อาจจะถูกล่อลวงโดยเด็กหนุ่มคนใหม่ที่อาจสัญญาว่าจะแต่งงานกับแก เหมือนที่เกิดขึ้นมาแล้ว”

อันจาลีแทรกขึ้นมาว่า “หนูไม่รักใครอีกแล้ว” เธอพูดด้วยนํ้าเสียงเด็ดขาด

อันจาลียิ้มยียวนใส่แม่ แต่ถึงจะรำคาญ เธอก็รู้ว่าตัวเองโชคดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์จำนวนมากที่ครอบครัวไม่อยากให้กลับบ้าน เพราะกลัวญาติและเพื่อนบ้านดูถูก การดิ้นรนต่อสู้เพื่อสร้างชีวิตใหม่ของอันจาลียังห่างไกลจากจุดหมาย

กระนั้น การได้เห็นแรงสนับสนุนจากครอบครัวเธอ รวมทั้งความมุ่งมั่นเงียบๆ ของเธอเอง ทำให้ผมจากมาอย่างมีความหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้พบกับอิสรภาพที่แสวงหา

เรื่อง ยุทธิจิต ภัตตาจาร์จิ

ภาพถ่าย สมิตา ศาร์มะ

สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนตุลาคม 2563

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม “เจ้าสาววัยเด็ก” ปัญหาที่ถูกลืมในอินเดีย

เจ้าสาววัยเด็ก
Muskaan (ชื่อสมมุติ) เดินเข้าพิธีแต่งงาน ตามคำสั่งของผู้เป็นพ่อ เด็กสาวอายุ 14 ปี รายนี้ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือน

เรื่องแนะนำ

ไฟไหม้เจดีย์ไม้สูงสุดในเอเชียจนเหลือแต่ฐาน

ชมภาพฟุตเทจเหตุเพลิงไหม้เจดีย์ไม้เก่าแก่ที่สูงที่ทุดในทวีปเอเชีย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมาในวัดจิ่วหลง เมืองเหมือนจู๋ ประเทศจีน เจดีย์เก่าแก่ความสูงเทียบเท่ากับตึก 15 ชั้นนี้ ถูกสร้างขึ้นในสมัยของราชวงศ์หมิง และเพิ่งจะได้รับการบูรณะใหม่ไปเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา หลังเจดีย์หลังเดิมได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว ขณะนี้ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ชาวจีนเตรียมที่จะต้องบูรณะเจดีย์หลังงามนี้อีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ไฟลุกโหมกระหน่ำอยู่นาน 4 ชั่วโมงกว่าจะดับได้ และขณะนี้ยังคงไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้ ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าว   อ่านเพิ่มเติม : เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหาใหญ่ในมหาสมุทร, อินเดียรถชนระนาว หมอกควันเป็นเหตุ

วัฒนธรรมเดินไต่เชือกกลับมาอีกครั้ง ณ หุบเขาในรัสเซีย

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังรัฐเดกาสถาน ประเทศรัสเซีย บรรดาผู้สูงอายุกำลังถ่ายทอดทักษะการเดินไต่เชือกให้แก่คนรุ่นหลัง เพื่อฟื้นวัฒนธรรมอันโดดเด่นนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

ในสายตาคนต่างแดน

ไม่ว่าคุณผู้อ่านเดินทางไปที่ไหนในกรุงเทพมหานคร มักจะได้พบกับชาวต่างชาติอย่างน้อยสักคนสองคนเสมอ อาจเป็นนักท่องเที่ยวหรือเป็นผู้อยู่อาศัย นั่นเป็นเพราะประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์สำหรับการท่องเที่ยวและโอกาสที่ดีในการทำงาน ถึงแม้ว่าผลการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดสำหรับคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานและอยู่อาศัยโดย HSBC เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราจะไม่ติดในอันดับต้นๆ แต่น่าสนใจว่าชาวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขามีความคิดเห็นต่อบ้านเราอย่างไร? “ในสายตาคนต่างแดน” จะมีมุมมองอย่างไรบ้าง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทยได้ทดลองเดินเท้าไปตามย่านถนนสีลม เพื่อหาคำตอบ “ผมอยู่เมืองไทยมา 16 ปีแล้วครับ แต่งงานและมีครอบครัวที่นี่ ผมมีความสุขที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย คนไทยใจดี และสุภาพมาก แต่พวกเขาขี้อาย ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกหรือความคิดในใจ ผมต้องบอกให้พวกเขาพยายามพูดมันออกมา อีกหนึ่งเรื่องก็คือคนไทยไม่บอกกันตรงๆ ว่าเขารู้สึกเกลียดใคร มันเหมือนกับระเบิดเวลาที่รอระเบิดทีเดียวในสถานการณ์คับขัน” “อยู่เมืองไทยสนุกดี กรุงเทพฯมีแต่ตึกสูงๆ ห้างใหญ่ๆ ไม่เหมือนที่บ้านเรา ที่นี่รถเยอะมากๆ ชอบอาหารไทย ตัวเราชอบกินอาหารไทยมากกว่าอาหารเมียนมาอีก ทุกวันนี้สบายนะ เพราะอยู่เป็นแล้ว ช่วงแรกๆ ลำบากหน่อย เพราะยังไม่มีเอกสาร พอมีแล้วเราก็ไปเที่ยวได้หลายแห่งเลย ทะเลเมืองไทยสวยมาก ตั้งใจว่าคงอยู่ไทยไปอีกนานนะ ทุกวันนี้ไม่ได้กลับบ้านเลย ส่งเงินอย่างเดียว (หัวเราะ)” “2 ปีในเมืองไทย ผมทำงานที่อุทัยธานีนาน 17 เดือน ก่อนจะย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เข้าเดือนที่ 7 […]