จากเวียดนามสู่สิงคโปร์: เมื่อผู้หญิงต้อง แต่งงานเพื่อย้ายถิ่น สู่ชีวิตที่ดีกว่า

จากเวียดนามสู่สิงคโปร์: เมื่อผู้หญิงต้องแต่งงานย้ายถิ่นเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ด้วยมุ่งมั่นจะแสวงหาความมั่นคงทางการเงิน เธอเสี่ยงทิ้งบ้านเกิดในชนบทของเวียดนามเพื่อ แต่งงานเพื่อย้ายถิ่น กับชายคนหนึ่งในประเทศร่ำรวยกว่า ผ่านการจัดการของนายหน้า

ผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้อพยพย้ายถิ่นฐานข้ามชาติและภายในประเทศตัวเอง บางส่วน ถูกดึงดูดโดยคำมั่นสัญญาถึงอนาคตที่ดีกว่า แต่สำหรับคนที่เผชิญความอดอยากหรือเภทภัยในประเทศของตนเอง การโยกย้ายถิ่นฐานคือการเดิมพันเพื่อความอยู่รอดของพวกเธอและครอบครัว

ในวันแต่งงานของน็อก ทูเหยียน รอบตัวเธอมีแต่คนแปลกหน้า เธอนั่งบนม้านั่งไม้ในสวนพฤกษศาสตร์ของสิงคโปร์ ในชุดสีแดงขลิบลูกไม้สีดำ พร้อมผ้าคาดศีรษะปักลูกปัดเป็นรูปดอกเดซี เธอพบกับเจ้าบ่าวเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้ และเพิ่งได้เจอครอบครัวเขาหลังเธอมาถึงเมื่อ 16 วันก่อน

นายหน้าจัดหาคู่สมรสข้ามชาติแปลพิธีแต่งงานเป็นภาษาเวียดนาม แล้วคู่บ่าวสาวก็ผนึกพันธสัญญาของตนด้วยการจูบปากกันอย่างประดักประเดิด หลังลงนามในเอกสาร ปึกใหญ่ การแต่งงานของทูเหยียนก็เสร็จสมบูรณ์เป็นทางการ “ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยค่ะ” ทูเหยียนบอก “ฉันอยากทำงานแล้วค่ะ”

น็อก ทูเหยียน และโทนี คอง ใช้เวลาด้วยกันในวันแต่งงานที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 นายหน้าจัดหาคู่สมรสจัดแจงให้ทั้งสองได้พบกันครั้งแรกที่เวียดนามเมื่อสองเดือนก่อนหน้านี้

ทูเหยียนเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานโดยการแต่งงาน หนึ่งในหลายหมื่นรายจากเวียดนามในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง การโยกย้ายถิ่นฐานวิธีนี้มักเริ่มจากนายหน้าจัดหาคู่สมรสข้ามชาติแจ้งผู้หญิงตามหมู่บ้าน และเมืองในชนบทให้ทราบว่า ฝ่ายชายเดินทางมาถึงแล้วจากเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ ทูเหยียน วัย 34 ปี เจอกับโทนี คอง วัย 45 ปี ด้วยวิธีนี้

ภาพถ่ายของเขาโผล่ขึ้นมาในฟีดเฟซบุ๊กของนายหน้ารายหนึ่ง พร้อมกับที่อยู่ ในนครโฮจิมินห์ และวันนัดหมายที่เขาจะดูตัวและสัมภาษณ์ว่าที่ภรรยาเขาในอนาคต ขั้นตอนนี้มีเงื่อนไขข้อตกลงชัดเจนว่า ฝ่ายหญิงต้องมาด้วยความพร้อมที่จะเจรจราต่อรองเรื่องค่าจ้างสำหรับตนเองและครอบครัว ฝ่ายชายจะเป็น ผู้ระบุว่าจะให้เงินเดือนเท่าใด โดยใช้ความงาม ความเยาว์ และความเป็นคู่ชีวิตเข้าแลก ฝ่ายหญิงต้องการความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งในกรณีของทูเหยียนหมายถึงโอกาสที่จะได้ทำงานและส่งเงินกลับบ้านไปให้ครอบครัว

บริษัทจัดหาคู่สมรสเมย์ลีเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่ยังเหลืออยู่ในสิงคโปร์ หลังรัฐบาลปราบปรามบรรดานายหน้าในข้อหาละเมิดกฎหมายการค้ามนุษย์ กฎหมายคนเข้าเมือง และหลอกลวงให้เสียทรัพย์ นายหน้าจำนวนมากย้ายบริการไปออนไลน์

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความรักครับ” มาร์ก หลิน พ่อสื่อและเจ้าของทรูเลิฟเวียดนามไบรด์ (True Love Vietnam Bride) บริษัทจัดหาคู่สมรสข้ามชาติในสิงคโปร์ กล่าว เมื่อถามว่าลูกค้าฝ่ายชายของเขาหน้าตาดีไหม หลินเบะปาก ก่อนจะตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า “ก็แล้วแต่น่ะครับ” หลินรู้ว่าธุรกิจของเขาเป็นการค้าขายบนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ในสิงคโปร์ อัตรารายได้เฉลี่ยต่อปีคือ 92,000 เหรียญสหรัฐ ส่วนในเวียดนามอยู่ที่ 7,750 เหรียญ

ทูเหยียนเรียกค่าตัวเป็นเงิน 370 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งโทนีต่อลงมาเหลือ 220 เหรียญสหรัฐ แม้จะพอๆ กับรายได้ที่เธอเคยได้จากการทำงานที่แผงขายอาหารแห่งหนึ่งที่บ้าน และคงไม่พอจะส่งเสียครอบครัวได้ แต่เธอหวังว่า หากใบอนุญาตทำงานได้รับการอนุม้ติ เธอจะสามารถหางานทำที่ร้านแต่งเล็บได้สักแห่ง และส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ กับลูกชายวัยห้าขวบได้

หากจะพำนักและทำงานในสิงคโปร์ ก่อนอื่น ภรรยาที่มีสถานะเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานจะต้องยื่นขอใบอนุญาตพักอาศัยระยะยาว ซึ่งจะได้รับการต่ออายุโดยผู้เป็นสามีทุกหนึ่งหรือสองปี หากเขาไม่ต่อให้ นอกจากฝ่ายหญิง จะต้องสูญเสียเอกสารถูกต้องตามกฎหมายทั้งหลายแล้ว ยังอาจต้องสูญเสียลูกที่เกิดจากการสมรสนั้นด้วย ทั้งนี้ ศาลมักตัดสินมอบสิทธิดูแลบุตรให้ผู้ปกครองชาวสิงคโปร์ เพราะเด็กจะได้รับประโยชน์จากการเป็นพลเมืองสิงคโปร์

หญิงชาวเวียดนามผู้นี้ ซึ่งแต่งงานกับชายชาวสิงคโปร์เมื่อ 11 ปีก่อน และมีลูกด้วยกันสองคน มีชีวิตแต่งงาน ที่ไม่มีความสุข เธอไม่กล้าหย่ากับเขา เพราะเช่นเดียวกับผู้อพยพย้ายถิ่นโดยการแต่งงานรายอื่นๆ เธอต้องพึ่งพาสามี เพื่อต่ออายุการพำนักอยู่ในประเทศ และเสี่ยงที่จะเสียสิทธิปกครองดูแลลูกๆ

แม่ของเด็กเหล่านี้ซึ่งต้องพึ่งพาฝ่ายสามีเพื่อจะพำนักอยู่ในสิงคโปร์ต่อไป อาจต้องทนต่อการล่วงละเมิด การละเลย และการนอกใจ ดังที่ปรากฏในรายงานข่าวและรายงานขององค์กรที่ให้บริการด้านความช่วยเหลือ

ทูเหยียน ซึ่งพูดจีนกลางกับโทนีอย่างกระท่อนกระแท่น บอกว่า เธอไม่รู้ว่าสามีใหม่ต้องการอะไรจากเธอ เธอจึงทำอาหารให้เขาและคอยอยู่เป็นเพื่อน เธอไม่รู้ว่าจะได้ใบอนุญาตพักอาศัยระยะยาวหรือไม่ หรือเมื่อใด เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนของฝ่ายสามี และโทนีก็ตกงานอยู่

แต่ในวันแต่งงาน ทูเหยียนยินยอมพร้อมใจที่จะแสดงบทเจ้าสาวเพิ่งแต่งงาน “ฉันมีความสุขมากค่ะ” เธอบอก แล้วก็ถามล่ามอีกครั้งว่า เธอจะได้รับอนุญาตให้ทำงานเมื่อไร

เรื่อง ออโรรา อัลเมนดรัล

ภาพ อมฤตา จันทราดาส

สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม เมื่อรักไร้พรมแดน

รักไร้พรมแดน
ภัทรพรรณ์ สาวไทยเชื้อสายจีน และศรีจาล รานา ครูสอนโยคะจากเนปาล

เรื่องแนะนำ

เฉลิมฉลองเทศกาลหน้าร้อนในยาคุสตค์ เมืองที่หนาวที่สุดในโลก

(ภาพปก) The Algyschyt หรือผู้ทำพิธี กำลังวิงวอนต่อดวงอาทิตย์และบรรดาเทพเจ้าในพิธีเปิดเทศกาลฤดูร้อนที่ Us Khatyn ที่ตั้งอยู่นอกเมือง ยาคุสตค์ เทศกาลในวันครีษมายันนี้มีผู้เข้าร่วมราวสองแสนคนจากภูมิภาคไซบีเรียและที่อื่นๆ เมือง ยาคุสตค์ เฉลิมฉลองการมาถึงของหน้าร้อนด้วยการจัดเทศกาลอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การไปเยือน คนส่วนใหญ่รู้จัก ยาคุสตค์ ในฐานะเมืองที่มีฤดูหนาวอันหฤโหด แต่ทว่า ในเมืองนี้ก็มีฤดูร้อนที่แสงแดดสว่างจ้า และดึงดูดนักท่องเที่ยวนับร้อยนับพัน ยาคุสตค์เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐซาฮา (คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ ยาคุเทีย) ภูมิภาคไซบีเรียตะวันออกไกล พื้นที่เมืองแผ่ขยายตามภูเขา แม่น้ำ และป่าสนไทกาที่มีขนาดเท่าประเทศอินเดีย ในยามหน้าหนาว อุณหภูมิอาจลดลงถึง –57 องศาเซลเซียส แต่ในยามหน้าร้อน อุณหภูมิจะอยู่ที่ราว 21 องศาเซลเซียส ยาคุสตค์เป็นเจ้าของสถิติทั้งเมืองที่หนาวที่สุดในโลก และเมืองที่มีความแตกต่างทางอุณหภูมิมากที่สุดในโลก ความท้าทายนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้กระตือรือร้นที่จะทดสอบตัวเองในความหนาวที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ในยามร้อน ยาคุสคต์ก็เหมาะแก่การมาเยือนในช่วงเทศกาลหน้าร้อนเพื่อให้ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่มีสีสัน เทศกาลแห่งจิตวิญญาณ ผู้คนในยาคุเทียล้วนมีความคิดว่าธรรมชาติดำรงอยู่พร้อมจิตวิญญาณ ชาวเมืองยาคุตสค์ถือเอาวันครีษมายัน (วันที่มีกลางวันยาวนานที่สุดของปี) เป็นวันจัดเทศกาลฤดูร้อน (Holiday of Ysyakh หรือ Ysyakh Festival) เพื่อเป็นเกียรติกับธรรมชาติและเทพเจ้า และเฉลิมฉลองการเริ่มต้นใหม่และความอุดมสมบูรณ์ โดยเทศกาลฤดูร้อนที่ใหญ่ที่สุดจัดขึ้นที่ Us Khatyn […]

นักบินหญิงเหล่านี้ทลายกำแพงของวงการการบิน

ทุกวันนี้ในวงการนักบินทั่วโลก มีผู้หญิงเพียงแค่ 3% เท่านั้น และย้อนกลับไปในอดีตนักบินหญิงเหล่านี้คือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งย้ำให้ทุกคนเห็นว่าท้องฟ้ามีที่กว้างพอสำหรับผู้หญิง

พบภาพเขียนสีโบราณรูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี

พบ”ภาพเขียนสีโบราณ”รูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี เมื่อรวม”ภาพเขียนสีโบราณ”กับเครื่องใช้ไม้สอยเก่าแก่อย่างฉมวกที่ทำขึ้นหยาบๆ กับแพเรื่องราวยุคโบราณก็ปรากฏ พรานโบราณแทงวาฬด้วยฉมวกที่ทำหยาบๆ จากแพไม้ อาจเป็นการฆ่าที่น่ายินดีสำหรับนักล่า-เก็บของป่าซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแห้งแล้งที่สุดอย่างทะเลทรายอะตาคามาของชิลี เมื่อ 1,500 ปีก่อน ชั่วขณะเช่นนั้นถูกหยุดไว้กับกาลเวลาโดยฝีมือศิลปินโบราณตั้งแต่ 1,500 ปีที่ผ่านมา  ภาพวาดสีแดงสดใสบนผนังหิน วาดด้วยสีไอเอิร์นออกไซด์ ทำให้เราได้เห็นภาพการล่าดั้งเดิมอยู่  นักโบราณคดีกล่าวว่ามีทั้งภาพวาฬ ปลากระโทงดาบ สิงโตทะเล และฉลาม จากการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ใน Antiquity พูดถึงความสำคัญของการล่าทางทะเลสำหรับนักล่า-เก็บของป่าในยุคนี้ และเรื่องน่าตื่นเต้นที่ภาพเหล่านี้เล่าเอาไว้ นักโบราณคดีต้นศตวรรษที่ 20 พบภาพเขียนผนังถ้ำชุดนี้พบครั้งแรกในเขตดังกล่าวของชิลี ที่หุบเขาเอลเมดาโน ซึ่งกั้นอยู่ระหว่างมหาสมุทรกับทะเลทราย จะมีก็แต่ชาวปาโปโซซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ว่ามีภาพพวกนี้บนผนังถ้ำมานานนับพันปี งานวิจัยชิ้นใหม่มุ่งศึกษาศิลปะผนังถ้ำที่พบห่างออกไปทางตอนเหนือหลายกิโลเมตรที่พื้นที่ชื่อ Izcuna แต่เมื่อหากเอ่ยถึงช่วงเวลาของภาพวาด ก็มักจะเรียกกันว่า “ศิลปะเอลเมดาโน” ในหุบเขา Izcuna ภาพวาดจำนวน 328 ภาพถูกพบบนก้อนหินที่แตกต่างกัน 24 แท่ง  หลายชิ้นถูกไอน้ำที่เมฆแคมาคาคาส ซึ่งก่อตัวเหนือชายฝั่งชิลีและเคลื่อนเข้าสู่แผ่นดิน แต่ก็ไม่หนักหนาเกินกว่าจะระบุยุคสมัยของภาพได้ ศิลปะที่พบได้ทั่วไปคือภาพซิลลูเอตของปลาขนาดใหญ่ นอกนั้นเป็นภาพการล่าด้วยแพและฉมวก  มีภาพสัตว์บกอยู่บ้าง แต่การค้นพบภาพชีวิตในมหาสมุทรบนผนังถ้ำถือว่าเป็นของหายาก นักวิจัยชื่อเบนฆามิน บาลเยสเตอร์ สังเกตว่าปลาหรือวาฬมักถูกวาดเป็นภาพขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับนักล่าและแพของพวกเขา ทำให้เหยื่อดูเป็นศัตรูที่น่ากลัว  “โดยรวมแล้ว การล่าเป็นตัวแทนของปฏิบ้ติการระดับบุคคลที่ชำนาญและต้องฉายเดี่ยวได้แค่สองสามคนที่ถูกคัดมาแล้ว” มากกว่าความเป็นศิลปะ […]