เมื่อรักไร้พรมแดน - National Geographic Thailand

เมื่อรักไร้พรมแดน

เมื่อรักไร้พรมแดน

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อห้าร้อยปีก่อน การใช้ชีวิตคู่ของคนต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมเหล่านี้ มีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ การแต่งงานของหญิงไทยและหญิงมอญกับชาวตะวันตกเป็นไปไม่ได้เนื่องจากกฎหมายพระไอยการหลวงห้ามบิดามารดายกบุตรสาวของตนให้เป็นเมียฝรั่งหรือเข้ารีดนอกศาสนา มิฉะนั้นจะถูก “ฟันคอริบเรือน”

ห้าร้อยปีให้หลังจากการตรากฎหมายพระไอยการอาญาหลวง สังคมไทยเปิดกว้างกับการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนามากกว่ายุคโบราณอย่างเทียบกันไม่ได้  เมื่อพ้นไปจากการควบคุมความสัมพันธ์ของรัฐ การปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมและศาสนา และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคลจึงเป็นประเด็นสิ่งที่สองฝ่ายต้องเผชิญและเรียนรู้เพื่อประคับประคองชีวิตคู่ข้ามพรมแดนเอาไว้

 

ทลายปราการสองวัฒนธรรมอันเคร่งครัด

ภัทรพรรณ์ และศรีจาล รานา (ภาพบน)

“ครอบครัวเราเป็นคนจีนที่ค่อนข้างเคร่งครัด การแต่งงานกับลูกคนจีนก็เหมือนกับแต่งกับครอบครัวต้องมีการพบปะกินข้าวกับญาติพี่น้องในหลายโอกาส ซึ่งแรกๆ ก็สร้างความลำบากใจให้เขาอยู่พอสมควร” เป็นคำบอกเล่าของแพน หรือภัทรพรรณ์ เมื่อเราถามถึงอุปสรรคที่ทั้งคู่ต้องฟันฝ่ากว่าจะครองรักกันมายาวนานกว่าสิบปี ขณะที่รานา หรือ “ครูรานา” ที่แพนเรียกสามีซึ่งพบกันครั้งแรกในคลาสเรียนโยคะที่เขาสอนในฟิตเนสแห่งหนึ่งย่านอโศก มีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวเนปาลที่ยังยึดถือระบบวรรณะ

“ครอบครัวเรามาจากวรรณะสูง และที่ผ่านมาคนในครอบครัวก็ไม่เคยแต่งงานกับคนต่างชาติซึ่งถือเป็นคนนอกวรรณะ” แม้จะฟังดูเป็นอุปสรรคที่ยากจะข้าม แต่ก็คงเป็นอย่างที่หลายคนพูดว่า ความรักชนะทุกสิ่ง วันนี้ทั้งแพนและรานาไม่เพียงสมรสเป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารัก แต่ยังสามารถเอาชนะหัวใจของคนในครอบครัวทั้งสองฝั่ง และบางทีสิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นอุปสรรคของคู่รักต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมอย่างภาษา (ทั้งคู่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่) แพนและรานากลับมองว่า “ในแง่หนึ่งก็อาจเป็นอุปสรรค เช่น การสื่อสารกับคนในครอบครัวแพน แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง ภาษากลับกลายเป็น ‘ตัวช่วย’ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราราบรื่น เพราะการจะทะเลาะกันลึกๆ ด้วยภาษาอังกฤษ [ซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่ของทั้งคู่] ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนทะเลาะกันด้วยภาษาของตัวเอง” แพนเล่าติดตลกพลางหันไปแซวอีกฝ่ายว่า “จริงไหมคะครู”

 

เมื่อความแตกต่างกลายเป็นเคมีที่ลงตัว

เบรนต์ ดี. สมิท และ อำนาจ รูจีพันธ์

รักไร้พรมแดน
เบรนต์ ดี. สมิท จากสหรัฐอเมริกา และ อำนาจ รูจีพันธ์ หนุ่มไทย

“เราเจอกันครั้งแรกที่สวนลุมฯครับ ตอนนั้นผมกำลังปั่นจักรยาน ส่วนเขากำลังจ๊อกกิ่ง” เบรนต์ เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อเก้าปีก่อนตอนที่เขาพบกับนาจ – อำนาจ รูจีพันธ์ ตอนนั้นเบรนต์อยู่ในวัย 40 ส่วนนาจอายุ  29 เช่นเดียวกับคู่ชายรักชายจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันที่มีชีวิตค่อนข้างอิสระจากครอบครัว เบรนต์ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในเมืองไทยส่วนครอบครัวอยู่ในสหรัฐฯ นาจเองสูญเสียทั้งพ่อและแม่ “เรื่องการยอมรับของครอบครัวเลยไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเราทั้งคู่ครับ”

ขณะที่คู่รักชายรักชายในไทยจำนวนมากเลือกใช้ชีวิตคู่แบบเงียบๆ แต่ทำไมวันหนึ่งเพื่อนฝูงจึงได้รับทราบข่าวว่า ทั้งคู่จะแต่งงานกัน “วันหนึ่งเมื่อสองปีก่อน เพื่อนถามผมว่า พักอยู่กับใคร ผมฟังแล้วเก็บมาคิดว่า ความสัมพันธ์ของเราดูเหมือนไม่ซีเรียส จะแยกทางกันเมื่อไหร่ก็ได้” นาจเล่า “เราไปจดทะเบียนสมรสกันแบบง่ายๆ ที่เมืองเล็กๆ ในชิคาโกบ้านเกิดผม” เบรนต์เล่า ก่อนจะกลับมาจัดงานเลี้ยงในเมืองไทยเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

“น่าแปลกครับที่หลังแต่งงานเรารู้สึกรักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น สงสัยจะเป็นมนตร์วิเศษของการแต่งงานกระมังครับ” นาจพูดถึงความรู้สึกหลังแต่งงาน เมื่อเราถามถึงสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้ชายสองคนยืนยาวมาเกือบสิบปีนอกจาก ความรัก “ผมเคยมีความสัมพันธ์ครั้งๆก่อน แต่ไม่เคยยืนยาว เพราะผมมองหาอีกคนที่เหมือนตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมกลับได้คิดว่า คนอีกคนที่จะเติมเต็มส่วนที่เหลือของเราอาจไม่มีอยู่จริง ถ้าผมต้องการหลุดพ้นไปจากวงจรนี้ ผมต้องเลิกคิดเข้าข้างตัวเองครับ” เบรนต์พบเคมีที่ลงตัวนั้นแล้วในนาจ ผู้ชายที่เขาบอกว่า สงบ ใจดี ยิ้มแย้ม และผ่อนคลาย “ต่างจากผมครับที่เป็นคนใจร้อน ฉุนเฉียวง่าย”

 

เรื่องแนะนำ

ซิลิคอนแวลลีย์ : หวนคืนสู่ดินแดนแห่งโอกาส

ซิลิคอนแวลลีย์ ยังคงเป็นดินแดนแห่งโอกาสก็จริง แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับราคาแห่งความสำเร็จของตนเอง คำฮิตใหม่ของที่นี่จึงมีอยู่สองคำ นั่นคือ ความรับผิดชอบและความเห็นอกเห็นใจ

รักลิง

เรื่องและภาพ สันติภาพ  อุโคตร (รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) เมืองลพบุรีเป็นเมืองประวัติศาสตร์ มีลิงเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองมาเป็นเวลายาวนานและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว  เนื่องจากจำนวนประชากรลิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขาดการจัดการที่ดีอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันลพบุรีต้องประสบปัญหาการคุกคามของลิงอย่างรุนแรงในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกับคน เช่น ถูกลิงเข้ารื้อค้นหาอาหาร ทำลายทรัพย์สินของบ้านเรือนและร้านค้า ตลอดจนปริมาณอาหารเลี้ยงลิงที่ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากร  ยิ่งเมื่อลิงแบ่งฝูงแยกกลุ่ม มีอาณาเขตเป็นของตนเอง หากไม่ได้รับอาหารเพียงพอ ลิงเหล่านั้นก็ต้องดิ้นรนหาอาหาร ซึ่งมักใช้วิธีขโมยหรือแย่งอาหารจากคน  บ่อยครั้งที่ลิงบาดเจ็บเนื่องจากการแย่งอาหารกันเอง ถูกคนทำร้าย หรือด้วยความซุกซนจากการตกที่สูง ถูกไฟฟ้าช้อต หรือบาดเจ็บจากรถยนต์ ท่ามกลางปัญหาที่ยังไม่คลี่คลายนี้ ก็ยังมีคนรักสัตว์ผู้อุทิศนตนช่วยเหลือลิงอย่างน่ายกย่อง  ในขณะเดียวกันแผนแม่บทการบริหารจัดการปัญหาลิงในจังหวัดลพบุรีอย่างยั่งยืนก็เป็นความหวังในการก้าวข้ามปัญหาที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษด้วย  

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]