สถาปัตยกรรมเซอเรียล ยุคหลังโซเวียต - National Geographic Thailand

สถาปัตยกรรมเซอเรียลยุคหลังโซเวียต

อาคารรัฐบาลในกรุงอัสตานา, คาซัคสถาน (2012)

สถาปัตยกรรมเซอเรียล ยุคหลังโซเวียต

ในทศวรรษ 1950 โจเซฟ สตาลิน ผู้นำของสหภาพโซเวียตเปลี่ยนทัศนียภาพเส้นขอบฟ้าของกรุงมอสโก ด้วยอาคารสูง 7 ชั้น ที่ให้ความรู้สึกราวกับมีเค้กแต่งงานก้อนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ทั้งยังประดับประดาด้วยศิลปะแบบโกธิคบนยอดแหลมของอาคาร แม้ประเทศนี้จะอุบัติขึ้นจากสงคราม แต่ผู้นำของสหภาพโซเวียตให้ความสำคัญกับการออกแบบ สถาปัตยกรรมเซอเรียล เหล่านี้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน, มหาวิทยาลัย, อาคารรัฐบาล หรือโรงแรมล้วนสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโซเวียต ทั้งสิ้น

หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 1991 หลายประเทศต้องเริ่มต้นก่อร่างสร้างชาติขึ้นมาใหม่เป็นของตนเอง Frank Herfort ช่างภาพชาวเยอรมนีเริ่มต้นโปรเจคนี้ในปี 2008 ตัวเขาตระเวนขับรถไปทั่วภูมิภาคตั้งแต่กรุงมอสโก ไปจนถึงกรุงอัสตานา และในไซบีเรียไปจนถึงแม่น้ำวอลกาทางตะวันตกของรัสเซีย เพื่อบันทึกภาพสถาปัตยกรรมแปลกตาเหล่านี้ในชุดภาพ Imperial Pomp

สถาปัตยกรรมเซอเรียล
สำนักงานตำรวจนครคาซาน, รัสเซีย (2002)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
หอคอย Bajterek กรุงอัสตานา, คาซัคสถาน (2002)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
อพาร์ทเม้นท์ทั่วไปในกรุงอัสตานา, คาซัคสถาน

(ชมสุดยอดสถาปัตยกรรมของอาบูดาบีได้ ที่นี่)

“ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปเที่ยวในรัสเซียจะเห็นว่าบ้านเมืองมีหน้าตาเหมือนกันหมด ตั้งแต่มอสโก, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไปจนถึงโนโวห์ราด” Herfort หมายถึงอพาร์ทเม้นสไตล์คลาสสิกโซเวียตที่ออกแบบมาให้สำหรับบรรดาคนงานไว้อยู่อาศัย อาคารที่ไม่เหมือนใครเหล่านี้สะท้อนว่าพลเมืองในอุดมคติของสหภาพโซเวียตควรเป็นอย่างไร และเมื่อสิ้นสุดการปกครองของสหภาพโซเวียต อีกหนึ่งคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาในบรรดาการออกแบบของประเทศเกิดใหม่เหล่านี้คือ “ความเป็นอนาคต” ซึ่งยังคงพบเห็นได้ในอาคารหลายแห่งของกรุงอัสตานา เมืองหลวงของคาซัคสถาน

ถึงแม้ว่าประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียตเหล่านี้จะมีประวัติศาสตร์ไม่ต่างกัน แต่การพัฒนาในยุคหลังโซเวียตของพวกเขาโดดเด่นมาก คำกล่าวจาก Kasia Ploskonka นักประวัติศาสตร์ศิลปะ จากศูนย์ศิลปะยุคหลังโซเวียตเอเชีย

เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงแล้ว บรรดาประเทศต่างๆ ต้องทำการตลาดประชาสัมพันธ์ประเทศของตน “แม้ว่าการลบเลือนอดีตหรือสร้างตัวตนใหม่ที่สมบูรณ์จะยังไม่เกิดขึ้น แต่พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะมีบทบาทสำคัญบนเวทีโลก” Ploskonka กล่าว

ใช่ ตัวตนของประเทศเกิดใหม่ในยุคหลังโซเวียตนี้ถูกถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรม ซึ่งคุณจะได้ชมผ่านชุดภาพถ่ายของ Herfort ส่วนใหญ่แล้วอาคารเหล่านี้ออกแบบโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของประชาชนเท่าไหร่ แตกต่างจากแฟลตของสหภาพโซเวียต ฉะนั้นแล้วจึงมีจำนวนผู้อยู่อาศัยหรือผู้ที่ทำงานในอาคารเพียงน้อยนิด และมีบ้างที่ว่างเปล่าเลย และแม้วันนี้จะผ่านมากว่า 2 ทศวรรษแล้วที่พวกเขาเป็นอิสระ แต่กลิ่นอายของความเป็นสหภาพโซเวียตยังคงสัมผัสได้

เรื่อง Christine Blau

ภาพ Frank Herfort

สถาปัตยกรรมเซอเรียล
หอคอย New Alexandria ในนครโซชี, รัสเซีย (2011)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
อนุสาวรีย์ความเป็นกลางในกรุงอาชกาบัต, เติร์กเมนิสถาน (1998)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
อาคารเชเลียบินสค์ ในเมืองเชเลียบินสค์, รัสเซีย (2007)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
พีรามิดสันติภาพ, กรุงอัสตานา, คาซัคสถาน (2006)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
อาคาร Linkor ในกรุงมอสโก, รัสเซีย (2010)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
หอนาฬิกามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี, เมืองบาทูมี, จอร์เจีย (2012)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
อาคารเมอร์คิวรี่ซิตี้่, กรุงมอสโก, รัสเซีย (2013)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
หอวิทยุโทรทัศน์ในกรุงอาชกาบัต, เติร์กเมนิสถาน (2012)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
คอนเสิร์ตฮอลล์คาซัคสถาน ในกรุงอัสตานา, คาซัคสถาน (2012)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
กรมอนามัยและอาคารธุรกิจของกรุงมอสโก, รัสเซีย
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
พระราชวังแห่งความสุขในกรุงอาชกาบัต, เติร์กเมนิสถาน (2011)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
ศูนย์ Heydar Aliyev, กรุงบากู, อาเซอร์ไบจาน (2012)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
สะพาน Shivopasana ในกรุงมอสโก, รัสเซีย
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
อาคาร Parus ในกรุงมอสโก, รัสเซีย
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
ศูนย์การค้า Khan Shatyr, กรุงอัสตานา, คาซัคสถาน
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
ศูนย์กลางวัฒนธรรมและบันเทิง Alem, กรุงอาชกาบัต, เติร์กเมนิสถาน (2012)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
โรงเรียนบริหาร Skolkovo ในกรุงมอสโก, รัสเซีย (2010)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
หอคอยแกรนด์พาร์คในกรุงมอสโก, รัสเซีย (2009)
สถาปัตยกรรมเซอเรียล
ศูนย์หมากรุก, ไซบีเรีย, รัสเซีย (2010)

 

อ่านเพิ่มเติม

ยานร้างกลางทะเลทราย

 

เรื่องแนะนำ

ชมฝีมือการวาดแผนที่ของเด็กๆ ที่ชนะการประกวดระดับโลก

โครงการประกวดภาพวาดแผนที่ในปีนี้ (Barbara Petchenik Children’s Map Competition 2017) ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ผลงานจากเด็กๆจำนวนเกือบ200 คนจาก 34 ประเทศมีตั้งแต่ฝีมือระดับน่ารักน่าชัง ไปจนถึงฝีมือระดับแพรวพราว หลังผลการตัดสินโดย ICA ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกได้รวบรวมผลงานเข้าตาที่ชนะรางวัลมาให้ได้ชมกัน โดยในที่นี้ผลงานที่ผู้วาดมีอายุน้อยที่สุดเป็นของ หนูน้อยวัย 3 ขวบจากบัลแกเรีย สำหรับธีมของการประกวดในปีนี้คือ “ฉันรักแผนที่” แน่นอนว่าศิลปินรุ่นจิ๋วหลายคนใช้สัญลักษณ์รูปหัวใจเป็นสื่อกลางในที่นี้รวมถึง Colegio Arturo Soria วัย 12 ขวบจากสเปน ที่วาดภพของแผนที่พับเป็นรูปหัวใจ และในส่วนของรางวัลความคิดสร้างสรรค์ในปีนี้ ทางคณะกรรมการผู้ตัดสินไม่อาจเลือกให้รางวัลกับภาพใดภาพหนึ่งโดยเฉพาะได้ ดังนั้นรางวัลจึงถูกประกาศร่วมกันระหว่าง Urteja Kardasiute วัย 4 ขวบจากลิทัวเนียเจ้าของผลงานอันอบอุ่น ดลกและพระอาทิตย์กุมมือกันแสดงออกถึงมิตรภาพ และ Phoebe McClean จากนิวซีแลนด์ ภาพวาดที่สะท้อนถึงนโยบายทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนรางวัลภาพวาดขวัญใจมวลชนในปีนี้ตกเป็นของ Champ Turner วัย 15 ปีจากเมืองออสติน ในรัฐเท็กซัส […]

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) คำถามมีอยู่ว่า […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.