“ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” - เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

“ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” – เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

สัมผัสเบื้องหลังของผู้คนจากหน่วยรักษาความปลอดภัยให้กับ ผู้ประท้วงในเมียนมา ที่มาอธิบายว่า เหตุใดเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อต่อสู้กับการปราบปรามของกองทัพ

นครย่างกุ้ง, เมียนมา – กลุ่มนายพลผู้บีบเค้นสภาวะการประชาธิปไตยได้ไม่นานนักของเมียนมาโดยการทำรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ อาจไม่ได้คาดคิดถึงการตอบโต้จากประชาชนครั้งใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความพยายามของกองทัพในการทำให้ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ต้องสูญเปล่า

ดูเหมือนว่าในช่วง 2-3 วันแรก ประชากรราว 54 ล้านคนของประเทศต่างอยู่ในภาวะเงียบงัน ทว่า ในวันที่ 4 หลังจากเริ่มมีการใช้กำลังตำรวจปราบปรามและจับกุม ผู้คนต่างหลั่งไหลสู่การประท้วงบนท้องถนนโดยสงบซึ่งนำโดยคนหนุ่มสาว แม้กระทั่งผู้สูงอายุที่ต้องทุกข์ทนกับเผด็จการทหารอันโหดร้ายมานานกว่า 50 ปี และได้สัมผัสการทดลองการมีประชาธิปไตยในช่วง 10 ปีให้หลัง เป็นระบอบลูกผสมกับอำนาจกองทัพก็ได้เข้าร่วมการต่อต้านครั้งนี้ด้วยความโกรธแค้นอย่างยิ่ง

หลังจากนั้น การประท้วงก็กลายเป็นเรื่องของคนทุกคน ทุกช่วงวัย และสาขาอาชีพอันหลากหลาย

ในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพและตำรวจเริ่มยิงปืนไปที่กลุ่มผู้ประท้วงผู้ไร้ซึ่งอาวุธ ในวันที่ 18 มีนาคม มีรายงานยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 224 คน มีผู้ถูกจับกุมกว่า 2,258 คน ตามข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและเมียนมา โดยสมาคมได้ติดตามการบุกโจมตีในเวลากลางคืนและการกักขังหมู่จำนวนมากเช่นกัน

ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคนกำลังปะทะกับกองกำลังด้วยอาวุธป้องกันตัวที่ทำขึ้นเอง เราขอนำเสนอเสียงของพวกเขา โดยภาพถ่ายบุคคลแต่ละภาพถูกประกอบเข้ากับภาพเหตุการณ์ประท้วง และผู้ประท้วงได้อธิบายด้วยคำพูดของพวกเขาเองว่าเหตุใดพวกเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตในช่วงเวลาอันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศนี้

เพื่อเป็นการปกป้องพวกเขา เราจึงระบุตัวตนของแต่ละคนได้เพียงแค่ข้อมูลอาชีพและอายุ เช่นเดียวกับชื่อของผู้สื่อข่าวผู้ส่งเรื่องราวนี้ที่เราขอสงวนไว้เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา

“ผมยังมีความหวังว่าเราจะชนะ” นักกิจกรรมคนหนึ่งกล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “หากไม่ชนะ ก็จบกัน อนาคตเราก็สูญสิ้น”

โปรดิวเซอร์วิดีโอ อายุ 30 ปี

ผู้ประท้วงเมียนมา, ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: คนหนุ่มสาวเดินขบวนและร้องเพลงต่อต้านการรัฐประหารในระหว่างการประท้วงโดยสันติในนครย่างกุ้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม

ผมมีงานที่ดี มีลูกสาวสองคนที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่ พวกเขาคือสิ่งสำคัญในชีวิตของผม แต่ทุกอย่างพังทลายเพราะการรัฐประหาร ผมไม่อยากให้ลูกสาวเติบโตภายใต้ระบอบเผด็จการทหารนี้

ภรรยาก็มาประท้วงบนถนนกับผมด้วย เรากำลังต่อสู้กับพวกผู้ก่อการร้าย นั่นคือสิ่งที่เราเรียกกองทัพ พวกเขาไม่ใช่ทหาร เพราะพวกเขาไม่ได้ปกป้องเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทหารควรทำ เขาฆ่าพวกเรา และทำลายทรัพย์สิน

เราไม่มีอาวุธ พวกเขามีปืน แต่เรามีคนหนุ่มสาว ผมคิดว่าเราอาจจะสู้ด้วยสันติได้ประมาณหนึ่งปี หลังจากนั้นอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นักธุรกิจเกษียณ อายุ 63 ปี

ประท้วงเมียนมา
ในภาพ: ผู้ประท้วงถือภาพโปสเตอร์ของพล.อ.อาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้นำการรัฐประหารในเมืองย่างกุ้ง โปสเตอร์แสดงถึงความโกรธแค้นของพวกเขาและใช้ยับยั้งตำรวจและทหารที่ไม่กล้าเหยียบรูปของเขา

ผมมีชีวิตอยู่ในช่วงการปราบปรามของทหารเมียนมาในอดีตหลายครั้ง ผมเป็นนักกิจกรรมในช่วงการปฏิวัติเหล่านั้น ผมเคยต้องหลบซ่อนตัว และถูกจับเข้าคุกเป็นเวลา 4 ปี ครอบครัวทั้งหมดผมก็ถูกจำคุกด้วย จากนั้นผมเริ่มเบื่อหน่ายกับสิ่งเหล่านี้ และอยากมีชีวิตที่สงบสุข

แต่ในครั้งนี้ ผมรู้สึกได้ถึงการปฏิวัติครั้งใหญ่  ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไปแล้ว และไม่เกี่ยวกับผู้นำหรือพรรคการเมืองใด มันเป็นการต่อสู้กับภาวะอำนาจเบ็ดเสร็จ

นักสิทธิมนุษยชน อายุ 27 ปี

นักสิทธิมนุษยชน
ในภาพ: ผู้ประท้วงในนครย่างกุ้งทาแป้งทานาคา เครื่องสำอางแบบโบราณดั้งเดิมของชาวเมียนมา ที่ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งสันติ แต่สามารถเป็นสารกันแดดแบบธรรมชาติได้เช่นกัน

ฉันเข้าร่วมการประท้วงกับกลุ่มผู้หญิง LGBTQ คนอื่นๆ หน้าสถานทูตหลายแห่ง ที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ เราตะโกนว่า ช่วยเมียนมา! สนับสนุนพวกเรา! (Save Myanmar, Support Us)

เราประนามรัสเซียหน้าสถานทูตของพวกเขา ส่วนสถานทูตจีน ฉันถือโปสเตอร์ที่เขียนว่า ‘พ่อฉันเป็นคนจีน แต่ฉันต่อต้านรัฐบาลจีนที่สนับสนุนอาวุธให้กองทัพเมียนมา’ ทั้งทูตจีนและรัสเซียไม่มีใครออกมาพบพวกเราเลยค่ะ

ศิลปินและนักเขียน อายุ 41 ปี

ผู้ประท้วงเมียนมา
ในภาพ: ผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารและกองทัพเดินบนสะพาน Myaynigone ในนครย่างกุ้ง

ศิลปะขับเคลื่อนผู้คน เรามีวัฒนธรรมแบบนั้นในเมียนมา วัฒนธรรมการใช้ศิลปะเพื่อการประท้วง นั่นคือบทกวีจากเมืองมัณฑะเลย์ เมืองหลวงเก่าของจักรวรรดิพม่า เราได้เขียนบทกลอนต่อต้านทรราชย์เมื่อร้อยปีมาแล้ว

ศิลปะมีผลอย่างยิ่งต่อจิตใจของผู้คน มันเป็นวิธีต่อสู้กับความหวาดกลัว นั่นเป็นสิ่งที่ศิลปินควรทำในตอนนี้ แม้ในยามที่แก๊สน้ำกำลังแผดเผาดวงตาของเรา

ล่าม อายุ 37 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: เมื่อวันที่ 8 มีนาคม วันสตรีสากล กลุ่มผู้ประท้วงปิดถนนด้วยถังขยะ กระสอบทราย และเศษซากสิ่งของ ผู้ประท้วงได้แขวนผ้าถุงเหนือถนนเพื่อท้าทายความเชื่อของกองทหารเกี่ยวกับการทำให้พลังอำนาจของพวกเขาเสื่อมลงเนื่องจากการเดินลอดใต้เสื้อผ้าของผู้หญิง

ที่นี่มีการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการอย่างมาก หลังจากตกงานอยู่ราว 6-7 ปี ผมก็ได้ทำงานที่ชอบ แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร บริษัทก็ปิดตัว ผมเลยออกมาประท้วงร่วมกับกลุ่มผู้พิการคนอื่นๆ

ที่ย่าน Tamwe ตำรวจและทหารออกมาในตอนเช้าและเริ่มยิงปืนไปที่นักเรียนนักศึกษา นักศึกษาที่ยืนข้างผมถูกยิงเข้าที่แขน ผมลากเขาออกมาจากจุดนั้น ผมทำแบบนั้นได้เพราะผมตัวใหญ่ (หัวเราะ) ผมไม่กลัวตำรวจ คนเราเกิดมาก็ต้องตาย ผมทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย

นักธุรกิจหญิง อายุ 32 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: สมาชิกของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานพม่า (Federation of Trade Unions-Burma) เดินขบวนผ่านเจดีย์ซู่เล กลางนครย่างกุ้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จนถึงขณะนี้ ผู้ประท้วงหลายพันคนทั่วเมียนมากำลังจัดการเดินขบวนเพื่อต้านการรัฐประหาร

แม่ของฉันมักพูดถึงความลำบากที่เธอประสบในช่วงการลุกฮือต่อต้านทหารพม่าครั้งสุดท้ายในปี 1988 อยู่เสมอ ตอนนั้นแม่ตั้งท้องฉันได้สี่เดือน เธออยู่ในภาวะอดยาก แม่กับพี่ชายต้องแอบนั่งรถไฟหนีความอดอยากจากบ้านเกิดที่เมืองมิตจีนาโดยไม่มีตั๋ว เพราะไม่มีเงิน

เธอบอกว่าฉันอาจจะต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง และเธอบอกว่า ‘เธอรอดในท้องแม่เมื่อตอนการปฏิวัติครั้งสุดท้าย แต่ตอนนี้เธอต้องดูแลตัวเองแล้วนะ’

นักธุรกิจและนักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ อายุ 30 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: เทศกาลและการเดินขบวนเพื่อความหลากหลายทางเพศในย่างกุ้งซึ่งจะจัดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ต้องถูกยกเลิกเนื่องจากภาวะความไม่สงบ ชุมชนชาว LGBTQ จึงได้จัดกิจกรรมรวมตัวอย่างสงบและเดินขบวนไปยังศาลาว่าการเมืองในวันที่ 19 กุมภาพันธ์

ผมออกไปประท้วงในตอนที่ตำรวจปาระเบิดแก๊สน้ำตามาที่เรา ครอบครัวละแวกนั้นเปิดบ้านให้เราเข้าไปหลบ ตำรวจเข้ามาใกล้และปาระเบิดแก๊สน้ำตาและระเบิดเสียงเพิ่มขึ้น เจ้าของบ้านบอกให้เราเงียบเสียงไว้ จากนั้นตำรวจกลับมาเพื่อเก็บกระป๋องแก๊สน้ำตาและกระป๋องระเบิดเสียงกลับไป และเอาปลอกกระสุนที่ยิงไปแล้วกลับไปด้วย

“แทนที่จะรู้สึกกลัว ผมกลับรู้สึกโกรธ กลับกลายเป็นผมกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้และเข้าไปทำร้ายตำรวจ แม้ผมจะมีความคิดเรื่องของการใช้ความรุนแรงกับพวกเขา ผมก็ต้องบอกตัวเองให้สงบใจไว้ หากเพียงแต่ทุกคนในประเทศสามารถรวมตัวและร่วมมือกันเพื่อสร้างความพยายามในการถอนรากถอนโคนเผด็จการทหารได้ ผมก็จะไม่ทำตัวให้เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายนี้”

ผู้ช่วยวิจัย อายุ 28 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: ผู้ประท้วงในกรุงย่างกุ้งเผาสำเนารัฐธรรมนูญเมียนมา ปี 2008 ซึ่งให้อำนาจทางการเมืองทหารอย่างชัดแจ้ง รวมไปถึงการรับประกันจำนวนสมาชิกสภาให้กับกองทัพจำนวนร้อยละ 25

ผมเป็นชนกลุ่มน้อยจากรัฐยะไข่ ผมพบเจอการถูกเลือกปฏิบัติมาตลอดชีวิต ผมเคยถูกครูตบหน้าในขณะที่เด็กคนอื่นๆ ไม่โดนแบบนั้น ผมรู้สึกสูญเสียตัวตนในสังคมคนพม่าส่วนใหญ่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเดิมพันกับการปฏิวัติ เราไม่สามารถย้อนกลับไปในสถานะทางสังคมเดิม เราต้องการระบบสังคมใหม่ที่ให้สิทธิกับคนกลุ่มน้อย นี่คือเป้าหมายการประท้วงของผม นี่เป็นโอกาสที่ดี

นักกิจกรรมด้านแรงงาน อายุ 35 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: ศิลปินถักถอเชือกสีเพื่อแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของผู้ประท้วงใต้สะพาน Myaynigone

ตอนนี้ฉันกำลังตั้งท้อง ฉันรู้สึกเหนื่อยเมื่อต้องเดินบนท้องถนน แต่ฉันก็ไม่อยากอยู่บ้าน เมื่อฉันเห็นโพสต์การประท้วงในเฟสบุ๊ก ฉันก็รู้สึกผิดที่จะอยู่บ้านเฉยๆ

เป็นความจริงที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซานซูจีโดยทันที แต่ทว่าแค่เธอถูกปล่อยตัวก็เพียงพอแล้วหรือ? เราอาจมีเป้าหมายทางการเมืองร่วมกัน แต่ปัญหาที่แท้จริงใหญ่กว่านั้น นั่นคือระบอบอำนาจนิยม อันเป็นระบอบเก่าของประเทศเรา เราต้องพิจารณาถึงสิทธิของชนกลุ่มน้อย ลัทธิคลั่งเชื้อชาติตนเองของชนชาติพม่า และปัญหาอื่นๆ เช่นเดียวกัน

ก่อนรัฐประหาร ฉันรู้สึกภูมิใจและดีใจที่ตั้งท้องและกำลังจะมีลูก แต่ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจแล้ว ฉันเริ่มกังวลถึงการมีลูกเนื่องจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่นอนไปแล้วค่ะ

เรื่อง กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา


อ่านเพิ่มเติม พลังหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงโลก

พลังหนุ่มสาว

เรื่องแนะนำ

คนไทยในอดีตหากมีคู่ต่างชาติ มีโทษถึงประหารชีวิต

แม้ทุกวันนี้คู่รักข้ามเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมในสังคมไทยจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ย้อนกลับไปในอดีต สิ่งนี้เป็นข้อห้ามและมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต

สเก็ตบอร์ด: กีฬาเหินหาว

การเล่น สเก็ตบอร์ด ที่ถือกำเนิดในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียยกระดับจากกีฬาชายขอบ ขึ้นมามีอิทธิพลต่อภูมิทัศน์เมืองและวัฒนธรรมทั่วโลกได้อย่างไร บ่ายวันจันทร์แดดสดใสที่เวนิสบีชในแคลิฟอร์เนีย หนุ่มร่างสูงสวมเสื้อยืด กางเกงทรงหลวม กระโดดข้ามราวของสนามสเก็ตแล้วปล่อย สเก็ตบอร์ด ของเขาตกกระทบผิวคอนกรีต  ก่อนใช้เท้าซ้ายเหยียบขึ้นแผ่นกระดานไม้ที่ว่าแล้วไถไปตามขอบนอกของสนามพร้อมเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขารูดลงไปในโบวล์ลาดลึกหนึ่งในสองแอ่งของสนามแล้วพุ่งกลับขึ้นไปยังขอบอีกฟากเมื่อใกล้จะถึงแพลตฟอร์มเขากระโดดลอยตัวขึ้นไปใช้ส้นเท้าข้างที่วางด้านหลังหมุนบอร์ด 360 องศา ก่อนจะลงถึงพื้นแพลตฟอร์มเป็นท่าพลิกแพลงที่เขาทำซ้ำอีกครั้ง ตอนเหินจากปลายแพลตฟอร์มฝั่งนั้นลงมาบนทางเท้า เขาชื่อชอน เดวิส และตั้งแต่อายุแปดขวบ เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักสเก็ตบอร์ดเหนือสิ่งอื่นใด จากเนเพอร์วิลล์ รัฐอิลลินอยส์ เขาย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสเมื่อปีที่แล้ว อาศัยนอนตามโซฟาบ้านคนรู้จัก บางช่วงนอนในรถตัวเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้มาอยู่ที่นี่ในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ถิ่นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้ จากกิจกรรมอดิเรกในย่านท้องถิ่นกลายมาเป็นกีฬาที่ได้แรงส่งขึ้นมาท่ามกลางภาพโต้คลื่นของแคลิฟอร์เนียในทศวรรษ 1950 ปัจจุบัน การเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นกีฬากระแสหลักและแพร่หลายไปทั่วโลกคติที่ว่าใครๆ ก็เล่นกีฬาชนิดนี้ได้ทำให้มันได้รับความนิยมล้นหลาม ในเซี่ยงไฮ้ไปจนถึงเซาเปาลูและเฮลซิงกิ หรือแม้แต่กรุงคาบูล กีฬาสเก็ตบอร์ดมีภาษาของตัวเองไว้ใช้เรียกท่าต่างๆ (เฟกกี, เวิร์ต, คิกฟลิป, ออลลี) มีเหล่าบิดาผู้ก่อตั้ง (ซึ่งรวมถึงโทนี อัลวา, สตีฟ คาแบลเลโร และโทนี ฮอว์ก) มีวารสารบันทึกสถิติ (Thrasher ซึ่งตั้งอยู่ในแซนแฟรนซิสโก) มีภาพยนตร์ประวัติความเป็นมาฉบับสมบูรณ์ที่สุด (สารคดีปี 2001 เรื่อง Dogtown and […]

แก้ปัญหากลิ่นฉี่ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส

แก้ปัญหากลิ่นฉี่อย่างไรให้อยู่หมัด? เมื่อกรุงปารีสไม่ห้าม แต่กำหนดให้ผู้คนฉี่ในที่สาธารณะให้เป็นที่ ด้วยอุปกรณ์แบบพิเศษที่จะเปลี่ยนฉี่เป็นปุ๋ย

ดั้นด้นค้นหา เพื่อชีวิตยืนยาว

คนจีนรุ่นที่กำลังแก่ตัวลง พวกเขามีการศึกษากว่าคนรุ่นก่อนๆ พวกเขาไม่คิดว่าจะสามารถพึ่งพารัฐบาลในเรื่องระบบสุขภาพและบริการสาธารณสุขได้ จึงแสวงหาแนวทางดูแลสุขภาพกันเอง