“ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” - เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

“ฉันทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย” – เสียงจากผู้ประท้วงในเมียนมา

สัมผัสเบื้องหลังของผู้คนจากหน่วยรักษาความปลอดภัยให้กับ ผู้ประท้วงในเมียนมา ที่มาอธิบายว่า เหตุใดเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อต่อสู้กับการปราบปรามของกองทัพ

นครย่างกุ้ง, เมียนมา – กลุ่มนายพลผู้บีบเค้นสภาวะการประชาธิปไตยได้ไม่นานนักของเมียนมาโดยการทำรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ อาจไม่ได้คาดคิดถึงการตอบโต้จากประชาชนครั้งใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความพยายามของกองทัพในการทำให้ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ต้องสูญเปล่า

ดูเหมือนว่าในช่วง 2-3 วันแรก ประชากรราว 54 ล้านคนของประเทศต่างอยู่ในภาวะเงียบงัน ทว่า ในวันที่ 4 หลังจากเริ่มมีการใช้กำลังตำรวจปราบปรามและจับกุม ผู้คนต่างหลั่งไหลสู่การประท้วงบนท้องถนนโดยสงบซึ่งนำโดยคนหนุ่มสาว แม้กระทั่งผู้สูงอายุที่ต้องทุกข์ทนกับเผด็จการทหารอันโหดร้ายมานานกว่า 50 ปี และได้สัมผัสการทดลองการมีประชาธิปไตยในช่วง 10 ปีให้หลัง เป็นระบอบลูกผสมกับอำนาจกองทัพก็ได้เข้าร่วมการต่อต้านครั้งนี้ด้วยความโกรธแค้นอย่างยิ่ง

หลังจากนั้น การประท้วงก็กลายเป็นเรื่องของคนทุกคน ทุกช่วงวัย และสาขาอาชีพอันหลากหลาย

ในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองทัพและตำรวจเริ่มยิงปืนไปที่กลุ่มผู้ประท้วงผู้ไร้ซึ่งอาวุธ ในวันที่ 18 มีนาคม มีรายงานยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 224 คน มีผู้ถูกจับกุมกว่า 2,258 คน ตามข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและเมียนมา โดยสมาคมได้ติดตามการบุกโจมตีในเวลากลางคืนและการกักขังหมู่จำนวนมากเช่นกัน

ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคนกำลังปะทะกับกองกำลังด้วยอาวุธป้องกันตัวที่ทำขึ้นเอง เราขอนำเสนอเสียงของพวกเขา โดยภาพถ่ายบุคคลแต่ละภาพถูกประกอบเข้ากับภาพเหตุการณ์ประท้วง และผู้ประท้วงได้อธิบายด้วยคำพูดของพวกเขาเองว่าเหตุใดพวกเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตในช่วงเวลาอันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศนี้

เพื่อเป็นการปกป้องพวกเขา เราจึงระบุตัวตนของแต่ละคนได้เพียงแค่ข้อมูลอาชีพและอายุ เช่นเดียวกับชื่อของผู้สื่อข่าวผู้ส่งเรื่องราวนี้ที่เราขอสงวนไว้เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา

“ผมยังมีความหวังว่าเราจะชนะ” นักกิจกรรมคนหนึ่งกล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “หากไม่ชนะ ก็จบกัน อนาคตเราก็สูญสิ้น”

โปรดิวเซอร์วิดีโอ อายุ 30 ปี

ผู้ประท้วงเมียนมา, ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: คนหนุ่มสาวเดินขบวนและร้องเพลงต่อต้านการรัฐประหารในระหว่างการประท้วงโดยสันติในนครย่างกุ้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม

ผมมีงานที่ดี มีลูกสาวสองคนที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่ พวกเขาคือสิ่งสำคัญในชีวิตของผม แต่ทุกอย่างพังทลายเพราะการรัฐประหาร ผมไม่อยากให้ลูกสาวเติบโตภายใต้ระบอบเผด็จการทหารนี้

ภรรยาก็มาประท้วงบนถนนกับผมด้วย เรากำลังต่อสู้กับพวกผู้ก่อการร้าย นั่นคือสิ่งที่เราเรียกกองทัพ พวกเขาไม่ใช่ทหาร เพราะพวกเขาไม่ได้ปกป้องเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทหารควรทำ เขาฆ่าพวกเรา และทำลายทรัพย์สิน

เราไม่มีอาวุธ พวกเขามีปืน แต่เรามีคนหนุ่มสาว ผมคิดว่าเราอาจจะสู้ด้วยสันติได้ประมาณหนึ่งปี หลังจากนั้นอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นักธุรกิจเกษียณ อายุ 63 ปี

ประท้วงเมียนมา
ในภาพ: ผู้ประท้วงถือภาพโปสเตอร์ของพล.อ.อาวุโสมิน อ่อง ลาย ผู้นำการรัฐประหารในเมืองย่างกุ้ง โปสเตอร์แสดงถึงความโกรธแค้นของพวกเขาและใช้ยับยั้งตำรวจและทหารที่ไม่กล้าเหยียบรูปของเขา

ผมมีชีวิตอยู่ในช่วงการปราบปรามของทหารเมียนมาในอดีตหลายครั้ง ผมเป็นนักกิจกรรมในช่วงการปฏิวัติเหล่านั้น ผมเคยต้องหลบซ่อนตัว และถูกจับเข้าคุกเป็นเวลา 4 ปี ครอบครัวทั้งหมดผมก็ถูกจำคุกด้วย จากนั้นผมเริ่มเบื่อหน่ายกับสิ่งเหล่านี้ และอยากมีชีวิตที่สงบสุข

แต่ในครั้งนี้ ผมรู้สึกได้ถึงการปฏิวัติครั้งใหญ่  ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไปแล้ว และไม่เกี่ยวกับผู้นำหรือพรรคการเมืองใด มันเป็นการต่อสู้กับภาวะอำนาจเบ็ดเสร็จ

นักสิทธิมนุษยชน อายุ 27 ปี

นักสิทธิมนุษยชน
ในภาพ: ผู้ประท้วงในนครย่างกุ้งทาแป้งทานาคา เครื่องสำอางแบบโบราณดั้งเดิมของชาวเมียนมา ที่ไม่เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งสันติ แต่สามารถเป็นสารกันแดดแบบธรรมชาติได้เช่นกัน

ฉันเข้าร่วมการประท้วงกับกลุ่มผู้หญิง LGBTQ คนอื่นๆ หน้าสถานทูตหลายแห่ง ที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ เราตะโกนว่า ช่วยเมียนมา! สนับสนุนพวกเรา! (Save Myanmar, Support Us)

เราประนามรัสเซียหน้าสถานทูตของพวกเขา ส่วนสถานทูตจีน ฉันถือโปสเตอร์ที่เขียนว่า ‘พ่อฉันเป็นคนจีน แต่ฉันต่อต้านรัฐบาลจีนที่สนับสนุนอาวุธให้กองทัพเมียนมา’ ทั้งทูตจีนและรัสเซียไม่มีใครออกมาพบพวกเราเลยค่ะ

ศิลปินและนักเขียน อายุ 41 ปี

ผู้ประท้วงเมียนมา
ในภาพ: ผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารและกองทัพเดินบนสะพาน Myaynigone ในนครย่างกุ้ง

ศิลปะขับเคลื่อนผู้คน เรามีวัฒนธรรมแบบนั้นในเมียนมา วัฒนธรรมการใช้ศิลปะเพื่อการประท้วง นั่นคือบทกวีจากเมืองมัณฑะเลย์ เมืองหลวงเก่าของจักรวรรดิพม่า เราได้เขียนบทกลอนต่อต้านทรราชย์เมื่อร้อยปีมาแล้ว

ศิลปะมีผลอย่างยิ่งต่อจิตใจของผู้คน มันเป็นวิธีต่อสู้กับความหวาดกลัว นั่นเป็นสิ่งที่ศิลปินควรทำในตอนนี้ แม้ในยามที่แก๊สน้ำกำลังแผดเผาดวงตาของเรา

ล่าม อายุ 37 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: เมื่อวันที่ 8 มีนาคม วันสตรีสากล กลุ่มผู้ประท้วงปิดถนนด้วยถังขยะ กระสอบทราย และเศษซากสิ่งของ ผู้ประท้วงได้แขวนผ้าถุงเหนือถนนเพื่อท้าทายความเชื่อของกองทหารเกี่ยวกับการทำให้พลังอำนาจของพวกเขาเสื่อมลงเนื่องจากการเดินลอดใต้เสื้อผ้าของผู้หญิง

ที่นี่มีการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการอย่างมาก หลังจากตกงานอยู่ราว 6-7 ปี ผมก็ได้ทำงานที่ชอบ แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร บริษัทก็ปิดตัว ผมเลยออกมาประท้วงร่วมกับกลุ่มผู้พิการคนอื่นๆ

ที่ย่าน Tamwe ตำรวจและทหารออกมาในตอนเช้าและเริ่มยิงปืนไปที่นักเรียนนักศึกษา นักศึกษาที่ยืนข้างผมถูกยิงเข้าที่แขน ผมลากเขาออกมาจากจุดนั้น ผมทำแบบนั้นได้เพราะผมตัวใหญ่ (หัวเราะ) ผมไม่กลัวตำรวจ คนเราเกิดมาก็ต้องตาย ผมทำสิ่งนี้เพื่อประชาธิปไตย

นักธุรกิจหญิง อายุ 32 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: สมาชิกของสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานพม่า (Federation of Trade Unions-Burma) เดินขบวนผ่านเจดีย์ซู่เล กลางนครย่างกุ้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จนถึงขณะนี้ ผู้ประท้วงหลายพันคนทั่วเมียนมากำลังจัดการเดินขบวนเพื่อต้านการรัฐประหาร

แม่ของฉันมักพูดถึงความลำบากที่เธอประสบในช่วงการลุกฮือต่อต้านทหารพม่าครั้งสุดท้ายในปี 1988 อยู่เสมอ ตอนนั้นแม่ตั้งท้องฉันได้สี่เดือน เธออยู่ในภาวะอดยาก แม่กับพี่ชายต้องแอบนั่งรถไฟหนีความอดอยากจากบ้านเกิดที่เมืองมิตจีนาโดยไม่มีตั๋ว เพราะไม่มีเงิน

เธอบอกว่าฉันอาจจะต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง และเธอบอกว่า ‘เธอรอดในท้องแม่เมื่อตอนการปฏิวัติครั้งสุดท้าย แต่ตอนนี้เธอต้องดูแลตัวเองแล้วนะ’

นักธุรกิจและนักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ อายุ 30 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: เทศกาลและการเดินขบวนเพื่อความหลากหลายทางเพศในย่างกุ้งซึ่งจะจัดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ต้องถูกยกเลิกเนื่องจากภาวะความไม่สงบ ชุมชนชาว LGBTQ จึงได้จัดกิจกรรมรวมตัวอย่างสงบและเดินขบวนไปยังศาลาว่าการเมืองในวันที่ 19 กุมภาพันธ์

ผมออกไปประท้วงในตอนที่ตำรวจปาระเบิดแก๊สน้ำตามาที่เรา ครอบครัวละแวกนั้นเปิดบ้านให้เราเข้าไปหลบ ตำรวจเข้ามาใกล้และปาระเบิดแก๊สน้ำตาและระเบิดเสียงเพิ่มขึ้น เจ้าของบ้านบอกให้เราเงียบเสียงไว้ จากนั้นตำรวจกลับมาเพื่อเก็บกระป๋องแก๊สน้ำตาและกระป๋องระเบิดเสียงกลับไป และเอาปลอกกระสุนที่ยิงไปแล้วกลับไปด้วย

“แทนที่จะรู้สึกกลัว ผมกลับรู้สึกโกรธ กลับกลายเป็นผมกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้และเข้าไปทำร้ายตำรวจ แม้ผมจะมีความคิดเรื่องของการใช้ความรุนแรงกับพวกเขา ผมก็ต้องบอกตัวเองให้สงบใจไว้ หากเพียงแต่ทุกคนในประเทศสามารถรวมตัวและร่วมมือกันเพื่อสร้างความพยายามในการถอนรากถอนโคนเผด็จการทหารได้ ผมก็จะไม่ทำตัวให้เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายนี้”

ผู้ช่วยวิจัย อายุ 28 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: ผู้ประท้วงในกรุงย่างกุ้งเผาสำเนารัฐธรรมนูญเมียนมา ปี 2008 ซึ่งให้อำนาจทางการเมืองทหารอย่างชัดแจ้ง รวมไปถึงการรับประกันจำนวนสมาชิกสภาให้กับกองทัพจำนวนร้อยละ 25

ผมเป็นชนกลุ่มน้อยจากรัฐยะไข่ ผมพบเจอการถูกเลือกปฏิบัติมาตลอดชีวิต ผมเคยถูกครูตบหน้าในขณะที่เด็กคนอื่นๆ ไม่โดนแบบนั้น ผมรู้สึกสูญเสียตัวตนในสังคมคนพม่าส่วนใหญ่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเดิมพันกับการปฏิวัติ เราไม่สามารถย้อนกลับไปในสถานะทางสังคมเดิม เราต้องการระบบสังคมใหม่ที่ให้สิทธิกับคนกลุ่มน้อย นี่คือเป้าหมายการประท้วงของผม นี่เป็นโอกาสที่ดี

นักกิจกรรมด้านแรงงาน อายุ 35 ปี

ผู้ประท้วงในเมียนมา
ในภาพ: ศิลปินถักถอเชือกสีเพื่อแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของผู้ประท้วงใต้สะพาน Myaynigone

ตอนนี้ฉันกำลังตั้งท้อง ฉันรู้สึกเหนื่อยเมื่อต้องเดินบนท้องถนน แต่ฉันก็ไม่อยากอยู่บ้าน เมื่อฉันเห็นโพสต์การประท้วงในเฟสบุ๊ก ฉันก็รู้สึกผิดที่จะอยู่บ้านเฉยๆ

เป็นความจริงที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซานซูจีโดยทันที แต่ทว่าแค่เธอถูกปล่อยตัวก็เพียงพอแล้วหรือ? เราอาจมีเป้าหมายทางการเมืองร่วมกัน แต่ปัญหาที่แท้จริงใหญ่กว่านั้น นั่นคือระบอบอำนาจนิยม อันเป็นระบอบเก่าของประเทศเรา เราต้องพิจารณาถึงสิทธิของชนกลุ่มน้อย ลัทธิคลั่งเชื้อชาติตนเองของชนชาติพม่า และปัญหาอื่นๆ เช่นเดียวกัน

ก่อนรัฐประหาร ฉันรู้สึกภูมิใจและดีใจที่ตั้งท้องและกำลังจะมีลูก แต่ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจแล้ว ฉันเริ่มกังวลถึงการมีลูกเนื่องจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่นอนไปแล้วค่ะ

เรื่อง กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา


อ่านเพิ่มเติม พลังหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงโลก

พลังหนุ่มสาว

เรื่องแนะนำ

สถิติคลื่นการอพยพย้ายถิ่นของชาวโลก

คาราวาน ผู้อพยพ ชาวเอลซัลวาดอร์ข้ามแม่น้ำซูเชียเต (Suchiate River) ที่แบ่งพรหมแดนของประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเม็กซิโกปฏิเสธคำขอร้องเข้าประเทศเป็นหมู่คณะ เนื่องจากพวกเขาจะมุ่งหน้าที่ชายแดนทางตอนเหนือที่ติดกับสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย MOISES SAMAN, MAGNUM PHOTOS/NATIONAL GEOGRAPHIC นี่คือสถิติของ ผู้อพยพ ย้ายถิ่นฐานของผู้คนบนโลกปัจจุบัน ทั้งประเทศที่มีประชากรอพยพไปนอกประเทศมากที่สุด และประเทศที่เปิดรับผู้อพยพมากที่สุด กระแสเข้าออกของผู้คนข้ามแนวพรมแดนกำหนดประวัติศาสตร์โลกมาช้านาน ข้อมูลการอพยพย้ายถิ่นระหว่างประเทศในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดผู้คนจึงเลือกที่จะทิ้งบ้านเมืองของตน และพวกเขามุ่งหน้าไปไหน ผู้อพยพเหล่านี้ไม่ถึงร้อยละสิบถูกบีบให้ต้องหนีจากภัยร้าย ส่วนใหญ่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า และจะโยกย้ายถิ่นฐานเมื่อมีเงินมากพอ การอพยพย้ายถิ่นทั้งโลกมีจำนวนไม่ถึง 100 ล้านคนในทศวรรษ 1960 และแม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแต่นั้นมา ผู้อพยพย้ายถิ่นยังคงมีจำนวนเพียงเสี้ยวเดียวของประชากร 7,600 ล้านคนของโลกในปัจจุบัน 258 ล้านคือจำนวนผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศบ้านเกิดของตนในปี 2017 ร้อยละ 3 ของผู้คนทั่วโลกเป็นผู้อพยพย้ายถิ่น ตัวเลขนี้คงที่อยู่เป็นเวลา 50 ปี ความยากจนรั้งให้อยู่กับที่ เงินตราช่วยให้การโยกย้ายเกิดขึ้นได้ บังกลาเทศ ผู้คนนับล้านหนีตาย จากความขัดแย้งในทศวรรษ 1970 และในทศวรรษ 1980 อีกนับล้านเริ่มออกไปทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย […]

นักวิทยาศาสตร์หญิง : เวลานี้คือยุคทอง

อนาคตของแวดวงงานวิจัยกำลังมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น  โครงการต่างๆ ซึ่งบ่มเพาะเยาวชนหญิงที่สนใจอาชีพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์  ไม่เพียงท้าทายอุปสรรคที่เคยบั่นทอนกำลังใจผู้หญิงรุ่นก่อน แต่ยังผลักดันให้เกิดนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

บำบัดด้วยเขาควาย

ภาพที่เห็นอยู่นี้ ชายคนดังกล่าวไม่ได้กำลังแต่งตัวเตรียมไปงานปาร์ตี้ไดโนเสาร์แต่อย่างใด นี่คือการบำบัดโรคด้วยวิธีการครอบแก้ว เช่นเดียวกับแพทย์แผนจีนเทคนิคการครอบแก้วนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี โดย ใช้ความร้อนขับไล่อากาศภายในถ้วยออกจนเกิดสูญญากาศขึ้น และรีบวางบริเวณจุดเส้นลมปราณบนร่างกาย ถ้วยแก้วจะดูดกล้ามเนื้อขึ้นเพื่อกระตุ้นเลือดลมบริเวณตำแหน่งที่ถูกครอบ โดยการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณนั้น จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกมา และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ในอินโดนีเซียไม่ได้ใช้ถ้วยแก้ว แต่พวกเขาใช้เขาของควายน้ำแทน นั่นทำให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่าชายคนนี้กำลังมีเขางอกออกมาจากลำตัวมากมาย แม้แต่นักกีฬาโอลิมปิกเองก็ใช้วิธีนี้ในการรักษาสุขภาพ อย่างไรก็ตามมีรายงานทางวิทยาศาสตร์เพียงเล็กน้อยที่กล่าวถึงข้อดีของการบำบัดด้วยวิธีนี้   อ่านเพิ่มเติม : กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?, มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก

มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน แห่งไต้หวัน (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง แห่งสิงคโปร์ (ขวา) ขอบคุณภาพจาก Facebook: tsaiingwen และ leehsienloong เรื่องราวของไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีน ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่ามีมาตรการจัดการต่อโรค COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐบาลที่มีส่วนอย่างมากในการแก้ปัญหา สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือไวรัสโคโรนาในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โรคนี้เริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักมาเป็นระยะเวลาราว 2-3 เดือน และในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทั้งจีน (โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค) สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต่างพบเจอกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ในภาวะน่าวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ ประเทศเหล่านี้ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว นี่คือเรื่องราวโดยคร่าวๆ ของมาตรการแต่ละประเทศในการใช้รับมือกับไวรัส ไต้หวัน ด้วยจำนวนประชากรไต้หวัน 85,000 คนที่ทำงานอยู่ในฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ และด้วยตำแหน่งที่อยู่ใกล้ประเทศศูนย์กลางการระบาดของโรค ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าดินแดนเกาะที่มีประชากรราว 11 ล้านคนแห่งนี้จะต้องประสบกับภาวะยากลำบากในการรับมือกับไวรัส COVID-19 แต่ในความเป็นจริงกลับมีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง […]