เส้นพิพาทเหนือขุนเขา อินเดีย-ปากีสถาน บนสมรภูมิที่สูงที่สุดบนโลก

เส้นพิพาทเหนือขุนเขา อินเดีย-ปากีสถาน บนสมรภูมิที่สูงที่สุดบนโลก

การเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดบนแผนที่ของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ชักนำ อินเดีย-ปากีสถาน สู่สงครามในสมรภูมิที่สูงที่สุดในโลก ใครเปลี่ยนและเปลี่ยนทำไม เป็นปริศนายาวนานที่เพิ่งคลี่คลาย

27 มิถุนายน 1968 จดหมายแอร์แกรมเลขที่ เอ-1245 ถูกส่งไปยังสำนักงานนักภูมิศาสตร์ (Office of the Geographer) หน่วยงานที่แทบไม่มีใครรู้จักซุกตัวอยู่ภายในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ท้ายที่สุด จดหมายฉบับนี้็ก็ไปอยู่บนโต๊ะของนักภูมิศาสตร์ผู้ช่วยวัย 45 ปี ชื่อโรเบิร์ต ดี. ฮอดจ์สัน

จดหมายซึ่งลงนามโดยวิลเลียม เวเทอร์สบี อุปทูตสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงนิวเดลี ขึ้นต้นว่า “ในหลายโอกาส… รัฐบาลอินเดียได้ท้วงติงทางสถานทูตอย่างเป็นทางการว่าด้วยเรื่องแผนที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในอินเดียซึ่งระบุสถานะแคว้นแคชเมียร์เป็น ‘พื้นที่พิพาท’ หรือดูจะแยกขาดจากดินแดนส่วนที่เหลือ ของอินเดีย” จดหมายปิดท้ายด้วยการขอทราบแนวทางว่าควรจะแสดงเส้นพรมแดนของอินเดียบนแผนที่ต่างๆของสหรัฐฯอย่างไร

สำหรับ อินเดีย-ปากีสถาน สองชาติที่ถือกำเนิดจากการนองเลือดที่มาพร้อมกับการแบ่งประเทศ (Partition) ศัพท์ทางการที่หมายถึงการยุบและแบ่งดินแดนบริติชอินเดีย แผนที่ถือเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ ประจำชาติ แต่สำหรับฮอดจ์สันและทีมงานคนอื่นๆ ที่สำนักงานนักภูมิศาสตร์ แผนที่เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ของวิชาชีพ

อินเดีย-ปากีสถาน
ทหารเดินทางผ่านข้างหุบเขาด้านที่มีธารน้ำแข็งระหว่างทางไปคยารี ซึ่งทุ่งน้ำแข็งคล้ายกันนี้ก่อให้เกิดเหตุหิมะถล่มราว 800 เมตรเหนือกองพันแห่งหนึ่งของปากีสถานในปี 2012 น้ำแข็งถล่มกลบค่ายทหารดังกล่าวและคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น 140 คน

ในแต่ละปี รัฐบาลสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่หลายพันฉบับ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้จัดพิมพ์แผนที่ รายใหญ่ที่สุดในโลกตามการประเมินของหลายสำนัก ความรับผิดชอบในการแสดงเส้นแบ่งเขตแดนในทางการเมืองระหว่างประเทศตกเป็นของสำนักงานนักภูมิศาสตร์

ภารกิจดังกล่าวทำให้สำนักงานแห่งนี้มีอิทธิพลพอสมควรและมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในการแสดงตำแหน่งพรมแดนของชาติต่างๆ ในโลก ตราบเท่าที่สอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐฯ ผลที่ตามคือสำนักงานนี้มีส่วนกำหนดมุมมองของชาติอื่นๆ ต่อพรมแดนเหล่านี้ นอกจากนี้ยังหมายความว่า ท่ามกลางเส้นพรมแดนระหว่างประเทศที่อยู่ติดกันราว 325 แห่งที่สหรัฐฯ รับรอง ปัญหายุ่งยากซับซ้อนที่สุดตกเป็นภาระของฮอดจ์สันและเหล่าสหายนักภูมิศาสตร์ของเขา

การจัดการกับปัญหายุ่งยากระดับนี้ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำแบบนักสำรวจรังวัด และวิธีวิจัยแบบนักวิชาการ ประเด็นปัญหาทางพรมแดนและภูมิรัฐศาสตร์ที่มาตกอยู่บนโต๊ะของเขาในรูปของจดหมายแอร์แกรมเลขที่เอ-1245 เป็นปัญหาที่หาทางออกได้ยากที่สุดเรื่องหนึ่งไม่ว่าที่ไหนในโลกใบนี้ ซึ่งถือเป็น “ฝันร้ายของการทำแผนที่” ตามถ้อยคำของนักภูมิศาสตร์คนหนึ่ง นั่นคือกรณีพิพาทเหนือดินแดนแคชเมียร์

กองทัพปากีสถาน
การเล่นคริกเก็ตช่วยเพิ่มความคึกคักและการออกกำลังให้เจ้าหน้าที่กรมทหารปัญจาบแห่งกองทัพปากีสถานที่โคระ 1 ค่ายธุรการแห่งหนึ่งใกล้ธารน้ำแข็งบัลโตโรที่ระดับความสูงเกือบ 4,200 เมตร ยอดเขามาเศอร์บรัมสูง 7,821 เมตรและเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาย่อยของเทือกเขาการาโกรัม เห็นระยิบระยับอยู่ไกลๆ ใต้ผืนหิมะและน้ำแข็ง

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออังกฤษยอมวางมือจากอนุทวีปอินเดีย พวกเขาตัดสินใจอย่างเร่งรีบที่จะแบ่งภูมิภาคดังกล่าวออกเป็นสองรัฐ โดยอิงกับศาสนาหลักสองศาสนา กล่าวคือ ตั้งประเทศอินเดียให้ชาวฮินดู และประเทศปากีสถานให้ชาวมุสลิม เที่ยงคืนตรงของวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1947 อินเดียและปากีสถานได้รับ เอกราชของตน ความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อประชาชนผู้หวาดกลัวนับล้านคนพยายามเดินทางข้ามพรมแดนใหม่ เพื่อไปอยู่ร่วมกับคนที่นับถือศาสนาเดียวกัน

อาณาจักรบนภูเขาที่รู้จักในชื่อทางการว่า รัฐมหาราชาแห่งชัมมูและแคชเมียร์ ประสบภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นพิเศษ แม้ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม แต่แคชเมียร์ปกครองโดยมหาราชาที่นับถือศาสนาฮินดู และได้รับสิทธิให้เลือกเข้าร่วมกับประเทศใดก็ได้ แต่หลายสัปดาห์ต่อมาหลังการประกาศเอกราช กองกำลังติดอาวุธชนเผ่าพัชตุนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพปากีสถานที่เพิ่งจัดตั้งได้ไม่นาน เริ่มเคลื่อนกำลังไปทางพระราชวังของมหาราชาในเมืองศรีนครเพื่อจะยึดแคชเมียร์ให้เป็นของปากีสถาน

มหาราชาทรงตื่นตระหนกจึงลงนามในภาคยานุวัติสารหรือการส่งมอบสัตยาบัน (Instrument of Accession) เข้าร่วมกับอินเดีย ฝ่ายหลังตอบโต้ด้วยการเคลื่อนพลทางอากาศไปปราบกลุ่มกองกำลังติดอาวุธดังกล่าว ภายในไม่กี่สัปดาห์ สองประเทศเกิดใหม่ก็รบราฆ่าฟันกัน

อินเดีย-ปากีสถาน, กองทัพปากีสถาน
พลทหารสี่นายเฝ้ารักษาด่านที่อูรดูคาส ซึ่งตั้งอยู่เหนือธารน้ำแข็งบัลโตโรที่ระดับความสูง 4,000 เมตร แม้ต้องต่อสู้กับความเบื่อหน่าย แต่กองทัพปากีสถานภาคภูมิใจกับความมีวินัยของตน “ถ้าเขาสั่งให้เราปีนเขา คำตอบคือ ‘ครับผม’” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอก ค่ายธุรการจะตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางส่งกำลังบำรุง ส่วนค่ายตรวจการณ์จะอยู่ในพื้นที่แนวหน้าหรือใกล้ตำแหน่งที่มองเห็นศัตรู

หลังสงครามยุติลง กองทัพคู่อริปักหลักประจันหน้ากันตลอดแนวเส้นหยุดยิงตามเนินเขาที่ทอดคดเคี้ยว ผ่ากลางแคว้นแคชเมียร์ หลังสนธิสัญญาฉบับหนึ่งผ่านออกมาด้วยการไกล่เกลี่ยขององค์การสหประชาชาติ ในปี 1949 ทีมนักสำรวจฝ่ายทหารจากอินเดียและปากีสถาน ออกเดินทางเพื่อกำหนดแนวเส้นหยุดยิง จากนั้นในปี 1962 กองกำลังจีนบุกมายึดครองอักไสจิน ภูมิภาคทะเลทรายเขตที่สูงตรงมุมทางตะวันออกของแคว้นแคชเมียร์ ส่งผลให้ปมปัญหาเขตแดนยิ่งยุ่งเหยิงกว่าเดิม

ในปี 1968 ปัญหาซับซ้อนที่ฮอดจ์สันต้องแบกรับไว้มีดังนี้ สหรัฐอเมริกาควรแสดงสภาพการณ์ที่สับสนนี้อย่างไรบนแผนที่ของตน หากเขาอิงตามการกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ทางการอินเดีย ทั้งแคว้นแคชเมียร์ย่อมตกเป็นของอินเดีย แต่ถ้ายึดตามข้อมติสหประชาชาติฉบับที่ 47 ดังที่ปากีสถานใช้โต้แย้ง แคชเมียร์จะมีสถานะเป็นรัฐอิสระที่ยังรอการทำประชามติเพื่อตัดสินว่าจะเข้าร่วมกับประเทศใด หรือหากเขียนให้ตรงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ แคชเมียร์ ก็ถูกเฉือนเป็นสองส่วนใต้บังคับของกองทัพอินเดียและปากีสถาน โดยมีมุมเล็กๆ มุมหนึ่งอยู่ในการควบคุมของจีน

เส้นหยุดยิงที่ลากผ่านแคชเมียร์มีปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง กล่าวคือเส้นที่ว่าไม่ได้แบ่งแยกอินเดียและปากีสถานอย่างเบ็ดเสร็จ แนวเส้นหยุดยิงขาดลงที่พิกัด NJ9842 ซึ่งกำหนดขึ้นระหว่างกระบวนการ ปักปันเขตแดนในพื้นที่จริง หรือที่บริเวณเกือบ 60 กิโลเมตรก่อนถึงพรมแดนจีน เส้นที่หยุดลงดื้อๆ แบบไม่มีทางไปต่อเช่นนี้ถือเป็นเรื่องแปลกในแวดวงภูมิศาสตร์โลก

อินเดีย-ปากีสถาน
เชือกช่วยให้ทีมปลอดภัยขณะเดินทางข้ามภูมิประเทศบางประเภท ในภาพนี้ ทหารจากกองพัน 323 ของปากีสถานผูกเชือกยึดโยงกันไว้เพื่อลดโอกาสที่ใครสักคนจะพลัดหลงในหุบน้ำแข็ง ระหว่างข้ามธารน้ำแข็งคียงที่ระดับความสูง 5,300 เมตร รอยแยกน้ำแข็งจำนวนมากรู้จักกันในชื่อของทหารที่ตกลงไปเสียชีวิต

ฮอดจ์สันแจกแจงแนวทางของตนเองว่า ควรแสดงเส้นหยุดยิงตามข้อตกลงเมื่อปี 1948 ในแผนที่ทางการทั้งหมดของสหรัฐฯ เช่นไร แต่แล้วก็เสริมว่า “สุดท้ายเส้นหยุดยิงนี้ควรยื่นต่อออกไปจนจดช่องเขาการาโกรัม เพื่อให้ทั้งสองรัฐชาติ ‘แยกขาดจากกัน’”
แต่โรเบิร์ต ฮอดจ์สัน ไม่มีโอกาสอยู่เห็นสถานการณ์ตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นเพราะเส้นของเขา ในเดือนธันวาคม ปี 1979 ฮอดจ์สันซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนักงานนักภูมิศาสตร์แล้ว เสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันขณะอายุ 56 ปี

วันที่ 13 เมษายน ปี 1984 กองทัพอินเดียเริ่มปฏิบัติการเมฆทูต (Operation Meghdoot) โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงทหารหมวดหนึ่งเข้าไปยึดบิลาฟอนด์ลา และอีกไม่นานต่อมาก็ยึดช่องเขาเพิ่มอีกสองแห่ง การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้อินเดียได้ควบคุมเทือกเขาซัลทอโร ซึ่งจะกลายเป็นแนวหน้าในการสู้รบแย่งชิงธารน้ำแข็งเซียชิน (Siachen Glacier)

บนธารน้ำแข็งเซียชินและธารน้ำแข็งโดยรอบ ทั้งสองกองทัพประจำการอยู่ตามด่านรักษาการณ์ถาวรบนพื้นที่สูงมากกว่าร้อยแห่ง การดูแลด่านเหล่านี้ต้องอาศัยความพยายามอย่างยิ่งยวดในแง่การส่งกำลังบำรุง หรือหลักๆ คือต้องวางแผนการเดินทางไต่เขาคราวละกว่าหนึ่งร้อยเที่ยวพร้อมกันและไม่ให้ขาดตอน

อินเดีย-ปากีสถาน
ทหารปากีสถานลำเลียงยุทโธปกรณ์ลงจากเฮลิคอปเตอร์เอ็มไอ-17 ที่ค่ายธุรการเพจู กำลังบำรุงจำเป็นมีตั้งแต่เชื้อเพลิงอากาศยาน ไปจนถึงเหล็กเส้น และไข่สด สำหรับกองทหารที่วางกำลังอยู่ตามแนวสันเขาซัลโตโรทั้งสองฟาก เฮลิคอปเตอร์คือเส้นชีวิต หรือ “นางฟ้าจากเบื้องบน” ดังที่นายทหารผู้หนึ่งเรียก

จนถึงปี 2003 กองทัพทั้งสองฝ่ายระดมยิงปืนใหญ่และใช้พลแม่นปืนซุ่มยิงตอบโต้กันเนืองๆ แต่การหยุดยิงที่ตกลงกันได้ในปีนั้นส่งผลให้เหล่าทหารหาญแทบไม่มีอะไรทำ นอกจากคอยระวังอีกฝ่าย และเอาชีวิตให้รอดจากลมฟ้าอากาศ

ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1985 กว่าหนึ่งปีหลังอินเดียยึดเซียชิน หรือ 17 ปีหลังเส้นของฮอดจ์สันถูกตีพิมพ์ นักการทูตอินเดียส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาสอบถามอย่างเป็นทางการ ซึ่งท้ายที่สุดก็ไปอยู่บนโต๊ะของจอร์จ เด็มโค นักภูมิศาสตร์ประจำกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในขณะนั้น

อีกกว่าหนึ่งปีถัดมา เด็มโคออกบันทึกปรับปรุงแนวทางการเขียนแผนที่ซึ่งกล่าวว่า สำนักงาน นักภูมิศาสตร์ได้ตรวจสอบการแสดงเส้นพรมแดนอินเดีย-ปากีสถานบนแผนที่สหรัฐฯ และพบว่า “มีความ ไม่สอดคล้องในการแสดงเส้นดังกล่าวและการจัดประเภทเขตแดนโดยหน่วยงานผู้ผลิตแผนที่หลายแห่ง” เพื่อแก้ไขการแสดงเส้นดังกล่าวให้ถูกต้อง เขาชี้แจงว่า “เส้นหยุดยิงจะไม่ถูกขยายออกไปจดช่องเขาการาโกรัมเช่นที่ปฏิบัติในการจัดทำแผนที่ครั้งก่อนๆ” เส้นของฮอดจ์สันถูกลบออกไปแล้ว แต่ถึงจะถูกเอาออกจากแผนที่ฉบับต่างๆ ของสหรัฐฯ สำนักงานนักภูมิศาสตร์ก็ไม่เคยอธิบายว่า เหตุใดเส้นดังกล่าวจึงปรากฏขึ้นมาแต่แรก

เส้นของฮอดจ์สัน “มีบทบาทในการชักนำไปสู่สงครามอย่างแน่นอน แม้จะไม่ได้ส่งผลให้เกิดสงครามโดยตรง แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งอย่างแน่นอนครับ” เดฟ ลินทิคัม นักเขียนแผนที่ผู้ทำงานให้ซีไอเอและสำนักงาน นักภูมิศาสตร์มากว่า 30 ปี กล่าวทิ้งท้าย

เรื่อง เฟรดดี วิลคินสัน
ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์

สามารถติดตามสารคดี หาใช่เพียงเส้นสมมติเหนือขุนเขา ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมีนาคม 2564
.
สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม ย้อนรอยความขัดแย้งบนดินแดน แคชเมียร์

แคชเมียร์, อินเดีย, ปากีสถาน, ความขัดแย้ง,

เรื่องแนะนำ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ อันที่จริงมันเป็นเทศกาลที่ตลกมากในฐานะคนดู แต่หากคุณเป็นคนแข่งแล้วล่ะก็ ไม่ขอรับประกันความปลอดภัย ที่เนินเขาคูเปอร์ บริเวณชานเมืองใกล้ๆ กับเมืองกลูเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ ในหนึ่งวันของช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีผู้คนมากมายเข้าร่วมเทศกาล “กลิ้งชีส” กติกาก็เรียบง่ายสมชื่อ คือจะมีการกลิ้งชีสก้อนกลมโต (Double Gloucester Cheese) ลงมาจากบนเนินเขาด้วยความเร็วประมาณ 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ผู้แข่งขันจะต้องวิ่งตามลงมาเก็บก้อนชีส ตลอดเวลาที่ผ่านมาเทศกาลกลิ้งชีสที่เนินเขาคูเปอร์นี้ดึงดูดความสนใจผู้คนทั่วโลกให้มาดูหรือเข้าร่วมการแข่งขันการกลิ้งชีสที่เสี่ยงอันตรายนี้ด้วย ในเทศกาลกลิ้งชีสในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คริส แอนเดอร์สัน หรือ “เจ้าแห่งเนินเขาคูเปอร์” ได้สร้างสถิติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้ ด้วยการวิ่งลงมาเก็บก้อนชีสได้รวมทั้งหมด 22 ก้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่การแข่งขันกลิ้งชีสครั้งนี้ดำเนินไปจนจบวันได้โดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย เพราะว่าในปีก่อนๆ มีผู้แข่งขันกลิ้งชีสได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่น โฟล เออร์ลี่ ผู้ชนะการแข่งขันการกลิ้งชีสประจำปี 2018 ประเภทหญิงได้รับบาดเจ็บไหล่เคลื่อน ทั้งนี้เทศกาลการกลิ้งชีสไม่ได้รับการสนับสนุนให้มีการจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงมีการจัดการแข่งขันต่อไปตามกระแสความสนใจของผู้คนทั่วโลก   อ่านเพิ่มเติม โฮลี: เทศกาลแห่งสีสันแดนภารตะ

ชีวิตที่จำจากจรของแรงงานอพยพ

ในโลกที่เชื่อมถึงกันมากกว่าที่เคย ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศพบว่า สินค้าส่งออกที่ทำกำไรงามที่สุดคือพลเมืองของตน ทว่า แรงงานข้ามชาติ และครอบครัวจำต้องยอมรับผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นั่นคือการสูญเสียทางด้านจิตใจเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย โจนัส เบนดิกเซน เที่ยงวันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือเวลาสี่โมงเย็นในฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่า ลูกคนโตสองคนของเทเรซา ครูซ ควรจะกลับจากโรงเรียนมาถึงอพาร์ตเมนต์ของน้าสาวที่ช่วยดูแลพวกแกแทนพี่สาวซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในดูไบ นครที่มีประชากรมากที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ห่างจากฟิลิปปินส์ 6,900 กิโลเมตร เทเรซาเป็นพนักงานขายวัย 39 ปีอยู่ที่ร้านขายเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งของดูไบ เธอยืนทำงานสัปดาห์ละหกวัน และหยุดทุกวันศุกร์ เที่ยงวันศุกร์จึงเป็นเวลานัดหมายประจำที่เทเรซาจะพบกับลูกสาวและลูกชายวัย 11 และ 8 ขวบของเธอ และเนื่องจากเธอเป็น แรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใหญ่หลายล้านคนที่ต้องจากบ้านเกิดไปไกลหลายพันกิโลเมตรเพื่อทำงานและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว เธอเจอกับลูกๆ ด้วยวิธีสมัยใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมใน หมู่แรงงานข้ามชาติ นั่นคือการนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องนอนที่เธออาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นๆอีกสี่ชีวิต ลงชื่อเข้าใช้เฟซบุ๊ก คลิกปุ่มวิดีโอแช็ต โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ แล้วอดใจรอ เทเรซาอาศัยอยู่ในห้องนอนร่วมกับสามีชื่อลูอิสซึ่งจากฟิลิปปินส์มาหลายปีแล้วเช่นกัน ลูกคนเล็กสองคนของทั้งคู่ คนหนึ่งยังแบเบาะ ส่วนอีกคนอายุ 3 ขวบ และใครก็ตามที่สองสามีภรรยาสามารถชวนให้มาเป็นพี่เลี้ยงได้ระหว่างที่ทั้งคู่ไปทำงาน (เราจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อของทุกคนเพื่อปกป้องครอบครัวนี้จากผลกระทบใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น) ในช่วงหลายสัปดาห์ที่เราทำความรู้จักคุ้นเคยกันในดูไบ ฉันเห็นเทเรซาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เพียงครั้งเดียว เป็นตอนที่เธอเล่าถึงคํ่าวันหนึ่งในฟิลิปปินส์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นเธอยืนอยู่หน้าบ้านของครอบครัวและมองไปเห็นบ้านทุกหลังบนถนนประดับประดาไปด้วยไฟคริสต์มาส ยกเว้นบ้านของเธอ “บ้านเราไม่มีไฟเลยสักดวง” เธอบอกและเริ่มร้องไห้ “ฉันได้ยินคนพูดถึงเรื่อง ‘เมืองนอก’ เขาพูดกันว่าคุณสามารถซื้อทุกสิ่งที่ต้องการได้ถ้าอยู่เมืองนอก” เทเรซาบอก […]

World Update: ปิดตำนาน 26 ปี Internet Explorer หลังไมโครซอฟท์ยุติการสนับสนุน

ปิดตำนาน 26 ปี Internet Explorer หลังไมโครซอฟท์ประกาศยุติการสนับสนุน หลังจากเปิดตัวพร้อมกับ Windows 95 ในเดือนสิงหาคม ปี 1995 เป็นเวลากว่า 26 ปี 10 เดือน ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ประกาศยุติการสนับสนุน IE หรือ Internet Explorer เบราว์เซอร์ตัวแรกที่ให้ผู้ใช้ติดต่อกับอินเทอร์เน็ต และจะค่อยๆ เปลี่ยนให้ผู้ใช้ไปใช้งาน Edge เว็บเบราว์เซอร์ตัวใหม่ของทางไมโครซอฟท์ Internet Explorer เคยเป็นโปรแกรมตั้งต้นที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์เลยทันที ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศบังคับให้ไมโครซอฟท์อนุญาตให้ผู้ใช้งานติดตั้งเว็บเบราว์เซอร์อื่น ๆ ที่ต้องการได้เพื่อเป็นการต่อต้านการผูกขาด  นับแต่นั้นมา IE จึงเริ่มสูญเสียผู้ใช้งาน อีกทั้งไมโครซอฟท์ไม่ได้มีการอัปเดตอะไรสำคัญกับเบราว์เซอร์ตัวนี้ ทำให้มันมีปัญหาต่างๆ มากมาย รวมทั้งการเปลี่ยนไปใช้งาน ActiveX Controls ที่กลายเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง  แม้จะมีการเปิดตัว Internet Explorer รุ่นใหม่ๆ ออกมา แต่ด้วยการเพิ่มขึ้นของเว็บเบราว์เซอร์ใหม่เช่น Firefox ที่พัฒนาโดย Mozilla […]

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]