9 วิธีที่ช่วยให้คุณมีความสุขในทุกวันของชีวิต - National Geographic Thailand

9 วิธีที่ช่วยให้คุณมีความสุขในทุกวันของชีวิต

Dab Buettner นักเขียนชื่อดังผู้ศึกษาเกี่ยวกับความสุข ได้แบ่งปันเคล็ดลับ 9 ข้อที่เขาค้นพบเพื่อช่วยให้ผู้คนมีความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้นได้ แต่ละข้ออาจฟังดูพื้นฐาน หรือเป็นสิ่งที่คุณผู้อ่านรู้อยู่แล้ว แต่อาจหลงลืมมันไป

  1. อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีคุณภาพ ที่จะช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้นรวมไปถึงการเข้าถึงอาหารสุขภาพ
  2. สิ่งแวดล้อมสำคัญมาก จัดบ้าน สถานที่ทำงานตลอดจนโลกโซเชียลของคุณให้ง่ายต่อการมีความสุข
  3. นอนหลับให้เพียงพอ ผลการศึกษาพบว่าคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงมีแนวโน้มที่จะมีความสุขลดลง 30%
  4. มองไปข้างหน้า ตั้งเป้าหมายในชีวิต วางแผนอนาคตและติดตามความก้าวหน้าว่าตัวเราทำได้ถึงขั้นไหนแล้ว
  5. ขยับร่างกาย ข้อนี้คงไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพราะทุกคนนั้นรู้ดีว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์มากแค่ไหน
  6. ทำตัวให้น่าคบหา มิตรภาพสำคัญมากในชีวิต
  7. ทำสิ่งที่คุณชอบหรือสนใจ อะไรก้ตามไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก หรือกิจกรรมยามว่าง มีงานวิจัยสนับสนุนว่าการลงมือทำบางสิ่งบางอย่างมีผลดีต่อร่างกาย ไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไรก็ตาม
  8. เพื่อนสนิท มีเพื่อนสนิทอย่างน้อย 3 คนที่เข้าใจและแบ่งปันทุกเรื่องได้ อย่างไรก็ตามอย่าลืมหาเพื่อนใหม่เพราะการมีมิตรภาพใหม่ๆ ช่วยให้คุณมีความสุขเพิ่มขึ้น 15%
  9. และสุดท้ายรักใครสักคน…

 

อ่านเพิ่มเติม : วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการร้องไห้, มาทำโลงศพของคุณกันเถอะ!

เรื่องแนะนำ

ฤดูกาลแห่งการ ล่าวาฬ: วิถีและประเพณีอันเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในอลาสกา

สำหรับชนพื้นเมืองในอลาสกา วาฬคือศูนย์กลางวิถีชีวิตและประเพณีอันเก่าแก่ การล่าวาฬที่ทำกันเพียงปีละครั้ง ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารของคนทั้งชุมชน แต่ยังเป็นการสืบสานวิถีอันเก่าแก่ไม่ให้สาบสูญไป

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]

ตู้เย็นเป็นอย่างไร เจ้าของก็เป็นอย่างนั้น

ตู้เย็นเป็นอย่างไร เจ้าของก็เป็นอย่างนั้น ในโครงการชื่อ “ตู้เย็น” (Refrigerators) ของ มาร์ก เมนฮีวาร์ นักสังคมสงเคราะห์ผู้ผันตัวมาเป็นช่างภาพรายนี้ตระเวนถ่ายภาพตู้เย็นของผู้คน หลากหลายอาชีพโดยไม่มีการจัดฉาก เขาเขียน คำบรรยายภาพอ้อม ๆ เป็นต้นว่า พยาบาลผดุงครรภ์เพิ่งสาบานว่าจะกินแต่ผลผลิตในท้องถิ่น คนถือป้ายโฆษณาตามท้องถนน “เลี้ยงชีพด้วยเงิน 432 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน” บาร์เทนเดอร์ “เข้านอนตอนแปดโมง เช้าและตื่นนอนตอนสี่โมงเย็น” (มีเวลากินอาหารที่ ซื้อมาจากร้านอาหารเพียงเล็กน้อย) เมนฮีวาร์บอกว่า นิทรรศการภาพถ่ายสัญจรขนาดเท่าของจริงนี้ก่อให้เกิดการถกเถียง “ไม่เพียงแค่เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว ของเรากับอาหาร แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับระบบการผลิตอาหาร”   อ่านเพิ่มเติม วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 คน

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.