รีวิว ภาพยนตร์ เอหิปัสสิโก – ความ(ไม่)จริงแท้ในศรัทธาและความเชื่อของมนุษย์

รีวิว ภาพยนตร์ เอหิปัสสิโก – ความ(ไม่)จริงแท้ในศรัทธาและความเชื่อของมนุษย์

4 ปีหลังจากการเหตุการณ์จับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายซึ่งสร้างทั้งความขัดแย้งและคลางแคลงใจในสังคม ภาพยนตร์สารคดี เอหิปัสสิโก ได้นำเสนอเหตุการณ์นี้จากหลายแง่มุมเพื่อพาผู้ชมออกไปหาออกไปหาความจริงที่ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้

(บทความนี้มีการเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์)

ความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ถือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติทั้ง ‘ความแข็งแกร่ง’ และ ‘ความอ่อนไหว’ ในสังคมไทย

เราอาจมองศาสนาพุทธในด้านของความแข็งแกร่ง เนื่องจากการมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทยซึ่งมีผู้นับถือกว่าร้อยละ 93-94 ความเป็นศาสนาพุทธได้กระจายไปทุกพื้นที่ในสังคม มีบทบาทในการศึกษาของเยาวชน รวมไปถึงการให้ความสำคัญโดยรัฐไทย ถึงขั้นมีการเขียนสนับสนุนการศึกษาศาสนาพุทธไว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ (ในประเทศที่ไม่ได้ประกาศตัวเองเป็นรัฐศาสนา)

ในอีกด้านหนึ่ง ความอ่อนไหว ของศาสนาพุทธคือเราไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์วิถีทางและครรลองของศาสนาพุทธในแง่ของ ‘ความเชื่อ’ แบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างง่ายดายนัก การวิพากษ์วิจารณ์ถึงศาสนามักถูกผลักให้ตกขอบในแง่ของความเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการที่รัฐไทยได้สร้างภาพให้สถาบันศาสนา (พุทธ) เป็นหนึ่งในสามสถาบันหลักของประเทศ การวิพากษ์ให้เกิดความสั่นไหวจึงกลายเป็นภัยคุกคาม

จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เมื่อภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่หลายคนคาดว่าเป็นการวิจารณ์ศาสนาพุทธอย่าง Come and See – เอหิปัสสิโก โดยผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ได้เกิดกระแสข่าวในเรื่องแนวโน้มการถูกห้ามฉายในขั้นตอนการตรวจพิจารณาจากสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวิดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนไม่ต้องการให้ฉายภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ผู้สร้างได้ออกมาชี้แจงต่อคณะกรรมการจนสามารถเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปได้โดยไม่มีการตัดทอนเนื้อหาในวันที่ 6 เมษายน เป็นวันแรกเอหิปัสสิโก

โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้นำเสนอเหตุการณ์ในช่วงปี 2560 ที่พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จึงเกิดปฏิบัติการปิดล้อมวัดเพื่อจับกุมตัวพระธัมมชโยไปดำเนินคดีจนเกิดความขัดแย้ง และการเผชิญหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มคนที่ศรัทธาในวัดพระธรรมกาย

Come and see

แต่ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำเสนอเหตุการณ์การความขัดแย้งของคดีความระหว่าง DSI กับพระธัมมชโย ภาพยนตร์ได้พาผู้ชมไปสัมผัสถึงเรื่องราวของความเป็นวัดพระธรรมกาย ที่หลายคนมองว่าเป็นสถานที่แห่งทั้งความศักดิ์สิทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ลัทธิมอมเมาโดยใช้ภาพลักษณ์ของศาสนามาเป็นฉากหน้าในความเห็นของคนจำนวนไม่น้อย

สารคดีได้เล่าผ่านบุคคล 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ผู้ที่ศรัทธาในวัดพระธรรมกาย อดีตผู้ที่ศรัทธาในที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ต่อต้าน เจ้าหน้าที่รัฐที่มอง ‘ธรรมกาย’ เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา รวมไปถึงนักวิชาการด้านพุทธศาสนาและสังคมที่มาอธิบายในฐานะมุมมองของคนนอกว่าความเป็นธรรมกายมีที่มาและส่งผลต่อสังคม และวงการศาสนาพุทธในประเทศไทยได้อย่างไร

ภาพยนตร์ได้ทำหน้าที่เช่นเดียวกับชื่อเรื่อง คือพาผู้ชมได้สำรวจเข้าไปในโลกของวัดพระธรรมกายว่าเหตุใดวัดนี้จึงมีผู้ที่ศรัทธากว่า 4 ล้านคน ในทุกช่วงวัยและสาขาอาชีพ และความเชื่อ (ความจริง) ของพวกเขาเป็นอย่างไร โดยการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ศรัทธาอย่างยิ่งยวดเข้ามาเล่าถึงเรื่องราวของแนวคิดคำสอนเขายึดถือ เช่นเรื่องราวการประกอบบุญเพื่อให้เข้าถึงการบรรลุธรรมในแบบของธรรมกาย หรือการมุ่งสะสมบุญเพื่อมีชีวิตในสรวงสวรรค์หลังความตาย ยิ่งทำมาก ยิ่งได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นสูงมากขึ้น

เอหิปัสสิโก, Come and see
ขอบคุณภาพถ่ายจากภาพยนตร์ตัวอย่าง COME AND SEEเอหิปัสสิโก

ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการใช้คำสัมภาษณ์ของบุคคล แต่ภาพเหตุการณ์ภายในวัดพระธรรมกายและวิถี ‘ปฏิบัติธรรม’ ที่ผู้กำกับเลือกเฟ้นมาประกอบเข้าบทสัมภาษณ์ได้ทำให้ผู้ชมได้เข้าใจถึงการประกอบสร้างถึงความจริงที่เหล่าลูกศิษย์ธรรมกายต่างยึดถือเป็นหลักประจำชีวิต ในส่วนนี้อาจทำให้ผู้ชมที่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสถึงความเป็นธรรมกาย หรือได้ตั้งอคติกับทางวัดมาก่อน มีโอกาสทำความเข้าใจกับฝั่งผู้ศรัทธาได้ไม่มากก็น้อย

แต่ก่อนที่เราจะหลงใหลไปกับความเชื่อเช่นเดียวกับฝั่งผู้ศรัทธา ภาพยนตร์ก็ได้มีการตัดสลับกับกับข้อโต้แย้งจากผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับทางวัดไม่ว่าจะเป็นอดีตพระที่เป็นเคยเป็นพระคณะกรรมการระดับสูงของวัดพระธรรมกาย, อดีตลูกศิษย์ของวัดผู้อุทิศตนมาหลายสิบปี รวมไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ ‘ทำบุญ’ ของคนใกล้ชิด คนเหล่านี้ล้วนมีจุดเปลี่ยนในศรัทธาเนื่องจากแนวทางการหาเงินบริจาคเข้าวัดจนเกินพอดี ก่อนที่เริ่มจะตั้งคำถามถึงแนวคิดและคำสอนของวัด (ที่มักเรียกกันว่าเป็น ‘วิชาธรรมกาย’) ในรูปแบบต่างๆ

วัดธรรมกาย
ขอบคุณภาพถ่ายจากภาพยนตร์ตัวอย่าง Come and Seeเอหิปัสสิโก

ซึ่งโดยการตีความส่วนตัวของผู้เขียน มองว่าผู้ที่มีความศรัทธาในวัดจะมีพฤติกรรมการยึดถือในพิธีกรรมและแนวคิดซึ่งเกิดขึ้นภายในวัดเองว่า ถ้าเราปฏิบัติความดีในแบบของธรรมกาย พวกเขาจะมีบุญบารมีที่ดีทั้งในภพชาตินี้และชาติหน้าโดยสนิทใจซึ่งจะตรงข้ามกับบุคคลที่เคยเป็นลูกศิษย์วัดและซึ่งได้มีจุดเปลี่ยนในการตั้งถาม จนเริ่มปฏิเสธความเป็นธรรมกายและออกมายืนในฝ่ายต่อต้าน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นศาสนาพุทธ เพียงแค่ปฏิเสธแนวคิดธรรมกายที่เขาเคยเชื่อเท่านั้น

นอกจากนี้ แนวคิดของทั้งสองฝ่ายจะได้รับการอธิบายโดยนักวิชาการทางศาสนาที่ทำให้ผู้ชมได้ลองพิจารณาใคร่ครวญของแนวคิดความต่างที่เป็นเสมือนความขาว-ดำ ที่มีการตีความต่างกันออกไปตามฝ่ายความเชื่อที่ตนยึดถือ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจตามความเห็นของผู้เขียนคือเรื่อง ‘พุทธพาณิชย์’ ที่มีการให้ความเห็นว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่วัดพระธรรมกายทำก็ไม่ได้ต่างจากวัดอื่นๆ ที่ต้องหล่อเลี้ยงตนเองในสังคมทุนนิยมเท่าใดนัก เพียงแต่ธรรมกายแสดงให้เห็นถึง ‘ขั้นสุด’ ของพุทธพาณิชย์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างชัดเจนและโดดเด่นเกินไป ซึ่งรวมไปถึงความเป็น ‘พุทธศาสนาแบบไทยๆ’ ในด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

 ‘รัฐไทย’ คู่กรณีอันดับหนึ่งของธรรมกาย

นอกจากตัวแทนของสองความเชื่อ ภายในเรื่องยังมีคู่กรณีของวัดที่โดดเด่นที่สุด นั่นคือหน่วยงานรัฐที่มองว่า ‘ธรรมกาย’ เป็นภัยต่อความมั่นคงและเป็นแหล่งบ่อนทำลายศาสนาพุทธตามมาตรฐานในแบบที่รัฐไทยเข้าใจ จนต้องมีการปราบปรามโดยการใช้ ‘กฎหมายพิเศษ’ อย่างมาตรา 44 โดยนายกรัฐมนตรี (ที่ในขณะนั้นยังเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร) จนเกิดการตั้งคำถามถึง ‘ความชอบธรรม’ ของการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐโดยลูกศิษย์วัดพระธรรมกายจนเกิดภาพแห่งความขัดแย้งและการประทะกันในส่วนที่เป็นครึ่งหลังของภาพยนตร์

ดีเอสไอ, วัดธรรมกาย
ขอบคุณภาพถ่ายจากภาพยนตร์ตัวอย่าง Come and Seeเอหิปัสสิโก

โดยในเรื่อง ผู้ชมอาจรู้สึกได้ถึงความสงสัยว่าถ้าหากพระธัมมชโยมีความผิดจริง เหตุใดจึงไม่ใช้กฎหมายธรรมดามาบังคับคดี แต่กลับเป็นกฎหมายพิเศษจากรัฐบาลที่ไม่ได้มาด้วยวิธีการปกติมาบังคับใช้ สิ่งนี้ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัยว่าข้อกล่าวหาของธรรมกายคือการบิดเบือนคำสอนและสิ่งปฏิบัติอันถูกต้องของศาสนาพุทธ (ซึงอาจไม่แน่ชัดว่าถูกต้องมากน้อยแค่ไหนในแบบของไทย) หรือเป็นเพราะรัฐมองว่าธรรมกายเป็นภัยความมั่นคงของตน เพราะมีบทบาทในการชักจูง ควบคุมคนในแง่ของศาสนาที่รัฐบาลไม่อาจควบคุมได้ (หรือถึงขั้นยึดประเทศไทยได้) ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่นักวิชาการที่ได้มาให้ความเห็นในต้นเรื่องกันแน่

ภาพเหตุการณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนกับเหล่าผู้ศรัทธาแห่งวัดพระธรรมกายซึ่งประกาศว่าพร้อมพลีชีพเพื่อบุญ ความดี และหลวงพ่อธัมมชโย อันเป็นฉากที่เปรียบเสมือนการขมวดปมความขัดแย้งที่ให้อารมณ์ไม่ต่างจากภาพยนตร์แอ็กชันหรือเขย่าขวัญ หากแต่ผู้ชม (เช่นผม) อาจรู้สึกสะเทือนในอกเมื่อได้เห็นภาพที่ไม่ใช่เรื่องแต่งแต่เป็นภาพชวนเวทนาของการปะทะกันทั้งทางกายและความคิด จากกลุ่มบุคคลที่ยึดถือในความเชื่อที่แตกต่างกันของตัวเอง

เอหิปัสสิโก, Come and see, วัดธรรมกาย
ขอบคุณภาพถ่ายจากตัวอย่างภาพยนตร์ Come and Seeเอหิปัสสิโก

ไม่มีคำตอบอันแน่ชัด

หากมีคนที่หวังเข้ามาชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อที่จะเข้ามาหาคำตอบว่า ธรรมกายแท้จริงแล้วสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุถึงเนื้อนาบุญหรือไม่ หรือธรรมกายเป็นเพียงสถานที่บิดเบือนคำสอนของพุทธแท้เพื่อหาเงินเพื่อความมั่งคั่งของตน หรือแม้กระทั่งหลวงพ่อธัมมชโยมีความผิดจริงในคดียักยอกทรัพย์หรือไม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไม่ได้ให้บทสรุปที่ชัดเจนมากถึงขั้นนั้น

แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถให้กับผู้ชมได้อย่างแน่นอนคือการให้ผู้ชมได้เข้าไปสำรวจสายธารแนวคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นของความเชื่อในจักรวาลแห่งธรรมกาย ซึ่งเป็นบ่อกำเนิดแห่งศรัทธาที่ถูกล้อมกรอบไปด้วยความขัดแย้งจากผู้คนภายนอกที่ไม่ได้เชื่อถือและตั้งอคติถึงความหลอกหลวงหรือความไม่จริงที่เกิดขึ้นในธรรมกายตามความคิดของพวกเขา ผู้กำกับภาพยนตร์ได้ให้น้ำหนักความคิดของทั้งสองฝ่ายและให้พื้นที่การอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ จนไม่รู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (อย่างชัดเจน)

เอหิปัสสิโก, Come and See
ขอบคุณภาพถ่ายจากตัวอย่างภาพยนตร์ Come and Seeเอหิปัสสิโก

นอกจากนี้ งานด้านภาพ การลำดับภาพ/เรื่อง การใส่เสียงประกอบ องค์ประกอบทางภาพยนตร์อื่นๆ ไม่ได้ทำให้ภาพยนตร์สารคดีมีความ ‘น่าเบื่อ’ อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่กลับมีลักษณะเช่นเดียวกับภาพยนตร์จากเรื่องแต่งชั้นดีที่สามารถชักจูงผู้ชมรู้สึกสะเทือนอารมณ์กับความจริงที่ผู้กำกับพยายามเผยออกมาให้เห็นตรงหน้าผู้ชมได้ โดยความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการได้ทำหน้าที่ของความเป็นสารคดีคือการให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ชมได้เปิดมุมมองต่อโลก ได้เรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่ผู้กำกับตั้งประเด็นชวนให้คิดโดยไม่จำเป็นต้องชี้ถูกชี้ผิด

เพราะสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริง บางทีก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความเชื่อ ดังที่ภาพยนตร์ได้ชูประเด็นในเรื่องนี้ขึ้นมานั่นเอง

เรื่อง เกียรติศักดิ์ หมื่นเอ

(ชมภาพยนตร์ตัวอย่าง Come and seeเอหิปัสสิโก ได้ที่นี่)

แหล่งอ้างอิง
เอหิปัสสิโก: อำนาจ ความศรัทธา ความเชื่อ และการตั้งคำถามกับการดำรงอยู่ของสถาบัน
‘เอหิปัสสิโก’ สารคดีสะท้อนปมพระธัมมชโย ส่อแววห้ามฉาย ทีมงานเตรียมแจง ‘กรรมการเซ็นเซอร์’ 10 มี.ค.นี้
รีวิวหนัง “เอหิปัสสิโก” : เมื่อ “ความเชื่อ = ความจริง”
เอหิปัสสิโก: เราจะดู เอหิปัสสิโก ในฐานะภาพยนตร์เรียงความ (ESSAY FILM) อย่างไร?
Facebook Prawit TaengAksorn

อ่านเพิ่มเติม ภิกษุณี : หนึ่งในสี่พุทธบริษัทที่ขาดหาย

ภิกษุณี

เรื่องแนะนำ

ความสัมพันธ์ของบุคลในช่วงสถานการณ์โควิด-19

ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้นที่ต้องการวัคซีน แต่จิตใจก็เช่นกัน เมื่อโควิด-19 ส่งผลให้ความสัมพันธ์ต้องเปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ในยุคโควิด “เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่คนเดียว” ผศ.ดร.ไชยันต์ สกุลศรีประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวกับทีมงานระหว่างการพูดคุยกันภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ด้านครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ความสัมพันธ์ในยุคโควิด และสิ่งที่มีผลต่อความรู้สึกของเราอย่างมากคือ “ความรัก” ไม่ว่าใครก็อยากจะมีความรักที่ดี แต่ปัจจัยมากมายนั้นต่างก็มีผลต่อความรัก การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ก็เช่นกัน มนุษย์จึงต้องการวัคซีนไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่เป็นจิตใจด้วย ภาวะสมดุลที่เปลี่ยนแปลงไป ในสถานการณ์ปกติ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ต่างก็มีสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะสมดุล” ของตัวเอง เป็นภาวะที่ทำให้ทั้งคู่ต่างประคับประคองให้ผ่านไปได้ แม้จะมีเรื่องราวให้ทะเลาะกันบ้าง ร้องไห้กันบ้าง มีทั้งทุกข์และสุขในความสัมพันธ์แต่ทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ในภาวะสมดุลและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน  บางคู่อาจเจอกันในช่วงเย็นของทุก ๆ วันเพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน หรือบางคู่อาจเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันทุกเดือน ทั้งหมดนี้เรียกว่า “ภาวะสมดุล” ที่ทั้งคู่ได้ตกลงกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ความรักนั้นงอกงามอยู่เสมอ  แต่ด้วยการอุบัติของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของภาวะสมดุลที่ทั้งคู่มีอยู่ เช่น จากเดิมที่เคยได้รับประทานอาหารเย็นด้วยกันทุกวันหลังเลิกงาน มาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถนั่งรับประทานอาหารที่ร้านด้วยกันได้ และกลายเป็นว่าต่างคนต่างซื้ออาหารกลับไปรับประทานที่บ้านของตนเอง เพียงแค่การไม่ได้นั่งรับประทานอาหารด้วยกันทุกเย็นอีกแล้ว อาจทำให้ทั้งคู่รู้สึกห่างเหินกันมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม โควิด-19 ก็อาจทำให้คู่รักต้องใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น ซึ่งสามารถส่งผลให้ภาวะสมดุลเสียไป […]

คุยเรื่องห้องน้ำกับแมตต์ เดมอน

นอกจากเป็นนักแสดง ผู้อำนวยการสร้าง และนักเขียนบทภาพยนตร์มือรางวัลแล้ว แมตต์ เดมอน วัย 46 ปี ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Water.org องค์กรไม่แสวงกำไรซึ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัยและการสุขาภิบาลด้วย ซูซาน โกลด์เบิร์ก บรรณาธิการนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีโอกาสสัมภาษณ์เดมอนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างที่เขาเตรียมปราศรัยให้บรรดาผู้นำที่ธนาคารโลก ซูซาน โกลด์เบิร์ก: ในการพยายามรายงานและถ่ายภาพสารคดีว่าด้วยการสุขาภิบาลในฉบับนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องยากที่จะพูดคุยเรื่องนี้กับคนจำนวนมาก แมตต์ เดมอน: ใช่ครับ ถ้าคุณพูดถึงบางเรื่องอย่างมะเร็งหรือโรคเอดส์ หรือแม้แต่เรื่องประเทศกำลังพัฒนา ผู้คนในประเทศพัฒนาแล้วจะรู้สึกเชื่อมโยงได้ทั้งนั้น  เราทุกคนต่างมีคนรู้จักที่ต่อสู้กับหนึ่งในโรคร้ายเหล่านั้น และสามารถเชื่อมโยงได้ทันที แต่บางเรื่องอย่างเรื่องนี้  เราไม่สามารถเชื่อมโยงได้ครับ  พวกเราส่วนใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วเชื่อมโยงไม่ได้จริงๆครับ กับพฤติกรรมอย่างการขับถ่ายกลางแจ้งซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา โกลด์เบิร์ก: นั่นเป็นเรื่องยากสำหรับบางคนแม้แต่จะพูดคุยกันค่ะ หนึ่งในหลายๆสิ่งที่เราพยายามทำกันอย่างจริงจังในสารคดีเรื่องนี้ก็คือแสดงให้เห็นผลกระทบของการขาดการสุขาภิบาล เพราะบางทีผู้คนอาจอยากเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน เดมอน: เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนเข้าใจความใหญ่โตของปัญหาว่า ผู้คน 2,400 ล้านคนขาดการเข้าถึงสุขอนามัยอย่างเพียงพอ คนที่มีโทรศัพท์มือถือมีมากกว่าคนที่มีห้องน้ำเสียอีกครับ เราสูญเสียเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบทุกๆ 90 วินาที เพราะขาดการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ทั้งสองอย่างนั้นมาด้วยกันครับ โกลด์เบิร์ก: แล้วคุณจะทำอย่างไรคะ เดมอน: อุปสรรคข้อแรกที่ต้องขจัดคือการทำให้คนเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา จากนั้นข้อสองคือการพยายามทำให้เรื่องนี้พูดคุยกันได้ง่ายขึ้น เราสามารถใช้อารมณ์ขันครับ เรามีความคิดว่าจะถ่ายทำโฆษณาเพื่อบริการสาธารณะที่บ้านของคนดังในฮอลลีวูดบางคน […]

ซิลิคอนแวลลีย์ : หวนคืนสู่ดินแดนแห่งโอกาส

ซิลิคอนแวลลีย์ ยังคงเป็นดินแดนแห่งโอกาสก็จริง แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับราคาแห่งความสำเร็จของตนเอง คำฮิตใหม่ของที่นี่จึงมีอยู่สองคำ นั่นคือ ความรับผิดชอบและความเห็นอกเห็นใจ

จะช่วยชนเผ่าในบราซิล ต้องเปิดเผยตัวตนพวกเขา

หน่วยงานด้านชนพื้นเมืองในบราซิลตัดสินใจเผยแพร่ภาพวิดีโอของชนเผ่าที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอกให้สาธาณชนได้รับรู้ เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นในการปกป้องพวกเขา