รีวิว ภาพยนตร์ เอหิปัสสิโก – ความ(ไม่)จริงแท้ในศรัทธาและความเชื่อของมนุษย์

รีวิว ภาพยนตร์ เอหิปัสสิโก – ความ(ไม่)จริงแท้ในศรัทธาและความเชื่อของมนุษย์

4 ปีหลังจากการเหตุการณ์จับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายซึ่งสร้างทั้งความขัดแย้งและคลางแคลงใจในสังคม ภาพยนตร์สารคดี เอหิปัสสิโก ได้นำเสนอเหตุการณ์นี้จากหลายแง่มุมเพื่อพาผู้ชมออกไปหาออกไปหาความจริงที่ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้

(บทความนี้มีการเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์)

ความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ถือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติทั้ง ‘ความแข็งแกร่ง’ และ ‘ความอ่อนไหว’ ในสังคมไทย

เราอาจมองศาสนาพุทธในด้านของความแข็งแกร่ง เนื่องจากการมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทยซึ่งมีผู้นับถือกว่าร้อยละ 93-94 ความเป็นศาสนาพุทธได้กระจายไปทุกพื้นที่ในสังคม มีบทบาทในการศึกษาของเยาวชน รวมไปถึงการให้ความสำคัญโดยรัฐไทย ถึงขั้นมีการเขียนสนับสนุนการศึกษาศาสนาพุทธไว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ (ในประเทศที่ไม่ได้ประกาศตัวเองเป็นรัฐศาสนา)

ในอีกด้านหนึ่ง ความอ่อนไหว ของศาสนาพุทธคือเราไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์วิถีทางและครรลองของศาสนาพุทธในแง่ของ ‘ความเชื่อ’ แบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างง่ายดายนัก การวิพากษ์วิจารณ์ถึงศาสนามักถูกผลักให้ตกขอบในแง่ของความเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการที่รัฐไทยได้สร้างภาพให้สถาบันศาสนา (พุทธ) เป็นหนึ่งในสามสถาบันหลักของประเทศ การวิพากษ์ให้เกิดความสั่นไหวจึงกลายเป็นภัยคุกคาม

จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เมื่อภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่หลายคนคาดว่าเป็นการวิจารณ์ศาสนาพุทธอย่าง Come and See – เอหิปัสสิโก โดยผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ได้เกิดกระแสข่าวในเรื่องแนวโน้มการถูกห้ามฉายในขั้นตอนการตรวจพิจารณาจากสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวิดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนไม่ต้องการให้ฉายภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ผู้สร้างได้ออกมาชี้แจงต่อคณะกรรมการจนสามารถเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปได้โดยไม่มีการตัดทอนเนื้อหาในวันที่ 6 เมษายน เป็นวันแรกเอหิปัสสิโก

โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้นำเสนอเหตุการณ์ในช่วงปี 2560 ที่พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จึงเกิดปฏิบัติการปิดล้อมวัดเพื่อจับกุมตัวพระธัมมชโยไปดำเนินคดีจนเกิดความขัดแย้ง และการเผชิญหน้าของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มคนที่ศรัทธาในวัดพระธรรมกาย

Come and see

แต่ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำเสนอเหตุการณ์การความขัดแย้งของคดีความระหว่าง DSI กับพระธัมมชโย ภาพยนตร์ได้พาผู้ชมไปสัมผัสถึงเรื่องราวของความเป็นวัดพระธรรมกาย ที่หลายคนมองว่าเป็นสถานที่แห่งทั้งความศักดิ์สิทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ลัทธิมอมเมาโดยใช้ภาพลักษณ์ของศาสนามาเป็นฉากหน้าในความเห็นของคนจำนวนไม่น้อย

สารคดีได้เล่าผ่านบุคคล 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ผู้ที่ศรัทธาในวัดพระธรรมกาย อดีตผู้ที่ศรัทธาในที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ต่อต้าน เจ้าหน้าที่รัฐที่มอง ‘ธรรมกาย’ เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา รวมไปถึงนักวิชาการด้านพุทธศาสนาและสังคมที่มาอธิบายในฐานะมุมมองของคนนอกว่าความเป็นธรรมกายมีที่มาและส่งผลต่อสังคม และวงการศาสนาพุทธในประเทศไทยได้อย่างไร

ภาพยนตร์ได้ทำหน้าที่เช่นเดียวกับชื่อเรื่อง คือพาผู้ชมได้สำรวจเข้าไปในโลกของวัดพระธรรมกายว่าเหตุใดวัดนี้จึงมีผู้ที่ศรัทธากว่า 4 ล้านคน ในทุกช่วงวัยและสาขาอาชีพ และความเชื่อ (ความจริง) ของพวกเขาเป็นอย่างไร โดยการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ศรัทธาอย่างยิ่งยวดเข้ามาเล่าถึงเรื่องราวของแนวคิดคำสอนเขายึดถือ เช่นเรื่องราวการประกอบบุญเพื่อให้เข้าถึงการบรรลุธรรมในแบบของธรรมกาย หรือการมุ่งสะสมบุญเพื่อมีชีวิตในสรวงสวรรค์หลังความตาย ยิ่งทำมาก ยิ่งได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นสูงมากขึ้น

เอหิปัสสิโก, Come and see
ขอบคุณภาพถ่ายจากภาพยนตร์ตัวอย่าง COME AND SEEเอหิปัสสิโก

ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการใช้คำสัมภาษณ์ของบุคคล แต่ภาพเหตุการณ์ภายในวัดพระธรรมกายและวิถี ‘ปฏิบัติธรรม’ ที่ผู้กำกับเลือกเฟ้นมาประกอบเข้าบทสัมภาษณ์ได้ทำให้ผู้ชมได้เข้าใจถึงการประกอบสร้างถึงความจริงที่เหล่าลูกศิษย์ธรรมกายต่างยึดถือเป็นหลักประจำชีวิต ในส่วนนี้อาจทำให้ผู้ชมที่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสถึงความเป็นธรรมกาย หรือได้ตั้งอคติกับทางวัดมาก่อน มีโอกาสทำความเข้าใจกับฝั่งผู้ศรัทธาได้ไม่มากก็น้อย

แต่ก่อนที่เราจะหลงใหลไปกับความเชื่อเช่นเดียวกับฝั่งผู้ศรัทธา ภาพยนตร์ก็ได้มีการตัดสลับกับกับข้อโต้แย้งจากผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับทางวัดไม่ว่าจะเป็นอดีตพระที่เป็นเคยเป็นพระคณะกรรมการระดับสูงของวัดพระธรรมกาย, อดีตลูกศิษย์ของวัดผู้อุทิศตนมาหลายสิบปี รวมไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ ‘ทำบุญ’ ของคนใกล้ชิด คนเหล่านี้ล้วนมีจุดเปลี่ยนในศรัทธาเนื่องจากแนวทางการหาเงินบริจาคเข้าวัดจนเกินพอดี ก่อนที่เริ่มจะตั้งคำถามถึงแนวคิดและคำสอนของวัด (ที่มักเรียกกันว่าเป็น ‘วิชาธรรมกาย’) ในรูปแบบต่างๆ

วัดธรรมกาย
ขอบคุณภาพถ่ายจากภาพยนตร์ตัวอย่าง Come and Seeเอหิปัสสิโก

ซึ่งโดยการตีความส่วนตัวของผู้เขียน มองว่าผู้ที่มีความศรัทธาในวัดจะมีพฤติกรรมการยึดถือในพิธีกรรมและแนวคิดซึ่งเกิดขึ้นภายในวัดเองว่า ถ้าเราปฏิบัติความดีในแบบของธรรมกาย พวกเขาจะมีบุญบารมีที่ดีทั้งในภพชาตินี้และชาติหน้าโดยสนิทใจซึ่งจะตรงข้ามกับบุคคลที่เคยเป็นลูกศิษย์วัดและซึ่งได้มีจุดเปลี่ยนในการตั้งถาม จนเริ่มปฏิเสธความเป็นธรรมกายและออกมายืนในฝ่ายต่อต้าน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นศาสนาพุทธ เพียงแค่ปฏิเสธแนวคิดธรรมกายที่เขาเคยเชื่อเท่านั้น

นอกจากนี้ แนวคิดของทั้งสองฝ่ายจะได้รับการอธิบายโดยนักวิชาการทางศาสนาที่ทำให้ผู้ชมได้ลองพิจารณาใคร่ครวญของแนวคิดความต่างที่เป็นเสมือนความขาว-ดำ ที่มีการตีความต่างกันออกไปตามฝ่ายความเชื่อที่ตนยึดถือ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจตามความเห็นของผู้เขียนคือเรื่อง ‘พุทธพาณิชย์’ ที่มีการให้ความเห็นว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่วัดพระธรรมกายทำก็ไม่ได้ต่างจากวัดอื่นๆ ที่ต้องหล่อเลี้ยงตนเองในสังคมทุนนิยมเท่าใดนัก เพียงแต่ธรรมกายแสดงให้เห็นถึง ‘ขั้นสุด’ ของพุทธพาณิชย์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างชัดเจนและโดดเด่นเกินไป ซึ่งรวมไปถึงความเป็น ‘พุทธศาสนาแบบไทยๆ’ ในด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

 ‘รัฐไทย’ คู่กรณีอันดับหนึ่งของธรรมกาย

นอกจากตัวแทนของสองความเชื่อ ภายในเรื่องยังมีคู่กรณีของวัดที่โดดเด่นที่สุด นั่นคือหน่วยงานรัฐที่มองว่า ‘ธรรมกาย’ เป็นภัยต่อความมั่นคงและเป็นแหล่งบ่อนทำลายศาสนาพุทธตามมาตรฐานในแบบที่รัฐไทยเข้าใจ จนต้องมีการปราบปรามโดยการใช้ ‘กฎหมายพิเศษ’ อย่างมาตรา 44 โดยนายกรัฐมนตรี (ที่ในขณะนั้นยังเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร) จนเกิดการตั้งคำถามถึง ‘ความชอบธรรม’ ของการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐโดยลูกศิษย์วัดพระธรรมกายจนเกิดภาพแห่งความขัดแย้งและการประทะกันในส่วนที่เป็นครึ่งหลังของภาพยนตร์

ดีเอสไอ, วัดธรรมกาย
ขอบคุณภาพถ่ายจากภาพยนตร์ตัวอย่าง Come and Seeเอหิปัสสิโก

โดยในเรื่อง ผู้ชมอาจรู้สึกได้ถึงความสงสัยว่าถ้าหากพระธัมมชโยมีความผิดจริง เหตุใดจึงไม่ใช้กฎหมายธรรมดามาบังคับคดี แต่กลับเป็นกฎหมายพิเศษจากรัฐบาลที่ไม่ได้มาด้วยวิธีการปกติมาบังคับใช้ สิ่งนี้ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัยว่าข้อกล่าวหาของธรรมกายคือการบิดเบือนคำสอนและสิ่งปฏิบัติอันถูกต้องของศาสนาพุทธ (ซึงอาจไม่แน่ชัดว่าถูกต้องมากน้อยแค่ไหนในแบบของไทย) หรือเป็นเพราะรัฐมองว่าธรรมกายเป็นภัยความมั่นคงของตน เพราะมีบทบาทในการชักจูง ควบคุมคนในแง่ของศาสนาที่รัฐบาลไม่อาจควบคุมได้ (หรือถึงขั้นยึดประเทศไทยได้) ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่นักวิชาการที่ได้มาให้ความเห็นในต้นเรื่องกันแน่

ภาพเหตุการณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนกับเหล่าผู้ศรัทธาแห่งวัดพระธรรมกายซึ่งประกาศว่าพร้อมพลีชีพเพื่อบุญ ความดี และหลวงพ่อธัมมชโย อันเป็นฉากที่เปรียบเสมือนการขมวดปมความขัดแย้งที่ให้อารมณ์ไม่ต่างจากภาพยนตร์แอ็กชันหรือเขย่าขวัญ หากแต่ผู้ชม (เช่นผม) อาจรู้สึกสะเทือนในอกเมื่อได้เห็นภาพที่ไม่ใช่เรื่องแต่งแต่เป็นภาพชวนเวทนาของการปะทะกันทั้งทางกายและความคิด จากกลุ่มบุคคลที่ยึดถือในความเชื่อที่แตกต่างกันของตัวเอง

เอหิปัสสิโก, Come and see, วัดธรรมกาย
ขอบคุณภาพถ่ายจากตัวอย่างภาพยนตร์ Come and Seeเอหิปัสสิโก

ไม่มีคำตอบอันแน่ชัด

หากมีคนที่หวังเข้ามาชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อที่จะเข้ามาหาคำตอบว่า ธรรมกายแท้จริงแล้วสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุถึงเนื้อนาบุญหรือไม่ หรือธรรมกายเป็นเพียงสถานที่บิดเบือนคำสอนของพุทธแท้เพื่อหาเงินเพื่อความมั่งคั่งของตน หรือแม้กระทั่งหลวงพ่อธัมมชโยมีความผิดจริงในคดียักยอกทรัพย์หรือไม่ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไม่ได้ให้บทสรุปที่ชัดเจนมากถึงขั้นนั้น

แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถให้กับผู้ชมได้อย่างแน่นอนคือการให้ผู้ชมได้เข้าไปสำรวจสายธารแนวคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นของความเชื่อในจักรวาลแห่งธรรมกาย ซึ่งเป็นบ่อกำเนิดแห่งศรัทธาที่ถูกล้อมกรอบไปด้วยความขัดแย้งจากผู้คนภายนอกที่ไม่ได้เชื่อถือและตั้งอคติถึงความหลอกหลวงหรือความไม่จริงที่เกิดขึ้นในธรรมกายตามความคิดของพวกเขา ผู้กำกับภาพยนตร์ได้ให้น้ำหนักความคิดของทั้งสองฝ่ายและให้พื้นที่การอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ จนไม่รู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (อย่างชัดเจน)

เอหิปัสสิโก, Come and See
ขอบคุณภาพถ่ายจากตัวอย่างภาพยนตร์ Come and Seeเอหิปัสสิโก

นอกจากนี้ งานด้านภาพ การลำดับภาพ/เรื่อง การใส่เสียงประกอบ องค์ประกอบทางภาพยนตร์อื่นๆ ไม่ได้ทำให้ภาพยนตร์สารคดีมีความ ‘น่าเบื่อ’ อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่กลับมีลักษณะเช่นเดียวกับภาพยนตร์จากเรื่องแต่งชั้นดีที่สามารถชักจูงผู้ชมรู้สึกสะเทือนอารมณ์กับความจริงที่ผู้กำกับพยายามเผยออกมาให้เห็นตรงหน้าผู้ชมได้ โดยความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการได้ทำหน้าที่ของความเป็นสารคดีคือการให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ชมได้เปิดมุมมองต่อโลก ได้เรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่ผู้กำกับตั้งประเด็นชวนให้คิดโดยไม่จำเป็นต้องชี้ถูกชี้ผิด

เพราะสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริง บางทีก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความเชื่อ ดังที่ภาพยนตร์ได้ชูประเด็นในเรื่องนี้ขึ้นมานั่นเอง

เรื่อง เกียรติศักดิ์ หมื่นเอ

(ชมภาพยนตร์ตัวอย่าง Come and seeเอหิปัสสิโก ได้ที่นี่)

แหล่งอ้างอิง
เอหิปัสสิโก: อำนาจ ความศรัทธา ความเชื่อ และการตั้งคำถามกับการดำรงอยู่ของสถาบัน
‘เอหิปัสสิโก’ สารคดีสะท้อนปมพระธัมมชโย ส่อแววห้ามฉาย ทีมงานเตรียมแจง ‘กรรมการเซ็นเซอร์’ 10 มี.ค.นี้
รีวิวหนัง “เอหิปัสสิโก” : เมื่อ “ความเชื่อ = ความจริง”
เอหิปัสสิโก: เราจะดู เอหิปัสสิโก ในฐานะภาพยนตร์เรียงความ (ESSAY FILM) อย่างไร?
Facebook Prawit TaengAksorn

อ่านเพิ่มเติม ภิกษุณี : หนึ่งในสี่พุทธบริษัทที่ขาดหาย

ภิกษุณี

เรื่องแนะนำ

ซานตาคลอสเดินทางมาแล้วทั่วโลก

ซานตาคลอส เดินทางมาแล้วทั่วโลก ซานตาคลอส สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับทุกพื้นที่บนแผนที่เก่านี้ ในแอฟริกา ซานตาวัดความสูงของตนกับยีราฟ ขี่ช้างเล่นในอินเดีย ล่องเรือข้ามมหาสมุทร หรือแม้กระทั่งไต่เดินเส้นศูนย์สุตรที่พาดผ่านกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเล่น แผนที่เก่าแก่นี้มีชื่อว่า “A World of Good Wishes at Christmastime” ถูกสร้างขึ้นในปี 1955 โดยบริษัท General Drafting ผู้ผลิตแผนที่สำหรับถนนหนทาง “มันเป็นอะไรที่คลาสสิกมาก” Stephen Hornsby ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเมนและผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Picturing America: The Golden Age of Pictorial Maps” กล่าว “มันสนุกสนานและเต็มไปด้วยจินตนาการ” แผนที่นี้ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากำลังเติบโต ส่งผลให้ประเทศนี้กลายเป็นมหาอำนาจเช่นเดียวกับแผนที่อื่นๆ จำนวนมากในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่นำเสนอประเทศสหรัฐอเมริกาในลักษณะโดดเด่น เต็มไปด้วยความมั่นใจ ดังจะเห็นได้จากแผนที่นี้ที่สหรัฐอเมริกาอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี “มันสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ชนชั้นกลางชาวอเมริกันมองโลกในปี 1950” ทุกประเทศในแผนที่นี้ที่ซานตาไปเยือนเต็มไปด้วยความซุกซน เขาทรงตัวบนยอดหอไอเฟลด้วยปลายนิ้ว, เตรียมกระโดดลงมาจากพีรามิดในอียิปต์, ชำเลียงเมียงมองประเทศในตยุโรปตะวันออกที่อยู่ใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต, แทงฉมวกใส่วาฬนอกชายฝั่งของไอซ์แลนด์ ตลอดจนคลานหาเครื่องดื่มพลางจินตนาการถึงเบียร์เย็นๆ สักแก้วกลางทะเลทรายลิเบีย มองในอีกแง่มุมหนึ่ง แผนที่จากปี […]

บริการเช่าลุงในญี่ปุ่น เมื่อขาดใครสักคนรับฟัง

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามสามารถใช้บริการนี้ได้ผ่านการจองออนไลน์ คุณลุงพร้อมให้เช่ามีอายุตั้งแต่ 45 - 55 ปี สนนราคาชั่วโมงละ 1,000 เยน หรือราว 300 บาท โดยมีข้อแม้ว่าห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันเป็นอันขาด

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

"ถุงขอบคุณ" คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งไชน่าทาวน์ของอเมริกา ทว่าท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม บรรดานักออกแบบรุ่นใหม่พยายามเปลี่ยนถุงเหล่านี้ให้สามารถใช้งานซ้ำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจไม่เปลี่ยนแปลง

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]