สำรวจประเด็นสังคมในแอนิเมชันครอบครัวแห่งปี The Mitchell vs. The Machines

สำรวจประเด็นสังคมในแอนิเมชันครอบครัวแห่งปี The Mitchell vs. The Machines

The Mitchell vs. The Machines ไม่เพียงแต่พาคนดูไปพบกับความสนุกในการกู้โลกของครอบครัวมิตเชล์ล แต่ยังพาคนดูไปสำรวจประเด็นทางสังคมอย่างช่องว่างระหว่างวัยที่อาจทำให้คนดูบางคนต้องย้อนหันกลับไปมองถึงสาเหตุความไม่เข้าใจกันภายในครอบครัวของตน

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สภาวะช่องว่างระหว่างวัย (Generation gap) เป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ ครอบครัวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งสภาวะนี้สามารถก่อให้เกิดได้ทั้งผลดีและผลเสีย ขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวนั้นจะรับมือกับมันอย่างไร

อาจด้วยวิธีประนีประนอมอย่างการจับเข่าคุยกันเพื่อปรับความเข้าใจ หรือบางครอบครัวอาจเลือกที่จะปิดกั้นการเรียนรู้ แล้วใช้อารมณ์ในการโต้เถียงเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น แต่ทว่าในแอนิเมชันอย่าง The Mitchell vs. The Machines นั้นแลดูจะมีวิธีการปรับความเข้าใจกันที่ค่อนข้างจะพิสดารพอสมควร

เทคโนโลยีที่เป็นดาบสองคม

The Mitchell vs. The Machines เล่าถึงเรื่องราวอันแสนวุ่นวายของครอบครัวมิตเชล์ล ที่ไม่ค่อยจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกสาวคนโต เคธี่ กำลังจะย้ายออกจากบ้านเพื่อไปเรียนยังมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ แต่ผู้เป็นพ่ออย่าง ริค กลับไม่เห็นด้วยกับเส้นทางชีวิตของลูก ส่งผลให้วันแห่งการจากลาจบลงด้วยการทะเลาะกัน

ริคพยายามที่จะซ่อมแซมความสัมพันธ์กับลูกสาวอีกครั้ง จึงได้จัดโร้ดทริปครอบครัวเพื่อไปส่งเคธี่ยังมหาวิทยาลัย โดยพ่วงด้วยสมาชิกในบ้าน อีก 2 คน 1 ตัว อย่าง ลินดา ผู้เป็นทั้งแม่และภรรยาที่เปรียบเสมือนคนกลางระหว่างความไม่เข้าใจกันของสองพ่อลูก และแอรอน น้องชายคนเล็กผู้คลั่งไคล้ไดโนเสาร์ ปิดท้ายด้วย มอนชิ หมาปั๊กที่หน้าเหมือนหมูและขนมปังแถว

แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นความโกลาหลเมื่อเหล่าหุ่นยนต์ของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังพยายามที่จะยึดครองโลก และครอบครัวมิตเชล์ลคือมนุษย์กลุ่มสุดท้ายที่เหลือรอด ส่งผลให้พวกเขาต้องกอบกู้โลกจากเทคโนโลยีล้ำยุคและซ่อมแซมความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวไปในระหว่างทาง

กล่าวได้ว่าท่าทีในการนำเสนอของแอนิเมชันเรื่องนี้ดูจะไม่ผิดโผไปจากสูตรสำเร็จและไม่ยากเกินกว่าที่จะสามารถคาดเดาตอนจบของมันได้สักเท่าไหร่นัก แต่ก็ต้องยอมรับในชั้นเชิงของการเล่าเรื่องที่ตลอดการเดินทาง ผู้สร้างเลือกที่จะใส่ท่ายากเข้าไปอย่างพอดีคำมากกว่าที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปตามสูตร

รวมไปถึงมุขตลกสถานการณ์ที่สามารถทำหน้าที่สร้างเสียงหัวเราะได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยเหตุนี้เองความบันเทิงตลอดองก์ 1 และ 2 จึงเข้ามาเกื้อหนุนให้การปิดจบในองก์ 3 สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่คนดูได้อย่างอยู่หมัดตลอดไคล์แม็กซ์

ประเด็นสังคมใหญ่ที่ซ่อนอยู่

แต่ใช่ว่าความบันเทิงจะเป็นสิ่งเดียวที่หนังมอบให้ เพราะจากที่กล่าวไปข้างต้นถึงประเด็น สภาวะช่องว่างระหว่างวัย (Generation gap) ที่มีพื้นฐานอยู่บนความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ “ช่องว่าง” นั้นเขยิบห่างมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันก็สะท้อนสภาพสังคมโลกปัจจุบันได้อย่างร่วมสมัยและรู้สึกจับต้องได้ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คนดูได้คิดตามตลอดทางว่า สิ่งที่ตัวละครเข้าใจในแบบของตนเองนั้นแท้จริงแล้วถูกต้องหรือไม่

การให้คนดูได้ฟังความทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียมถือเป็นจุดแข็งที่น่าชื่นชมของแอนิเมชันเรื่องนี้ที่ไม่ทำให้เกิดอาการเอนเอียงทางความรู้สึกไปยังตัวละครใดตัวละครหนึ่ง และนำมาซึ่งความเข้าอกเข้าใจในตัวละครนั้น ๆ ที่ถึงแม้ว่าในตอนต้นเรื่องพวกเขาอาจจะยังไม่สามารถเชื่อมติดกันได้อย่างลงรอย แต่จากตลอดการเล่าให้ทราบที่ค่อย ๆ เผยความในใจของเรื่องราวออกมา มันก็พอจะทำให้คนดูรู้ว่าต้องเตรียมรอยยิ้มไว้ใช้ในช่วงเวลาไหน

แอนิเมชันเรื่องนี้จึงมีการนำเสนอประเด็นที่ทั้งแนบเนียนและหนักแน่น หลายครั้งหลายคราว มันได้นำเสนอให้คนดูได้เห็นอย่างชัดเจนผ่านความอลหม่านชวนปวดหัวของครอบครัวมิตเชล์ลซึ่งถูกเล่นงานด้วยประเด็นข้างต้นจนยากที่พวกเขาจะเดินหน้าต่อในบางครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกไม่ปรับความเข้าใจกันของสองพ่อลูกจนนำมาซึ่งช่องว่างระหว่างวัยที่ไม่มีท่าทีของการเชื่อมติดกันอีกครั้ง

หรือจะเป็นการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้ใครหลายคนละเลยต่อคนสำคัญรอบข้างไปอย่างไม่รู้ตัว ส่งผลให้โร้ดทริปกู้โลกเชื่อมสัมพันธ์ครอบครัวแฝงไปด้วยความกระอักกระอ่วนในตลอดการเดินทาง หรือแม้กระทั่งบทสนทนาในภาพยนตร์ของเคธี่ มันก็เหมือนกับว่าเธอหยิบยกประโยคที่ผู้เป็นพ่อเคยพูดมาใช้ และตอบโต้มันด้วยความในใจที่เธอไม่อาจพูดออกไปได้ในชีวิตจริง

โลกใบเล็กที่เรียกว่าครอบครัว

แต่กระนั้นเอง ผู้สร้างก็สามารถที่จะหาทางลงให้แก่ปัญหาภายในครอบครัวมิตเชล์ลได้ด้วยรอยยิ้มของทั้งตัวละครและคนดู พวกเขาจึงเปรียบเสมือนเครื่องพิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ในการปรับความเข้าใจกันของคนสองคนซึ่งมีชุดความคิดที่แตกต่างกัน หรือหากให้กล่าวอย่างเน้นเสียงคงเรียกได้ว่าเป็น “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” โดยไม่มีทิฐิในช่วงวัยของกันและกัน

การแก้ปัญหาของตัวละครภายในเรื่องไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขาสามารถกอบกู้โลกเอาไว้ได้ แต่ยังสามารถทำให้พวกเขากอบกู้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของครอบครัวได้อย่างชวนอบอุ่นหัวใจ

เรื่อง พัทธนันท์ สวนมะลิ

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ รายากับมังกรตัวสุดท้าย: ดิสนีย์นำเสนอความเป็นอาเซียนในแอนิเมชันอย่างไร

รายา

เรื่องแนะนำ

หายนะแห่งสงครามซีเรีย

วันที่ 15 มีนาคมนี้ถือเป็นวันครบรอบ 8 ปีของ สงครามซีเรีย แม้ว่าความรุนแรงในสงครามจะลดน้อยลง ทว่าผู้ลี้ภัยก็ยังมีจำนวนมหาศาล

เทศกาลปามะเขือเทศเป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

เทศกาลปามะเขือเทศ เป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่? ทุกวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ในแต่ละปี ที่เมืองบูโยล ในสเปน บรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจะแห่กันมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นั่นคือ เทศกาลปามะเขือเทศ  หรือ La Tomatina เทศกาลที่เปียกชุ่มและวุ่นวาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมามีการออกตั๋วให้สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม ด้วยนโยบายใหม่ที่มุ่งหวังสร้างความเป็นระเบียบขึ้น สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วม มีกฏเพียงไม่กี่ข้อที่ให้ปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นคือ ผู้เข้าร่วมต้องบีบมะเขือเทศให้เแหลกก่อนที่จะขว้างปา (เพราะการขว้างมะเขือเทศทั้งลูกก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บได้) นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมควรสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ที่มั่นใจได้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้วหลังผ่านสงครามมะเขือเทศมาเป็นร้อยๆ ลูก และสุดท้ายห้ามเริ่มต้นขว้างปาก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นั่นคือสัญญาณเสียงจากปืนใหญ่ จุดเริ่มต้นของเทศกาลปามะเขือเทศเกิดขึ้นในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยตำนานและเรื่องเล่าขานมากมายที่ใช้อธิบายถึงมูลเหตุของการขว้างปามะเขือเทศใส่กัน อย่างไรก็ตามเหตุผลหลักที่ยังคงทำให้มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมในทุกปีนั่นก็คือ ความสนุก (รู้จักเทศกาลปามะเขือเทศแล้ว อย่าพลาดชมเทศกาลขว้างปาแป้งและไข่ในสเปนเช่นกัน) แต่หลังจากที่มะเขือเทศลูกสุดท้ายตกลงยังพื้นของจัตุรัสที่ย้อมสีของถนนให้เป็นสีแดงฉาน เกิดคำถามใหญ่ตามมาว่าเทศกาลนี้กำลังเป็นเทศกาลสร้างขยะอาหารครั้งใหญ่หรือไม่? เทศกาลถูกประณามว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ในขณะที่ผู้คนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร ในปี 2016 กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ หลังไนจีเรียประสบกับการขาดแคลนมะเขือเทศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียผลผลิตรายปีไปถึง 80% แม้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองจะไม่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันก็ตาม มะเขือเทศที่ถูกนำมาใช้ในเทศกาลไม่ใช่มะเขือเทศที่จะไปอยู่ในจานสลัดของคุณ พวกมันเป็นผลผลิตส่วนเกินและส่วนใหญ่กำลังจะเน่าเสีย แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ที่อาหารถูกนำมาขว้างปาเล่น? โดย ฟีโอนา แทป   อ่านเพิ่มเติม วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 […]

พบกับบรุษผู้ยังคงอาศัยอยู่ในนครหินโบราณ

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าชนเผ่าเบดูอินเข้ามาตั้งรกรากยังนครหินเพตราตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ปัจจุบัน Mofleh Bdoul เป็นชาวเบดูอินเพียงคนเดียวที่ยังคงอาศัยอยู่ในแหล่งมรดกโลกนี้

เหตุใดชาวอะบอริจิน ออสเตรเลีย จึงเลือก เผาป่า เพื่อรักษาแผ่นดินและบ้านเกิด

ชาวอะบอริจินในออสเตรเลียรื้อฟื้นแนวปฏิบัติโบราณของการชิง เผาป่า เพื่อสงวนรักษาและฟื้นฟูดินแดนบ้านเกิด และช่วยค้ำจุนชุมชนของตน แสงแรกของวันต้นเดือนพฤศจิกายน ใกล้บริเวณที่เรียกว่า โกรกธารเดฟแอดเดอร์ บนชายขอบด้านตะวันตกของพื้นที่คุ้มครองชนพื้นเมืองวอร์เดเคน ความร้อนอบอ้าวแบบเขตศูนย์สูตรของออสเตรเลียเหนือ พุ่งปะทะอารีเจย์ นาบาร์ลัมบาร์ล ขณะเขากระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์ แล้วสาวเท้าไปทางกองไฟ เปลวเพลิงเตี้ยๆ ทอดคดเคี้ยวแผดเผาพื้นที่ชุ่มน้ำแห้งผาก เหลือไว้แต่ผืนดินไหม้เกรียมกับต้นเสม็ดขาวที่เต็มไปด้วยแผลไหม้ดำเป็นปื้น ชายหนุ่มวัย 25 ปี เดินเรียงแถวตามหลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีกสองนาย เสียงกระหึ่มของเครื่องเป่าใบไม้ดังกลบเสียงปะทุของไฟที่ เผาป่า ทั้งสามเดินเลาะแนวขอบไฟอย่างเป็นแบบแผน พลางเป่าเศษใบไม้ตามขอบให้ปลิวกลับเข้าไปในกองไฟ เพื่อกันไม่ให้ไหม้ลามออกมา พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าชนพื้นเมืองสามทีมในพื้นที่ห่างไกลแถบนี้ของภูมิภาค อาร์เนมแลนด์ ห่างจากเมืองดาร์วินไปทางตะวันออกราว 260 กิโลเมตร และกำลังสู้กับไฟป่าปลายฤดูที่เกิดจากฟ้าผ่า แล้วแตกเป็นนิ้วไฟลามออกไปหลายทิศทาง นาบาร์ลัมบาร์ลหยุดพักครู่หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์ไฟในพื้นที่รับผิดชอบ เขาเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย งานนี้เปิดโอกาสให้เขาย้ายจากเมืองที่ไปเรียนหนังสือ กลับมาอยู่ดินแดนของบรรพบุรุษ ในช่วงแปดปีนับจากนั้น เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับไฟป่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นเรื่องราวทอดข้ามเวลาหลายหมื่นปีที่ชนเผ่าของเขาอาศัยอยู่ในดินแดนนี้ เขาเตะเปลือกไม้คุไฟแผ่นหนึ่งให้หลุดจากโคนไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเกาะติดอยู่ “ดูดีอยู่ครับ เพราะมีการชิงเผากันก่อนแล้ว และมีลำห้วยอยู่ใกล้ๆ ด้วยสายหนึ่ง” เขาอธิบาย นาบาร์ลัมบาร์ล ปาดเหงื่อที่คิ้ว เพ่งมองฝ่าควันไฟออกไป ดินแดนนี้เป็นบ้านของชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่นและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จำนวนมาก ซึ่งรวมถึงวอลลารูสีดำ ควอลล์ถิ่นเหนือ และนกกระจิบหญ้าคอขาว และยังหลากล้นด้วยน้ำตกตระการตา หมวดหินต่างๆ […]