เผยเบื้องหลังภารกิจช่วยชีวิต 13 หมูป่าในถ้ำหลวง กับนักดำน้ำในถ้ำ ริค สแตนตัน

เผยเบื้องหลังภารกิจช่วยชีวิต 13 หมูป่าในถ้ำหลวง กับนักดำน้ำในถ้ำ ริค สแตนตัน

“เราไม่มีแผนสอง” พบกับ ริค สแตนตัน ผ่านบทสัมภาษณ์โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561 นับเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเมื่อทีมนักฟุตบอลเยาวชนและผู้ช่วยผู้ฝึกสอนรวม 13 ชีวิตหายตัวไปในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แม้ทีมฟุตบอลจะหายตัวไม่ถึงเวลา 24 ชม. แต่ระดับน้ำในฤดูฝนที่กำลังไหลบ่าในถ้ำสร้างความกังวลถึงความปลอดภัยของผู้สูญหายทั้ง 13 ชีวิตให้หลายฝ่ายเป็นอย่างมาก

ทางการไทยได้รับข้อความจากนักสำรวจถ้ำชาวอังกฤษท่านหนึ่ง ในข้อความกล่าวถึงชื่อของชาวอังกฤษสามท่าน ซึ่งมีชื่อว่าริค สแตนตัน (Rick Stanton) ร็อบ ฮาร์เปอร์ (Rob Harper) และจอห์น โวลันเธน (John Volanthen)

“They’re the world’s best cave divers, please contact them…Time is running out.”
[พวกเขาเป็นนักดำน้ำในถ้ำที่เก่งที่สุดในโลก โปรดรีบติดต่อพวกเขา เวลาเหลือน้อยลงทุกที]

“ริค สแตนตัน” นักดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษ ผู้นำภารกิจคนสำคัญในการกู้ภัยและค้นหาทีมนักฟุตบอลเยาวชนและครูผู้ช่วยผู้ฝึกสอน 13 ชีวิตในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ปี พ.ศ 2561 รูปภาพโดย LINH PHAM, GETTY IMAGES

ชาวอังกฤษทั้งสามมาถึงประเทศไทยภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาก็ได้เป็นส่วนสำคัญของภารกิจในครั้งนี้ อาสาสมัครหลายชีวิตและหลายหน่วยงานทำงานแข่งกับเวลาและเผชิญกับอุปสรรคมากมายเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์ในระหว่างที่ทั่วโลกเฝ้าจับตา จนในที่สุด วันที่ 10 กรกฎาคม ทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือนักฟุตบอลทั้ง 13 คนออกจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย

คุณสแตนตัน อดีตนักดับเพลิงที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำปฏิบัติการครั้งนี้ ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตหลังเกษียณในวัย 60 ปี หลังภารกิจกู้ภัยที่ถ้ำหลวง คุณสแตนตันได้รับบทนำแสดงในสารคดีเรื่อง “The Rescue” ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และเขายังได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อว่า “Aquanaut: The Inside Story of the Thai Cave Rescue” อีกด้วย

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณสแตนตันเกี่ยวกับชีวิตของเขาทั้งก่อนและหลังภารกิจ สัมภาษณ์โดยคุณโจเอล บอร์น (Joel K. Bourne Jr.)

การสัมภาษณ์บางส่วนถูกตัดและแก้ไขตามความเหมาะสม

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (โจเอล บอร์น): คุณเคยบอกว่าคุณชอบกิจกรรมว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก

RS (ริค สแตนตัน): ผมสนใจกิจกรรมในน้ำมาตลอดและผมก็ว่ายน้ำเก่งด้วย ผมโตมาในช่วงยุค ค.ศ. 1960 กับ 1970 ซึ่งตอนนั้นสารคดีดำน้ำกับฌาคส์ กุสโต (The Undersea World of Jacques Cousteau) ยังมีฉายตามโทรทัศน์อยู่ และผมก็ใส่บูทยางมาทั้งชีวิตด้วย ใส่ไปตกปลา ใส่ตอนดับเพลิง ใส่ตอนสำรวจถ้ำ ขนาดราศีเกิดผมก็ยังเป็นราศีมีนด้วย ถ้าคุณเชื่อเรื่องพวกนั้นนะ

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: คุณรู้จักการสำรวจถ้ำครั้งแรกในปี ค.ศ.1979 ตอนคุณดูสารคดีเรื่อง “The Underground Eiger” ที่นักสำรวจสามคนทำลายสถิติดำน้ำในถ้ำเมืองยอร์กเชอร์ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณหลงใหลการสำรวจถ้ำขึ้นมาครับ

RS: มันทำให้ผมอยู่ในสภาวะจดจ่อนะ ตอนนั้นผมก็รู้จักการปีนเขา แต่การดำน้ำมันดูตื่นเต้นกว่า ลงไปใต้ดินแล้วก็ลงไปใต้น้ำอีก มันเหมือนของดีหลายๆ อยู่รวมเป็นแพ็กเกจเดียวกัน ซึ่งผมชอบมาก

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: ชมรมนักสำรวจถ้ำในมหาวิทยาลัยเหมือนจะเป็นบ้านอีกหลังของคุณเลยสินะครับ

RS: ใช่เลยครับ มันเหมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของผม และสมาชิกในชมรมก็เป็นเหมือนครอบครัวของผมด้วย ธรรมชาติของการสำรวจถ้ำมันทำให้คุณต้องพึ่งพาคนอื่นซึ่งทำให้เราผูกพันกันมาก ขนาดว่าผ่านไป 42 ปีแล้ว สมาชิกหก-เจ็ดคนของเรายังอยู่พร้อมหน้ากันช่วงวันหยุดเดียวกับที่เด็กๆ เข้าไปหลงในถ้ำอยู่เลย

เหล่าทีมกู้ภัยฉุกเฉินรวมตัวกันหน้าถ้ำ ซึ่งการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลไทยและอาสาสมัครจากทั่วโลก
ภาพถ่ายโดย TASSANEE VEJPONGSA, ASSOCIATED PRESS

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: สำหรับหลายคนการดำน้ำในถ้ำมืดๆ นี่นับเป็นฝันร้ายอย่างหนึ่งเลยนะ แต่ทำไมคุณถึงคิดว่ามันสนุกล่ะ

RS: คุณรู้ถึงความรู้สึกในสภาวะจดจ่อที่เราปล่อยวางทุกอย่างให้ใจมันอยู่กับช่วงเวลาหนึ่งรึเปล่า ผมว่าตอนดำน้ำในถ้ำเนี่ย ประสาทสัมผัสมันถูกจำกัดไว้หมด มองอะไรก็ไม่ชัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงฟองน้ำเป็นเหมือนเสียงกล่อม ซึ่งคุณรู้สึกเพียงแค่นั้น

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: ในเรื่อง The Rescue มีคนในทีมบอกว่าการดำน้ำเหมือนกับการลอยตัวในอวกาศ

RS: ฟังดูน่าทึ่งใช่มั้ยล่ะ คุณเคยฝันว่าอยากจะบินมั้ย การดำน้ำมันก็เหมือนแบบนั้นแหละ แบบที่ว่าคุณจะเคลื่อนไหวแบบสามมิติไปทางไหนก็ได้ ถ้ามีรูอยู่บนเพดานถ้ำคุณก็บินขึ้นไปบนนั้นได้ มันเหมือนลอยตัวกับชุดกระรอกบินในแบบสโลว์โมชั่นสุดๆ

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: ก่อนที่คุณได้รับการติดต่อให้ไปช่วยเด็กๆ ที่ไทย คุณเป็นทั้งอาสากู้ภัยและกู้ศพติดถ้ำมาแล้วหลายครั้ง ครั้งหนึ่งคุณเคยต้องกู้ศพเพื่อนของคุณเองด้วย

RS: มีแค่นักสำรวจถ้ำเท่านั้นที่จะช่วยนักสำรวจถ้ำด้วยกันได้ มันไม่มีทีมกู้ภัยมืออาชีพ แม้แต่ในสหราชอาณาจักรเอง คุณต้องพึ่งคนที่มีประสบการณ์การดำน้ำและกู้ภัยในถ้ำเท่านั้น

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: ทำไมกองกำลังพิเศษจากรอบโลกถึงไม่มีใครหาวิธีที่มันใช้ได้ผลเลย แต่ทีมนักดำน้ำวัยกลางคนจากอังกฤษถึงทำได้ล่ะ

RS: เป็นเพราะประสบการณ์ช่ำชองของพวกเราเอง และเรารู้ว่าพวกหนุ่มๆ ไม่มีทางว่ายน้ำออกมาเองได้ถ้าเราไม่ใช้ยาสลบ มันไม่เกี่ยวว่าคุณจะมีความกล้าหาญและมั่นใจแค่ไหนก่อนเอาหัวจุ่มน้ำ ไม่มีใครจะคุมสติตัวเองในสภาพนั้นได้นานถึงสองชั่วโมง มันเป็นไปไม่ได้

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: ครั้งแรกที่ผมได้ยินแผนของคุณว่าเด็กๆ จะถูกให้ยาสลบกับถูกมัดเพื่อให้คุณและนักดำน้ำคนอื่นๆ ลำเลียงตัวพวกเขาออกมาได้ มันฟังดูน่ากลัวมาก ผมคิดว่าคนทั้งโลกก็กลัวเหมือนกัน แล้วมันมีอะไรมาดลใจให้คุณคิดแผนนั้นขึ้นมาล่ะ เป็นเพราะคนงานปั้มน้ำที่คุณดำน้ำพาเขาออกมาในวันแรกรึเปล่า

RS: ก็มีส่วนบ้าง คนงานปั้มก็ปัจจัยหนึ่ง อีกปัจจัยนึงมาจากตอนที่ผมกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งกำลังซ้อมดำน้ำกู้ภัยในถ้ำ เพื่อนผมก็เป็นนักดำน้ำมีประสบการณ์คนหนึ่ง แต่เขาขอยกเลิกการซ้อมเพราะเขารู้สึกไม่ดีตอนมีคนคอยนำเขาอยู่ใต้น้ำ

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: คุณหมอริชาร์ด แฮร์ริส นักดำน้ำและวิสัญญีแพทย์ชาวออสเตรเลียเคยบอกว่าแผนของคุณไม่มีทางสำเร็จแน่ กว่าจะเขาจะยอมร่วมมือก็ต้องโน้มน้าวกันสุดๆ

RS: ผมไม่เห็นว่ามันจะมีทางให้แผนนั้นล้มเหลว เราคิดแผนในการลำเลียงตัวไว้แล้วอย่างดี ทั้งเรื่องอากาศหายใจและเรื่องอื่นๆ ถ้าตอนนั้นคุณมีคำถามด้านความปลอดภัย ผมก็ตอบคุณได้ทันทีเลยว่าเราคิดไว้แล้วและนี่คือวิธีของเรา

นักดำน้ำช่วยนำเสบียงและของยังชีพอื่นๆ ไปให้ทีมผู้รอดชีวิตซึ่งอยู่ลึกในถ้ำถึง 3 กิโลเมตรระหว่างที่หลายฝ่ายกำลังวางแผนนำตัวพวกเขาออกจากถ้ำ รูปภาพโดย ROYAL THAI NAVY FACEBOOK PAGE VIA AP

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: แต่มันไม่มีแผนสำรองอื่นแล้วเหรอครับ

RS: มันไม่มีคำว่าแผนสำรอง

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: ทหารไทยเสนอว่าควรให้เด็กๆ รออยู่ในนั้นจนกว่าจะหมดฤดูฝนก่อน

RS: นั่นไม่มีทางทำได้ เพราะเรากักตุนอาหารไว้ในนั้นได้ไม่พอ ถ้าน้ำเต็มถ้ำคุณไม่สามารถดำน้ำนำเด็กออกมาได้ ต่อให้มีเชือกนำทางขึงไว้ คุณก็ดึงตัวเองตามเชือกในน้ำไม่ได้ ถึงจะรอสามสี่เดือนให้ฤดูฝนผ่านไปแต่น้ำก็ยังขังในถ้ำอยู่ดี

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: แล้วยังมีเรื่องที่ก๊าซ CO2 เพิ่มสูงขึ้น ก๊าซออกซิเจนเริ่มลดน้อยลง จนเด็กบางคนเริ่มมีอาการติดเชื้อในปอดอีก

RS: ไม่มีทางที่การรอจะใช้ได้ผล มันไม่ใช่แค่การคาดการณ์ของผมด้วย แต่ถ้าเรารอ เด็กๆ ต้องตายอย่างแน่นอน

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: หลังจากทุกอย่างจบลง ช่วงเกษียณของคุณก็ไม่เงียบสงบเหมือนเดิมอีก

RS: ผมเคยพูดเล่นๆ อยู่ว่าวัยเกษียณของผมกำลังไปได้ดีเลย จนกระทั่งเด็กพวกนี้ทำตัววุ่นวาย ส่วนตัวผมเอง ผมว่ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในตัวผม แต่ที่แน่ๆ มันเปลี่ยนตัวตนบนโลกนี้ของผมไป โอกาสหลายอย่างก็เข้ามา ปีที่แล้วผมไปอยู่กองถ่ายในออสเตรเลียมาตั้งสองเดือนครึ่ง มีคุณ Ron Howard คุณ Viggo Mortensen กับคุณ Colin Farrell ด้วย

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก: เราจะเรียนรู้อะไรจากปฏิบัติการกู้ภัยในถ้ำครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้ได้บ้างครับ

RS: การทำงานร่วมกันทำให้เกิดผลสำเร็จ และการไว้ใจผู้เชี่ยวชาญก็ด้วย ซึ่งใช้ได้ในกรณีอื่นเหมือนกัน อย่างเรื่องไวรัสโคโรนาเนี่ย ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องระบาดวิทยาเลย คนทั่วไปก็ด้วย แต่บางครั้งคุณก็ต้องเชื่อใจคนอื่นบ้าง

เรื่องโดย JOEL K. BOURNE, JR.

แปลจาก Inside the risky cave dive that rescued a Thai soccer team โดย นิธิพงศ์ คงปล้อง

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม ปฏิบัติการช่วย “13 หมูป่า” สามสัปดาห์ในโลกที่เคยเป็นไปไม่ได้

เรื่องแนะนำ

จดหมายถึงคนรุ่นใหม่ ในยุคสมัยแห่ง โควิด-19

พวกเรากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ใต้เงื้อมเงาของ โควิด-19 ความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีบางคนชอบเรียกพวกเราว่า “เจเนอเรชันพัง ๆ” แต่เราขอบอกว่า อย่าได้ประเมินความสามารถในการก้าวข้ามอุปสรรคของพวกเราต่ำเกินไป ใครจะไปรู้ล่ะว่า คำสั่งให้อยู่บ้านเนื่องจากการระบาดของ โควิด-19 จะทำให้เกิดการพลัดถิ่นขนานใหญ่ถึงเพียงนี้ นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนในรุ่นเรารู้สึกกับช่วงต้นปี 2020 คนอย่างพวกเราที่เพิ่งจะได้เริ่มลิ้มรสอิสรภาพและวัยผู้ใหญ่ก่อนที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะทำให้ทุกอย่างพังครืน บางทีพวกเราที่ตอนนี้อายุ 18 ถึง 25 ปี อาจต้องการชื่อเรียก แทนที่จะต้องเป็นคนรุ่นครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั่นคือรู้สึกเด็กเกินกว่าจะเป็นมิลเลนเนียล แต่แก่เกินกว่าจะเป็นเจนซี แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เราอยู่ตรงจุดพลิกผันสำคัญของชีวิตส่วนตัว ณ ช่วงเวลาที่โลกดูเหมือนกำลังจะระเบิดออกในหลาย ๆ ด้าน เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ถูกนำมาใช้ ผมติดตามว่าเพื่อนคนไหนต้องระหกระเหิน เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ไร้ผู้คน ผมรู้ว่าใครต้องออกจากอพาร์ตเมนต์แรกของตัวเองเพื่อกลับไปยังห้องนอนวัยเด็ก ใครถูกล็อกดาวน์อยู่หลังเขาหรือชายหาด และคนไหนที่พื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เหลือทางเลือกให้ นอกจากจะต้องอยู่ในเมืองที่ถูกโรคระบาดเล่นงานอย่างหนัก ในจดหมายที่เขียนถึงกันนั้น ผมกับเพื่อน ๆ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้สึกนึกคิดทำนองนั้น ความอ่อนไหวที่ไม่ได้แสดงออกทางข้อความสั้นหรือกลุ่มซูม (ซึ่งเราก็ยังใช้อยู่แหละ) บางสิ่งที่อยู่ในการเขียนจดหมายด้วยลายมือแบบเดิมๆ เหมือนจะดึงอารมณ์ต่าง ๆ และความเปราะบางทั้งหลายออกมาในแบบที่พวกเราหลายคนไม่เคยประสบมาก่อน นํ้าเสียงของจดหมายพวกนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเราเอง ตั้งแต่ความวิตกกังวลไปจนถึงการพินิจใคร่ครวญ ความตื่นกลัวถึงความสงบนิ่ง […]

ในเนเธอร์แลนด์ คุกที่ว่างเปล่า กลายเป็นบ้านสำหรับผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี โรเวล ภาพถ่าย มุฮัมหมัด มูเฮเซน Associated Press ขณะที่อัตราอาชญากรรมในประเทศและประชากรในเรือนจำลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเรือนจำนับสิบแห่งต้องปิดตัวลงพร้อมกัน  ดังนั้น  เมื่อจำนวนผู้อพยพเริ่มสูงขึ้น  โดยปีที่แล้วเพียงปีเดียวมีผู้อพยพมากกว่า 50,000 รายเดินทางเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ และหน่วยงานรับผู้ลี้ภัยกลางหรือซีโอเอ (Central Agency for the Reception of Asylum Seekers; COA)  ก็มองเห็นทางออก ช่างภาพ มุฮัมมัด มูเฮเซน เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สองสมัย  และหัวหน้าช่างภาพของ AP ประจำภูมิภาคตะวันออกกลางได้อุทิศเวลาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาถ่ายภาพวิกฤติผู้อพยพ  “คำถามที่มักผุดขึ้นในหัวของผมคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้” เขากล่าว “การเดินทางไม่ได้หยุดลง เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าประเทศ” ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มูเฮเซนเริ่มได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการนำเรือนจำมาเป็นที่พักของผู้อพยพ “ผมยังไม่เข้าใจดีนัก” เขาบอก “ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะ รู้สึก เหมือนอยู่ในที่คุมขัง” เขาใช้เวลาหกเดือนในการขออนุญาตเข้าไปถ่ายรูปในเรือนจำแห่งหนึ่ง  สุดท้ายแล้ว มูเฮเซนใช้เวลา 40 วันในการเยี่ยมเยือน คุกเนเธอแลนด์ สามแห่ง เพื่อทำความรู้จักผู้อยู่อาศัยในนั้นและถ่ายภาพชีวิตของพวกเขา “เรากำลังพูดถึงคนหลายสิบเชื้อชาติ” เขากล่าว […]

แรงงานขนอิฐ เบื้องหลังอุตสาหกรรมก่อสร้างอันรุ่งเรืองในอินเดีย

เรื่องราวของ แรงงานอินเดีย นับล้านคนผู้กระเสือกกระสนในอุตสาหกรรมโรงอิฐฝุ่นคลุ้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานใช้หนี้ จึงต้องตรากตรำทำงานอันยากลำบากนี้ต่อไป พื้นที่ใกล้เมืองธุบรี (Dhubri) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอัสสัม (Assam) ประเทศอินเดีย บริษัทอิฐเอบีซีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมตลิ่งแม่น้ำพรหมบุตรมีไอน้ำคลุ้ง อันเป็นบรรยากาศเช่นเดียวกับโรงทำอิฐอีกราวสองแสนโรงทั่วอินเดีย ชาซิมา คาธุม หญิงสาววัย 24 ปี มีชะตากรรมเช่นเดียวกับแรงงานกว่า 12 ล้านที่ต้องตรากตรำทำงานในโรงทำอิฐฝุ่นคลุ้ง คาธุมเป็นหญิงร่างเล็ก ผอมแห้ง หน้าคม แต่ดูแก่กว่าคนรุ่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเธอ ซึ่งทำงานเป็นคนทำอิฐเช่นเดียวกัน ต้องฝืนใจขายพื้นที่ฟาร์มเล็กๆของครอบครัว เนื่องจากที่ดินผืนนั้นไม่สามารถเพาะปลูกได้อีกต่อไป และพวกเขาต้องการเงินก้อนเพื่อสร้างบ้านสำหรับลูกสาวทั้งหกคน ดังนั้น คาธุมจึงต้องเลิกเรียนกลางคันตั้งแต่อายุ 14 ปี และออกมาใช้แรงงานอย่างหนักนับตั้งแต่นั้น ภายใต้บรรยากาศปล่องควันของโรงงานทำอิฐหลากหลายโรงในพื้นที่ ในช่วงเวลา 5 เดือนของหน้าแล้งทุกปี ภายใต้ดวงอาทิตย์อันร้อนระอุ เธอต้องลากก้อนอิฐน้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม ซึ่งเป็นก้อนอิฐที่ยังไม่ผ่านการเผา ราว 8 ถึง 10 ก้อน ประหนึ่งว่าเธอเป็นรถยกแรงงานมนุษย์ หญิงสาวขนอิฐเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรต่อวัน เพื่อขนถ่ายก้อนอิฐดิบไป-กลับยังเตาเผา เหงื่อที่โทรมหน้าของเธอเกาะไปด้วยฝุ่นหนาราวกับเอาโคลนมาพอกไว้ (เชิญคลิกชมวิดีโอการทำงานอันเหนื่อยยากของแรงงานขนอิฐแห่งอินเดีย) “ฉันได้เงิน […]

ลมหายใจจากรุ่นสู่รุ่นของชนเผ่าบาจาว ยิปซีแห่งท้องทะเล

ชนเผ่าบาจาว ผู้อาศัยในท้องทะเลตลอดชีวิต จนเกิดลักษณะพิเศษทางกายภาพ พวกเขากำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ชนเผ่าบาจาว – ในมหาสมุทรแปซิฟิค มีพื้นที่พิเศษที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำจำกัดความว่า “สามเหลี่ยมปะการัง”    เป็นทะเลที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อระหว่างสามประเทศ ด้านบนคือฟิลิปปินส์ ทางตะวันตกเป็นเกาะบอร์เนียวของมาเลเซียจรดอินโดนีเซีย ส่วนด้านตะวันออกคลุมพื้นที่จนสุด ปาปัวนิวกินี      จากการศึกษาบริเวณนี้มีปะการังกว่า 76% ของชนิดที่พบในโลกพบในบริเวณนี้    ปริมาณและชนิดของสัตว์น้ำมีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าแหล่งอื่นๆ บนโลก และมีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตร ด้วยความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์น้ำอันอุดมสมบูรณ์ บริเวณนั้นมีชาติพันธุ์พิเศษเร่ร่อนอยู่ในท้องทะเล หลายคนเรียกพวกเขาว่า ‘ยิปซีแห่งท้องทะเล’  หรือ ‘ ชนเผ่าบาจาว ’ นั่นเอง แต่เดิมชนเผ่าบาจาวอาศัยอยู่แต่ในเรือไม่ได้ลงหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่แต่อย่างใด ชนเผ่าพิเศษนี้อาศัยท้องทะเลตลอดทั้งชีวิต  บรรพบุรุษของพวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในท้องทะเล อาศัยตัวเปล่าและการกลั้นลมหายใจโดยไร้อุปกรณ์ดำน้ำจับสัตว์น้ำ  อาศัยเพียงลมหายใจเดียวในการดำน้ำ จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า เนื่องจากชาวบาจาวใช้เวลาหลายชั่วโมงของแต่ละวันในการดำน้ำ ทำให้พวกเขามี DNA พิเศษไม่เหมือนผู้คนผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่ DNA ที่ว่าส่งผลให้ม้ามของชนเผ่าบาจาวมีขนาดใหญ่กว่าผู้อาศัยบนบกในพื้นที่ใกล้เคียงกันถึง 50% ชาวบาจาวจึงสามารถดำน้ำได้นานถึง 13 นาที และลงไปได้ลึกกว่า 60 เมตรด้วยตัวเปล่า เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่สามารถกลั้นหายใจได้ราวหนึ่งนาทีเท่านั้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพนี้ อาศัยการวิวัฒนาการในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา จากการศึกษาหลักฐานของชนเผ่าบาจาวย้อนกลับไปได้ถึง 15,000 […]