ญี่ปุ่นเปลี่ยนคุกเก่าแก่ให้กลายเป็นโรงแรมหรู ฟื้นฟูการท่องเที่ยวของเมือง

ญี่ปุ่นเปลี่ยนคุกเก่าแก่ให้กลายเป็นโรงแรมหรู ฟื้นฟูการท่องเที่ยวของเมือง

ญี่ปุ่นเปลี่ยนคุกเก่าแก่ให้กลายเป็นโรงแรมหรู ฟื้นฟูการท่องเที่ยวของเมือง แห่งแรกของญี่ปุ่น มีเว็บไซต์ภาษาไทย

อดีตเรือนจำอันเก่าแก่ของเมืองนาราบนเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น เตรียมเปลี่ยนตัวเองเป็นโรงแรมหรูภายใต้การจัดการของบริษัทโฮชิโนะรีสอร์ท (Hoshino Resorts) เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของเมือง ถือเป็นเรือนจำแห่งแรกในญี่ปุ่นที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นในเดือนกรกฏาคมปี 1908 ซึ่งออกแบบโดย เคอิจิโร ยามาชิตะ (Keijiro Yamashita) เจ้าหน้าที่ของกระทรวงกฎหมาย และงานก่อสร้างดำเนินการโดยนักโทษ เป็นเรือนจำเพียงแห่งเดียวที่ยังคงสภาพสมบูรณ์จากคุกทั้ง 5 ที่สร้างโดยรัฐบาลเมจิ (ช่วงปี 1869-1912)

พื้นที่เรือนจำทั้งหมดมีประมาณ 106,000 ตารางเมตร แต่จะถูกปรับปรุงเป็นห้องพักของโรงแรมทั้งหมด 48 ห้องจากห้องขังเดี่ยวประมาณ 9 ห้องและที่เหลือเป็นห้องขังทั่วไป ขณะเดียวกันป้อมรักษาความปลอดภัยจะถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่รับรองและพื้นที่ส่วนกลาง

ทางบริษัทโฮชิโนรีสอร์ทระบุว่าจะไม่แตะต้องอาคารบางหลังเนื่องจากจะใช้งานเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้แขกและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงความดั้งเดิมของเรือนจำแห่งนี้ ตามการประเมินของโดยกระทรวงยุติธรรมระบุว่าค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงนั้นอาจสูงถึง 15 พันล้านเยน หรือประมาณ 3,900 ล้านบาท

แม้การเปลี่ยนแปลงเรือนจำเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปีจะมีความท้าทายอย่างมาก แต่ทางบริษัทก็มองเช่นกันว่านี่เป็นโอกาส “ในการปรับปรุงการท่องเที่ยวของเมืองนารา” อย่างไรก็ตามยังคงต้องมีรายละเอียดให้ตัดสินใจอีกมาก

การปรับเปลี่ยนจะเริ่มขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ซึ่งก็คือเดือนกันยายนและคาดว่าจะแล้วเสร็จในฤดูร้อนปี 2024 นอกจากนี้ ทางรีสอร์ทได้มีเว็บไซต์เพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และมีภาษาไทยด้วย สามารถเข้าชมได้ที่ http://former-nara-prison.com/th/

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
Photograph by http://former-nara-prison.com/

ที่มา
.
https://www.designboom.com/architecture/japan-nara-oldest-prison-regenerated-luxury-hotel-06-03-2022/
.
https://www.timeout.com/tokyo/news/japans-oldest-prison-soon-to-be-turned-into-a-luxury-hotel-062222?fbclid=IwAR1pd6drsVktd2TGRg8cgWzOzHmFA4YI8GBza5xci1DEPMlQ3kg6I5ljFsk
.
https://www.asahi.com/ajw/articles/14636187

เรื่องแนะนำ

ฟันของเฟรดดี เมอร์คิวรี ช่วยเขามีเสียงร้องที่ไม่เหมือนใครจริงหรือ?

เฟรดดี เมอร์คิวรี นักร้องนำวง Queen ปฏิเสธการศัลยกรรมตกแต่งฟันที่ยื่นออกมา แม้จะมีชื่อเสียงเงินทองมากมายแล้วก็ตาม เพราะเชื่อว่าเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของเขามาจากฟันยื่นๆ นี้

วงล้อสีผิวมนุษย์

สีผิวของคุณสีอะไร? ผลงานจากช่างภาพชาวบราซิลเก็บภาพถ่ายบุคคลจำนวน 4,000 ภาพและสีผิวอันหลากหลายใน 18 ประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผิวสีดำและผิวสีขาวนั้นไม่มีอยู่จริง

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและ ปาเลสไตน์

การโจมตีทางอากาศด้วยจรวดสู่ฉนวนกาซากว่า 600 ร้อยลูกเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักซึ่งคาดว่า ประชาชนชาว ปาเลสไตน์ เสียชีวิตแล้วอย่างน้อยสองร้อยราย ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่นานนับร้อยปี เพื่อแย่งชิงดินแดนอันศักสิทธิ์ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างความเป็นเจ้าของ จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ปาเลสไตน์ ย้อนกลับไปในปี 1922 เมื่อจักรวรรดิออตโตมันพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนที่พวกเขาเคยครอบครองได้ตกเป็นของอังกฤษ และถูกตั้งชื่อว่า ปาเลสไตน์  พื้นที่แห่งนี้มีนครเยรูซาเล็มที่เป็นเมืองศักสิทธิ์ของคนทั้งสามศาสนาได้แก่ยูดาห์ คริสต์ และอิสลาม อังกฤษที่เคยรับปากชาวยิวว่า หากช่วยพวกเขาชนะสงครามจะมอบดินแดนแห่งนี้ให้ และเมื่อชนะสงคราม อังกฤษได้ทำตามสัญญานั้น และชาวยิวจึงเดินทางอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งพันธสัญญานี้ ท่ามกลางความไม่พอใจของชาวปาเลสไตน์ ที่อาศัยอยู่มาก่อนแล้วในสมัยจักรวรรดิออตโตมันยังคงปกครองอยู่ นี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของคนทั้งสองกลุ่ม ชาวยิวได้อ้างว่านี่คือแผ่นดินของพวกเขา ดินแดนที่พระเจ้าประทานให้ตามพระคัมภีร์ แต่ชาวปาเลสไตน์ที่เป็นชาวอาหรับก็โต้แย้งว่า นี่คือดินแดนของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่มานานหลายร้อยปีแล้ว เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย ความรุนแรงจึงเกิดขึ้น ทั้งสองกลุ่มจึงต่อสู้กันมาตลอดหลายสิบปีจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939) ชาวยิวทั่วยุโรปได้หลบหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์จากนาซีและเดินทางสู่ดินแดนศักสิทธิ์แห่งนี้ การก่อตั้งประเทศอิสราเอล เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง องค์การสหประชาติ หรือยูเอ็น ถูกตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ และในปี 1947 ยูเอ็นได้มีมติให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์แห่งนี้ออกเป็นสองส่วนคือ หนึ่ง รัฐของชาวยิว และอีกส่วนคือรัฐของชาวอาหรับ อีกทั้งกำหนดด้วยว่า นครเยรูซาเล็มเป็นเมืองที่ไม่ตกอยู่ในความครอบครองใครไม่ว่าจะยิวหรืออาหรับ […]

ความรุนแรงครั้งล่าสุดในศรีลังกาบ่งชี้ความขัดแย้งแบบใดในประเทศนี้

เจ้าหน้าที่ทหารศรีลังกาตั้งแถวคุ้มกันหน้าโบสถ์ St. Anthony ซึ่งถูกระเบิดในเมือง Kochchikade กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีคนกว่า 300 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา ที่มีติดต่อกันในโรงแรมและโบสถ์ซึ่งเหล่าศาสนิกกำลังเข้าร่วมพิธีในงานวันอีสเตอร์ ภาพถ่ายโดย THARAKA BASNAYAKA, NURPHOTO/GETTY ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองและสันติภาพอันเปราะบางในภูมิภาคเอเชียใต้เช่นศรีลังกา ได้สะท้อนเรื่องราวของวงจรการแก้แค้นระหว่างเชื้อชาติ และความจำเป็นที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติร่วมกัน หลังเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา เหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์ที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน และการค้นพบระเบิดที่สถานีขนส่งกว่า 87 ลูก ดูเหมือนว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์มานานกว่า 70 ปี เราอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของศรีลังกาหลังได้รับเอกราชมาจากอังกฤษนั้นวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลซึ่งนับถือศาสนาพุทธและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 75 ของประชากร หรือราว 21 ล้านคน) กับชาวทมิฬ อันเป็นประชากรส่วนน้อยของศรีลังกาซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาถูกกวาดต้อน มาจากรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดีย เพื่อให้เป็นแรงงานให้ชาวอังกฤษ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนักการเมืองชาวสิงหลซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศได้ครองอำนาจ ก็ออกนโยบายฟื้นฟูศาสนาพุทธซึ่งชาวสิงหลภาคภูมิใจ เพื่อให้ศรีลังกาเป็นดินแดนของชาวสิงหลที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม พวกเขาปฏิบัติต่อชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง ทั้งแง่ของเชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และภาษา ชาวทมิฬถูกผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศและถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ […]