ชีวิตครึ่งเดียว แต่คุ้มค่า - National Geographic Thailand

ชีวิตครึ่งเดียว แต่คุ้มค่า

ชีวิตครึ่งเดียว แต่คุ้มค่า

อารอน วอลลิน เป็นชายผู้มีสองบทบาท บนเวทีเขาคือคนบ้าระห่ำที่ตัวเล็กที่สุด จากฉายา Short E. Dangerously ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการทำให้คนดูตื่นเต้นและเบิกบาน เขาทรงตัวบนลูกโบวลิ่ง, ขว้างมีดและเดินบนแผ่นกระจกด้วยมือของเขา แต่นอกเวที เขาคว้าหมวกคาวบอยมาสวม ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกแสดงออกมา “คุณจำเป็นต้องมีปุ่มเปิดและปิด” วอลลินกล่าว “คุณต้องแยกตัวตนทั้งสองแบบออกจากกันให้ได้ มิฉะนั้นมันจะเป็นปัญหา” วอลลินสูญเสียขาทั้งสองข้างของเขาไปเมื่ออายุได้ 2 ขวบครึ่ง จากโรค Sacral Agenesis ตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเพื่อความบันเทิงมานานกว่า 20 ปี และสำหรับ 5 ปีที่ผ่านมา วอลลินเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในคณะละครสัตว์ Hellzapoppin ที่เปิดทำการแสดงแบบโรดโชว์ “ผมใช้ชีวิตแบบร็อกแอนด์โรลที่ผู้คนทั่วไปฝันถึง” เขากล่าว

สำหรับไบรอัน เลห์มัน ช่างภาพ ไม่ใช่ลักษณะทางกายภาพของเขาที่ทำให้เลห์มันสนใจ แต่คือตัวตนของวอลลินเมื่ออยู่นอกเวทีต่างหาก ที่ทำให้เลห์มันตัดสินใจติดตามเขาอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 2 ปี “เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์” เลห์มันกล่าว “แต่ผมไม่สามารถถ่ายภาพได้ ถ้าผมไม่ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตของเขา” วอลลินเปิดประตูให้ช่างภาพผู้นี้เข้ามาในชีวิต ในฐานะเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง “เขาเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของผม” วอลลินกล่าว “ผมไม่ได้ปิดบังอะไรเลย”

เจ้าของฉายา Short E. Dangerously สร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมด้วยโชว์ทรงตัวบนลูกโบวลิ่ง ส่วนหนึ่งของการแสดงโดยคณะละครสัตว์ Hellzapoppin
วอลลินเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง หลังสูญเสียขาไปเมื่ออายุได้ 2 ขวบครึ่ง ด้วยความสูงเพียง 3 ฟุต เขาเล่าว่า เรื่องน่ารำคาญหลักๆ เลยก็คือเมื่อไปซื้อของแล้วพนักงานที่เคาเตอร์มองไม่เห็นเขา

ผลที่ได้คือภาพถ่ายอันใกล้ชิดอันทรงพลังจากชายผู้น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง “ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่จะถ่ายทอดชีวิตประจำวันของเขา เพราะนั่นคือหัวใจหลักของเรื่อง” เลห์มันกล่าว “เขาทำทุกสิ่งเช่นเดียวกับที่คุณทำ ดูดฝุ่นบ้าน, เล่นสเก็ตบอร์ด หรือพาหมาไปเดินเล่น”

วอลลินเล่าถึงช่วงเวลาวัยรุ่นของเขาว่าค่อนข้างจะ “ยุ่งยากเล็กน้อย” แต่เขากล่าวว่าพ่อและแม่ของเขาไม่ได้เลี้ยงเขามาให้รู้สึกว่าตนเองเป็นคนน่าสงสาร แม่ของเขาเสียชีวิตไปเมื่อ 12 ปีก่อน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เขาได้ทำความเข้าใจตนเอง “มันเป็นสัญญาณปลุกผม ผมพบว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตและอะไรที่ผมปล่อยมันผ่านเลยไป” เขากล่าว

วอลลินเก็บของเข้าตู้เย็นด้วยม้านั่งเล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มความสูงให้เขา
การแสดงแบบโรดโชว์ในบางครั้งไม่มีห้องน้ำสำหรับอาบน้ำ วอลลินจึงต้องชำระล้างร่างกายนอกรถบ้าน

เลห์มันเชื่อว่ามีหลายสิ่งมากมายจากวอลลินให้ตัวเขาได้เรียนรู้ “การมีร่างกายที่สั้นกว่าคนทั่วไป เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคุณต้องไม่นั่งจมอยู่กับความสงสารตัวเองที่บ้าน ตรงกันข้ามคุณต้องลุกขึ้นมาและทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำได้”

แม้ว่าโชว์ของวอลลินจะดึงดูดความสนใจจากผู้หญิงได้มากมาย แต่ความประทับใจที่สุดของเขาคือ ในครั้งหนึ่งมีเด็กผู้หญิงมอบดอกกุหลาบจำนวน 2 โหลให้แก่เขาหลังจบการแสดง อย่างไรก็ตาม ก็มีบางครั้งที่เขาไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีเช่นกัน “ผมเจอกับสถานการณ์ไม่พึงปรารถนา ซึ่งคนเหล่านั้นไม่มีวันได้รู้จักหรือเข้าใจตัวผมอย่างถูกต้องจริงๆ” เขากล่าวหลายครั้งมีคนตรงเข้าหาเขาในที่สาธารณะอาสาจะมอบเงินให้ ไม่ก็ถามคำถามที่เป็นส่วนตัว “พวกเขาชอบมองว่าผมไม่เหมือนพวกเขา” แต่เลห์มันกล่าวว่ากรณีเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยครั้งเท่านั้น “มันยากที่จะเกิดสถานการณ์แบบนั้น เมื่อผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคุณ เขายิ้มกว้างและมีความสุขขนาดนั้น”

วอลลินจะมีอายุ 40 ปี ในเดือนธันวาคมนี้ แม้ว่าชีวิตที่ผาดโผนแต่ละปีที่ผ่านมาของเขาจะเริ่มส่งผลต่อร่างกาย แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะล้มเลิก “ผมรักสิ่งที่ผมทำครับ” เขากล่าว “Bryce (เจ้าของคณะละครสัตว์ Hellzapoppin) และผมเคยพูดติดตลกกันว่าเราจะเกษียณก็ต่อเมื่อเราเล่นจนตายคาเวที”

 

วอลลินกำลังฝึกโชว์ใหม่ของเขา นั่นคือการตีลังกากลับหัวไปมา
เขาร่วมแสดงกับวงดนตรี Halestorm ในเมือง Sioux ของรัฐไอโอวา
วอลลินใช้เวลาว่างกับสุนัขของเขา Sadie “สุนัขคือหัวใจของผม” เขากล่าว “เธอเป็นหนึ่งในคนที่อยู่กับผมมานาน อย่างน้อยก็ 14 ปีแล้ว”
แขนของเขาไม่ได้เพียงแต่ใช้สำหรับการแสดงเท่านั้น แต่ยังใช้สำหรับการจัดการงานบ้านทั่วไป อย่างการซักผ้า
“มีช่วงหนึ่งผมเกือบโปรสเก็ตแล้วนะ” เขากล่าวหลังหกล้มระหว่างเล่นสเก็ตบอร์ดในสวน Fort Smith ของรัฐอาร์คันซอ
วอลลินกำลังนอนหลับกับ Falon Fatula แฟนสาวของเขาในบ้านพักที่ Daytona Beach ในรัฐฟลอริดา

เรื่อง อเล็กซานดรา เกโนวา

ภาพ ไบรอัน เลห์มัน

อ่านเพิ่มเติม

วิถีชีวิตนักล่าหมีแห่งฮอนชูกำลังสั่นคลอน

เรื่องแนะนำ

เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด

แคร์รี รีแกน ผู้ช่วยผู้กำกับรายการ Explorer ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นหัวหน้าคณะนำทีมค้นหาเด็กสาวอัฟกันในตำนาน ตอนที่สตีฟ แมกเคอร์รี ถ่ายภาพเด็กสาวผู้นี้เมื่อปี 1984  เป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ จากนั้นเรื่องราวและความเป็นไปของเธอก็กลายเป็นปริศนาลี้ลับยาวนาน สตีฟ แมกเคอร์รี เล่าว่า ตอนนั้นเขาไปเยือนค่ายผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานแห่งหนึ่งนอกเมืองเปชาวาร์ในปากีสถาน “ผมบังเอิญเดินผ่านโรงเรียนแห่งหนึ่ง  ตรงมุมห้อง ผมสะดุดตากับเด็กหญิงคนหนึ่ง  แววตาของเธอช่างทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ ผมน่าจะถ่ายภาพเธอไว้ไม่เกิน 5-10 ภาพ หลังจากภาพของเธอได้รับการคัดเลือกให้เป็นปกนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมิถุนายน 1985 ผมได้รับการสอบถามจากผู้อ่านหลายพันคนประมาณว่า เราจะช่วยเหลือเธอได้อย่างไรบ้าง เธอเป็นใครกันนะ” “หลังเหตุโศกนาฏกรรม 9/11 อัฟกานิสถานกลับมาเป็นข่าวดังอีกครั้ง  นั่นนำไปสู่ความสนใจในตัวเด็กหญิงอัฟกันคนนั้นอีกครั้ง หลายคนสงสัยว่า เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง เธอไปอยู่ที่ไหน และเราจะช่วยเธอได้อย่างไร ตอนนั้นเองที่เราคิดว่า น่าจะคุ้มค่าถ้าจะลองตามหาตัวเธอ ทั้งๆที่คิดในใจว่า คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์” “เราไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ ไม่รู้ว่าเธอเป็นคนเผ่าไหน ไม่รู้ว่าเธออาศัยอยู่ที่ไหน” แคร์รียอมรับว่า “เราไม่คิดว่าจะพบตัวเธอ เวลาล่วงเลยมา 17 ปีแล้ว และผู้คนก็หายสาบสูญจนเป็นเรื่องปกติในอัฟกานิสถาน โอกาสที่จะเจอตัวเธอยากแสนยาก เรามีเพียงภาพถ่ายของเธอเท่านั้น” […]

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม หลังเกิดเหตุกราดยิงขึ้นในโรงเรียนมัธยมมาจอรี สโตนแมน ดักลาส ในเมืองพาร์คแลนด์ ของรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 17 ราย มือปืนผู้ก่อเหตุวัย 19 ปี เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเหตุกราดยิงรุนแรงที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ประเด็นการครอบครองอาวุธปืนถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง ในขณะที่ยอดสั่งซื้อกระเป๋าเป้สำหรับนักเรียนที่สามารถกันกระสุนได้พุ่งสูงขึ้นถึง 40% จากความกังวลของบรรดาพ่อแม่ นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวที่ยกมาข้างต้นและการเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เราจะมีส่วนช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ จับสัญญาณความรุนแรงได้อย่างไร? ก่อนที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อที่โศกนาฏกรรมทำนองนี้จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก เว็บไซต์ TIME พูดคุยกับ Peter Langman นักจิตวิทยาเจ้าของคลีนิคในเพนซิลเวเนีย เจ้าของหนังสือ Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters, School Shooters และ Jeff Temple ได้ให้ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ […]

วิถีชีวิตของชนเผ่าเร่ร่อนในมองโกเลีย

วิถีชีวิตของ ชนเผ่าเร่ร่อน ในมองโกเลีย วิถีชีวิตของชนเผ่าในมองโกเลียยังคงความเป็นเอกลักษณ์และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ชวนชมภาพยนตร์สั้นจาก Brandon Li ผู้ถ่ายทอดชีวิตและขบนธรรมเนียมประเพณีของชาวคาซัค ซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันตกของมองโกเลีย มาดูกันว่าพวกเขาฝึกนกอินทรี, ต้อนสัตว์, และใช้ชีวิตท่ามกลางภูมิประเทศอันรกร้างกว้างใหญ่ได้อย่างไรมาหลายชั่วอายุคน ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจจากในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยความทุ่มเทของ Brandon Li ผู้ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเดินทางไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของชาวคาซัคตัวจริง ผู้คนเหล่านี้มีทุ่งหญ้าเป็นบ้านและแสงดาวเป็นห้องนอน ชมวิถีชีวิตที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติเหล่านี้ แล้วคุณผู้อ่านอาจจะลองอยากเกิดเป็นชาวคาซัคดูสักครั้งก็เป็นได้   อ่านเพิ่มเติม นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือสะพานต้นไม้จริงที่ปลูกในอินเดีย