หยุดการกลั่นแกล้ง หรือ Bullying - National Geographic Thailand

หยุดการกลั่นแกล้ง หรือ Bullying

การ ” กลั่นแกล้ง ” ส่งผลระยะยาวต่อทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

ผลกระทบจากการ กลั่นแกล้ง ในวัยเด็กสามารถส่งผลระยะยาวตลอดชีวิต โดยส่งผลต่อทั้งเด็กที่ถูกกระทำ และผู้ที่กระทำเด็กคนอื่น จากรายงานของมหาวิทยาลัยดุ๊กที่เผยแพร่ในงานประชุมวิชาการแห่งชาติด้านวิทยาศาสตร์ เผยว่า คนช่วงผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุ 19 -21 ปี) ที่มีประสบกาณ์ถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็ก มีปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว แต่ในทางกลับกัน คนที่เป็นผู้กระทำผู้อื่น มีสุขภาพจิตดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนอายุเท่ากัน

เด็กนักเรียน, ล้อเลียนเพื่อน, กลั่นแกล้ง
เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันแสดงพฤติกรรมกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมชั้น

รายงานชิ้นนี้ใช้ข้อมูลพื้นฐานมาจากการศึกษาระยะยาวใน Great Smoky Mountains ที่เริ่มต้นทำการศึกษาในปี 1993 มีเด็กเข้ารับการตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,420 คน จากทางตะวันตกของรัฐนอร์ทแคโรไลนา การศึกษานี้นำโดย วิลเลียม โคปแลนด์ รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ดุ๊ก

จากรายงานสรุปว่า เยาวชนวัย 19-21 ปี ที่เคยถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็กจะแสดงปัญหาสุขภาพจิตระยะยาว เช่น ความบกพร่องในการควบคุมตัวเอง โรคหวาดระแวง และโรคซึมเศร้า “คนที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งมักจะมีปัญหาระยะยาวต่อทั้งสุขภาพและสุขภาพใจ” โคปแลนด์และผู้ร่วมวิจัย เขียนในรายงาน

ปัจจุบัน มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตรวจวัดหาปริมาณซี-รีแอ็กทีฟโปรตีน (ซีอาร์พี) ในกระแสเลือด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และความบกพร่องในระบบเผาผลาญของร่างกาย ในช่วงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่ ซีอาร์พีคือสัญญาณหนึ่งในการบ่งบอกถึงความเครียดในร่างกายเรา

(ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากเกิดเป็นเด็กผู้หญิงในฉนวนกาซา?)

สุขภาพจิต, เด็ก, เพื่อนกลั่นแกล้ง, ห้องเรียน
เด็กที่ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง มักมีพฤติกรรมแปลกแยก และส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนมีปริมาณซีอาร์พีเพิ่มขึ้นเมื่ออายุสูงขึ้น แต่คนที่ถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็กมีปริมาณที่สูงกว่าคนอื่นๆ และคนที่เคยแกล้งผู้อื่นมีปริมาณต่ำสุด คนที่เคยผ่านประสบการณ์ทั้งสองอย่างมีปริมาณซีอาร์พีอยู่ระหว่างกลางของค่าสูงสุดและต่ำสุด ส่วนคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งเลย ปริมาณซีอาร์พีแทบไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

จากผลการทดลองนี้ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า “คนที่ชองแกล้งคนอื่นจะได้รับการยกระดับทางสังคม หรือคิดว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง” โคปแลนด์กล่าว แต่ แคเทอรีน บรัดชอว์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองความรุนแรงในเยาวชน รัฐแมรีแลนด์ กล่าวว่า เราควรระวังเรื่องการใช้ตัวชี้วัดทางชีวภาพมาเป็นตัววัดการแสดงออกของพฤติกรรม บางครั้ง คนที่มีมีพฤติกรรมก้าวร้าว อาจจะมีค่าชี้วัดทางชีวภาพที่ต่ำก็ได้

“มีการศึกษาทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้ง ว่ามีพฤติกรรมการแสดงออกที่มีปัญหา” บรัดชอว์กล่าว เช่น เด็กที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นมีแนวโน้มที่จะเติบโตมาเป็นสมาชิกกลุ่มอันธพาล พกอาวุธ และหนีเรียน

(เปิดภาพเก่าของหลากหลายห้องเรียนทั่วโลก)

เรื่องของพฤติกรรมไม่สามารถใช้มิติทางชีววิทยามาเป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว พฤติกรรมเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนและเกิดจากบริบทมากมายทางสังคมมากี่ยวข้อง ไม่ได้เกิดจากสารชีวเคมีในตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ถ้าหากรวมเรื่องจริยธรรมเข้าไปด้วย ตัวชี้วัดทางชีวภาพคงไม่สามารถตอบคำถามของเราได้ทั้งหมด บรัดชอว์กล่าวปิดท้าย

*บทความนี้ได้รับแปลและเรียบเรียงให้กระชับและชัดเจน

อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ Bullying’s Long-Term Effects Seen in Both the Bullied and the Bully

 


อ่านเพิ่มเติม

ผมก็เป็นอเมริกันคนหนึ่ง เสียงจากชาวญี่ปุ่นในค่ายกักกันสหรัฐฯ

เรื่องแนะนำ

10 ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ อะลาดิน

วิล สมิธ แสดงเป็นยักษ์จินนีที่มีพลังพิเศษแต่รู้สึกอึดอัดรำคาญพื้นที่อาศัยของตนในภาพยนตร์รีเมค อะลาดิน (2019) ภาพถ่ายโดย TCD/PROD.DB, ALAMY บรรดานักชมภาพยนตร์ต่างตื่นเต้นเมื่อภาพยนตร์ อะลาดิน ฉบับคนแสดงออกฉาย แต่ยังมีความจริงเบื้องหลังของนิทานเรื่องนี้ที่น่าตกตะลึง หรืออาจรบกวนใจ ในปี 1992 ค่ายภาพยนตร์แอนิเมชันดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์ยอดฮิตที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักหนุ่มกำพร้าที่เป็นเหมือน “เพชรในโคลนตม” ผู้เดินทางด้วยพรมที่บินได้ ยักษ์จินนีที่มีพลังมากมาย และเจ้าหญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่เรื่องราวในแบบที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์นั้น ตรงกับเรื่องเล่าต้นฉบับมากเพียงไร นี่คือข้อเท็จจริงเปรียบเทียบ 10 ข้อ ของเนื้อหาที่ปรากฏในภาพยนตร์กับเรื่องเล่าดั้งเดิม 1. อะลาดินเป็นเพียงนิทานเรื่องหนึ่งใน 1,001 เรื่อง เรื่อง อะลาดิน เป็นเพียงนิทานย่อยเรื่องหนึ่งของนิทานโบราณที่ชื่อว่า อาหรับราตรี หรือพันหนึ่งราตรี (A Thousand and One Nights) นิทานเรื่องนี้เล่าเรื่องบุตรสาวของขุนนางชั้นสูง นามว่า เชเฮราซาด ผู้แต่งงานกับ สุลต่านชาร์ยาร์ กษัตริย์ผู้ก่อนหน้านี้ได้สั่งประหารภรรยาของตนจำนวนมากหลังจากแต่งงานและเป็นเจ้าสาวได้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น เนื่องจากพระองค์มีความจงเกลียดจงชังผู้หญิง เพราะอดีตภรรยาคนหนึ่งได้ไปมีชายชู้ และทิ้งพระองค์ไป ดังนั้น เพื่อรักษาชีวิตของเธอ เชเฮราชาดได้เล่านิทานให้สุลต่านผู้นี้ฟังในคืนหลังจากแต่งงาน แต่ไม่ได้เล่าจนจบ และสัญญาว่าจะเล่าต่อให้จบในคืนถัดไป ซึ่งเป็นเช่นนี้คืนแล้วคืนเล่า […]

มาทำโลงศพของคุณกันเถอะ!

ทุกๆ สัปดาห์ กลุ่มผู้สูงอายุในนิวซีแลนด์มีกิจกรรมที่พวกเขาทำร่วมกันนั่นคือการทำโลงศพ มันอาจฟังดูน่ากลัวแต่บรรยากาศการทำงานของเขานั้นเป็นไปอย่างสนุกสนานและอบอุ่นด้วยมิตรภาพ ชมรม DIY โลงศพของตัวเองนี้มีชื่อว่า “Coffin Clubs” มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถรับมือกับความตายได้ดียิ่งขึ้น ด้วยกระบวนการสร้างและตกแต่งโลงศพของตนเอง ที่สุดท้ายแล้วหากยังไม่ได้ใช้ก็สามารถนำไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านได้ นอกจากนั้นการพบปะสังสรรค์ผู้สูงอายุในวัยเดียวกันยังช่วยลดความเครียด ความโดดเดี่ยว ตลอดจนลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในงานศพจริงอีกด้วย ติดตามเรื่องราวของพวกเขาได้ผ่านภาพยนตร์สั้นที่จัดทำโดย  Briar March ในรูปแบบมิวสิเคิล   อ่านเพิ่มเติม : ฤาษีประหลาดแห่งหน้าผาศักดิ์สิทธิ์, ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต

กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?

ในหลากหลายวัฒนธรรมมีพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กชายเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นชายชาตรี สำหรับพิธีกรรมของชนเผ่า Sateré-Mawe ในป่าแอมะซอน ของบราซิลนี้จะทำให้คุณขนหัวลุก เพราะพวกเขาใช้มดกระสุนเจ้าของฉายามดกัดเจ็บราวกับถูกปืนยิง เป็นเครื่องมือในการทดสอบ เมื่อเริ่มพิธีกรรมบรรดาผู้ใหญ่ในชนเผ่าจะไปคุ้ยหามดกระสุนและทำให้พวกมันสลบ จากนั้นพวกเขาจะนำมดกระสุนสอดเข้าไปในถุงมือที่สานขึ้นจากใบไม้ ทำให้มดไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เด็กชายที่เข้าร่วมพิธีกรรมจะต้องสอดมือเข้าไปในถุงมือดังกล่าว และเต้นรำอยู่นาน 10 นาที จึงจะสามารถถอดถุงมือออกได้ ซึ่งแม้จะทาผงถ่านทั่วมือแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่วายถูกมดกระสุนกัดอยู่ดี ความเจ็บปวดจะลุกลามไปทั่วมือและอาจต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมงกว่าจะหาย แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องทำเช่นนี้จนครบ 20 ครั้งจึงจะได้รับการยอมรับในฐานะ “นักรบ” ของเผ่าอย่างเต็มภาคภูมิ   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก, ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี