โลกมีมนุษย์ 8,000 ล้านคนแล้ว และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเรื่องที่ต้องเผชิญ

โลกมีมนุษย์ 8,000 ล้านคนแล้ว และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเรื่องที่ต้องเผชิญ

“วันแห่ง 8 พันล้าน” โลกมีมนุษย์ 8,000 ล้านคนแล้ว และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางโจทย์ปัญหาใหม่ๆ ที่โลกต้องเผชิญ

นับตั้งแต่เกิด ‘โฮโม เซเปียนส์’ ขึ้นบนโลกเมื่อประมาณ 300,000 ปีที่แล้ว จำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นถึง 1 พันล้านคนครั้งแรกเมื่อปี 1804 ซึ่งเป็นปีที่ค้นพบมอร์ฟีน, เฮติประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส และบีโธเฟนแสดงซิมโฟนี่หมายเลข 3 เป็นครั้งแรกในเวียนนา จากนั้น จำนวนมนุษย์ก็แตะ 7 พันล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็น “วันแห่ง 8 พันล้าน” ซึ่งเป็นผลมาจากการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น น้ำที่สะอาดขึ้น และการปรับปรุงด้านสุขอนามัย ทั้งหมดนี้ช่วยลดการระบาดของโรคได้ ปุ๋ยและการจัดการน้ำก็ช่วยเพิ่มผลผลิตอาหารรวมทั้งโภชนาการที่ดีขึ้น ในหลายประเทศมีเด็กเกิดมากขึ้นและกำลังจะตายกันน้อยลง

ทว่า ความท้าทายก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน มลพิษและการประมงที่มากเกินไปทำให้หลายพื้นที่ในมหาสมุทรเสื่อมโทรม สัตว์ป่ากำลังหายไปอย่างน่าวิตก ป่าไม้ถูกโค่นล้มเพื่อสร้างพื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลายเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ วิกฤตเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่เรายังไม่ได้ทำ สิ่งใดจะควบคุมอนาคตของเราได้มากกว่ากันระหว่าง ‘ปากหลายพันล้านปากที่เราต้องป้อนอาหาร หรือสมองอีกนับพันล้านที่เราสามารถใช้เพื่อทำเช่นนั้น?’

“ผมคิดว่าผลกระทบที่แน่นอนต่อชีวิตมนุษย์ในอนาคตนั้นยังไม่แน่ชัด” แพทริก เจอร์แลนด์ (Patrick Gerland) ผู้ดูแลการประมาณการจำนวนประชากรของกรมเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติกล่าว “จนถึงตอนนี้ โลกประสบความสำเร็จในการปรับตัวและค้นหาแนวทางแก้ไข ต่อไปนี้เราอาจยังมองโลกในแง่ดีได้” กระนั้นเขายอมรับอย่างรวดเร็วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ “การรักษาสภาพที่เป็นอยู่และไม่ทำอะไรเลยนั้นไม่ใช่ทางเลือก” เขาระบุ “ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น สถานการณ์จะไม่ดีขึ้นด้วยตัวมันเอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแทรกแซงทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

โลกกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอันมหาศาลและล่มสลายในเวลาเดียวกันซึ่งเกิดขึ้นคนละฟากโลก ในจีน เป็นครั้งในรอบ 2,000 ปีที่ประเทศไม่ได้มีประชากรมากที่สุดในโลกอีกต่อไป เพราะอินเดียแซงหน้าไปได้ในที่สุด แม้กระทั่งก่อนนโยบายลูกคนเดียว “การเกิดในจีนก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง” เจอร์แลนด์ระบุ แนวโน้มเหล่านี้เร่งตัวขึ้น ในจีนมีเด็กที่เกิดในปี 2020 น้อยกว่าปี 2015 ถึงร้อยละ 45 วัยทำงานกำลังหดตัวลง และในอนาคตอาจมีกลุ่มคนสองกลุ่มที่ทำงานได้คือคนเกษียณแล้วหรือเด็ก ตามรายงานของ Nature คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

แต่ทวีปแอฟริกามีแนวโน้มตรงกันข้าม ประชากรกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่นไนจีเรียซึ่งมีอัตราการเกิดสูงกว่าจีนถึง 20 เท่า โดยมากกว่า 1 ใน 3 ของประเทศอาศัยอยู่ในภาวะยากจนข้นแค้น พวกเขาต้องมีผู้ใหญ่หนึ่งคนที่อดอาหารในบางครั้งเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด ประชากรไนจีเรียอาจเพิ่มขึ้น 4 เท่าภายในสิ้นศตวรรษนี้โดยปัจจุบันอยู่ที่ 216 ล้านคน หากเป็นจริง ไนจีเรียจะมีประชากรมากกว่าจีนแต่มีพื้นที่น้อยกว่าถึง 10 เท่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับอัตราการเกิด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างมากคือ ‘การเข้าถึงการศึกษา’ การเพิ่มการเข้าถึงระบบศึกษาอาจทำให้จำนวนประชากรเติบโตช้าลงราว 1 พันล้านคนได้ในช่วงกลางศตวรรษนี้ แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าเราจะขยายโอกาสทางการศึกษาเหล่านี้ได้รวดเร็วและมากน้อยเพียงใด

สหประชาชาติ, กลุ่มนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันในซีแอตเติล และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เห็นพ้องกันโดยส่วนใหญ่ว่าศตวรรษหน้าจะมีจำนวนประชากรมากกว่า 9 พันล้านคน และจะมีการอพยพครั้งใหญ่ทั่วทั้งโลก หลังจากนั้นแต่ละคนต่างมองอนาคตแตกต่างกันไป สหประชาชาติประมาณว่าจำนวนมนุษย์จะเพิ่มเป็นราว 10.4 ถึง 11,000 ล้านคน สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการวิเคราะห์ระบบประยุกต์ในกรุงเวียนนา (The International Institute for Applied Systems Analysis, IIASA) คาดว่าจำนวนประชากรจะเพิ่มเป็น 9.7 พันล้านคนจากนั้นลดลงเหลือประมาณ 9 พันล้านคน ขณะเดียวกัน Institute for Health Metrics (IHME) ของซีแอตเติล จะเพิ่มสูงสุดที่ 9.7 พันล้านคนเช่นกันแต่จะลดลงเหลือ 8.8 พันล้านคน

พวกเขาใช้สมมติฐานที่แตกต่างกัน “เรื่องราวหลักไม่ใช่แค่เรื่องภาวะเจริญพันธุ์ แต่ยังเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างการเกิดและตายในเด็กและทารก” แอนน์ กูจอน (Anne Goujon) ผู้อำนวยการโครงการประชากรของ IIASA กล่าว อย่างไรก็ตาม ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องรวมปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับการคาดการณ์จำนวนประชากรในอนาคต เพราะผลกระทบนั้นยิ่งใหญ่ ความร้อนจัดอาจสร้างทะเลทรายเพิ่ม และทำให้ความมั่นคงทางอาหารแย่ลง รวมทั้งการย้ายถิ่นฐานจากประชากรบริเวณชายฝั่ง

ผู้คนจะตอบสนองเช่นไร?และเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน? “วิธีเดียวที่เราจะหลุดพ้นจากความไม่สมดุลทางประชากรนี้ คือความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีการจัดการอย่างดี” สไตน์ เอมิล โวลล์เซ็ท (Stein Emil Vollset) ผู้ดูแลการประเมินจำนวนประชากรของ IHME กล่าว

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา

Earth now has 8 billion people—and counting. Where do we go from here? (nationalgeographic.com)

เรื่องแนะนำ

ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ 

ทวีปยุโรปเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยน้ำแข็ง ชาวยุโรปในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่เป็นลูกผสมของสายเลือดโบราณจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซีย โดยมีหลักฐานจากโบราณวัตถุ ผลการวิเคราะห์ฟันกับกระดูกโบราณ และภาษาศาสตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือหลักฐานที่ได้จากพันธุศาสตร์บรรพกาล

นาค มาจากไหน ต้นกำเนิดตำนานนาค บรรพบุรุษแห่งลุ่มน้ำโขง

สำรวจความหมายของ "นาค" ความเชื่อที่สะท้อนวิถีชีวิตและความเป็นมาของชนชาติลาว รวมไปถึงคนอีสานในบ้านเราที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำโขง

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

ความรุนแรงครั้งล่าสุดในศรีลังกาบ่งชี้ความขัดแย้งแบบใดในประเทศนี้

เจ้าหน้าที่ทหารศรีลังกาตั้งแถวคุ้มกันหน้าโบสถ์ St. Anthony ซึ่งถูกระเบิดในเมือง Kochchikade กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีคนกว่า 300 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา ที่มีติดต่อกันในโรงแรมและโบสถ์ซึ่งเหล่าศาสนิกกำลังเข้าร่วมพิธีในงานวันอีสเตอร์ ภาพถ่ายโดย THARAKA BASNAYAKA, NURPHOTO/GETTY ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองและสันติภาพอันเปราะบางในภูมิภาคเอเชียใต้เช่นศรีลังกา ได้สะท้อนเรื่องราวของวงจรการแก้แค้นระหว่างเชื้อชาติ และความจำเป็นที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติร่วมกัน หลังเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา เหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์ที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน และการค้นพบระเบิดที่สถานีขนส่งกว่า 87 ลูก ดูเหมือนว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์มานานกว่า 70 ปี เราอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของศรีลังกาหลังได้รับเอกราชมาจากอังกฤษนั้นวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลซึ่งนับถือศาสนาพุทธและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 75 ของประชากร หรือราว 21 ล้านคน) กับชาวทมิฬ อันเป็นประชากรส่วนน้อยของศรีลังกาซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาถูกกวาดต้อน มาจากรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดีย เพื่อให้เป็นแรงงานให้ชาวอังกฤษ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนักการเมืองชาวสิงหลซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศได้ครองอำนาจ ก็ออกนโยบายฟื้นฟูศาสนาพุทธซึ่งชาวสิงหลภาคภูมิใจ เพื่อให้ศรีลังกาเป็นดินแดนของชาวสิงหลที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม พวกเขาปฏิบัติต่อชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง ทั้งแง่ของเชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และภาษา ชาวทมิฬถูกผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศและถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ […]