เล่าเรื่อง “เครื่องยาจากปลาร้า” ภูมิปัญญาล้ำค่าในตำราแพทย์แผนไทยและวิธีรักษาของหมอพื้นบ้าน

เล่าเรื่อง “เครื่องยาจากปลาร้า” ภูมิปัญญาล้ำค่าในตำราแพทย์แผนไทยและวิธีรักษาของหมอพื้นบ้าน

“กระเทียมไทย 7-8 กลีบ ถูกจับโยนลงไปในครกดินเผา

พร้อม ๆ กับพริกจินดาแดงจำนวนมากพอ ๆ กัน

ก่อนทุกอย่างจะถูกตำเข้าด้วยกันด้วยจังหวะสม่ำเสมอ

ไม่กี่อึดใจ กระเทียมสีเหลืองอ่อนทั้งหมดที่เห็นในตอนแรก

ถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงสดแทน”

“ดูเผ็ดใช่ไหมล่ะ แต่ตำปลาร้า ถ้าไม่เผ็ดก็ไม่อร่อย แต่ถ้าจืดมากๆ ก็ไม่อร่อยเหมือนกัน อาหารชนิดนี้มันต้องเผ็ด เค็ม เปรี้ยวนำ บางคนใส่น้ำตาล ใส่ถั่วฝักยาวด้วย แต่สูตรป้าอรไม่ใส่นะ ใช้แค่นี้เลย”

ป้าอร ร้านส้มตำเจ้าเด็ดหลังออฟฟิศเล่าให้ฉันฟัง พลางหยิบมีดเล่มเก่งมาฝานมะเขือสีดาลูกใหญ่เป็นชิ้นพอคำใส่ลงไปในครกอย่างคล่องแคล่ว ตามด้วยน้ำมะนาวคั้นสด 1 ตัก ปูเค็มขนาดพอเหมาะอีก 1 ตัว ที่มีเคล็ดลับว่า ต้องเด็ดให้ตัวขาดออกจากกัน ก่อนจะเปิดฝาโหลพลาสติกซึ่งบรรจุน้ำปลาร้าสีน้ำตาลข้นคลั่ก ไฮไลท์ของเมนู ออกมาแล้วตักน้ำปลาร้ามาใส่ครก 2 ตัก 

เสียงทัพพีกับสากที่กำลังคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน กลิ่นเฉพาะตัวของน้ำปลาร้าที่ลอยขึ้นมา ชวนให้น้ำลายสอขึ้นมาทันที ก่อนป้าอรจะใส่เส้นมะละกอขูดตามลงไป เคล้าส่วนผสมในครกให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วตำรัวๆ ต่ออีกนิดก็เป็นอันเรียบร้อย

ส้มตำปูปลาร้า หนึ่งในเมนูอาหารอีสาน ซึ่งปลาร้าเลิฟเวอร์ต้องไม่พลาดเก็บไว้ในลิสท์อาหารภาพถ่ายโดย วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
  • ปลาร้าเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาปลาหมักที่พบในหลายประเทศทั่วโลกมายาวนานไม่ต่ำกว่าสองพันปี รวมทั้งดินแดนไทยซึ่งพบหลักฐานปลาหมักเก่าแก่ที่สุด ณ แหล่งโบราณคดีโนนวัด จังหวัดนครราชสีมา
  • คำว่า “ปลาร้า” พบในเอกสารโบราณประเภทตำรายาพื้นบ้านในอีสานโดยสามารถรักษาได้หลายโรค อีกทั้งมีข้อมูลว่า หมอพื้นบ้านหลายแห่งเคยใช้ปลาร้าในการรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ดมาก่อน
  • ปลาร้ายังเป็นที่ยอมรับจากแพทย์หลวงในฐานะเครื่องยา และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการเตรียมเครื่องยาบางชนิดก่อนปรุงยา ดังปรากฏหลักฐานในจารึกวัดโพธิ์ เอกสารสมุดไทยดำ และตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง

ปลาร้าทั้งแซ่บทั้งนัวคู่ครัวอีสาน

ส้มตำปูปลาร้าเมนูซิกเนเจอร์เบอร์ต้นของอาหารอีสานที่วางอยู่ตรงหน้าฉันจานนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะแค่ตักเข้าปากคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความแซ่บนัวที่ไม่มีในอาหารชนิดไหนๆ จนต้องชวน ป้าอร ลูกอีสานจากอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ คุยเรื่องปลาร้ากันสักหน่อย

“คนอีสานเกิดมาก็ได้กลิ่นปลาร้าแล้ว สมัยป้าอรยังเด็ก เวลาพ่อหาปลามาได้ ถ้าตัวใหญ่ก็ทำกินเลย แต่ถ้าตัวน้อยๆ แม่จะคัดออกมาทำปลาร้าแทน เริ่มจากล้างปลา ควักไส้ออกล้างให้สะอาด ผึ่งปลาให้สะเด็ดน้ำ แล้วค่อยหมักกับเกลือ ข้าวคั่ว แล้วยัดใส่ไห ปิดปากไหให้ดี หมักทิ้งไว้ใต้ถุนบ้านสักสองสามเดือนก็ใช้ได้แล้ว จะเอามาใส่ส้มตำ ใส่อ่อม หรือเอาเนื้อมากินก็ได้หมด

“สมัยก่อนคนอีสานทุกบ้านมีไหปลาร้ากันหมด แต่พออะไรๆ เปลี่ยนไปก็กลายเป็นว่าซื้อเขาสะดวกกว่าทำเอง อย่างน้ำปลาร้าที่เห็นนี่ป้าอรก็ซื้อมาจากตลาดนะ แล้วเอามาเคี่ยวเองตามสูตรแม่ ถึงจะนานหน่อยก็เอา สบายใจดี” 

ปลาร้าปลาขาวนาในโอ่งหมักที่โรงปลาร้าแม่อรชร จังหวัดกาฬสินธุ์ ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา

พอตักเข้าปากคำที่สาม ฉันก็นึกขึ้นมาได้หลังอ่านต้นฉบับเรื่องฉีกต่อนปลาร้าฉีกต่อนปลาร้า เจาะลึกภูมิปัญญาปลาหมักแห่งสยามไปเมื่อวันก่อน ซึ่งบทความได้พูดถึงการใช้ปลาร้าในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง แถมเมื่อฉันไปค้นเพิ่มยังพบการใช้ปลาร้าในเอกสารโบราณอีสานด้วย นั่นทำให้ฉันอดถามป้าอรไม่ได้ว่า เคยได้ยินเรื่องราวของปลาร้าในแง่มุมนี้บ้างไหม

“มีด้วยเหรอ เอาปลาร้ามารักษาคน ป้าไม่เคยได้ยินเลย” ป้าอรดูจะตกใจ และถามฉันกลับทันที 

 “เครื่องยาจากปลาร้า” เรื่องจริงที่พบในตำรับยาโบราณ

ความพยายามในการสืบหา เริ่มจากการเปิดตำราเครื่องยาไทย หรือเภสัชวัตถุ ซึ่งฉันพบว่าหมายถึง วัตถุธาตุที่นำมาทำยารักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพ ประกอบด้วยพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุ ขยายความชัดๆ ได้ดังนี้ 

“พืชวัตถุ” ตัวยาที่ได้จากพืชพรรณนานาชนิดได้แก่ พืชจำพวกต้น พืชจำพวกเถาเครือ พืชจำพวกหัว-เหง้า พืชจำพวกผัก และพืชจำพวกหญ้า แม้แต่เห็ดก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย  “สัตว์วัตถุ” ตัวยาที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ สัตว์บก สัตว์น้ำ (รวมสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำไว้ด้วย แม้กระทั่งวาฬก็มี) สัตว์อากาศ (ความหมายคือ สัตว์ที่บินไปในอากาศ) และ “ธาตุวัตถุ” ตัวยาที่ได้จากแร่ธาตุ ได้แก่ ธาตุที่สลายตัวได้ง่ายและธาตุที่สลายตัวได้ยาก 

เอกสารสมุดไทยดำ หรือหนังสือสมุดไทยดำ ทำหน้าที่บันทึกสหวิทยาความรู้ต่างๆ ไม่ให้สูญหาย สมุดไทยบางเล่มอาจมีการวาดภาพประกอบเพื่อสร้างความเข้าใจในเนื้อหายิ่งขึ้น เช่น ตำรานวดแผนไทย

แม้ในรายละเอียดการแจกแจงชื่อเภสัชวัตถุเหล่านี้จะไม่ปรากฎคำว่า ปลาร้า ชัดเจน เมื่อเทียบกับโหระพา ขมิ้นชัน กระชาย กฤษณา เถาวัลย์เปรียง เขากวาง ปลาช่อน น้ำมันจระเข้ นกนางแอ่น น้ำกามปลาวาฬ สารส้ม เกลือสินเธาว์ ดินเหนียว เหล็ก หินฟันม้า ทองคำ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในมุมของเอกสารโบราณกลับมีหลักฐานที่น่าสนใจ

“ในส่วนของยา หรือตำรับยาโบราณ ถ้าเราไปค้นในตำรายาโบราณ แม้คำว่า ปลาร้า จะไม่ได้ปรากฏถี่เหมือนสมุนไพรอย่างขิง ข่า ดีปลี พิมเสน แต่สิ่งน่าสนใจกว่าคือ การข้ามเส้นแบ่งระหว่างอาหารกับยาของปลาร้าซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่า ปลาร้าคืออาหาร แต่จากประสบการณ์การอ่านเอกสารโบราณที่ผ่านมาทำให้คนโบราณสามารถนำปลาร้ามาทำเป็นยาได้ด้วย 

“เราพบคำว่า ปลาร้าในจารึกวัดโพธิ์ (พ.ศ.2375) เอกสารสมุดไทยดำ ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง ซึ่งพบสูตรยาแก้กระษัย 

(กระษัยคือ ความเสื่อมของร่าง กาย ระบบย่อยอาหารไม่ทำงาน) ในตำรับแกงยาชื่อ ‘ยาแก้กระไสยปลาดุก’ มีวิธีทำ วิธีใช้ ระบุชัดเจน โดยจะใช้ปลาร้าปลาสร้อย 5 ตัว ร่วมกับปลาดุกย่าง กะปิ และสมุนไพรต่างๆ มาทำเป็นแกง 1 ถ้วย ให้ผู้ป่วยรับประทานเพื่อขับลมในลำไส้และเจริญไฟธาตุ กระตุ้นระบบเผาผลาญและย่อยอาหาร ทำให้ผู้ป่วยกลับมากินข้าวได้ รวมทั้งช่วยขับของเสียที่ตกค้าง นั่นแสดงให้เห็นว่า แพทย์หลวงในราชสำนักยอมรับสรรพคุณของปลาร้าในการช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยตัด หรือขับโรคบางชนิดได้ จากเดิมที่ที่ปลาร้าอาจจะมีการใช้ในชุมชนต่างๆ มาก่อนแล้ว”

เอกสารสมุดไทยดำ ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง ซึ่งพบสูตรยาแก้กระษัย ในตำรับแกงยาชื่อ “ยาแก้กระไสยปลาดุก” มีการอธิบายเครื่องยานานาชนิดรวมทั้งปลาร้าปลาสร้อย (ภาพจากตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ เล่ม ๑)
เอกสารสมุดไทยดำ ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง ซึ่งพบสูตรยาแก้กระษัย ในตำรับแกงยาชื่อ “แกงยารุกระไสยปลาไหล” มีการอธิบายเครื่องยานานาชนิดรวมทั้งปลาร้า (ภาพจากตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ เล่ม ๑)

ดอกรัก พยัคศรี อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออกคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการปริวรรตเอกสารโบราณโดยเฉพาะตำรับยาไทยและยาพื้นบ้านอธิบาย พร้อมๆ กับเปิดเอกสารสมุดไทยดำที่มีตำรับแกงยาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บแบบไฟล์ดิจิทัลให้ฉันดู 

ขอขยายความเรื่องตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวงที่กล่าวถึงสักนิด ตำรับยาต่างๆ ที่ปรากฏในตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวงจะรวบรวม มาจากตำรายาทั่วประเทศไม่ว่าจะตำรายาราษฏร์ ตำรายาพื้นบ้านก็มี จากนั้นแพทย์หลวงจะนำมาชำระ วิเคราะห์ และตรวจ สอบตำรายานั้นๆ อีกครั้งก่อนว่า ใช้ได้จริงจึงจดจารบันทึกเป็นฉบับหลวง 

ความชุกของคำว่า “ปลาร้า” ในเอกสารโบราณ และภาพสะท้อนมิติเชิงวัฒนธรรม

“ในเชิงวัฒนธรรม เราพบคำว่า ปลาร้ากระจายตัวในทุกภาคที่มีวัฒนธรรมการกินปลาหมัก ไม่ว่าจะภาคกลาง อีสาน หรือเหนือ 

ภาคอีสานถือว่า เป็นภูมิภาคที่มีการใช้ปลาร้าเป็นอาหาร ยาบำรุงกำลัง และการรักษาพื้นบ้านมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคเหนือ หรือล้านนา“ส่วนในเชิงนิรุกติศาสตร์และอักขรวิธี คำว่า ปลาร้า มีความหลากหลายตามภูมิภาค ถ้าเป็นคัมภีร์ใบลานล้านนา เราจะพบคำว่า ‘ฮ้า’ ซึ่งเป็นคำเฉพาะถิ่นที่ใช้เรียกทั้งตัวปลาหมักและน้ำที่ได้จากการหมัก ส่วนในคัมภีร์ใบลานอีสานและล้านช้าง เราจะพบคำว่า ‘ปลาแดก’ ซึ่งไม่เพียงเป็นคำเฉพาะถิ่นเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงกรรมวิธีการทำด้วย เนื่องจากคำว่า ‘แดก’ แปลว่า การยัดปลาลงไปในไหให้แน่น ส่วนในสมุดไทยดำของทางสยาม ได้แก่ ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวงก็พบคำว่า ‘ปลาร้า’ ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติหลักที่เข้าใจตรงกันในราชสำนักแล้ว”

อาจารย์ดอกรัก พยัคศรี

หลายคนคงสงสัยเหมือนฉันว่า แล้วนอกจากการแก้กระษัย ในเอกสารตำรายาโบราณยังพบการใช้ปลาร้าทำหน้าที่ใดอีกบ้าง 

อาจารย์ดอกรัก คนเดิมละสายตาจากไฟล์เอกสารโบราณที่อยู่ตรงหน้าและเล่าให้ฟังอย่างออกรสว่า 

“ในเอกสารโบราณตำรายาพื้นบ้านบางฉบับโดยเฉพาะทางอีสานและล้านนา เราพบว่า มีการใช้น้ำฮ้า หรือน้ำปลาร้าต้มเดือด หรือใช้ ‘ตีนฮ้า’ หมายถึง กากปลาร้า หรือเนื้อปลาร้า ผสมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น นำมาทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย หรือรักษา

โรคผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน เนื่องจากเกลือในปลาร้ามีความเข้มข้นสูงจึงช่วยฆ่าเชื้อและดูดซับหนอง หรือน้ำเหลืองเสียได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตำราเหล่านี้ไม่ได้บอกวิธีการใช้งานอย่างชัดเจน สันนิษฐานว่า วิธีการเข้ายา วิธีการใช้ยาของแต่ละสำนักน่าจะถ่ายทอดกันเป็นมุขปาฐะ รู้กันเฉพาะสำนัก ไม่นิยมจดจาร”

ไม่เพียงเท่านั้นเกร็ดความรู้เรื่องความยาวของใบลานที่อาจารย์ดอกรักนำมาเล่าก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะหากเป็นใบลานที่จดจารคัมภีร์ทางพุทธศาสนา พระคาถา หรือวรรณกรรมชาดกแล้ว ใบลานกลุ่มนี้มักจะมีความยาวราว 50-60 เซนติเมตร นัยว่า เพื่อให้บรรจุข้อความได้มากๆ เนื่องจากใบลานแต่ละใบมักมีความกว้างเพียง 5 เซนติเมตรเท่านั้น 

ในขณะที่หากเป็นตำรายา แม้จะมีความกว้างเท่ากันแต่จะมีความยาวน้อยกว่ากลุ่มแรกเกือบครึ่ง นัยว่า เพื่อให้หมอยาสะดวกในการเอาใส่ย่ามเวลาไปรักษาผู้คนนั่นเอง 

คนโบราณใช้ปลาร้าเป็นเครื่องยาและรักษาโรคกันอย่างไร

การอ่านจากเอกสารโบราณ แม้จะทำให้รู้สึกทึ่งกับข้อมูลหลายๆ อย่าง แต่เราก็อาจยังไม่เห็นภาพและไม่เข้าใจกระบวนการใช้ปลาร้าในตำรายาได้ชัดเจน การขอความรู้ คำอธิบายเพิ่มจากแพทย์แผนไทยโดยตรงจึงเป็นอีกเรื่องที่จำเป็น

 “หลักการรักษาของหมอพื้นบ้านมักจะเลือกหาสิ่งใกล้ตัว หาได้ง่ายในชีวิตประจำวันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ก่อน หลักการแพทย์แบบนี้ก็มาจากการทดลอง การลองผิดลองถูก เข้าใจได้เลย ไม่มีความซับซ้อน ไม่ต้องทำในห้องแล็บสี่เหลี่ยม แต่ทำในแล็บธรรมชาติที่เราเรียกว่า Natural science หมายถึง วิทยาศาสตร์ธรรมชาติของชาวบ้าน หรือวิทยาศาสตร์พื้นบ้าน”

อาจารย์วันทนี เจตนธรรมจักร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งฉันดิ่งตรงไปขอความรู้ที่บ้าน เริ่มเล่าให้ฉันฟัง

“กรณีการใช้ปลาร้าในการรักษาก็เช่นกันคือ อิงจากวิถีชีวิต วัฒนธรรมการกิน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ภูมิภาคที่นิยมกินปลาร้าและทำปลาร้าคือ ภาคอีสานกับภาคเหนือ และบางจังหวัดในภาคกลาง เช่น สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ดังนั้นส่วนใหญ่เราจึงพบการใช้ปลาร้าเพื่อเป็นอาหาร ภาคอีสานบางพื้นที่รวมทั้งสระแก้ว ปราจีนบุรี เราก็พบการใช้ปลาร้าเป็นยารักษาบ้าง หรือใช้รักษาตามภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านก็มี ส่วนภาคเหนือและบางจังหวัดในภาคกลางพบได้น้อย อาจารย์ยังไม่เคยเจอหมอพื้นบ้านที่ใช้ปลาร้าในปัจจุบัน 

อาจารย์วันทนี เจตนธรรมจักร

“ทว่าปัญหาของการเก็บข้อมูลในเรื่องนี้ก็คือ หมอพื้นบ้านค่อนข้างอายุมาก ล้มหายตายจากไปก็มาก หมอพื้นบ้านคนที่เราเจอก็อายุอยู่ในรุ่นกลางๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า บางท่านได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้นี้มาไหม”   

ปลาร้า อาหาร และยาเพื่อชีวิต

อาจารย์วันทนีทยอยยกตำราแพทย์แผนไทยที่สะสมไว้ออกมา ชี้ชวนให้ฉันดูเล่มนั้นเล่มนี้ พร้อมพลิกเปิดไปทีละหน้าและเล่าว่า “ปลาร้าเป็นอาหารหมักดองที่มีความเค็มจัด ในทางแพทย์แผนไทยเรามองว่า ความเค็มของเกลือจะมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ 

รักษาอาการทางผิวหนังบางอย่าง ป้องกันการเน่าเสีย และช่วยลดฤทธิ์ของยาบางชนิดเพื่อนำไปใช้อย่างปลอดภัย  อีกทั้งเมื่อใส่ปลาร้าลงไปในอาหารยังทำให้มีรสชาติเฉพาะขึ้นมาด้วย 

“นี่คือปลาร้าในรูปแบบอาหารเป็นยา ในอาหารมีหลายสูตรที่ใส่ปลาร้า นอกจากให้ความนัวแล้วยังใช้แทนน้ำปลา หรือเกลือได้ด้วย อาหารอีสานเกือบทุกชนิดจะใส่ปลาร้า ส่วนอาหารเหนือ จะใส่ปลาร้าในอาหารบางชนิดเพราะเขาจะมีถั่วเน่าที่ใส่อาหารอยู่แล้ว ส่วนภาคกลาง ก็มีวิธีการกินไม่ค่อยแตกต่างจากภาคเหนือและอีสานนัก 

“การกินอาหารหมักอย่างปลาร้ายังมีประโยชน์ทางโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ปลาร้าจึงมีฤทธิ์ทางยาจากเกลือและฤทธิ์จากการหมัก แต่ปัจจุบันแนะนำให้กินปลาร้าต้มสุกดีกว่ากินดิบ และควรกินในปริมาณที่เหมาะสมไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ/วัน เพราะเป็นอาหารที่มีโซเดียมสูง” 

กระบวนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันทำให้รู้ว่า โปรตีนจากการหมักของปลาร้านอกจากทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวแล้ว กระบวนการหมักที่ว่ายังทำให้เกิดกรดอะมิโนที่ให้รส “อูมามิ” รสอร่อยแบบหวานน้ำต้มกระดูกด้วย แน่นอนว่า คนโบราณคงไม่

รู้ความซับซ้อนในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ แต่พวกเขาก็ใช้ประโยชน์จากโปรตีนหมักนี้ใน “กระบวนการสะตุ-ประสะ-ฆ่าฤทธิ์” ในยาสมุนไพรบางชนิดเพื่อลดทอนฤทธิ์ของยาที่ไม่พึงประสงค์ให้ลดลง หรือหมดไป

สะตุ-ประสะ-ฆ่าฤทธิ์ ด้วยปลาร้า

“การใช้น้ำปลาร้า หรือปลาร้า ไปช่วยลดความเป็นพิษ หรืออาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากพืชบางชนิด เราเรียกกระบวนการนี้ว่า ‘การฆ่าฤทธิ์’  หมายถึง การลดความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงจากสมุนไพร การเตรียมเครื่องยาไทยบางชนิดก่อนนำไปปรุงยา ที่พบบ่อยในตำรายาโบราณนั่นก็คือ การฆ่าฤทธิ์ลูกสลอด โดยธรรมชาติสลอดเป็นพืชที่แทบทุกส่วนจะมีพิษเกี่ยวกับการถ่ายท้อง แต่ก็มีประโยชน์มากเช่นกันหากนำมาใช้อย่างถูกต้อง
“กระบวนการฆ่าฤทธิ์คือ นำลูกสลอดแห้งมาตำพอให้เปลือกแตก เลือกเฉพาะเม็ดสลอดแข็งๆ ออกมาแล้วใช้ผ้าขาวบางห่อเมล็ดสลอดทั้งหมดนั้น นำไปแช่ในน้ำปลาร้าไว้หนึ่งคืน รุ่งขึ้นจึงนำเมล็ดสลอดไปล้างหลายๆ รอบให้สะอาดหมดกลิ่นปลาร้า แล้วเอาเมล็ดสลอดไปตากให้แห้ง พอแห้งก็เอาไปคั่วไฟให้สุกกรอบ ความเป็นพิษจึงลดลง ถึงจะเอาไปเข้ากับเครื่องยาต่างๆ ได้ ถ้าไม่ทำแบบนี้ก่อน เมื่อคนไข้กินเข้าไปก็มีโอกาสถ่ายหนักจนร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่มากอาจถึงแก่ชีวิตได้ นี่คือ สิ่งที่แพทย์แผนไทยจำเป็นต้องรู้”

ในการเตรียมเครื่องยาแต่ละตำรับ แพทย์แผนไทยจำเป็นต้องนำเครื่องยาแต่ละชนิดมาชั่งให้ได้น้ำหนักตรงตามตำรับ โดยมีหน่วยน้ำหนักนับเป็น “บาท” น้ำหนัก 1 บาทนี้ เทียบเท่าประมาณ 15 กรัม

อาจารย์วันทนี เล่าถึงกระบวนการสะตุ-ประสะ-ฆ่าฤทธิ์ ชื่อแปลกหูที่บางคนอาจเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก พร้อมกับเปิดเอกสารการสอนนักศึกษาวิชาเภสัชกรรมแผนไทยที่มีภาพขั้นตอนเหล่านี้ประกอบเพื่อให้เห็นภาพ  ปิดท้ายด้วยการขยายความเพิ่มเติมว่า นอกจากการใช้น้ำปลาร้า หรือปลาร้าช่วยลดความเป็นพิษของผลสลอดแล้ว อีกตำราที่นิยมไม่แพ้กันก็คือ การใช้เมล็ดข้าว เปลือก เกลือ รวมกับเม็ดสลอดห่อผ้าขาวบางแล้วนำมาต้มในน้ำสะอาดจนข้าวเปลือกบาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการล้าง ตาก และคั่วสุก เช่นเดียวกัน 

น่าสนใจว่า กระบวนการฆ่าฤทธิ์เมล็ดสลอดด้วยน้ำปลาร้า หรือปลาร้านั้น ปรากฏในหลายตำราแพทย์ไทยโบราณซึ่งเก็บรวบรวมไว้ในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับหลวงด้วย โดยเฉพาะตำรับยาในคัมภีร์ที่เกี่ยวกับการขับ หรือชำระน้ำเหลืองเสีย เช่น โรคผิวหนัง โรคสตรี โรคบุรุษ โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่จะใส่ยาระบาย ยาถ่ายลงไปด้วย ดังตัวอย่างตำรับยาชื่อ ยาชำระตานโจร ในพระคัมภีร์ปฐมจินดา ยาเกี่ยวกับโรคช้ำรั่ว ในพระคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา ยาเกี่ยวกับโรคระดูสตรี ในพระคัมภีร์มหาโชตรัต 

ปลาร้ารักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด

เรื่องน่าทึ่งยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะครั้งแรกที่ฉันติดต่ออาจารย์วันทนีมาเพื่อจะพูดคุยเรื่องปลาร้าในเครื่องยา อาจารย์วันทนีได้พูดถึงคำๆ หนึ่งที่เมื่อได้ฟัง ฉันถึงกับต้องท่องให้ขึ้นใจ “กิมิชาติ” ซึ่งมีความหมายว่า สิ่งมีชีวิตชนาดเล็ก พยาธิ หรือปรสิตก่อโรค

“ต้องบอกก่อนว่า ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านที่จะเล่านี้ไม่ได้ปราฎในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับหลวง เพราะเข้าใจว่า น่าจะเป็นภูมิปัญญาเฉพาะของหมอพื้นบ้านบางท่านเองเรียกง่ายๆ ว่า การเอาอาหารคาวล่อพยาธิผิวหนัง ซึ่งอาจารย์เคยเห็นตั้งแต่สมัยยังทำงานที่จังหวัดสุรินทร์ สระแก้ว และพื้นที่ปราจีนบุรี 

เมล็ดสลอดที่ผ่านการฆ่าฤทธิ์ด้วยน้ำปลาร้า ก่อนนำมาล้าง ตากแดด และคั่วจนสุกกรอบ (ซ้าย) และผลสลอด (ขวา)

“วิธีไม่ยุ่งยากจะใช้ปลาร้าชนิดไหนก็ได้แค่ต้องหมักแล้วมีความเค็ม เอาเนื้อปลาร้ามาสับผสมกับโล่ติ๊น หนอนตายอยาก ลำโพง หรือลำโพงกาสลัก ซึ่งเป็นกลุ่มสมุนไพรที่มีรสเบื่อเมา ทั้งนี้สูตรเครื่องยาที่มีรสเบื่อเมานี้อาจเปลี่ยนไปตามสมุนไพรที่แต่ละท้อง ถิ่นหาได้และตามบริบทของหมอพื้นบ้านแต่ละท่าน แต่หากผสมเครื่องทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วเนื้อยาที่ได้ยังไม่ข้นมากพอ ก็อาจใช้ดินสอพอง หรือข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้ามาผสมเล็กน้อย เพื่อให้เนื้อยามีความเหนียวมากที่จะเกาะผิวได้ นอกจากใช้ปลาร้าเป็นตัวล่อแล้วยังพบว่า หมอบางท่านก็อาจจะใช้เนื้อสด หรือเนื้อปลาคาวๆ แทนก็มี 

“ส่วนวิธีรักษาคือ เอาไปพอกบริเวณผิวหนังที่ปูดขึ้นมาซึ่งเชื่อว่า มีพยาธิตัวจี๊ดอยู่ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที เพื่อเป็นการล่อพยาธิให้มากินอาหารที่คาวจัดนี้  พยาธิจะไชไปใต้ชั้นผิวหนังตามจุดที่พอกยาปลาร้า คนที่โดนพอกจะรู้สึกคันยิบๆ หรือเหมือนมีอะไรไชอยู่ใต้ผิว จากนั้นหมอพื้นบ้านจะกอบเครื่องยาออก แล้วเอาเครื่องมือคล้ายแหนบมาคีบพยาธิที่กำลังมึนชาเพราะฤทธิ์เครื่องยาเบื่อเมาออกมาจนหมด วิธีรักษาแบบนี้หมอพื้นบ้านจะให้ทำหนึ่งครั้งและเว้นระยะไปอีกสามสี่วันแล้วกลับมาทำใหม่จนมั่นใจว่า ก้อนยุบลง ขนาดเล็กลง หรือไม่เคลื่อนที่แล้ว จึงจบการรักษา

“นอกจากนี้หมอพื้นบ้านบางคนยังใช้สูตรปลาร้ากับเครื่องยาที่มีรสเบื่อเมานี้มาทา หรือมาพอกหัวฝีด้วย เพราะเชื่อว่า ทำให้ฝีสุกเร็วขึ้น เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีกอเอี๊ยะ”

เอกสารสมุดไทยดำ ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง ซึ่งพบสูตรยาแก้กระษัย ในตำรับยาชื่อ ‘ยาดัดรากกระไสยปู’ มีการอธิบายเครื่องยานานาชนิดพร้อมระบุว่า ต้องใช้ผลสลอดประสระแล้ว (ภาพจากตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ เล่ม ๑)

ถึงตรงนี้เชื่อว่า หลายคนคงอยากรู้เช่นเดียวกับฉันว่า ปัจจุบันยังมีการใช้ปลาร้าเป็นเครื่องยา หรือใช้เป็นยาล่อพยาธิอยู่หรือไม่ 

“เรื่องการใช้ปลาร้าเป็นเครื่องยาอย่างที่เล่ามาปัจจุบันจะไม่ค่อยเจอแล้ว เหตุผลเพราะปลาร้ามีกลิ่นเฉพาะตัว  บางคนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นของปลาร้า นั่นทำให้บริบทเหล่านี้ค่อยๆ พบน้อยลง จะมีใช้แค่หมอพื้นบ้านบางท่านบางพื้นที่เท่านั้น ประกอบกับบาง ครั้งภูมิปัญญาพื้นบ้านแบบนี้ก็ไม่ได้สืบทอดต่อจึงทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นเรื่องเล่าที่บอกต่อกันเท่านั้น” 

นอกจากอาหารหมักอย่างปลาร้าที่ปรากฎในเครื่องยาโบราณแล้ว อาจารย์วันทนียังเล่าเพิ่มเติมว่า ในหลายตำรับยามีการใช้กะปิ น้ำส้มสายชู หรือโบราณเรียกน้ำส้มสาชู รวมทั้งข้าวหมากด้วย นับว่า เป็นภูมิปัญญาที่น่าสนใจไม่น้อย 

ปัจจุบันแม้ว่าปลาร้าจะไม่ได้ใช้เป็นตัวยา หรือเครื่องยาในการรักษาโรคบางโรคเช่นในอดีตแล้ว แต่ปลาร้าก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กุมความลับรสแซ่บนัวของอาหารหลากหลายเมนู และเป็นองค์ความรู้เชิงวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และบริบททางสังคมที่น่าสนใจ นำมาสู่การศึกษาในอีกหลายแง่มุม  

 “ป้าอร วันนี้ขอส้มตำปูปลาร้าแซ่บๆ นัวๆ รสเดิมเลย 1 จานค่ะ”  

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ 

ภาพถ่าย นันทิยา บุษบงค์ และ เอกรัตน์ ปัญญะธารา


อ่านเพิ่มเติม : ผลไม้ต้องสาป มีพิษ กลิ่นเหม็น

กว่าจะเป็นมะเขือเทศที่ครองใจคนได้

Recommend