เสามังกร: ความภาคภูมิแห่งลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล - National Geographic Thailand

เสามังกร: ความภาคภูมิแห่งลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล

ลูกหลานชาวจีน
เสามังกรคือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิของวงศ์ตระกูล ที่ศาลบรรพชนตระกูลจางซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอหนานจิ้งเช่นกัน มีเสามังกรมากถึง 24 ต้น บ่งบอกว่าลูกหลานในตระกูลประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ล่าสุดเพิ่งมีการยกเสามังกรเพื่อเป็นเกียรติแก่ มร.จาง หยาง นักธุรกิจไทย-จีน ผู้มีคุณูปการต่อการส่งเสริมความพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-จีน

หัวเสามังกรมักสลักเป็นรูปพู่กันหรือไม่ก็สิงโต พู่กันคือสัญลักษณ์แทนข้าราชการฝ่ายบุ๋นหรือจอหงวน หากสลักเป็นรูปสิงโตจะหมายถึงข้าราชการฝ่ายบู๊ เช่น แม่ทัพและนายพล ประเพณีการยกเสามังกรเป็นการยกย่องลูกหลานที่สร้างคุณงามความดีและชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล

ที่ศาลบรรพชนตระกูลเซียว พิธีการต่างๆ จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ นอกเหนือจากขบวนสิงโต มังกร และกลอง เราเห็นปะรำพิธียกพื้นเหนือสระน้ำ บนโต๊ะเซ่นสังเวยมีทั้งหมูและแพะทั้งตัวที่ถูกชำแหละจัดวางไว้ ผลหมากรากไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง ไม่ต่างจากที่เราเห็นเวลาชาวจีนประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ข้างๆ นั้นคือเสามังกรต้นใหม่ที่จะทำพิธีในวันนี้

หลังมาถึงศาลเจ้าบรรพชนได้ไม่นาน สมาชิกตระกูลสีบุญเรืองก็ได้รับการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายสำหรับประกอบพิธีไหว้บรรพชนและยกเสามังกร เป็นเสื้อผ้าแพรจีนสีน้ำเงินสดใส คาดสายสะพายเขียนตัวหนังสือสีทอง และหมวกสักหลาดสีดำ เป็นชุดแปลกตาน่าสนใจที่ผมไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน

พิธีการหลังจากนั้นเกิดขึ้นทั้งบริเวณปะรำพิธีภายนอกศาลบรรพชน เป็นการยากที่จะเข้าใจความละเอียดซับซ้อนของพิธีการเหล่านั้นเนื่องจากภาษาที่ใช้คือภาษาจีนกลาง แต่เราพอจะสันนิษฐานได้  เป็นต้นว่าน่าจะมีการบวงสรวงฟ้าดิน อัญเชิญเทพยดาต่างๆ ให้เสด็จลงมาเป็นสักขีพยาน  นานๆครั้งเราจะได้ยินเสียงประโคมกลอง สลับกับเสียงปะทัดดังกึกก้องราวกับจะเป็นป่าวประกาศให้สวรรค์เบื้องบนรับรู้

ลูกหลานชาวจีน
นักดนตรีรัวกลองสร้างบรรยากาศคึกคักตลอดการประกอบพิธี

เมื่อลูกหลานตระกูลสีบุญเรืองเดินเข้าสู่ศาลบรรพชนเพื่อประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาช่วยขับเน้นบรรยากาศให้ดูขรึมขลัง ตลอดระยะเวลาร่วมชั่วโมงของการประกอบพิธี ดร.อรรชกาเป็นตัวแทนลูกหลานในการถวายของไหว้ สลับกับการแจกจ่ายธูปให้ลูกหลานทุกคนได้กราบไหว้บรรพบุรุษ ในช่วงท้ายของพิธี เราได้ยินเสียงประกาศขานชื่อ แม้จะฟังยากอยู่สักหน่อยเพราะน่าจะเป็นการถอดเสียงชื่อจากภาษาไทยเป็นภาษาจีน แต่ก็พอคาดเดาได้ว่าเป็นการประกาศชื่อลูกหลานในแต่ละสาย

หลังเสร็จสิ้นพิธีเซ่นไหว้ภายในศาลบรรพชน ไฮไลต์สำคัญของพิธีในวันนี้คือการยกเสามังกรซึ่งเป็นเสาต้นที่สี่ของตระกูลเซียว บนเสาที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของสระน้ำเขียนข้อความด้วยตัวหนังสือสีทอง ใจความสำคัญเป็นการบันทึกเกียรติประวัติของบุคคลที่เสามังกรต้นนั้นอุทิศให้  ในกรณีนี้คือ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง

ลูกหลานชาวจีน
พิธียกเสามังกรถือเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหนึ่งของพิธีต้องมีการเซ่นสังเวยแด่เทพยดาฟ้าดิน เช่น การเชือดไก่และนำเลือดไปหยดบริเวณรอบๆ โคนเสา
ลูกหลานชาวจีน
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ขณะประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพชน ภายในศาลบรรพชนตระกูลเซียว

“เราเป็นลูกหลานตระกูลเซียวที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย   เราทำงานรับราชการมาตลอดชีวิตและเป็นรัฐมนตรี [กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี] ตลอดเวลาที่รับราชการก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต สร้างเกียรติประวัติให้แก่ตระกูลสีบุญเรือง” ดร.อรรชกากล่าวถึงที่มาของการที่ทางตระกูลเซียวเสนอตั้งเสามังกรเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในวันนี้

ผมอดคิดไม่ได้ว่า การตั้งเสามังกรเป็นประเพณีเก่าแก่ของจีน ซึ่งในสมัยโบราณคงมีแต่ผู้ชายเป็นหลักที่ได้รับการยกย่องเช่นนี้  พิธียกเสามังกรเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้หญิงคงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก “ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเป็นผู้หญิงผู้ชาย ทำงานกับผู้ชายถ้าเค้าทำงานดีเราก็โปรโมต ผู้หญิงก็เช่นกัน แต่ยอมรับว่าอาจจะจริงที่คงไม่ค่อยมีเสามังกรที่ทำให้ผู้หญิง  ถ้าคิดอย่างนี้ก็ยิ่งน่าภาคภูมิใจ แต่ทางจีนก็ยอมรับว่า ในเมืองไทยผู้หญิงมีโอกาสค่อนข้างจะทัดเทียมกับผู้ชาย เมืองจีนเองก็ยังนับว่ายากโดยเฉพาะในตำแหน่งสูงๆ อาจจะมีบ้างในสายบริหาร แต่ในสายการเมืองก็นับว่ายังน้อย” ดร.อรรชกาพูดถึงความรู้สึกในฐานะผู้หญิงที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้

เสียงปะทัดดังกึกก้องยาวนานอีกครั้งบอกให้เรารู้ว่า พิธีการในวันนี้เสร็จสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์

ในฐานะที่เป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลเช่นกัน ผมรู้สึกทึ่งในความเข้มแข็งของวัฒนธรรมตระกูลแซ่ของชาวจีนที่แม้เวลาจะล่วงเลยไปเป็นร้อยหรือพันปี  หรือจะมีปราการทางภูมิศาสตร์ขวางกั้น ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไกลเพียงใด แต่ชาวจีนโพ้นทะเลก็ยังร้อยรัดอยู่ด้วยตระกูลแซ่สั้นๆเพียงคำเดียวที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงต้นกำเนิดอันเปรียบได้กับต้นน้ำเสมอ การได้เดินทางกลับมายังรากเหง้าของวงศ์ตระกูลจะให้ความรู้สึกอย่างไร คำพูดสั้นๆ ของตุนท์ มหาดำรงค์กุล ผู้บริหารหนุ่มจากโทรคาเดโรกรุ๊ป ทายาทผู้สืบสายตรงจากเซียวฮุดเส็ง (ผ่านทางมารดา – คุณดารารัตน์ มหาดำรงค์กุล) อาจจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

ลูกหลานชาวจีน
พรเทพ สีบุญเรือง (ซ้าย) และตุนท์ มหาดำรงค์กุล ทายาทผู้สืบสายตรงจากเซียวฮุดเส็ง ถ่ายภาพคู่กับเสามังกรของบรรพบุรุษ ณ ศาลบรรพชนตระกูลเซียว

“ขนลุกครับ” ตุนท์ตอบสั้นๆ เมื่อใครสักคนในกลุ่มสื่อมวลชนถามความรู้สึกเขา “เป็นครั้งแรกของผมที่ได้เข้าร่วมพิธียกเสามังกร  ต้องบอกว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ  พี่ๆน้องๆ ที่ได้เข้าร่วมพิธีนี้กลับไปจะเฮงๆทุกคน  เพราะเทวดาฟ้าดินและเทพเจ้าที่เสด็จลงมาประทานพรให้ทุกคน” ทายาทหนุ่มแห่งตระกูลเซียวกล่าวทิ้งท้าย

 

รายงานพิเศษโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา

                                                         

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทาง

คุณฉฎา สีบุญเรือง สมาคมนักธุรกิจหนานจิ้งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวหนานจิ้งประเทศไทย

มร. จาง หยาง นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ประธานมูลนิธิสีบุญเรือง

คุณดารารัตน์ มหาดำรงค์กุล และคุณตุนท์ มหาดำรงค์กุล และทีมงาน Trocadero Group

 

อ่านเพิ่มเติม

จากตรุษจีนถึงเช็งเม้ง: แนวคิดชีวิตหลังความตายของชาวจีน

เรื่องแนะนำ

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]

ไอดอลวิดีโอสตรีมสด อุตสาหกรรมปลดเปลื้องความเหงาของชาวเอเชีย

(ภาพปก) ลาล่า ไอดอลวิดีโอสตรีมมิงวัย 35 ปี สตรีมวิดีโอสดในโรงแรมที่เกาสง ไต้หวัน ลาล่าเป็นไอดอลวิดีโอสตรีมมิงได้มีผู้ติดตามราว 75,000 คนในแอปพลิเคชัน LiveAF ผลิตโดย 17 Media เธอปล่อยลูกสาว หมงหมง ไว้ในอะพาร์ตเมนต์ในขณะที่เธออกมาทำงาน ในภาพ เธอกำลังนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักของโรงแรมที่มีห้องพักหลายแบบและส่งยิ้มให้กับบรรดาแฟนคลับที่มีความหวัง ผู้ที่กำลังรับชมเธอผ่านโทรศัพท์มือถือ ภาพถ่ายโดย JEROME GENCE คนดังในทางอินเทอร์เน็ตเผยแพร่วิดีโอ สตรีมสด ในช่วงที่พวกเขาร้องเพลง พูดคุย ทานข้าว หรือนอนหลับเพื่อเงิน และนี่คือเรื่องราวและแฟนคลับของพวกเขา เมื่อความมืดยามค่ำคืนเข้าปกคลุมไทเป ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งนาม ลาล่า กำลังส่องประกายในท้องฟ้ายามค่ำคืน เธอเป็นหนึ่ง ไอดอล ในเว็บไซต์วิดีโอ สตรีมสด ที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน เธอเป็นคนดังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งสะสมชื่อเสียงผ่านหน้ากล้องวิดีโอ ภาพใบหน้าของเธอส่องประกายบนป้ายโฆษณาบิลบอร์ดสูงราว 30 เมตร เหนือกรุงไทเป ในเวลาเดียวกันนี้ทั่วเอเชีย เหล่านักสตรีมวิดีโอกำลังเหล่าเรื่องตลก กินข้าว หรือ นอนหลับ โดยมีผู้คนนับพันกำลังดูพวกเขาบนโทรศัพท์สมาร์ตโฟนหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้จะมีนักสตรีมวิดีโอที่ประสบความสำเร็จท่ามกลางนักสตรีมวิดีโอคนอื่นๆ สามารถมีเงินมากพอที่จะซื้อเกาะส่วนตัวได้ แต่อุตสาหกรรมที่นำเสนอความใกล้ชิดนี้สามารถเติมเชื้อไฟแห่งความเหงาได้ทั้งดาราวิดีโอสตรีมและบรรดาแฟนคลับเอง หลังจากผ่านวันทำงานอันยาวนานในโรงงานสิ่งทอ จุนจิ […]

The Expatriate Workers Of Dubai

เรื่องและภาพ อธิวัฒน์ ศิลปะเมธานนท์ (รางวัลชนะเลิศโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) “คาบายัน” เสียงเรียกภาษาตากาล็อกที่แปลว่า “คนชาติเดียวกัน” ดังลั่นจากห้องพักกลุ่มแรงงานชาวฟิลิปปินส์เมื่อผมเดินเข้าไปในเขตห้องพักย่านอัลคารามา ดูไบ เมื่อโลกเชื่อมโยงทั่วถึงกันหมด การอพยพย้ายถิ่นฐานหรือเพื่อไปทำงานยังประเทศอื่นจึงง่ายขึ้นมาก  ประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยทรัพยากรกว่าจึงส่งออกพลเมืองชนชั้นแรงงานของตนไปยังประเทศพัฒนากว่า  ธนาคารโลกประเมินว่าดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่แรงงานข้ามชาติส่งเงินกลับบ้านมากที่สุด สำหรับพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำจากศรีลังกา พนักงานขายของตามร้านสะดวกซื้อจากไนจีเรีย หรือหนุ่มบริกรฟิลิปปินส์ในร้านอาหาร ดูไบเป็นเมืองแห่งโลกาภิวัฒน์ที่มีทั้งด้านสว่าและมืด  ในแง่หนึ่งดูไบเป็นเมืองที่เปิดกว้างทางศาสนาและวัฒนธรรม แต่อีกด้านหนึ่ง เมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่งนี้ก็เป็นนรกของแรงงานข้ามชาติเมื่อนายจ้างค้างชำระค่าแรง สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ ต้องเผชิญกับอันตรายภายในสถานที่ทำงาน และถูกยึดหนังสือเดินทางไว้อย่างผิดกฎหมาย  และอาจหนักกว่านั้นสำหรับแรงงานสตรีในครัวเรือนที่ต้องทำงานไม่มีวันหยุด ใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอก ถูกนายผู้หญิงล่วงเกินทางวาจา และนายผู้ชายล่วงเกินทางเพศ  แต่เพราะมาตรการที่ใช้ควบคุมแรงงานอย่างเข้มงวดเช่นการระงับวีซ่าการทำงานหรือส่งกลับประเทศ ทำให้แรงงานต่างชาติต้องตกอยู่ในสภาพจำยอม และย้ำเตือนตนเสมอว่า พวกเขาตัดสินใจมาทำงานที่นี่โดยไม่มีใครบังคับ ก็เพื่อเงินทองที่จะส่งกลับบ้านไปให้ครอบครัวและคนข้างหลังในประเทศกำลังพัฒนาที่จากมา