สีผิวของอิโมจิช่วยส่งเสริมความหลากหลายได้อย่างไร - National Geographic Thailand

สีผิวของอิโมจิช่วยส่งเสริมความหลากหลายได้อย่างไร

สีผิวของอิโมจิช่วยส่งเสริมความหลากหลายได้อย่างไร

ในตอนที่อิโมจิได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก Unicode Consortium เมื่อปี 2010 พวกเขาแทนภาพของผู้คนด้วยโทนผิวสีเหลือง แต่ในปี 2015 สีผิวก็เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากผิวสีเหลืองแล้ว ทุกวันนี้อิโมจิมีสีผิวห้าโทนด้วยกันตั้งแต่ผิวสีขาวไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม

แต่เดิมเคยมีการถกเถียงกันว่าอิโมจิไม่ควรจะถูกผลิตออกมาให้มีสีผิวหลากหลาย บางคนเชื่อกันว่าไอคอนที่มีสีผิวแตกต่างจะยิ่งกระตุ้นความรู้สึกแตกต่างทางเชื้อชาติให้มากยิ่งขึ้นในโลกโซเชียลมิเดีย ในขณะที่หลายคนก็เชื่อว่าไอคอนที่ดีควรจะมีโทนสีผิวที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้ใช้งาน

ล่าสุดผลการศึกษาใหม่ชี้ว่าผู้ใช้งานโซเชียลมิเดียไม่ได้ใช้อิโมจิเหล่านี้สำหรับการเหยียดสีผิว รวมถึงตัวไอคอนเองก็ไม่ได้มีส่วนช่วยเพิ่มความเกลียดชังในสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

“อิโมจิที่หลากหลายช่วยให้บรรดาผู้ใช้งานรู้สึกว่ามีภาพแทนของพวกเขา” Debra Adams Simmons บรรณาธิการด้านวัฒนธรรมของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกล่าว ในฐานะของทีมผลิตสารคดีที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติและวัฒนธรรมมานาน

 

การศึกษาว่าด้วยสีผิว

หลังการสำรวจทวิตเป็นพันล้านทวิต ในทวิตเตอร์ สังคมออนไลน์รูปแบบหนึ่ง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบาระพบว่าผู้คนส่วนใหญ่เลือกใช้อิโมจิที่ใกล้เคียงกับสีผิวของตัวเอง และผู้ใช้งานที่มีผิวสีเข้มเองต้องการอิโมจิที่มีความหลากหลายทางอารมณ์มากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้เกือบครึ่งหนึ่งของอิโมจิทั้งหมดยังคงมีผิวสีขาว

สำหรับทวิตที่เลือกใช้อิโมจิแตกต่างจากสีผิวของตัวเองนั้น ส่วนใหญ่แล้วเนื้อหาที่ทวิตก็เป็นไปในทางบวก นอกจากนั้นผลการศึกษายังค้นพบอีกว่า แม้จะมีอิโมจิที่มีผิวขาวมากกว่า แต่ผู้ใช้งานอิโมจิมักเป็นผู้ใช้งานที่มีผิวสีเข้ม ในขณะที่สัดส่วนการใช้งานทั่วโลก อิโมจิที่มีผิวสีเข้มถูกใช้งานน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามทีมนักวิจัยชี้ว่าผลลัพธ์นี้อาจเป็นผลมาจากการไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในหลายพื้นที่ของประเทศที่กำลังพัฒนา

“การที่อิโมจิมีตัวเลือกให้ผู้ใช้งานนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในด้านความหลากหลาย และปริมาณการใช้งานที่กว้างขวางจากผลสำรวจแสดงให้เห็นอีกว่าอิโมจิสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้จริง” Walid Magdy จาก School of Informatics กล่าว

 

โลกที่มีหลายสีผิว

ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประจำเดือนเมษายน 2018 นี้ว่าด้วยเรื่องของเชื้อชาติและสีผิว พร้อมนำเสนอภาพถ่ายจากโปรเจค Humanae ซึ่งถ่ายทอดสีผิวของผู้คน 4,000 คนใน 18 ประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วสีผิวของมนุษย์เรานั้นหลากหลายมากแค่ไหน

ด้าน Simmon กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากโปรเจคนี้ไม่ได้น่าประหลาดใจ อีกทั้ง “การที่ใครสักคนจะเลือกใช้อิโมจิแบบไหนก็เป็นการแสดงออกซึ่งตัวตนของพวกเขาเอง”

เรื่อง Elania Zachos

 

อ่านเพิ่มเติม

เช็คๆ อิโมจิสัตว์เหล่านี้ผิดไปจากความเป็นจริง

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

ปราสาทชูริ: มรดกโลกแห่งญี่ปุ่นที่สูญไปในกองเพลิง

(ซ้าย) ปราสาทชูริ มรดกโลกโลกประจำจังหวัดโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อครั้งยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ (ขวา) ภาพขณะที่ปราสาทชูริถูกเผาไหม้ไปกับกองเพลิง ขอบคุณภาพจาก Author 663 highland ใน https://commons.wikimedia.org/ และ twitter สำนักข่าว NHK https://twitter.com/nhk_news/status/1189650841931853825 ญี่ปุ่นต้องพบความสูญเสียทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่เมื่อปราสาทชูริ สัญลักษณ์แห่งโอกินาวะ มอดไหม้ไปกับกองเพลิง ปราสาทแห่งนี้ยังเป็นประจักษ์พยานความสัมพันธ์ของสยามกับอาณาจักรรีวกีว อาณาจักรโบราณแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วย ในค่ำคืนวันที่ 30 ตุลาคม (เช้าวันที่ 31) ปี 2019 ญี่ปุ่นได้สูญเสียปราสาทชูริ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในมรดกโลกอันน่าภาคภูมิใจของพวกเขาไปกับกองเพลิง รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า “ปราสาทชูริ” สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดโอกินาวะ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของญี่ปุ่น เกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ช่วงเวลา 02:40 น. โดยมีสัญญาณเตือนเพลิงไหม้จากบริเวณโถงของปราสาท เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังนับร้อยคนเพื่อควบคุมเพลิง ก่อนที่ไฟจะสงบลงเมื่อราว 04:00 น. แต่ก็ดูจะสายเกินไป เพราะไฟได้ทำลายโครงสร้างปราสาทที่ทำจากไม้ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีไปทั้งหมด ในตอนเช้า ภาพข่าวปราสาทชูริที่ปรากฏในสื่อเป็นเพียงแค่ซากของปราสาทที่มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ไฟไหม้ปราสาทชูริในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสูญเสียของคนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกของชาวโลกไปด้วยเช่นเดียวกัน (ชมวิดีโอขณะที่ปราสาทชูริกำลังมอดไหม้จากสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นได้ที่นี่) สัญลักษณ์แห่งอาณาจักรรีวกีวในประวัติศาสตร์ สู่ความภาคภูมิใจของคนโอกินาวะ เมื่อครั้งที่ปราสาทชูริยังคงตั้งตระหง่าน นี่คือสถานที่อันเป็นสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดโอกินาวะ […]

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน

โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน โรคซึมเศร้าถือเป็นอาการทางจิตเวชอย่างหนึ่งที่มีผู้ป่วยมากมาย ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวมาก่อน หรือบางกรณีผู้ป่วยก็มีอาการสับสนกับภาวะอารมณ์ซึมเศร้าภายในจิตใจ ทำให้ผู้ที่มีอาการไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีมีอยู่จำนวนมาก สาเหตุส่วนมากเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในสมอง หรือสารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานทางร่างกายและจิตใจต่างๆ เช่นอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรม โดยโรคนี้จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยจะขาดแรงกระตุ้นและกำลังใจในการใช้ชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม “โรค” ที่ตามหลักถือเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ก็สามารถรักษาให้หายได้ผ่านการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด “ไขศรี วิสุทธิพิเนตร” เคยถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนในช่วงที่ป่วยเป็น โรคซึมเศร้า มานานกว่า 7 ปี ลงในหนังสือ “เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง” หนังสือดังกล่าวได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ปี 2557 มาวันนี้เธอหายป่วยแล้วและต้องการเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยทางจิตทุกคนที่กำลังต่อสู้กับโรค โดย “การเปลี่ยนแปลงตนเองจากข้างใน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เธอหายและสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม "ไขศรี วิสุทธิพิเนตร" เคยถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนในช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานกว่า 7 ปี ลงในหนังสือ "เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง" หนังสือดังกล่าวได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ปี 2557 มาวันนี้เธอหายป่วยแล้วและต้องการเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยทางจิตทุกคนที่กำลังต่อสู้กับโรค โดย "การเปลี่ยนแปลงตนเองจากข้างใน" เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เธอหายและสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขมากกว่าเดิม โพสต์โดย National Geographic Thailand เมื่อ วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม […]

นักโบราณคดีตกตะลึงหลังค้นพบถ้ำสำหรับประกอบพิธีกรรมของชาวมายาที่ไม่เคยมีใครแตะต้องมาก่อน

การสำรวจถ้ำบาลัมกู (ถ้ำแห่งเทพเสือจากัวร์) ซึ่งมิเคยมีใครแตะต้องมาก่อนเป็นเวลานับพันปี เผยให้เห็นถึงพิธีกรรมทางศาสนาโบราณ ซึ่งอาจมีร่องรอยการถือกำเนิดและล่มสลายของจักรวรรดิมายา