5 เคล็ดลับถ่ายรูปอาหาร ให้ออกมา Cool ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือของคุณ - National Geographic Thailand

5 เคล็ดลับถ่ายรูปอาหาร ให้ออกมา Cool ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือของคุณ

5 เคล็ดลับถ่ายรูปอาหาร ให้ออกมา Cool ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือของคุณ

เวลาไปทานอาหารนอกบ้าน ภาพหนึ่งที่เราเห็นจนชินตาคือ ผู้คนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายภาพอาหารที่อยู่ตรงหน้าหลายครั้งภาพถ่ายออกมาดี อาหารดูน่าท่าน  แต่ก็มีอยู่หลายครั้งที่ภาพกลับไม่สวยอย่างที่ตาเห็น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราไม่รู้หรือไม่ได้ศึกษาเทคนิคการถ่ายภาพอาหารให้ออกมาดีนั่นเอง เรารวบรวมเคล็ดลับการถ่ายภาพอาหาร 5 ข้อจากช่างภาพเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกมาฝากกัน

เคล็ดลับถ่ายรูปอาหาร
ภาพถ่ายอาหารจากมุมมองด้านบนตรงๆ เป็นอีกมุมหนึ่งที่ได้รับความนิยม
ภาพถ่ายโดย เบกกี เฮล

1. แสง แหล่งแสงธรรมชาติที่นุ่มนวล (เลี่ยงเวลาแดดจัดเช่นกลางวัน) ดีที่สุด ถ้าไม่ถ่ายกลางแจ้ง ก็เลือกถ่ายใกล้หน้าต่าง แต่หากถ่ายภายในบ้าน แนะนำให้ปิดโคมไฟหรือแสงสว่างจากด้านบน เพราะแสงเหล่านี้อาจทำให้เกิดเงา แล้วถ้าอยู่ในร้านอาหารล่ะ คุณคงไม่สามารถไปขอให้บริกรปิดหรือเปิดไฟได้ตามต้องการ สิ่งที่ควรทำคือปิดแฟลชเพราะแสงแฟลชทำให้ภาพที่ได้แข็งกระด้าง เลือกวางโทรศัพท์ในมุมเหมาะๆ โดยอาจพิงกับแก้วน้ำหรือแจกันเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพสั่นไหว

2.รู้จักอุปกรณ์ แม้จะใช้แค่กล้องโทรศัพท์มือถือ แต่คุณก็สามารถเรียนรู้เทคนิคและการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ แบบแมนนวลเพื่อให้ได้ภาพที่ดี นอกจากปิดแฟลชและหาแหล่งแสงสวยๆ แล้ว คุณยังสามารถปรับโฟกัสด้วยการแตะหน้าจอเบาๆ และหากใช้ไอโฟน คุณยังปรับระดับแสงได้ด้วยการแตะนิ้วค้างไว้ที่ด้านขวาของจอแล้วเลื่อนขึ้น-ลง     เพื่อปรับระดับแสงตามที่คุณต้องการ ไม่ใช่ที่กล้อง คิดว่า คุณต้องการ

3.คิดเรื่องกรอบภาพ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของกล้องโทรศัพท์มือถือ คือเราอาจไม่สามารถถ่ายภาพระยะใกล้ได้โดยไม่เกิดการบิดเบือน โดยเฉพาะการถ่ายอาหารภายในภาชนะบรรจุ คำแนะนำคือถ่ายจากด้านบนตรงๆ (ลองดูภาพมะเขือเทศด้านบนสุดของโพสต์)

เคล็ดลับถ่ายรูปอาหาร
การถ่ายอาหารก่อนรับประทานเพื่อแชร์ภาพลงในโซเชียลมิเดีย กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสใหม่ ในปัจจุบัน
ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา

4.น้อยดีกว่ามาก คุณไม่จำเป็นต้องเก็บทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในภาพ บางครั้งการเก็บแค่เศษเสี้ยวของอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารหรือแก้วน้ำก็อาจเพียงพอแล้ว คิดก่อนถ่ายว่า อะไรในภาพที่อาจกวนหรือดึงความสนใจไปจากสิ่งที่คุณต้องการถ่ายทอด การขยับหรือย้ายตำแหน่งอาหารและอุปกรณ์ต่างๆ เป็นเรื่องควรทำ รวมถึงตำแหน่งและมุมที่คุณถ่ายภาพด้วย

5.อย่าหวังพึ่งฟิลเตอร์ กฎเหล็กข้อหนึ่งคือ ฟิลเตอร์ไม่ช่วยให้ภาพแย่ๆสักภาพดีขึ้นมาได้เสมอไป เพราะฉะนั้น จึงควรถ่ายภาพให้ออกมาดีเสียก่อน แล้วใช้ฟิลเตอร์ช่วยเติมเอฟเฟ็กต์หรืออารมณ์ภาพที่คุณต้องการ มากกว่าจะหวัง พึ่ง ฟิลเตอร์ตั้งแต่แรก

คำแนะนำดีๆนี้มาจากเบกกี เฮล ช่างภาพสตูดิโอของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชมหรือติดตามผลงานของเธอได้ที่ www.beckyhalephotography.com หรืออินสตาแกรม @beckythale

ภาพถ่าย:  เอกรัตน์ ปัญญะธารา และ เบกกี เฮล

 

อ่านเพิ่มเติม

แมลงกินได้ : อนาคตอาหารโลก

เรื่องแนะนำ

บริการเช่าลุงในญี่ปุ่น เมื่อขาดใครสักคนรับฟัง

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามสามารถใช้บริการนี้ได้ผ่านการจองออนไลน์ คุณลุงพร้อมให้เช่ามีอายุตั้งแต่ 45 - 55 ปี สนนราคาชั่วโมงละ 1,000 เยน หรือราว 300 บาท โดยมีข้อแม้ว่าห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันเป็นอันขาด

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายที่ชุมชนเมงตาสุและโมงติสุ เมืองมัณฑะเลย์ : ร่องรอยเชลย ไทยสมัยอยุธยา

เรื่องและภาพ นภัทร อุทัยฉาย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) ชุมนเมงตาสุและโมงติสุตั้งอยู่เลียบคลองชะเวตะชอง ทางทิศใต้ของตัวเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมียนมาระบุว่า บริเวณนี้เคยเป็นหนึ่งในถิ่นฐานของเชลยสงครามจากกรุงศรีอยุธยาและเชียงใหม่ซึ่งถูกกวาดต้อนมาเมื่อครั้งเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310  เชลยศึกที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้เป็นชนชั้นสูงฝ่ายชายและข้าราชบริพาร ได้จัดงานประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายตามแบบวัฒนธรรมของตนเองมาตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า และสืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน  ทุกปีประเพณีก่อเจดีย์ทรายจะจัดขึ้นในช่วงวันขึ้นปีใหม่ (13 เมษายน) ในวันแรกของเทศกาล ชาวบ้านจะรื้อพระเจดีย์ทรายองค์เดิมที่สร้างเมื่อปีก่อน  วันที่สองจะช่วยกันนำทรายมาสร้างเจดีย์ที่สูงราวสามเมตรขึ้นใหม่ให้เสร็จภายในหนึ่งวัน  แล้วพักหนึ่งวัน ก่อนนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธี สวดมนต์ ถวายภัตตาหาร และจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครงในวันรุ่งขึ้น  ต่อมาเดือนพฤษภาคม ในช่วงวันวิสาขบูชา จะมีงานก่อพระเจดีย์ทรายขึ้นอีกครั้งที่ชุมชนโมงติสุ ซึ่งห่างจากชุมชนเมงตาสุไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร  งานทั้งสองแม้จะคล้ายคลึง แต่ก็มีความแตกต่าง  แม้ทุกวันนี้แทบไม่มีชาวชุมชนคนใดที่มีเทือกเถาเหล่ากอชาวโยเดียอย่างชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้และเข้าใจดี คือ “เตโปงเซตี” และประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย อันไม่ใช่ธรรมเนียมของชาวเมียนมาทั่วไป และเป็นวิถีของบรรพชนที่ต้องดำรงรักษาให้คงอยู่สืบไป  

ดื่มวอดก้าแบบคนรัสเซีย

ดื่มวอดก้าแบบคนรัสเซีย ที่อเมริกามีคอฟฟี่ช็อป และคาเฟ่ให้ผู้คนได้นั่งดื่มหรือพบปะสังสรรค์ ที่รัสเซียเอง พวกเขาก็ชอบการดื่ม และพูดคุยไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าเครื่องดื่มที่พวกเขาโปรดปรานคือวอดก้า สุราสีใสนี้มีที่มาจากภาษาสลาวิก ซึ่งแปลว่า น้ำ จุดเด่นของมันคือเป็นเหล้าที่ไม่มีรส และกลิ่น ซึ่งนอกจากจะดื่มเพียวๆ แล้ว ยังนิยมใช้ผสมกับค็อกเทลสำหรับเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าวิธีการดื่มแบบรัสเซียจริงๆ นั้นเขาทำกันอย่างไร Sergey Gordeev นักข่าวจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกจะพาคุณผู้อ่านไปเรียนรู้กัน กฏง่ายๆ และมีเพียงแค่สองข้อเท่านั้นในการดื่มวอดก้าของคนรัสเซีย นั่นคือก่อนดื่มคุณต้องหายใจออก ยกแก้วกระดก จากนั้นค่อยหายใจเข้า แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย… ข้อมูลเพิ่มเติม ชายชาวรัสเซียกว่า 25% เสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปี เหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ฉะนั้นแล้วคุณผู้อ่านดื่มวอดก้าแบบวัฒนธรรมรัสเซียได้ แต่พึงระวังอย่าดื่มมากเช่นคนรัสเซีย เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง   อ่านเพิ่มเติม มัมมี่ช่วยนักฟุตบอลคนหนึ่งให้ไปแข่งฟุตบอลโลกได้อย่างไร?

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.