ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย - National Geographic Thailand

ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย

ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย

เอื้อนเอ่ยคำว่า “เซ็กส์ทอย” ขึ้นมา หลายคนที่ได้ฟังคงเกิดความรู้สึกต่างกันไป ก็คำว่า “เซ็กส์” ในสังคมไทยเรานั้น ใช่ว่าจะเป็นคำที่พูดกันได้คล่องๆ ไม่กระดากปากเสียเมื่อไหร่ ทว่าใครที่รู้สึกระคายหูคงต้องทนเอาหน่อย เพราะช่วงนี้คงได้ยินคำว่าเซ็กส์ทอยถี่ขี้นจากกระแสในโลกโซเชียล

ย้อนกลับไปเมื่อวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน 2018 รายการ “นโยบาย by ประชาชน” ของช่องไทยพีบีเอสหยิบยกประเด็นการให้เซ็กส์ทอยถูกกฎหมายไทยขึ้นมาอภิปราย และกลายเป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ตามมา เมื่อมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ปัจจุบันกฎหมายไทยยังมองว่าเซ็กส์ทอยเป็นของต้องห้ามซึ่งเข้าข่ายลามกอนาจาร ผิดศีลธรรม และชักนำสังคมไปในทางที่ผิด ตลอดจนมีส่วนก่อให้เกิดอาชญากรรมทางเพศ โดยผู้ที่ครอบครองหรือค้าขาย รวมไปถึงโฆษณาการค้าวัตถุลามกเหล่านี้มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และแน่นอนว่าไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประกาศแบนเซ็กส์ทอยอย่างจริงจัง แต่ยังมีประเทศอีกมากมายรวมถึงมัลดีฟส์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เวียดนาม, อินเดีย และมาเลเซีย เป็นต้น ในขณะที่อีกหลายประเทศทั่วโลก เซ็กส์ทอยสามารถใช้และพกพาได้อย่างเสรี เรียกได้ว่ามีร้านค้าเซ็กส์ทอยโดยเฉพาะ ไม่ต่างจากร้านหนังสือ หรือร้านกาแฟ ซึ่งผลการสำรวจในสหรัฐฯ เมื่อปี 2015 ผู้หญิงและผู้ชาย 50% ระบุว่า พวกเขาเคยใช้เซ็กส์ทอยทั้งแบบส่วนตัวและแบบกับคู่นอน และสัดส่วนนี้จะเพิ่มเป็น 70% ในกลุ่ม LGBT

เซ็กส์ทอยนี้อยู่คู่เรามาช้านาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเซ็กส์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และคุณมีโอกาสได้มาอ่านบทความนี้ก็เพราะเซ็กส์ หลักฐานการมีอยู่ของเซ็กส์ทอยที่เก่าแก่ที่สุดนั้นย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือ 28,000 ปีก่อน ปรากฎในรูปศิวลึงค์ขนาด 19.2 เซนติเมตร สร้างขึ้นจากทราย ในถ้ำแห่งหนึ่งที่เยอรมนี  โดยนักโบราณคดียังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจนว่า เซ็กส์ทอยชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาในพิธีกรรม, เป็นอาวุธ หรือเพื่อความสุขส่วนตัวของใครบางคนกันแน่ นอกจากนั้นยังมีรายงานการพบศิวลึงค์ที่ทำจากก้อนหิน และกระดูกมากมาย เช่นเดียวกับเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น หวี และเข็มเย็บผ้า

ข้ามมาในยุคสมัยของอารยธรรมกรีกและโรมัน เชื่อกันว่าดิลโด้ “ท่อน” แรกถือกำเนิดขึ้นที่นี่จากบันทึกของพ่อค้าโบราณที่กล่าวถึงเซ็กส์ทอยที่มีชื่อเรียกว่า “Olisbos” ทำจากดินเหนียวหรือไม้ ปั้นเป็นรูปอวัยวะเพศชาย ซึ่งผู้หญิงชาวกรีก (และผู้ชายบางคน) โปรดปรานกับสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้มาก นอกจากนั้น พวกเขายังใช้ขนมปังที่มีรูปร่างคล้ายดิลโด้ และน้ำมันมะกอกเป็นสารหล่อลื่นอีกด้วย ตามความเชื่อของชาวกรีก หากผู้หญิงว่างเว้นจากการมีเซ็กส์ไปนานๆ จะก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา ซึ่งในยุคสมัยที่ผู้ชายต้องออกจากบ้านหลายเดือนเพื่อรบในสงคราม บรรดาเซ็กส์ทอยเหล่านี้นี่เองที่ช่วยให้พวกเธอยังคงรื่นรมย์กับชีวิตได้

เซ็กส์ทอย
ภาพถ่ายของศิวลึงค์อายุ 28,000 ปีที่พบในถ้ำของเยอรมนี / Getty Images
เซ็กส์ทอย
หญิงคนหนึ่งกำลังใช้ Olibos ภาพเขียนอายุ 490 ปีก่อนคริสต์กาล สมบัติของพิพิธภัณฑ์ศิลปะฝรั่งเศส

ด้านฝั่งเอเชียเอง ในประวัติศาสตร์จีนเองมีบันทึกถึงของเล่นเพื่อความสุขทางเพศของผู้หญิงไว้เช่นกัน โดยมีลักษณะเป็นกิ่งไม้ที่ตัดแต่งเป็นรูปอวัยวะเพศชาย แต่ที่แปลกที่สุดเห็นจะเป็น “Ben Wa ฺBalls” จากบันทึกในประวัติศาสตร์ ผู้หญิงในราชวงศ์หมิงใช้ลูกบอลลูกเล็กๆ ที่ทำจากทองแดง, ทองคำ หรือดิน ใส่ลงไปในอวัยวะเพศ และออกแรงกล้ามเนื้อยึดเอาไว้ ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มความสุขทางเพศให้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่ฝั่งอาหรับ ในวรรณกรรมเรื่องอาหรับราตรี หรือ Arabian Nights ซึ่งรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตะวันออกกลางเอาไว้ มี การระบุถึงการใช้ผักและผลไม้ที่มีรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายเพื่อความสุขทางเพศเช่นกัน

ส่วนอุปกรณ์เซ็กส์ทอยที่สั่นสะเทือนได้ในปัจจุบันนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อมนุษย์เรามีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ไวเบรเตอร์ในยุคแรกๆ ถูกนิยามว่าเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคฮิสทีเรียในผู้หญิงมากกว่าที่จะใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว ซึ่งเจ้าเซ็กส์ทอยไฟฟ้าเหล่านี้ในยุคแรกๆ มีหน้าตาไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เลยทีเดียว ก่อนที่จะพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และใช้แบตเตอรี่ดังเช่นที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

เซ็กส์ทอย
ภาพถ่ายของไวเบรเตอร์รุ่นแรกๆ จาก VICE
เซ็กส์ทอย
ตัวอย่างของเซ็กส์บอท จาก CNET

อาชีพแปลกจากเซ็กส์ทอย

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีงานวิจัยชัดเจนว่า เซ็กส์ทอยมีส่วนช่วยลดปัญหาการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศได้จริง แต่การมีอยู่ของเซ็กส์ทอยนอกจากจะช่วยสร้างงานให้แก่บรรดาคนงานในกระบวนการผลิตแล้ว ยังให้กำเนิดอาชีพใหม่ที่คาดไม่ถึงนั่นคือ “พนักงานทดสอบคุณภาพเซ็กส์ทอย” ยกตัวอย่างบริษัทผลิตเซ็กส์ทอยในสหราชอาณาจักรที่มีการจ้างพนักงานให้ทำหน้าที่รีวิวสินค้าของพวกเขาโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างจากเงื่อนไขของบริษัท LoveWoo ที่ให้ค่าตอบแทนสูงเสียด้วย โดยมีค่าจ้างต่อปีถึง 36,000 ดอลลาสหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้านบาทเลยทีเดียว

สำหรับเงื่อนไขในการเข้าทำงาน พนักงานจะเข้าทำงานที่ออฟฟิศสามวัน ทำงานที่บ้านสองวัน และจะต้องทดลองใช้สินค้าทุกอย่างของบริษัท พร้อมบอกข้อดีและข้อเสียของมัน ซึ่งตรงจุดนี้พนักงานต้องรู้จักใช้โซเชียลมิเดียให้เป็นประโยชน์ในการเขียนรีวิวได้ นอกจากนั้น ทางบริษัทยังมอบสวัสดิการมากมาย เช่น ส่วนลดค่าสมาชิกฟิตเนส หรือบัตรประกันสุขภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้หากสนใจทำงานในตำแหน่งดังกล่าว คุณสมบัติที่ทางบริษัทระบุว่าต้องการคือ พนักงานผู้นั้นต้องเปิดใจกว้าง, มีอารมณ์ขัน และมีทักษะในการสื่อสารที่ดีเป็นพิเศษ ซึ่งหากคุณสมบัติตรงก็สามารถเขียนใบสมัครพร้อมตัวอย่างการรีวิวเซ็กส์ทอยหนึ่งชิ้นยื่นเข้าไปได้เลย

เซ็กส์ทอย
Karley Sciortino นักข่าวจาก VICE ทดลองหลับนอนกับ Gabriel ตุ๊กตายางผู้ชาย ในสารคดี Making The World’s First Male Sex Doll: Slutever / VICE

ฟังดูเป็นอาชีพแห่งอนาคตมากๆ ที่งานประจำของเราคือการใช้เวลาในแต่ละวันให้หมดไปกับบรรดาเซ็กส์ทอยต่างๆ Cara Sutra คือตัวอย่างที่ดี หากคุณผู้อ่านรู้สึกสนใจงานนี้ขึ้นมา อดีตพนักงานธนาคารรายนี้ทดลองใช้เซ็กส์ทอยมาแล้วกว่า 2,000 ชิ้น แต่ใช่ว่าจะง่ายดายดังภาพฝัน เพราะทุกอาชีพเองก็มีรายละเอียดของมัน

Sutra เล่าให้ฟังว่า ในการรีวิวเซ็กส์ทอยแต่ละชิ้นของเธอนั้น เธอต้องพิจารณาตั้งแต่วัสดุที่ใช้ การออกแบบว่ามีเหลี่ยมมุมที่จะทำให้ผู้ใช้บาดเจ็บหรือไม่ หากเป็นแบบสั่น ก็ต้องพิจารณาว่ามันใช้แบตเตอร์รี่แบบใด มีปลั๊กหรือไม่ นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงความชอบส่วนบุคคลซึ่งจุดนี้ Sutra เน้นย้ำว่าสำคัญมาก เพราะตัวเธอนั้นชื่นชอบการสั่นแบบแรงๆ ดังนั้นเมื่อเขียนรีวิวก็ต้องระบุว่าตัวเธอชอบแบบใดด้วย… และจุดสำคัญก็คือเจ้าเซ็กส์ทอยที่รีวิวนั้นทำให้เธอถึงจุดสุดยอดหรือไม่ ซึ่งจุดนี้คือประเด็นที่ผู้อ่านต้องการทราบมากที่สุด หากเซ็กส์ทอยชิ้นนั้นไม่สามารถทำให้เธอไปถึงฝั่งฝัน ก็จำเป็นต้องชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์อื่นๆ ที่ลูกค้าจะได้รับจากมัน

อนาคตของเซ็กส์ทอย

แม้อนาคตของเซ็กส์ทอยในไทยจะยังมองไม่เห็นทางเท่าไหร่นัก แต่วงการเซ็กส์ทอยในต่างประเทศยังคงพัฒนาไปเรื่อยๆ VICE รายงานถึงแนวโน้มของเซ็กส์ทอยในอนาคตว่าจะมีลักษณะไม่แบ่งแยกเพศหรือ Nonbinary มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทดลองกับเซ็กส์ทอยได้หลากหลาย นั่นแปลว่าเซ็กส์ทอยหนึ่งชิ้นสามารถใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แทนที่จะเป็นเซ็กส์ทอยเพื่อผู้หญิง หรือเซ็กส์ทอยเพื่อผู้ชายเช่นในปัจจุบัน

Stu Nugent นักออกแบบเซ็กส์ทอยจากบริษัท LELO ผู้ทำงานในวงการเซ็กส์ทอยเล่าถึงเซ็กส์ทอยเมื่อ 14 ปีก่อนให้ฟังว่า การออกแบบดิลโด้มักเป็นอะไรที่ ใหญ่ น่าเกลียด แต่งแต้มสีสันสดใสอย่างสีม่วงหรือสีชมพู “มันน่าจะมีทางเลือกอื่นสำหรับสาวๆ ที่ไม่ต้องการดิลโด้แบบนั้นนะครับ” เขากล่าว

ด้าน Zoe Ligon ผู้ก่อตั้งบริษัท Spectrum Boutique กล่าวเสริมว่า “บริษัทเซ็กส์ทอยทั้งหลายควรหยุดยัดเหยียดนอแรดสีชมพูอันยักษ์ให้แก่ผู้บริโภคได้แล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบแบบนั้น” เพราะความหมายของเซ็กส์ทอยนั้นคือเครื่องมือที่ช่วยสอนให้เรารู้จักร่างกายของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นต่างหาก ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกลบกับร่างกายของตนเอง

และด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเซ็กส์ทอยจะไม่ใช่แค่เซ็กส์ทอยอีกต่อไป แต่จะพัฒนาไปเป็น “เซ็กส์บอต” หรือหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เสมือนคู่นอน ซึ่งสามารถแสดงความรู้สึก และตอบสนองต่อการสัมผัส และตอบโต้บทสนทนากับคนจริงๆ ได้ในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเซ็กส์ทอยที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น ถึงขนาดที่ว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางสังคมอย่าง Ian Pearson นักอนาคตวิทยาคาดการณ์ว่าในอนาคตการที่มนุษย์จะมีเซ็กส์กับหุ่นยนต์นั้น ถือเป็นเรื่องปกติเลยทีเดียว (เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง A.I. Artificial Intelligence ปี 2001 ไม่มีผิด) จะเป็นอย่างไรลองชมได้จากวิดีโอโดย CNET

อ่านเพิ่มเติม

ส่องโรงแรมม่านรูดสารพัดธีมในญี่ปุ่น

 

แหล่งข้อมูล

History of dildos

A Brief and Twisted History of Dildos and Vibrators

Playing with Pleasure l HISTORY OF SEX TOYS

Why the Future of Sex Toys Is Nonbinary

This Woman Tests And Reviews Sex Toys For A Living. Here’s What She’s Discovered.

This brand will pay you $36,000 a year to review sex toys

ถึงเวลาหรือยังที่ “เซ็กส์ทอย” ควรถูกกฎหมายในไทย?

ไวเบรเตอร์ – เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านชนิดที่ห้าของโลก

มาดู “วิวัฒนาการของเซ็กส์ทอย” ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา พัฒนาไปมากน้อยแค่ไหนกัน!?

นวัตกรรมเซ็กส์บอท

เรื่องแนะนำ

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

  ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก จากท้องฟ้าจนถึงพื้นดินกรุงนิวเดลีเต็มไปด้วยมลพิษ เมืองหลวงของประเทศอินเดียนี้มีขนาดเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัฐโรดไอแลนด์ และเป็นบ้านของประชากรที่มีจำนวนมากกว่าผู้คนในมหานครนิวยอร์กถึง 2 เท่า ปกติแล้วเมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ กรุงปักกิ่ง ของจีนจะถูกนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ผลการศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศระดับโลก เมื่อปี 2014 โดยองค์การอนามัยโลกพบว่า กรุงนิวเดลีมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่ากรุงปักกิ่งหลายเท่า และด้วยปริมาณของมันทำให้มหานครแห่นี้กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก เพื่อจะเข้าใจว่าชาวอินเดียมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร กับมลพิษเหล่านี้ Matthieu Paley ช่างภาพ ใช้เวลา 5 วันในการเดินตะลอนไปในนิวเลี ด้วยภาพถ่ายของเขาช่วยให้เรามองเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณรถยนต์อันหนาแน่นและการเผาขยะ หมอกควันสีเหลืองหนาทึบลอยปกคลุมตัวเมือง แม้แต่แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รอดพ้นจากปัญหานี้ แม่น้ำที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่สองรองจากแม่น้ำคงคานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ตัวแม่น้ำมีความยาว 1,376 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายรัฐในอินเดียและเป็นสายธารหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 57 ล้านคน 80% ของมลพิษในน้ำไหลผ่านนิวเดลีเป็นระยะทาง 22.5 กิโลเมตร การพังทลายของหน้าดิน, กระบวนการกำจัดของเสียและสารเคมีที่ถูกปล่อยลงน้ำส่งผลให้น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสีดำ และเกิดแผ่นฟิล์มสีขาวลอยปกคลุมผิวน้ำ สุนิตา นาเรน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม (CSE) ซึ่งตั้งอยู่นกรุงนิวเดลี และเธอยังติดอันดับ 1 ใน 100 คนที่มีอิทธิพลต่อโลกจากการดำเนินงานนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2010 ระบุว่า […]

เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก

ตั้งแต่นครทิมบักตูไปจนถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ศาสนสถานอันงดงามตระการตาเหล่านี้เป็นหลักฐานของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเหตุการณ์ทางศาสนาอันอัศจรรย์ ขอเชิญคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปเยือนมัสยิดแสนงามจากทั่วโลกพร้อมกันกับเรา

นักวิทยาศาสตร์หญิง : เวลานี้คือยุคทอง

อนาคตของแวดวงงานวิจัยกำลังมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น  โครงการต่างๆ ซึ่งบ่มเพาะเยาวชนหญิงที่สนใจอาชีพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์  ไม่เพียงท้าทายอุปสรรคที่เคยบั่นทอนกำลังใจผู้หญิงรุ่นก่อน แต่ยังผลักดันให้เกิดนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]