ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย - National Geographic Thailand

ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย

ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย

เอื้อนเอ่ยคำว่า “เซ็กส์ทอย” ขึ้นมา หลายคนที่ได้ฟังคงเกิดความรู้สึกต่างกันไป ก็คำว่า “เซ็กส์” ในสังคมไทยเรานั้น ใช่ว่าจะเป็นคำที่พูดกันได้คล่องๆ ไม่กระดากปากเสียเมื่อไหร่ ทว่าใครที่รู้สึกระคายหูคงต้องทนเอาหน่อย เพราะช่วงนี้คงได้ยินคำว่าเซ็กส์ทอยถี่ขี้นจากกระแสในโลกโซเชียล

ย้อนกลับไปเมื่อวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน 2018 รายการ “นโยบาย by ประชาชน” ของช่องไทยพีบีเอสหยิบยกประเด็นการให้เซ็กส์ทอยถูกกฎหมายไทยขึ้นมาอภิปราย และกลายเป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ตามมา เมื่อมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ปัจจุบันกฎหมายไทยยังมองว่าเซ็กส์ทอยเป็นของต้องห้ามซึ่งเข้าข่ายลามกอนาจาร ผิดศีลธรรม และชักนำสังคมไปในทางที่ผิด ตลอดจนมีส่วนก่อให้เกิดอาชญากรรมทางเพศ โดยผู้ที่ครอบครองหรือค้าขาย รวมไปถึงโฆษณาการค้าวัตถุลามกเหล่านี้มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และแน่นอนว่าไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประกาศแบนเซ็กส์ทอยอย่างจริงจัง แต่ยังมีประเทศอีกมากมายรวมถึงมัลดีฟส์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เวียดนาม, อินเดีย และมาเลเซีย เป็นต้น ในขณะที่อีกหลายประเทศทั่วโลก เซ็กส์ทอยสามารถใช้และพกพาได้อย่างเสรี เรียกได้ว่ามีร้านค้าเซ็กส์ทอยโดยเฉพาะ ไม่ต่างจากร้านหนังสือ หรือร้านกาแฟ ซึ่งผลการสำรวจในสหรัฐฯ เมื่อปี 2015 ผู้หญิงและผู้ชาย 50% ระบุว่า พวกเขาเคยใช้เซ็กส์ทอยทั้งแบบส่วนตัวและแบบกับคู่นอน และสัดส่วนนี้จะเพิ่มเป็น 70% ในกลุ่ม LGBT

 

เซ็กส์ทอยนี้อยู่คู่เรามาช้านาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเซ็กส์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และคุณมีโอกาสได้มาอ่านบทความนี้ก็เพราะเซ็กส์ หลักฐานการมีอยู่ของเซ็กส์ทอยที่เก่าแก่ที่สุดนั้นย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือ 28,000 ปีก่อน ปรากฎในรูปศิวลึงค์ขนาด 19.2 เซนติเมตร สร้างขึ้นจากทราย ในถ้ำแห่งหนึ่งที่เยอรมนี  โดยนักโบราณคดียังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจนว่า เซ็กส์ทอยชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาในพิธีกรรม, เป็นอาวุธ หรือเพื่อความสุขส่วนตัวของใครบางคนกันแน่ นอกจากนั้นยังมีรายงานการพบศิวลึงค์ที่ทำจากก้อนหิน และกระดูกมากมาย เช่นเดียวกับเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น หวี และเข็มเย็บผ้า

ข้ามมาในยุคสมัยของอารยธรรมกรีกและโรมัน เชื่อกันว่าดิลโด้ “ท่อน” แรกถือกำเนิดขึ้นที่นี่จากบันทึกของพ่อค้าโบราณที่กล่าวถึงเซ็กส์ทอยที่มีชื่อเรียกว่า “Olisbos” ทำจากดินเหนียวหรือไม้ ปั้นเป็นรูปอวัยวะเพศชาย ซึ่งผู้หญิงชาวกรีก (และผู้ชายบางคน) โปรดปรานกับสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้มาก นอกจากนั้น พวกเขายังใช้ขนมปังที่มีรูปร่างคล้ายดิลโด้ และน้ำมันมะกอกเป็นสารหล่อลื่นอีกด้วย ตามความเชื่อของชาวกรีก หากผู้หญิงว่างเว้นจากการมีเซ็กส์ไปนานๆ จะก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา ซึ่งในยุคสมัยที่ผู้ชายต้องออกจากบ้านหลายเดือนเพื่อรบในสงคราม บรรดาเซ็กส์ทอยเหล่านี้นี่เองที่ช่วยให้พวกเธอยังคงรื่นรมย์กับชีวิตได้

เซ็กส์ทอย
ภาพถ่ายของศิวลึงค์อายุ 28,000 ปีที่พบในถ้ำของเยอรมนี / Getty Images
เซ็กส์ทอย
หญิงคนหนึ่งกำลังใช้ Olibos ภาพเขียนอายุ 490 ปีก่อนคริสต์กาล สมบัติของพิพิธภัณฑ์ศิลปะฝรั่งเศส

ด้านฝั่งเอเชียเอง ในประวัติศาสตร์จีนเองมีบันทึกถึงของเล่นเพื่อความสุขทางเพศของผู้หญิงไว้เช่นกัน โดยมีลักษณะเป็นกิ่งไม้ที่ตัดแต่งเป็นรูปอวัยวะเพศชาย แต่ที่แปลกที่สุดเห็นจะเป็น “Ben Wa ฺBalls” จากบันทึกในประวัติศาสตร์ ผู้หญิงในราชวงศ์หมิงใช้ลูกบอลลูกเล็กๆ ที่ทำจากทองแดง, ทองคำ หรือดิน ใส่ลงไปในอวัยวะเพศ และออกแรงกล้ามเนื้อยึดเอาไว้ ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มความสุขทางเพศให้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่ฝั่งอาหรับ ในวรรณกรรมเรื่องอาหรับราตรี หรือ Arabian Nights ซึ่งรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตะวันออกกลางเอาไว้ มี การระบุถึงการใช้ผักและผลไม้ที่มีรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายเพื่อความสุขทางเพศเช่นกัน

ส่วนอุปกรณ์เซ็กส์ทอยที่สั่นสะเทือนได้ในปัจจุบันนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อมนุษย์เรามีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ไวเบรเตอร์ในยุคแรกๆ ถูกนิยามว่าเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคฮิสทีเรียในผู้หญิงมากกว่าที่จะใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว ซึ่งเจ้าเซ็กส์ทอยไฟฟ้าเหล่านี้ในยุคแรกๆ มีหน้าตาไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เลยทีเดียว ก่อนที่จะพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และใช้แบตเตอรี่ดังเช่นที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

เซ็กส์ทอย
ภาพถ่ายของไวเบรเตอร์รุ่นแรกๆ จาก VICE

 

เรื่องแนะนำ

ธรรมเนียมการแข่งขันอูฐ

ธรรมเนียมการแข่งขันอูฐ ใครจะคิดว่าอูฐสามารถทำความเร็วได้มากถึง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกเหนือจากการเป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศรุนแรงสุดขั้วอย่างทะเลทรายแล้ว อูฐยังเป็นสัตว์สำคัญของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง พวกเขาใช้อูฐในการขนส่ง, ใช้เป็นอาหาร ไปจนถึงเป็นความบันเทิง เช่น การแข่งอูฐ ในโอมาน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของผู้คนในภูมิภาคอาหรับ จากวิดีโอภาพมุมสูง การแข่งขันครั้งนี้ถูกบันทึกผ่านโดรนให้เรามีโอกาสได้ชมธรรมเนียมของชาวอาหรับกัน ปกติแล้วในการแข่งขันนิยมใช้อูฐหนอกเดียวมากกว่าอูฐสองหนอก ทว่าการแข่งจะต่างจากการแข่งขันสัตว์อื่นๆ เนื่องจากจ็อกกี้จะไม่ขึ้นขี่หลังอูฐ แต่จะใช้รีโมทคอนโทรลควบคุมแส้ให้ตวัดไปมาในอากาศเป็นการสั่งอูฐ โดยจ็อกกี้แต่ละคนนั้นจะนั่งอยู่ในรถยนต์ที่วิ่งขนานไปกับอูฐนั่นเอง หากสงสัยว่าเหตุใดอูฐจึงเอาชีวิตรอดท่ามกลางทะเลทรายได้ และเหล่านี้คือวิวัฒนาการที่มันปรับตัวขึ้นมาโดยเฉพาะ ภายในหนอกของอูฐประกอบด้วยไขมันที่มันจะนำมาใช้เมื่อไม่มีอาหารกิน นอกจากนั้นอูฐยังมีขนตายาวมากเพื่อป้องกันทรายพัดเข้าตา นอกจากนั้นอูฐยังสามารถอุดจมูกได้ทันทีที่ต้องการ พายุทรายจึงไม่มีผลใดๆ กับมัน และพวกมันยังมีมีพื้นเท้าที่กว้างกว่าสัตว์อื่นๆ ช่วยไม่ให้จมลงในทรายอ่อนๆ ได้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม สัตว์เหล่านี้ดื่มน้ำด้วยวิธีแปลกๆ

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]

ภาพบุคคลในเปียงยาง

ในเกาหลีเหนือที่ซึ่งพฤติกรรมถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ช่างภาพจะถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลออกมาได้อย่างไร?

ดื่มวอดก้าแบบคนรัสเซีย

ดื่มวอดก้าแบบคนรัสเซีย ที่อเมริกามีคอฟฟี่ช็อป และคาเฟ่ให้ผู้คนได้นั่งดื่มหรือพบปะสังสรรค์ ที่รัสเซียเอง พวกเขาก็ชอบการดื่ม และพูดคุยไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าเครื่องดื่มที่พวกเขาโปรดปรานคือวอดก้า สุราสีใสนี้มีที่มาจากภาษาสลาวิก ซึ่งแปลว่า น้ำ จุดเด่นของมันคือเป็นเหล้าที่ไม่มีรส และกลิ่น ซึ่งนอกจากจะดื่มเพียวๆ แล้ว ยังนิยมใช้ผสมกับค็อกเทลสำหรับเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าวิธีการดื่มแบบรัสเซียจริงๆ นั้นเขาทำกันอย่างไร Sergey Gordeev นักข่าวจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกจะพาคุณผู้อ่านไปเรียนรู้กัน กฏง่ายๆ และมีเพียงแค่สองข้อเท่านั้นในการดื่มวอดก้าของคนรัสเซีย นั่นคือก่อนดื่มคุณต้องหายใจออก ยกแก้วกระดก จากนั้นค่อยหายใจเข้า แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย… ข้อมูลเพิ่มเติม ชายชาวรัสเซียกว่า 25% เสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปี เหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ฉะนั้นแล้วคุณผู้อ่านดื่มวอดก้าแบบวัฒนธรรมรัสเซียได้ แต่พึงระวังอย่าดื่มมากเช่นคนรัสเซีย เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง   อ่านเพิ่มเติม มัมมี่ช่วยนักฟุตบอลคนหนึ่งให้ไปแข่งฟุตบอลโลกได้อย่างไร?