ชาวบาจาว วิวัฒน์ร่างกายให้มีม้ามใหญ่ ช่วยดำน้ำนานขึ้น - National Gepgraphic

ชาวบาจาววิวัฒน์ร่างกายให้มีม้ามใหญ่ ช่วยดำน้ำนานขึ้น

หนุ่มน้อยชาวบาจาวนาม Dido ดำน้ำบริเวณเกาะ Mantabuan
ภาพถ่ายโดย Matthieu Paley

 

ชาวบาจาว วิวัฒน์ร่างกายให้มีม้ามใหญ่ ช่วยดำน้ำนานขึ้น

หากคุณสูดอากาศลึกๆ แล้วดำลงไปใต้น้ำ ร่างกายของคุณจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการดำน้ำทันที หัวใจจะมีอัตราการเต้นที่ช้าลง หลอดเลือดและม้ามจะหดตัว ทั้งหมดนี้คือปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อระดับออกซิเจนที่ต่ำ เพื่อเก็บรักษาพลังงานเอาไว้

คนส่วนใหญ่กลั้นหายใจใต้น้ำได้ไม่กี่วินาที บางคนอาจนานได้นาทีกว่า แต่สำหรับชนกลุ่มน้อยที่เรียกกันว่าชาวบาจาว พวกเขามีความสามารถในการดำน้ำลึกด้วยตัวเปล่าอย่างน่าทึ่ง เพราะชาวบาจาวดำน้ำได้นานถึง 13 นาที และลึกลงไปถึง 60 เมตร พวกเขาอาศัยอยู่ตามชายฝั่งของฟิลิปปินส์, มาเลเซียและอินโดนีเซีย ยังชีพด้วยการดำน้ำจับปลาหรือเปลือกหอยเพื่อไปทำงานฝีมือขาย

และล่าสุดผลการศึกษาที่เผยแพร่ลงในวารสาร Cell พบว่าดีเอ็นเอของชาวบาจาวปรับตัวให้พวกเขามีม้ามขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อการดำน้ำโดยเฉพาะ

ชาวบาจาว
ชาวบาจาวนาม Tarumpit จับหมึกได้ที่บริเวณเกาะ Boheydulang
ภาพถ่ายโดย Matthieu Paley

 

เรียนรู้เกี่ยวกับม้าม

ในจำนวนอวัยวะภายในทั้งหมด ม้ามไม่ใช่อวัยวะต้นๆ ที่จะถูกพูดถึง และในทางเทคนิคแล้วมนุษย์เรายังคงมีชีวิตต่อไปได้ แม้ไม่มีม้าม แต่ในขณะที่ม้ามของคุณยังคงทำงานดีอยู่มันจะช่วยขจัดเชื้อโรคและมีส่วนให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น รวมไปถึงรีไซเคิลเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้วออกจากกระแสเลือด

การศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้ในแมวน้ำ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใต้ทะเล นักวิทยาศาสตร์พบว่าม้ามของมันมีขนาดใหญ่ ดังนั้น Melisa Llrdo นักวิจัยจากศูนย์จีโอเจเนติก มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเเกนจึงต้องการศึกษาลักษณะเดียวกันนี้ในมนุษย์ ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย เธอได้ยินเรื่องราวของชาวเผ่าที่อาศัยอยู่กับทะเลและประทับใจกับเรื่องราวความสามารถในการดำน้ำของพวกเขา

ชาวบาจาว
หนูน้อยชาวบาจาวหลับสนิทอยู่ข้างหม้อบรรจุหอยเป๋าฮื้อ ซึ่งจะเป็นอาหารมื้อเย็นของครอบครัว
ภาพถ่ายโดย Matthieu Paley

“ฉันอยากไปพบกับพวกเขา แต่ไม่ใช่แค่อธิบายผลทางวิทยาศาสตร์แล้วจากมาก” เธอกล่าวระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในอินโดนีเซีย “ในการเดินทางไปเยี่ยมพวกเขาครั้งที่สอง ฉันจึงเอาเครื่องอัลตร้าซาวน์และเครื่องเก็บตัวอย่างน้ำลายไปด้วย เราต้องการสำรวจขนาดม้ามของชาวบาจาว” ซึ่งในการทำงานของ Llardo เธอเล่าให้ฟังว่าบรรดาชาวบ้านมักมามุงดูอยู่เสมอ และพวกเขาดูตื่นเต้นกับการวิจัยครั้งนี้มาก

นอกจากนั้นเธอยังเก็บข้อมูลของชาวซาลวน ซึ่งเป็นชาวเผ่าที่มีอาชีพเกษตรกรในอินโดนีเซีย เพื่อเปรียบเทียบขนาดของม้ามในห้องปฏิบัติการที่โคเปนเฮเกน ผลการศึกษาพบว่าขนาดเฉลี่ยของม้ามชาวบาจาวมีขนาดใหญ่กว่าม้ามของชาวซาลวนถึง 50%

นอกจากนั้นทีมวิจัยยังสนใจยีนตัวหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า PDE10A ที่ทำหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ในชาวบาจาวปริมาณฮอร์โมนมีมากเช่นเดียวกับขนาดของม้าม ในขณะที่ชาวซาลวนมีปริมาณฮอร์โมนน้อยกว่า จากม้ามที่มีขนาดเล็กกว่า

Llardo ตั้งทฤษฎีว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาการคัดเลือกทางธรรมชาติช่วยคัดสรรยีนที่เหมาะสมเพื่อให้ชาวบาจาวที่อาศัยอยู่กับทะเลมานานหลายพันปี ได้เปรียบในการดำน้ำมากยิ่งขึ้น

(12 ทฤษฎี เราวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?)

ชาวบาจาว
ชายชราชาวบาจาวนาม Sahad พายเรือออกจากฝั่งของเกาะ Bodgaya
ภาพถ่ายโดย Matthieu Paley

 

ใต้แรงดันน้ำ

ม้ามที่มีขนาดใหญ่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ลำเลียงออกซิเจนจะถูกปั๊มเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ช่วยให้ชาวบาจาวดำน้ำได้เก่ง ยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีส่วนช่วย Richard Moon จากมหาวิทยาลัย Duke กล่าว ซึ่งตัวเขาศึกษาเกี่ยวกับปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อแรงดันที่เพิ่มมากขึ้น

เมื่อมนุษย์ดำน้ำลึก ความดันน้ำจะส่งผลให้เส้นเลือดในปอดเต็มไปด้วยเลือดมากขึ้น ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดหลอดเลือดอาจแตกและนำไปสู่ความตายได้ ซึ่งการซ้อมดำน้ำบ่อยๆ สามารถป้องกันกรณีอันตรายจากการดำน้ำนี้ได้

“การฝึกฝนจะช่วยให้ผนังปอดมีความยึดหยุ่น กระบังลมและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น” Moon กล่าว “แต่เราเองยังไม่แน่ใจว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างขนาดของม้ามกับฮอร์โมนไทรอยด์จริงหรือไม่”

ชาวบาจาว
ส่วนใหญ่แล้วอาหารของชาวบาจาวมาจากทะเล เช่นหมึกตัวนี้
ภาพถ่ายโดย Matthieu Paley

Cynthia Beall นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Case Western Reserve ผู้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศสุดขั้วเช่น ชาวทิเบตที่อาศัยอยู่บริเวณ “หลังคาโลก” ในความคิดของเธองานวิจัยของ Llardo นั้นเปิดมุมมองใหม่ที่น่าสนใจมาก แต่จำเป็นที่จะต้องหาหลักฐานทางชีววิทยาเพิ่มเติมก่อนที่จะสรุปว่าลักษณะของยีนส่งผลให้ชาวบาจาวดำน้ำดีขึ้นจริง “จำเป็นที่จะต้องวัดค่าอื่นๆ ของม้าม เช่น ความแข็งแรง หรือการหดตัว” เธอกล่าว

 

เราได้อะไรบ้างจากทะเล?

นอกจากการทำความเข้าใจว่าชาวบาจาวดำน้ำเก่งอย่างไร Llardo กล่าว่าการค้นพบครั้งนี้ยังมีส่วนช่วยในการรักษาพยาบาล

ปฏิกิริยาร่างกายที่เกิดขึ้นขณะดำน้ำเป็นปฏิกิริยาเดียวกันกับที่เรียกว่าภาวะขาดออกซิเจน (acute hypoxia) อาการนี้นำไปสู่ความตายบ่อยครั้งในห้องฉุกเฉิน ดังนั้นแล้วการศึกษาชาวบาจาวจะมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้วิถีชีวิตของชาวบาจาวกำลังเผชิญกับการคุกคาม พวกเขามีสถานะเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีสิทธิมีเสียงในประเทศ รวมไปถึงการประมงขนาดใหญ่กำลังส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวบาจาว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายคนเลือกที่จะทิ้งทะเลและเข้าไปทำงานในเมืองแทน

หากรัฐบาลไม่มีนโยบายสนับสนุนหรือนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบาวจาวไว้ Llardo กังวลว่าลักษณะเด่นทางพันธุกรรมที่ตกทอดมานาน อาจสูญหายไปในอนาคต

เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์

ชาวบาจาว
ลักษณะของบ้านเรือนชาวบาจาว ที่สร้างขึ้นบนทะเล
ภาพถ่ายโดย Matthieu Paley
ชาวบาจาว
วิถีชีวิตของชาวบาจาวผูกติดอยู่กับทะเล ทั้งการหาอาหารและของทะเลเพื่อขายนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว
ภาพถ่ายโดย Matthieu Paley

 

อ่านเพิ่มเติม

เพราะมี อสรพิษ จึงมีเรา เมื่องูคือตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการ

 

เรื่องแนะนำ

ชีวิตใหม่ของผู้ลี้ภัยในอเมริกา

ชีวิตใหม่ของผู้ลี้ภัยในอเมริกา Zain Younus วัย 11 ขวบ คือหนึ่งในผู้ลี้ภัยชาวปากีสถานที่เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาพร้อมกับครอบครัว พวกเขาหลบหนีความรุนแรงและอันตรายจากกลุ่มก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดของตน ครอบครัวของ Zain ได้ที่อยู่ในย่านแห่งหนึ่งของนครนิวยอร์ก ตัวเขาและพี่น้องทั้งหมดต้องเข้าชั้นเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอเมริกา ซึ่งนอกเหนือจากการเรียนภาษาอังกฤษแล้ว ชั้นเรียนเหล่านี้ยังทำหน้าที่เสมือนชุมชนเล็กๆ ที่ช่วยให้บรรดาผู้ลี้ภัยไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว รวมไปถึงให้ความช่วยเหลือกันและกันในด้านต่างๆ ชมภาพยนตร์สารคดีสั้นที่ผลิตโดย Joshua Seftel ซึ่งจะพาคุณผุ้อ่านไปติดตามชีวิตของ Zain ในช่วงเวลา 6 สัปดาห์ของการเข้าร่วมกิจกรรมเตรียมความพร้อม คุณผุ้อ่านจะเห็นว่าเด็กน้อยชาวปากีสถานเปลี่ยนไปสู่การเป็นเด็กชายชาวอเมริกันได้อย่างไร และในฐานะของแฟนคลับไมเคิล แจ็กสัน แล้ว Zain ได้ใช้ทักษะความสามารถในการเต้นของเขามาโชว์ในวันสุดท้ายของการเรียน ซึ่งช่วยทลายกำแพงทั้งหมดที่เขาเคยกังวล   อ่านเพิ่มเติม สำรวจความสุข : ผู้ลี้ภัย

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]

สวาซิแลนด์เปลี่ยนชื่อเป็นเอสวาตินีแล้ว

สวาซิแลนด์ถือเป็นประเทศล่าสุดที่เปลี่ยนชื่อของประเทศมาเป็น "เอสวาตินี" มาย้อนชมประวัติศาสตร์กันว่าก่อนหน้านี้มีประเทศไหนอีกบ้างที่เคยเปลี่ยนชื่อ

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]