ฉลาม หูดำกว่า 90 ตัวปรากฏตัว ณ ริมชายหาดอ่าวมาหยา หลังจากอ่าวได้ปิดฟื้นฟูทรัพยากร

อ่าวมาหยา : การกลับมาของฉลามหูดำกับบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ

ฉลาม หูดำโผล่ว่ายน้ำหากินในบริเวณริมหาดอ่าวมาหยา หลังจากที่ทางอ่าวได้ปิดให้บริการไปกว่าหลายเดือน สร้างความตื่นเต้นและได้จุดประกายความหวังเล็ก ๆ ของภารกิจฟื้นฟูแนวธรรมชาติของทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ย้อนกลับไปในช่วงที่อ่าวมาหยายังคงคลาคล่ำไปด้วยเรือนักท่องเที่ยวจอดอยู่บริเวณปากอ่าว ภาพ ฉลาม ที่มาหากินในบริเวณอ่าวนั้น แทบจะเป็นภาพที่ไม่เคยปรากฏ แต่ในวันนี้ภาพสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลกลับมาแหวกหว่ายในพื้นที่อ่าวอีกครั้ง ฉลามหูดำจำนวนกว่า 90 ตัวได้แวะเวียนมาว่ายน้ำหาอาหารกินในบริเวณริมอ่าวแทบทุกวัน

อ่าวมาหยา, เรือนำเที่ยว, เกาะพีพี, นักท่องเที่ยว, ฉลาม
ขบวนเรือและทัพนักท่องเที่ยวที่เข้าชมอ่าวมาหยาในหนึ่งวันมีมากกว่าสี่พันคน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนเกาะอย่างหนัก
ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย และหาญณเรศ หริพ่าย

ฉลามหูดำ เป็นปลาฉลามชนิดหนึ่ง มีรูปร่างเพรียวยาว ปากกว้าง มีแถบดำที่ครีบด้านหลัง ครีบก้น และครีบหางตอนล่าง โดยอาหารหลักเป็นปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก มีนิสัยไม่ดุร้าย เมื่อเทียบกับฉลามชนิดอื่น

ความนิยมของอ่าวมาหยา 

นักแสดงชื่อดังอย่าง Leonardo DiCaprio เจ้าของรางวัลออสการ์ ได้นำแสดงในหนังเรื่อง The Beach ซึ่งถ่ายทำที่อ่าวมาหยาเมื่อต้นปี 2542 และออกฉาย 1 ปีหลังจากนั้น ด้วยกระแสความนิยมของภาพยนตร์ ทำให้อ่าวมาหยา ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ก่อนการประกาศปิดพื้นที่ อ่าวมาหยารองรับนักท่องเที่ยววันละ 4,000-5,000 คน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาล จึงเกิดความเสียหายต่อพื้นที่อ่าวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแนวประการังและสัตว์น้ำในบริเวณนั้น

นักท่องเที่ยว, ชายหาด, อ่าวมาหยา, เกาะพีพี, ฉลาม
ภาพจำนวนนักท่องเที่ยวที่เน้นเอี๊ยดของอ่าวมาหยาก่อนจะถูกปิดฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

 

สาเหตุมาจากอะไร 

ด้วยความที่มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ก็เท่ากับว่าปัญหาที่เกิดจากตัวนักท่องเที่ยวนั้นก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกพื้นที่ชายฝั่ง การถ่ายน้ำเสียหรือการทิ้งขยะลงน้ำทะเล หลายสิ่งหลายอย่างนั้นเกิดจากการท่องเที่ยวที่ไม่มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ และด้วยเหตุผลนั่นเอง ทำให้ฉลาม หรือแม้กระทั่งทรัพยากรธรรมชาติอย่างประการัง เริ่มหดหายไปจากอ่าวมาหยานั่นเอง และถึงแม้ว่าการเติบโตของ อ่าวมาหยา ในเชิงภาคเศรษฐกิจนั้น จะส่งผลดี นำกำไรมาสู่ชาวบ้านในท้องถิ่น แต่ผลที่ตามมาก็คือระบบนิเวศของทางอ่าวนั้นกลับอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง ทำให้เจ้าหน้าที่นั้นไม่มีทางเลือกจึงเป็นเหตุที่ต้องปิดปรับปรุงอ่าวลงไปในที่สุด

ฉลาม, อ่าวมาหยา
ภาพกองขยะมหาศาลบริเวณอ่าวมาหยา ก่อนที่จะปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

มาตรการในการแก้ไขปัญหา

เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีแผนปิดปรับปรุงฟื้นฟูอ่าวเป็นระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน (ตามกำหนดการเดิมคือวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2561) ก่อนจะเลื่อนการเปิดให้บริการออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการฟื้นฟูระบบนิเวศของทางอ่าว โดยการปลูกประการังเพิ่มเป็นจำนวนมากกว่า 5,615 หน่อ โดยในส่วนของโซนที่ประการังกำลังทำการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวนั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ให้ความดูแลอย่างใกล้ชิด โดยก็มีอัตราการเติบโตของประการังใบอ่อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับผลลัพธ์ 6 เดือนหลังจากปิดอ่าวมาหยานั้น ก็ได้มีภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจที่ไม่ได้เห็นกันมานาน อย่างภาพฝูงฉลามหูดำทั้งหมดกว่า 90 ตัว ได้เข้ามาหากินอาหารบริเวณริมชายหาดของอ่าวมาหยาเป็นประจำทุกวัน ลบภาพเดิมของอ่าวมาหยาที่มักจะมีเรือนักท่องเที่ยวจอดเต็มชายฝั่งไปหมด ทำให้ทางกรมอนุรักษ์นั้นมีความหวังที่จะฟื้นฟูอ่าวที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “Paradise Beach” ให้กลับมามีความงดงามอีกครั้ง

ฉลาม, อ่าวมาหยา
ฝูงฉลามหูดำกว่า 90 ตัว ได้ออกมาว่ายน้ำหากินอาหาบริเวณริมชายหาดของอ่าวมาหยา เป็นประจำทุกวัน
ขอบคุณภาพจาก Channel News Asia

 

ความสำคัญของ ฉลาม ต่อระบบนิเวศน้ำทะเล

โดยปกติฉลามนั้นมักจะเลือกเหยื่อที่ป่วยหรืออ่อนแอเป็นอาหารอยู่เสมอ อีกทั้งบางตัวยังว่ายน้ำลึกลงไปหาซากสัตว์น้ำทะเลที่ตายไปแล้วเป็นอาหารด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เองการล่าเหยื่อที่ป่วยนั้น ทำให้ฉลามนั้นได้มีส่วนช่วยเหลือไม่ให้เหยื่อของฉลามนั้นไปแพร่กระจายเชื้อโรคกันในกลุ่ม อีกทั้งฉลามยังได้ทำการกำจัดเหยื่อที่ความอ่อนแอ  ทำให้มีแต่สัตว์ที่ตัวใหญ่ แข็งแรง และสุขภาพแข็งแรงรอดต่อการถูกล่าจากฉลามและพร้อมไปแพร่พันธุ์ในที่สุด ด้วยเหตุนี้เองทำให้ฉลามนั้นได้มีไปช่วยปรับแต่งพันธุกรรมของสัตว์ชนิดนั้นให้มีความแข็งมากยิ่งขึ้นไปในทางอ้อม ๆ นั่นเอง

นอกจากนี้ฉลามเองยังมีส่วนช่วยในการทำให้สิ่งมีชีวิตใต้น้ำให้อยู่ในปริมาณที่พอดีไม่น้อยหรือไม่มากเกินไปอีกด้วย ถ้าจะให้เห็นภาพชัดกว่านี้ นักวิทยาศาสตร์ในฮาวายนั้นได้ค้นพบว่า ฉลามเสือนั้นมีอิทธิผลอย่างมากต่อแนวหญ้าทะเล และหญ้าทะเลนั้นเป็นอาหารของเต่า ซึ่งเต่านั้นก็เป็นอาหารของฉลามเสืออีกที โดยให้ลองหลับตาคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากฉลามเสือนั้นหายไป คำตอบก็คือ ทำให้เต่านั้นมีเวลาในการกินหญ้าทะเลมากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกล่าหรืออะไร ทำให้แนวหญ้าทะเลนั้นไม่สามารถเติบโตได้ทัน ทำให้ถูกทำลายไปในที่สุด

ด้วยเหตุผลประการนี้เอง ทำให้ฉลามนั้นมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของแนวประการังเป็นอย่างมาก

ถึงแม้รูปร่างหน้าต่าของฉลามอาจจะมีความน่ากลัว จนทำให้ใครหลาย ๆ คนคิดว่าหากปราศจากพวกมันไป ท้องทะเลอาจจะสงบสุข น่าอยู่มากยิ่งขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า ระบบนิเวศใต้ท้องทะเลนั้นจะได้ประสบพบเจอกับความวุ่นวายพอสมควรหากฉลามสูญพันธุ์ขึ้นมาจริง ๆ

เรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โลกของ Aquaman กำลังจมขยะพลาสติก

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอ่าวมาหยา 

 อ่าวมาหยากับความงามที่เลือนหาย

 

เรื่องแนะนำ

มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย กับก้าวที่เริ่มต้นในประเทศไทย

หลังจากมีเสียงเรียกร้องมาจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยได้เริ่มมีมาตรการลดใช้ ถุงพลาสติก อย่างจริงจังจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และนี่คือกรณีศึกษาจุดเริ่มต้นการลดพลาสติกจากหลายประเทศในเอเชีย แม้ครั้งหนึ่งในอดีต พลาสติกเปรียบเหมือนวัสดุสังเคราะห์จากฝีมือการสร้างสรรค์ของมนุษย์อันล้ำค่าที่นำพาความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ แต่ไม่กี่ทศวรรษให้หลัง ชาวโลกต่างเห็นต้องกันว่า พลาสติกส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่เราจินตนาการไว้ มาตรการงดใช้พลาสติก กลายเป็นกระแสและกำลังส่งแรงกระเพื่อมในสังคมโลก เนื่องจากชาวโลกกำลังเห็นผลกระทบของจากใช้ถุงพลาสติกที่มากเกินไป จนส่งผลให้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าไม้ ทะเล และบรรดาสัตว์ ได้รับผลกระทบจากพลาสติกที่พวกมันไม่ได้ก่อขึ้น ดังที่ปรากฎให้เห็นในหน้าสื่ออยู่หลายกรณี มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย ในส่วนของประเทศไทย กระบวนการงดใช้พลาสติกกำลังเริ่มต้นอย่างจริงจังในปีนี้ แม้จะเป็นการออกตัวที่ช้าไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทวีปเอเชียหลายประเทศ ที่เล็งเห็นผลกระทบจากวัสดุสังเคราะห์นี้มาเนิ่นนานแล้ว แต่สิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นไปสู่เป้าหมายของโลกที่ไร้พลาสติก อันจะส่งผลดีต่อธรรมชาติและสัตว์ร่วมโลก นี่คือเรื่องราวของวัฒนธรรมการงดใช้ถุงพลาสติกที่โดดเด่นทั่วเอเชีย ซึ่งเราต้องการนำเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับประเทศไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมองว่า มาตรการลดพลาสติกในประเทศ สามารถประสบความสำเร็จได้ บังกลาเทศ บังกลาเทศเป็นประเทศแรกในโลกที่ตั้งมาตรการเกี่ยวกับการห้ามใช้พลาสติก โดยในปี 2002 บังกลาเทศประกาศห้ามใช้พลาสติกที่มีขนาดบาง เนื่องจากพบว่ามันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ท่อระบายน้ำของประเทศอุดตัน จนทำให้เกิดน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ แม้จุดเริ่มต้นเกิดจากการประสบภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่การเป็นประเทศแรกที่ประกาศห้ามใช้พลาสติก ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและออสเตรเลียออกกฎหมายในแบบเดียวกัน และตอนนี้ ในเมืองหลวงของบังกลาเทศก็ไม่มีการแจกถุงพลาสติกโพลิธีน (Polythene) ตามร้านค้าแล้ว กัมพูชา กัมพูชาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีมาตรการเกี่ยวกับถุงพลาสติกโดยการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาเก็ตเพิ่มเติม สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้ และรัฐบาลมีแผนว่าจะห้ามการนำเข้า ผลิต หรือแจกจ่ายถุงพลาสติกที่มีขนาดบางกว่า 0.03 มิลลิเมตรและมีขนาดกว้างไม่ถึง 30 เซนติเมตร และมีแผนลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ร้อยละ […]

โลกของ Aquaman กำลังจมขยะพลาสติก

ลองจินตนาการดูว่าบ้านของคุณถูกใครก็ไม่ทราบนำขยะมาถมทิ้งเพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ นี่คือความรู้สึกของชาวแอตแลนติส และไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะแค้นเคืองมนุษย์

มหานครกัมปนาท : ภัยดังที่ฟังแต่ไม่ได้ยิน

เราทุกคนรู้กันดีว่า เสียงดัง นั้นเป็นอันตรายต่อหู แต่ในความเป็นจริงการใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงดังที่เข้าขั้นเป็นมลพิษส่งผลกระทบมากกว่านั้น เสียงและการสั่นสะเทือนมีผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ ทั้งยังก่อให้เกิดความหงุดหงิด ความเครียด และวิตกกังวล ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลต่อการนอนหลับ, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและปัญหาทางสุขภาพจิตตามมา เมื่อร่างกายรับเสียงดังเข้ามา ระบบประสาทจะถูกกระตุ้น หัวใจเราจะเต้นเร็วขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์อันตราย ลองจินตนาการถึงโลกในยุคดึกดำบรรพ์ บรรพบรุษของเราคงไม่สามารถเอาชีวิตรอดหากได้ยินเสียงของฝูงสัตว์กำลังพุ่งตรงเข้ามา แต่พวกเขายังคงนิ่งเฉยไม่สนใจ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ดัลลัส เคยทำการวิจัยถึงผลกระทบของเสียงดังที่มีผลต่อสมอง พวกเขาตรวจการทำงานของระบบประสาททางการได้ยินของหนูสองกลุ่ม ด้วยการนำพวกมันไปอยู่ในที่ที่มีเสียงดังระดับ 115 เดซิเบล (ส่งผลกระทบต่อการได้ยินในระดับปานกลาง) และ 124 เดซิเบล (ส่งผลกระทบต่อการได้ยินในระดับรุนแรง) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หลังการทดลองพวกเขาตรวจระบบประสาทของหูหนูอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่าสำหรับหนูกลุ่มที่เผชิญกับระดับเสียงที่มีความดังรุนแรง จากหนูจำนวนทั้งหมดมีหนูน้อยกว่า 1 ใน 3 ที่ระบบประสาทยังคงเป็นปกติ นอกนั้นการตอบสนองล้วนเชื่องช้าลง ส่วนในหนูอีกกลุ่มการตอบสนองทางระบบประสาทไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก เว้นแต่กับคลื่นเสียงความถี่สูงที่ช้าลงกว่าปกติ นั่นคือการทดลองกับหนูเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นอยู่กับพวกมันไปชั่วชีวิต ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่เผชิญปัญหาจากเสียงรบกวน เริ่มจากเสียงของบ้านข้างๆ ที่กำลังต่อเติมไม่หยุด แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ตามมาด้วยเสียงปั๊มน้ำเจ้าปัญหาของเพื่อนบ้านอีกหลัง […]