เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาวผู้ปลุกเยาวชนทั่วโลกนับล้านคนเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก

เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้

“เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้

การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for Climate) และเธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์และผู้นำในการเรียกร้องของเด็ก ๆ เหล่านี้ไปในที่สุด

Fridays for future, เกรียตา ทุนแบร์ย, School strike for climate
บรรดาเยาวชนผู้ประท้วงเข้าร่วมการเดินขบวน #FridaysForFuture #YouthStrike4Climate ที่หน้ารัฐสภาในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภาพถ่ายโดย TOLGA AKMEN, AFP/GETTY

เด็กหญิงออทิสติกผู้เลือกใช้ชีวิตแบบไม่รบกวนโลก

เกรียตา ทุนแบร์ย เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2003 มีแม่เป็นนักร้องโอเปร่า และพ่อเป็นนักแสดง และมีคุณปู่คือ สวานเต อาร์เรเนียส (Svante Arrhenius) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อ ค.ศ. 1903 ผู้ค้นพบว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นงานวิจัยตั้งต้นให้โลกได้รู้จักกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

เกรียตาเริ่มสนใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อเธออายุ 9 ขวบ หลังจากได้เรียนรู้เรื่องนี้ในโรงเรียน เธอมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษยชาติ แต่กลับไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ เธอจึงลงมือศึกษาเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองในเรื่องนี้ และด้วยความเป็นเด็กออทิสติก เธอจึงความสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เธอสนใจได้เป็นเวลานานจนได้ข้อสรุป เธอเริ่มแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเอง เช่น หยุดบริโภคเนื้อสัตว์ หยุดซื้อทุกอย่างที่ไม่จำเป็น ในปี 2015 เธอเลิกเดินทางด้วยเครื่องบิน และปลูกผักรับประทานเอง นอกจากนี้ เธอยังชักชวนครอบครัวให้ติดตั้งแบตเตอรี่โซลาร์เซลล์ใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในบ้านอีกด้วย

เริ่มต้นเรียกร้องความตระหนักจากรัฐบาล

เธอตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไม่อาจแก้ไขได้ด้วยตัวเธอเพียงคนเดียว ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 เกรียตาในวัย 15 ปี ตัดสินใจหยุดเรียนและเดินทางไปที่ด้านนอกอาคารรัฐสภาสวีเดนโดยลำพังพร้อมชูป้ายประท้วงเพื่อให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่านี้ หลังจากเธอมองว่านโยบายของรัฐบาลสวีเดนในขณะนั้นให้ความใส่ใจในเรื่องนี้น้อยเกินไป (แม้สวีเดนจะเป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลกแล้วก็ตาม) เธอไม่ได้ถูกจับไปที่สถานีตำรวจในฐานะที่ก่อความวุ่นวาย เพียงแต่ได้รับการตักเตือนจากผู้ใหญ่หลายคน ทั้งจากบุคคลภายนอกและเหล่านักการเมืองในรัฐสภาว่าให้กลับไปเรียนเสีย

แน่นอนว่าเธอเพิกเฉยต่อคำตักเตือนจากผู้ใหญ่เหล่านั้น และมาประท้วงหน้ารัฐสภาเช่นนี้ต่อไปในทุกวันศุกร์ (เพราะในวันจันทร์ – พฤหัสบดีเธอต้องไปเรียน) แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงของเธอทำให้คนทั้งในสวีเดนและคนจากต่างประเทศเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่เธอพยายามเรียกร้อง และเริ่มตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกมากขึ้น

เด็กหญิงผู้ไม่ยอมจำนนต่อภาวะโลกร้อนอีกต่อไป

ในเดือนมกราคม ปี 2019 เกรียตาได้รับเชิญให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 24 หรือ COP 24 การขึ้นพูดของเธอในครั้งนั้นได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ “ผู้ใหญ่” ที่เพิกเฉยต่อเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างชัดแจ้ง และมอบพันธกิจแด่คนรุ่นใหม่ที่ต้องออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนด้วยตัวเอง

“สิ่งแวดล้อมบนโลก ชั้นบรรยากาศของโลกขณะนี้กำลังเป็นเครื่องสังเวยให้กับประเทศของคนรวยที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา”

“ในปี 2078 ฉันจะมีอายุครบ 75 ปี ถ้าฉันมีลูก ลูกหลานของฉันจะถามถึงพวกคุณว่าทำไมพวกคุณถึงไม่ทำอะไร ในขณะที่คุณยังมีเวลา”

“พวกคุณบอกว่ารักและเป็นห่วงเด็กๆ แต่ทำไมพวกคุณถึงได้ขโมยอนาคตของพวกเขาไป”

“เราไม่สามารถแก้ปัญหาถ้าเราไม่มองว่ามันเป็นปัญหา ทางออกสำหรับระบบนี้ คือเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวระบบเอง ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอให้บรรดาผู้นำโลกมาใส่ใจ คุณได้เพิกเฉยพวกเรามาตลอดในอดีต และคุณคงเพิกเฉยอีก ฉันมาที่นี่เพื่อบอกคุณว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม เพราะพลังที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชนทุกคน”

(รับชมวิดีโอสุนทรพจน์เต็มของ เกรียตา ทุนแบร์ย)

หลังจากนี้ เกรตายังคงเรียกร้องในเรื่องภาวะโลกร้อนที่หน้ารัฐสภาต่อไป จนกว่ารัฐบาลสวีเดนสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

การต่อสู้เพื่ออนาคต

เมื่อเดือนตุลาคม 2018 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ได้ออกรายงานเตือนว่า ขณะนี้อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกเกินกว่าที่คาดคิดไว้  บรรดาคนรุ่นใหม่เมื่อได้ยินตัวเลขนี้แล้วก็ได้เฝ้านับปีต่อจากนี้และตระหนักว่า นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ของโลกใบนี้ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลการรวมตัวของเยาวชนนับล้านคนจากกว่าสองพันเมืองทั่วโลกที่ออกมาร่วมการเดินขบวนในชื่อ Fridays for Future  หรือ วันศุกร์เพื่ออนาคต ในวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา

จุดมุ่งหมายของการเดินขบวนคือเรียกร้องให้บรรดารัฐบาลต่าง ๆ ในโลกนี้ ประกาศภาวะฉุกเฉินเรื่องภูมิอากาศโลก และให้ปฏิบัติต่อเสียงของคนรุ่นใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกอย่างเหมาะสม

เกรียตาได้กล่าวถึงการเดินขบวนที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้ว่า “เราได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่เราทำเป็นสิ่งสำคัญ และไม่มีใครที่ตัวเล็กเกินกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

Fridays for future, เกรียตา ทุนแบร์ย, School strike for climate
Alexandria Villasenor เด็กสาวอายุ 13 ปี หยุดเรียนในทุกวันศุกร์เพื่อเข้าร่วมการรณรงค์ประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ (School Strike for Climate) ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร เธอก็จะนั่งบนม้านั่งหน้าสำนักงานสหประชาชาติในนครนิวยอร์กพร้อมป้ายประท้วงที่จะทำให้ผู้คนสนใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ภาพถ่ายโดย SARAH BLESENER, THE WASHINGTON POST/GETTY

ผู้ได้รับการเสนอชื่อรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุด

จากการที่เกรียตาได้เคลื่อนไหวในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกจนกลายเป็นผู้นำและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วโลกได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ เธอจึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ และหากเธอได้รับเลือก ก็จะกลายเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอายุน้อยที่สุดในโลก โดยสมาชิกรัฐสภาของสวีเดนเป็นผู้เสนอชื่อของเธอด้วยเหตุผลว่า ถ้าไม่มีการทำอะไรเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหานี้จะนำไปสู่สงคราม ความขัดแย้ง และผู้อพยพลี้ภัย โดยเกรียตา ทุนแบร์ย เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวใหญ่ที่เป็นการส่งเสริมสันติภาพโลกอย่างแท้จริง

ทางด้านเกรียตากล่าวถึงกรณีนี้ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “เป็นเกียรติ” ที่ได้รับการเสนอชื่อในครั้งนี้

สำหรับการเดินขบวนวันศุกร์เพื่ออนาคต จะจัดขึ้นในอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลกอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 12 เมษายนนี้ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของการเดินขบวนครั้งนี้ได้ที่ https://www.fridaysforfuture.org

แหล่งอ้างอิง

เกรตา ธุนเบิร์ก: โดดเรียนเพื่อต้นไม้ ใบหญ้า และโลก

เกรตา ธันเบิร์ก โฉมหน้าของนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยุคใหม่

“เกรตา ทุนเบิร์ก” เด็กอายุ 16 ที่แก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการโดดเรียนทุกวันศุกร์

รู้จัก เกรียตา ทุนแบร์ย นักรณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อนชาวสวีเดนผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

From Sweden to India, school climate strikes have gone global  

Kids striking against climate change: ‘We’re fighting for our lives’ 

School climate strikes: 1.4 million people took part, say campaigners

‘The beginning of great change’: Greta Thunberg hails school climate strikes 


อ่านเพิ่มเติม ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด โดย กฟผ.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. กำลังดำเนินโครงการก่อสร้าง โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด เขื่อนสิรินธรใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 80 พร้อมเร่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้ครบ 7 ชุดตามแผน คาดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้กลางปี 2564 เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานสะอาดของประเทศไทย และเตรียมผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานี พลังงานหมุนเวียนนับเป็นพลังงานสะอาดจากธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ โดยเฉพาะการนำพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้า เนื่องจากเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่พลังงานเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดในการนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น โซลาร์เซลล์จะผลิตไฟฟ้าได้ก็ต่อเมื่อมีแสงแดด และต้องมีความเข้มแสงที่เหมาะสมเท่านั้น จากข้อจำกัดดังกล่าวจึงส่งผลให้ยังไม่สามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ๆ มาเป็นแหล่งพลงงานหลักสำหรับผลิตไฟฟ้าได้เมื่อเทียบกับพลังงานจากฟอสซิล และทำให้เกิดนวัตกรรม โซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริด ในวันนี้ ประเทศไทยได้นำโซลาร์เซลล์มาติดตั้งบนผิวน้ำ ซึ่งนอกจากจะมีข้อดีในการลดการใช้พื้นที่บนบกแล้ว ยังนำระบบไฮบริดมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าการติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร หรือ Hydro-floating Solar Hybrid เป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของ กฟผ. ที่นำพลังงานหมุนเวียนสองประเภทจาก “พลังงานแสงอาทิตย์” และ “พลังน้ำ” มาผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน หรือเรียกว่าระบบไฮบริด เพื่อลดข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่การผลิตไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ “เมื่อดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ ระบบไฮบริดมีขนาดกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ ถือเป็นโครงการโซลาร์เซลล์ทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย […]

พลังของรัฐบาลและชาวบาหลี จากชายหาดที่ปนเปื้อนที่สุด สู่การเป็นเกาะสวรรค์ไร้ขยะพลาสติกภายในปี 2025

พลังประชาชน : เมื่อชาวเกาะบาหลีสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ในการจัดการขยะพลาสติกด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้คน แม้ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย จะได้รับการขนานนามว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความสวยงามมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะนี้ บาหลีกำลังเผชิญปัญหาขยะพลาสติกที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะ พฤติกรรมการใช้ขวดและถุงพลาสติกในระหว่างการท่องเที่ยวที่ฝังรากลึก และขาดความตระหนักรู้ในวงจรขยะพลาสติกเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนการทิ้ง การลงสู่ทะเล และได้รับการเก็บขึ้นมาในฐานะขยะชายหาดอีกครั้ง เมื่อ 6 ปีที่แล้ว งานวิจัยจากนิตยสาร Science เรื่อง 20 อันดับประเทศที่มีการจัดการขยะย่ำแย่ระบุว่า อินโดนีเซียอยู่อันดับที่ 2 (อันดับที่ 1 คือจีน) ซึ่งทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้ยอมรับเช่นกันว่า ขยะพลาสติกโดยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการจัดการที่ดีพอ แต่ปัจจุบันทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป National Geographic Thailand ชวนคุณมุ่งหน้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ เกาะบาหลี พยายามทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของชายหาดอันเก่าแก่และปกป้องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเกาะเอาไว้ พลังเมื่อภาครัฐขยับตัว ในปี 2018 อินโดนีเซียมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 15.8 ล้านคน โดยมี 6.8 ล้านคนที่เลือกไปบาหลี ซึ่งมีสถิติที่นักท่องเที่ยวได้ผลิตขยะโดยเฉลี่ย 1.7 กิโลกรัม/คน/วัน ในขณะที่ชาวบ้านผลิตขยะอยู่ที่ 0.5 กิโลกรัม/วัน […]

‘ป่าโบสถ์’ โอเอซิสอันเขียวชอุ่มของเอธิโอเปีย

ในเอธิโอเปีย โบสถ์เป็นมากกว่าสถานที่ทางศาสนาแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจและความหวังในการอนุรักษ์ป่า ที่ปัจจุบันกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ จากการรุกคืบของเกษตรกรรม