เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาวผู้ปลุกเยาวชนทั่วโลกนับล้านคนเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก

เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้

“เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้

การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for Climate) และเธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์และผู้นำในการเรียกร้องของเด็ก ๆ เหล่านี้ไปในที่สุด

Fridays for future, เกรียตา ทุนแบร์ย, School strike for climate
บรรดาเยาวชนผู้ประท้วงเข้าร่วมการเดินขบวน #FridaysForFuture #YouthStrike4Climate ที่หน้ารัฐสภาในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภาพถ่ายโดย TOLGA AKMEN, AFP/GETTY

เด็กหญิงออทิสติกผู้เลือกใช้ชีวิตแบบไม่รบกวนโลก

เกรียตา ทุนแบร์ย เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2003 มีแม่เป็นนักร้องโอเปร่า และพ่อเป็นนักแสดง และมีคุณปู่คือ สวานเต อาร์เรเนียส (Svante Arrhenius) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อ ค.ศ. 1903 ผู้ค้นพบว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นงานวิจัยตั้งต้นให้โลกได้รู้จักกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

เกรียตาเริ่มสนใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อเธออายุ 9 ขวบ หลังจากได้เรียนรู้เรื่องนี้ในโรงเรียน เธอมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษยชาติ แต่กลับไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ เธอจึงลงมือศึกษาเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองในเรื่องนี้ และด้วยความเป็นเด็กออทิสติก เธอจึงความสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เธอสนใจได้เป็นเวลานานจนได้ข้อสรุป เธอเริ่มแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเอง เช่น หยุดบริโภคเนื้อสัตว์ หยุดซื้อทุกอย่างที่ไม่จำเป็น ในปี 2015 เธอเลิกเดินทางด้วยเครื่องบิน และปลูกผักรับประทานเอง นอกจากนี้ เธอยังชักชวนครอบครัวให้ติดตั้งแบตเตอรี่โซลาร์เซลล์ใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในบ้านอีกด้วย

เริ่มต้นเรียกร้องความตระหนักจากรัฐบาล

เธอตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไม่อาจแก้ไขได้ด้วยตัวเธอเพียงคนเดียว ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 เกรียตาในวัย 15 ปี ตัดสินใจหยุดเรียนและเดินทางไปที่ด้านนอกอาคารรัฐสภาสวีเดนโดยลำพังพร้อมชูป้ายประท้วงเพื่อให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่านี้ หลังจากเธอมองว่านโยบายของรัฐบาลสวีเดนในขณะนั้นให้ความใส่ใจในเรื่องนี้น้อยเกินไป (แม้สวีเดนจะเป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลกแล้วก็ตาม) เธอไม่ได้ถูกจับไปที่สถานีตำรวจในฐานะที่ก่อความวุ่นวาย เพียงแต่ได้รับการตักเตือนจากผู้ใหญ่หลายคน ทั้งจากบุคคลภายนอกและเหล่านักการเมืองในรัฐสภาว่าให้กลับไปเรียนเสีย

แน่นอนว่าเธอเพิกเฉยต่อคำตักเตือนจากผู้ใหญ่เหล่านั้น และมาประท้วงหน้ารัฐสภาเช่นนี้ต่อไปในทุกวันศุกร์ (เพราะในวันจันทร์ – พฤหัสบดีเธอต้องไปเรียน) แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงของเธอทำให้คนทั้งในสวีเดนและคนจากต่างประเทศเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่เธอพยายามเรียกร้อง และเริ่มตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกมากขึ้น

เด็กหญิงผู้ไม่ยอมจำนนต่อภาวะโลกร้อนอีกต่อไป

ในเดือนมกราคม ปี 2019 เกรียตาได้รับเชิญให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 24 หรือ COP 24 การขึ้นพูดของเธอในครั้งนั้นได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ “ผู้ใหญ่” ที่เพิกเฉยต่อเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างชัดแจ้ง และมอบพันธกิจแด่คนรุ่นใหม่ที่ต้องออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนด้วยตัวเอง

“สิ่งแวดล้อมบนโลก ชั้นบรรยากาศของโลกขณะนี้กำลังเป็นเครื่องสังเวยให้กับประเทศของคนรวยที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา”

“ในปี 2078 ฉันจะมีอายุครบ 75 ปี ถ้าฉันมีลูก ลูกหลานของฉันจะถามถึงพวกคุณว่าทำไมพวกคุณถึงไม่ทำอะไร ในขณะที่คุณยังมีเวลา”

“พวกคุณบอกว่ารักและเป็นห่วงเด็กๆ แต่ทำไมพวกคุณถึงได้ขโมยอนาคตของพวกเขาไป”

“เราไม่สามารถแก้ปัญหาถ้าเราไม่มองว่ามันเป็นปัญหา ทางออกสำหรับระบบนี้ คือเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวระบบเอง ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอให้บรรดาผู้นำโลกมาใส่ใจ คุณได้เพิกเฉยพวกเรามาตลอดในอดีต และคุณคงเพิกเฉยอีก ฉันมาที่นี่เพื่อบอกคุณว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม เพราะพลังที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชนทุกคน”

(รับชมวิดีโอสุนทรพจน์เต็มของ เกรียตา ทุนแบร์ย)

หลังจากนี้ เกรตายังคงเรียกร้องในเรื่องภาวะโลกร้อนที่หน้ารัฐสภาต่อไป จนกว่ารัฐบาลสวีเดนสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

การต่อสู้เพื่ออนาคต

เมื่อเดือนตุลาคม 2018 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ได้ออกรายงานเตือนว่า ขณะนี้อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกเกินกว่าที่คาดคิดไว้  บรรดาคนรุ่นใหม่เมื่อได้ยินตัวเลขนี้แล้วก็ได้เฝ้านับปีต่อจากนี้และตระหนักว่า นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ของโลกใบนี้ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลการรวมตัวของเยาวชนนับล้านคนจากกว่าสองพันเมืองทั่วโลกที่ออกมาร่วมการเดินขบวนในชื่อ Fridays for Future  หรือ วันศุกร์เพื่ออนาคต ในวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา

จุดมุ่งหมายของการเดินขบวนคือเรียกร้องให้บรรดารัฐบาลต่าง ๆ ในโลกนี้ ประกาศภาวะฉุกเฉินเรื่องภูมิอากาศโลก และให้ปฏิบัติต่อเสียงของคนรุ่นใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกอย่างเหมาะสม

เกรียตาได้กล่าวถึงการเดินขบวนที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้ว่า “เราได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่เราทำเป็นสิ่งสำคัญ และไม่มีใครที่ตัวเล็กเกินกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

Fridays for future, เกรียตา ทุนแบร์ย, School strike for climate
Alexandria Villasenor เด็กสาวอายุ 13 ปี หยุดเรียนในทุกวันศุกร์เพื่อเข้าร่วมการรณรงค์ประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ (School Strike for Climate) ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร เธอก็จะนั่งบนม้านั่งหน้าสำนักงานสหประชาชาติในนครนิวยอร์กพร้อมป้ายประท้วงที่จะทำให้ผู้คนสนใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ภาพถ่ายโดย SARAH BLESENER, THE WASHINGTON POST/GETTY

ผู้ได้รับการเสนอชื่อรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุด

จากการที่เกรียตาได้เคลื่อนไหวในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกจนกลายเป็นผู้นำและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วโลกได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ เธอจึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ และหากเธอได้รับเลือก ก็จะกลายเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอายุน้อยที่สุดในโลก โดยสมาชิกรัฐสภาของสวีเดนเป็นผู้เสนอชื่อของเธอด้วยเหตุผลว่า ถ้าไม่มีการทำอะไรเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหานี้จะนำไปสู่สงคราม ความขัดแย้ง และผู้อพยพลี้ภัย โดยเกรียตา ทุนแบร์ย เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวใหญ่ที่เป็นการส่งเสริมสันติภาพโลกอย่างแท้จริง

ทางด้านเกรียตากล่าวถึงกรณีนี้ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “เป็นเกียรติ” ที่ได้รับการเสนอชื่อในครั้งนี้

สำหรับการเดินขบวนวันศุกร์เพื่ออนาคต จะจัดขึ้นในอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลกอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 12 เมษายนนี้ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของการเดินขบวนครั้งนี้ได้ที่ https://www.fridaysforfuture.org

แหล่งอ้างอิง

เกรตา ธุนเบิร์ก: โดดเรียนเพื่อต้นไม้ ใบหญ้า และโลก

เกรตา ธันเบิร์ก โฉมหน้าของนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยุคใหม่

“เกรตา ทุนเบิร์ก” เด็กอายุ 16 ที่แก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการโดดเรียนทุกวันศุกร์

รู้จัก เกรียตา ทุนแบร์ย นักรณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อนชาวสวีเดนผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

From Sweden to India, school climate strikes have gone global  

Kids striking against climate change: ‘We’re fighting for our lives’ 

School climate strikes: 1.4 million people took part, say campaigners

‘The beginning of great change’: Greta Thunberg hails school climate strikes 


อ่านเพิ่มเติม ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

ภารกิจหน่วย “เหยี่ยวไฟ” ที่ต้องเผชิญกับงานอันร้อนระอุ

เวลาบ่ายคล้อยช่วงต้นเดือนมีนาคม ไอร้อนจากแดดที่ลอยมากระทบผิวหน้าให้รู้สึกร้อนผ่าว บอกถึงการมาเยือนของฤดูร้อน แม้จะนั่งอยู่ใต้ชายคาบ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขา และเปิดพัดลมช่วยผ่อนคลายความร้อน แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกอบอ้าว และเหนอะหนะไปทั้งตัว มองออกไปยังทิวเขาทะมึนด้านทิศตะวันตกของตัวบ้าน เห็นกลุ่มควันสีเทาลอยคละคลุ้งปกคลุมจนทัศนียภาพเลือนราง เป็นสัญญาณว่าฤดูของไฟป่าในปีนี้กำลังเริ่มต้นขึ้น ในตอนแรก ก็นึกไปว่าน่าจะเป็นหมอกของลมหนาว แต่เมื่อได้ออกมานอกตัวเรือน และสูดลมหายใจเข้าไป จึงได้รับรู้ถึงกลิ่นควัน ไฟป่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานหลายปี โดยเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ในปี 2564 ประเทศไทยมีพื้นที่เกิดเหตุไฟป่าทั้งหมด 100,704 ไร่ โดยเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ 84,418 ไร่ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่เกิดไฟป่าเฉลี่ย 33,369 ไร่ ต่อปี หรือประมาณร้อยละ 39 ของพื้นที่เกิดเหตุของภาคเหนือทั้งหมด” อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องไฟป่าก็ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา และเกิดการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อภารกิจควบคุมไฟป่าไม่ให้ส่งผลกระทบรุนแรง อีกหนึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมไฟป่าคือ “ชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟ” ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งหมด 17 ชุด ทำหน้าที่ทั้งลาดตระเวน สร้างแนวกันไฟ และควบคุมไฟป่าไม่ให้ลุกลาม อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมป่าไม้ และทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในภารกิจดับไฟป่า จันทร์เพ็ญ เกษตรสินธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟเชียงใหม่ กล่าวว่า […]

Blue Lagoon โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพที่สร้างเงินมหาศาลให้การท่องเที่ยวไอซ์แลนด์

Blue Lagoon แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไอซ์แลนด์ สร้างจากน้ำพุร้อนใต้พิภพที่ผ่านการนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า โดยไอซ์แลนด์ขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังงานหมุนเวียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีประชากรเพียง 332,000 คน แต่ไอซ์แลนด์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 1.8 ล้านคนต่อปี มากกว่าจำนวนประชากรถึง 6 เท่า โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมายังเกาะแห่งนี้ เพื่อชื่นชมภูมิประเทศที่ต่างจากพื้นที่อื่นในโลก ผสมผสานกันระหว่างความหนาวเย็นและความร้อนระอุ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง ทุ่งน้ำแข็ง ไปจนถึงทุ่งลาวาและน้ำพุร้อนไกเซอร์ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ Blue Lagoon ที่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยียนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้คือทะเลสาบน้ำร้อนแห่งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ของไอซ์แลนด์ แต่เป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์ มองข้ามขอบน้ำสีฟ้าสดใสของทะเลสาบไป คุณสามารถมองเห็นอาคารและท่อโลหะที่มีไอน้ำพวยพุ่งอยู่แทบจะตลอดเวลา ไม่ต้องแปลกใจ เพราะนั่นคือโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Svartsengi ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1976 และน้ำอบอุ่นในทะเลสาบที่คนนับล้านข้ามน้ำข้ามทะเลมาแช่เพื่อผ่อนคลายดื่มด่ำนี้ คือน้ำอุณหภูมิร้อนจัดจากใต้ผิวโลกที่ถูกนำขึ้นมาผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หล่อเลี้ยงผู้คนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของไอซ์แลนด์ทั้งประเทศ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่มีขั้นตอนในการสร้างยุ่งยากที่สุด เพราะระหว่างกระบวนการสามารถปล่อยมลพิษออกมาได้ หากโรงไฟฟ้าไม่ได้รับการออกแบบระบบควบคุมแบบปิด ที่ป้องกันการเล็ดรอดของสารพิษอย่างเชี่ยวชาญ ด้วยวิสัยทัศน์ของภาครัฐตั้งแต่เมื่อ 80 ปีก่อน ทำให้ทุกวันนี้ ไอซ์แลนด์ขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตภายในประเทศเกือบ […]

หลบหนีความวุ่นวายไปกับภาพความมหัศจรรย์แห่งแอนตาร์กติกา

“มองลึกลงไปในธรรมชาติ แล้วคุณจะเข้าใจทุกอย่างได้ชัดเจน” คำกล่าวจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่ถูกยกนำมาใช้ในการเปิดของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ “Wild Antarctica” ร่วมหลีกหนีความวุ่นวายไปกับคลิปวิดีโอความยาว 4 นาทีนี้ที่จะพาคุณผู้อ่านดื่มด่ำไปกับความงดงามของแอนตาร์กติกา ทะยานตัวเหนือฝูงปลาวาฬ, ผ่านภูเขาน้ำแข็ง, ชมท่วงท่าอันสง่างามของเพนกวินและแมวน้ำ ไปพร้อมกับเพลงประกอบกันน่ารื่นรมย์แล้วคุณผู้อ่านจะตระหนักได้ว่า เหตุใดธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจและอนุรักษ์ไว้   อ่านเพิ่มเติม : ดื่มด่ำไปกับการผลิบานของหมู่มวลดอกไม้ ผ่านวิดีโอไทม์แลปส์, ตลอด 40 ปีที่อยู่ในป่า ข้อมูลที่ชายคนนี้รวบรวมกำลังมีส่วนช่วยนักวิทยาศาสตร์

แผ่นดินแยกในเคนยา

แผ่นดินแยกในเคนยา อาคารบ้านเรือนและทางหลวงใกล้กรุงไนโรบี เมืองหลวงของเคนยาได้รับความเสียหายหลังแผ่นดินแยกแตกออกจากกัน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2018 Eliud Njoroge Mbugua ชาวบ้านท้องถิ่นและภรรยาของเขาสังเกตเห็นรอยแตกเกิดขึ้นที่พื้นบ้าน และเพียงไม่กี่วันต่อมารอยแตกก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบ้านทั้งหลังพังยับเยิน ปรากฏการณ์แผ่นดินแยกครั้งนี้เกิดขึ้นจากฝนที่ตกหนักจนน้ำท่วมและแผ่นดินไหว เป็นปกติที่จะเกิดมรสุมขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมของเคนยา แต่ดูเหมือนว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปในปีนี้จะทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น แม้แต่บริเวณภูเขาไฟใกล้เคียงก็เต็มไปด้วยรอยร้าว ด้าน David Adede นักธรณีวิทยากล่าวว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ล่วงหน้า และเมื่อเห็นรอยแยกแล้วนั่นหมายถึงความเสียหายที่จะตามมา และล่าสุดมีรายงานพบว่ารอยแยกกำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนักธรณีวิทยาคาดการณ์ว่าการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกนี้มีความเป็นไปได้ที่ทวีปแอฟริกากำลังอาจแยกออกจากกัน แต่กว่าจะแยกตัวอย่างสมบูรณ์แบบต้องใช้เวลาถึง 50 ล้านปี   อ่านเพิ่มเติม ชีวิต ณ เขตภูเขาไฟ