เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาวผู้ปลุกเยาวชนทั่วโลกนับล้านคนเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก

เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้

“เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้

การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for Climate) และเธอได้กลายเป็นสัญลักษณ์และผู้นำในการเรียกร้องของเด็ก ๆ เหล่านี้ไปในที่สุด

Fridays for future, เกรียตา ทุนแบร์ย, School strike for climate
บรรดาเยาวชนผู้ประท้วงเข้าร่วมการเดินขบวน #FridaysForFuture #YouthStrike4Climate ที่หน้ารัฐสภาในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภาพถ่ายโดย TOLGA AKMEN, AFP/GETTY

เด็กหญิงออทิสติกผู้เลือกใช้ชีวิตแบบไม่รบกวนโลก

เกรียตา ทุนแบร์ย เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2003 มีแม่เป็นนักร้องโอเปร่า และพ่อเป็นนักแสดง และมีคุณปู่คือ สวานเต อาร์เรเนียส (Svante Arrhenius) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อ ค.ศ. 1903 ผู้ค้นพบว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นงานวิจัยตั้งต้นให้โลกได้รู้จักกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

เกรียตาเริ่มสนใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อเธออายุ 9 ขวบ หลังจากได้เรียนรู้เรื่องนี้ในโรงเรียน เธอมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษยชาติ แต่กลับไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ เธอจึงลงมือศึกษาเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองในเรื่องนี้ และด้วยความเป็นเด็กออทิสติก เธอจึงความสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เธอสนใจได้เป็นเวลานานจนได้ข้อสรุป เธอเริ่มแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเอง เช่น หยุดบริโภคเนื้อสัตว์ หยุดซื้อทุกอย่างที่ไม่จำเป็น ในปี 2015 เธอเลิกเดินทางด้วยเครื่องบิน และปลูกผักรับประทานเอง นอกจากนี้ เธอยังชักชวนครอบครัวให้ติดตั้งแบตเตอรี่โซลาร์เซลล์ใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในบ้านอีกด้วย

เริ่มต้นเรียกร้องความตระหนักจากรัฐบาล

เธอตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไม่อาจแก้ไขได้ด้วยตัวเธอเพียงคนเดียว ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 เกรียตาในวัย 15 ปี ตัดสินใจหยุดเรียนและเดินทางไปที่ด้านนอกอาคารรัฐสภาสวีเดนโดยลำพังพร้อมชูป้ายประท้วงเพื่อให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่านี้ หลังจากเธอมองว่านโยบายของรัฐบาลสวีเดนในขณะนั้นให้ความใส่ใจในเรื่องนี้น้อยเกินไป (แม้สวีเดนจะเป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลกแล้วก็ตาม) เธอไม่ได้ถูกจับไปที่สถานีตำรวจในฐานะที่ก่อความวุ่นวาย เพียงแต่ได้รับการตักเตือนจากผู้ใหญ่หลายคน ทั้งจากบุคคลภายนอกและเหล่านักการเมืองในรัฐสภาว่าให้กลับไปเรียนเสีย

แน่นอนว่าเธอเพิกเฉยต่อคำตักเตือนจากผู้ใหญ่เหล่านั้น และมาประท้วงหน้ารัฐสภาเช่นนี้ต่อไปในทุกวันศุกร์ (เพราะในวันจันทร์ – พฤหัสบดีเธอต้องไปเรียน) แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงของเธอทำให้คนทั้งในสวีเดนและคนจากต่างประเทศเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่เธอพยายามเรียกร้อง และเริ่มตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกมากขึ้น

เด็กหญิงผู้ไม่ยอมจำนนต่อภาวะโลกร้อนอีกต่อไป

ในเดือนมกราคม ปี 2019 เกรียตาได้รับเชิญให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 24 หรือ COP 24 การขึ้นพูดของเธอในครั้งนั้นได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ “ผู้ใหญ่” ที่เพิกเฉยต่อเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างชัดแจ้ง และมอบพันธกิจแด่คนรุ่นใหม่ที่ต้องออกมาแก้ไขปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนด้วยตัวเอง

“สิ่งแวดล้อมบนโลก ชั้นบรรยากาศของโลกขณะนี้กำลังเป็นเครื่องสังเวยให้กับประเทศของคนรวยที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา”

“ในปี 2078 ฉันจะมีอายุครบ 75 ปี ถ้าฉันมีลูก ลูกหลานของฉันจะถามถึงพวกคุณว่าทำไมพวกคุณถึงไม่ทำอะไร ในขณะที่คุณยังมีเวลา”

“พวกคุณบอกว่ารักและเป็นห่วงเด็กๆ แต่ทำไมพวกคุณถึงได้ขโมยอนาคตของพวกเขาไป”

“เราไม่สามารถแก้ปัญหาถ้าเราไม่มองว่ามันเป็นปัญหา ทางออกสำหรับระบบนี้ คือเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวระบบเอง ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอให้บรรดาผู้นำโลกมาใส่ใจ คุณได้เพิกเฉยพวกเรามาตลอดในอดีต และคุณคงเพิกเฉยอีก ฉันมาที่นี่เพื่อบอกคุณว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม เพราะพลังที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชนทุกคน”

(รับชมวิดีโอสุนทรพจน์เต็มของ เกรียตา ทุนแบร์ย)

หลังจากนี้ เกรตายังคงเรียกร้องในเรื่องภาวะโลกร้อนที่หน้ารัฐสภาต่อไป จนกว่ารัฐบาลสวีเดนสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

การต่อสู้เพื่ออนาคต

เมื่อเดือนตุลาคม 2018 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ได้ออกรายงานเตือนว่า ขณะนี้อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกเกินกว่าที่คาดคิดไว้  บรรดาคนรุ่นใหม่เมื่อได้ยินตัวเลขนี้แล้วก็ได้เฝ้านับปีต่อจากนี้และตระหนักว่า นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ของโลกใบนี้ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลการรวมตัวของเยาวชนนับล้านคนจากกว่าสองพันเมืองทั่วโลกที่ออกมาร่วมการเดินขบวนในชื่อ Fridays for Future  หรือ วันศุกร์เพื่ออนาคต ในวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา

จุดมุ่งหมายของการเดินขบวนคือเรียกร้องให้บรรดารัฐบาลต่าง ๆ ในโลกนี้ ประกาศภาวะฉุกเฉินเรื่องภูมิอากาศโลก และให้ปฏิบัติต่อเสียงของคนรุ่นใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกอย่างเหมาะสม

เกรียตาได้กล่าวถึงการเดินขบวนที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้ว่า “เราได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่เราทำเป็นสิ่งสำคัญ และไม่มีใครที่ตัวเล็กเกินกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

Fridays for future, เกรียตา ทุนแบร์ย, School strike for climate
Alexandria Villasenor เด็กสาวอายุ 13 ปี หยุดเรียนในทุกวันศุกร์เพื่อเข้าร่วมการรณรงค์ประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ (School Strike for Climate) ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร เธอก็จะนั่งบนม้านั่งหน้าสำนักงานสหประชาชาติในนครนิวยอร์กพร้อมป้ายประท้วงที่จะทำให้ผู้คนสนใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ภาพถ่ายโดย SARAH BLESENER, THE WASHINGTON POST/GETTY

ผู้ได้รับการเสนอชื่อรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่อายุน้อยที่สุด

จากการที่เกรียตาได้เคลื่อนไหวในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกจนกลายเป็นผู้นำและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วโลกได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ เธอจึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ และหากเธอได้รับเลือก ก็จะกลายเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอายุน้อยที่สุดในโลก โดยสมาชิกรัฐสภาของสวีเดนเป็นผู้เสนอชื่อของเธอด้วยเหตุผลว่า ถ้าไม่มีการทำอะไรเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหานี้จะนำไปสู่สงคราม ความขัดแย้ง และผู้อพยพลี้ภัย โดยเกรียตา ทุนแบร์ย เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวใหญ่ที่เป็นการส่งเสริมสันติภาพโลกอย่างแท้จริง

ทางด้านเกรียตากล่าวถึงกรณีนี้ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “เป็นเกียรติ” ที่ได้รับการเสนอชื่อในครั้งนี้

สำหรับการเดินขบวนวันศุกร์เพื่ออนาคต จะจัดขึ้นในอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลกอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 12 เมษายนนี้ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของการเดินขบวนครั้งนี้ได้ที่ https://www.fridaysforfuture.org

แหล่งอ้างอิง

เกรตา ธุนเบิร์ก: โดดเรียนเพื่อต้นไม้ ใบหญ้า และโลก

เกรตา ธันเบิร์ก โฉมหน้าของนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยุคใหม่

“เกรตา ทุนเบิร์ก” เด็กอายุ 16 ที่แก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการโดดเรียนทุกวันศุกร์

รู้จัก เกรียตา ทุนแบร์ย นักรณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อนชาวสวีเดนผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

From Sweden to India, school climate strikes have gone global  

Kids striking against climate change: ‘We’re fighting for our lives’ 

School climate strikes: 1.4 million people took part, say campaigners

‘The beginning of great change’: Greta Thunberg hails school climate strikes 


อ่านเพิ่มเติม ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของไมโครพลาสติก

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของ ไมโครพลาสติก ทุกครั้งที่คุณซักเสื้อโค้ทที่มีส่วนประกอบของผ้าฟลีซ โปรดจำไว้ว่ามีพลาสติดขนาดเล็กจำนวน 2,000 ชิ้นหลุดลอกออกไปด้วย ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกมันปะปนไปกับน้ำเสียก่อนจะเล็ดรอดออกสู่มหาสมุทร ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ก็เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าพวกมันคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารเย็นของคุณเอง หรือแม้กระทั่งในแก้วเบียร์ ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังกใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย) ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 นี้ มหาสมุทรของเราจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา หากเราไม่ต้องการให้ลูกหลานในอนาคตต้องเผชิญกับวิกฤติดังกล่าว เริ่มต้นลดการใช้พลาสติกตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่าง หลอดพลาสติก, แก้วน้ำ และช้อนส้อม   อ่านเพิ่มเติม พบถุงพลาสติกในส่วนลึกที่สุดของมหาสมุทร

แผนที่ช่วยปกป้องดินแดนของชนพื้นเมืองได้อย่างไร?

ด้วยความช่วยเหลือจากนักทำแผนที่ เส้นสายเรียบง่ายกำหนดดินแดนของชนพื้นเมืองเหล่านี้กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นแผนที่สมัยใหม่ เพื่อใช้ต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มุ่งหวังใช้ทรัพยากรบนพื้นที่ของพวกเขา

วาด ต้นไม้ จากความทรงจำ

คนเมืองกรุงอย่างผมไม่ใส่ใจ ต้นไม้ มากนักตราบใดที่ต้นไม้เหล่านั้นไม่ใช่ต้นไม้หน้าบ้านเราเอง การได้เห็นต้นไม้ถูกตัดจนด้วนหรือแหว่งกลับกลายเป็นภาพชินตา “เดี๋ยวมันก็งอก” เราบอกกับตัวเองเช่นนั้น ผมเพิ่งมารับรู้ถึงความเจ็บใจก็เมื่อตอนที่พบว่าต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามหน้าปากซอยบ้านอาจจะไม่มีวันแตกกิ่งใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว ต้นไม้ต้นนี้ยืนต้นมานานแค่ไหนไม่มีใครทราบ แต่ทุกคนเพิ่งมาเริ่มเห็นคุณค่าของมันก็ตอนที่พระอาทิตย์ยามบ่ายสาดแสงลงมายังบรรดาพ่อค้าแม่ค้ากับลูกค้าที่กำลังรับประทานอาหารในบริเวณนั้น เนื่องจากไม่มีกิ่งไม้ใหญ่คอยบังให้ร่มเงาอีกต่อไป ถ้าต้นไม้เลือกสถานที่อยู่อาศัยได้ คงไม่มีต้นไม้ต้นไหนอยากที่จะเกิดหรือเติบโตในฐานะต้นไม้ในเมือง อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตใดๆ ที่ด้านล่างรากของมันต้องเผชิญกับฟุตบาทแข็งๆ หรือท่อระบายน้ำ บางต้นโชคร้ายกว่านั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจเทปูนล้อมรอบ ในขณะที่ด้านบนกิ่งก้านของมันถูกตัดทิ้งได้ทุกเมื่อหากเติบโตแผ่ขยายจนไปกินพื้นที่ของสายไฟ นั่นจึงทำให้ชาวกรุงอย่างผมชินตากับภาพของต้นไม้ที่ถูกตัดจนเหี้ยนเหล่านี้ เคราะห์ดีบางต้นรอดและยังคงเติบโตแตกกิ่งก้านสาขาออกไปได้ แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิมก็ตาม ในขณะที่บางต้นกลับไม่โชคดีเช่นนั้น การตัดต้นไม้โดยขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งผลให้พวกมันกลายเป็นต้นไม้พิการ ซึ่งในที่สุดแล้วต้นไม้เหล่านี้จะเติบโตช้าลงๆ อันเป็นผลมาจากใบและรากที่ไม่แข็งแรง ทำให้รับส่งอาหารและพลังงานได้ไม่เพียงพอ เมื่อต้นไม้อ่อนแอลงเรื่อยๆ ในที่สุดมันจะตายกลายเป็นแค่ซากไม้ยืนต้น หากบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงตัดต้นไม้อย่างขาดความรู้เช่นนี้ทุกปี ภาพถ่ายชุดนี้ได้แนวคิดมาจากการรำลึกถึงอดีตของต้นไม้เหล่านั้น ก่อนที่จะถูกตัด หรือบั่นกิ่ง ต้นไม้พิการที่กุดแหว่ง หรือบิดเบี้ยวเหล่านี้ เคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร? แผ่กิ่งก้านสาขายิ่งใหญ่ขนาดไหน? มีดอกหรือไม่? ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนในพื้นที่นั้นๆ คอลัมน์ “The Perspective” เดินเท้าออกสำรวจต้นไม้พิการหลายจุดในเมืองกรุง และขอให้พวกเขาช่วยวาดมันขึ้นมาอีกครั้งจากความทรงจำ 1. สากล จงนิรักษ์ วินมอเตอร์ไซต์ประจำอยู่ที่วินหน้าห้างเซ็นจูรี่มานานกว่า 10 ปี เล่าให้ฟังว่า เห็นต้นไม้ต้นนี้มาตั้งแต่วันแรกของการทำงาน แต่ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์อายุกว่าทศวรรษต้นนี้กลับต้องถูกตัดจนกุดอีกครั้ง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา […]

วันโชคดีของงูในท้อง

เมื่องูที่ถูกเขมือบซึ่งเกือบจะหายเข้าไปในท้องของงูอีกตัว เอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างคาดไม่ถึง เรื่อง  คริสตินา นูเนซ 29 พฤษภาคม  2017: ฉากที่เกิดขึ้นข้างถนนในรัฐเทกซัสกลายเป็นเหตุการณ์ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” สำหรับคริสโตเฟอร์ เรโนลด์สและภรรยา งูขนาดเขื่องตัวหนึ่ง (ยังไม่ทราบชนิดแน่ชัด) ซุกตัวอยู่ใต้ร่มไม้โดยมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากปาก ไม่นานหลังจากเรโนลด์สเริ่มใช้กล้องบันทึกภาพ เจ้างูตัวนั้นก็เริ่มขย้อนงูอีกตัวหนึ่งออกมา และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ เจ้างูที่ถูกกินยังมีชีวิตอยู่เสียด้วย เรย์โนลด์สสันนิษฐานว่า การปรากฏตัวและจับจ้องของมนุษย์อาจทำให้เจ้างูสีดำเกิดความเครียดจนยอมสละอาหารมื้อนี้และล่าถอยไป เขาพูดทีเล่นทีจริงว่า นี่คงเป็น “วันโชคดีแบบสุดๆ” ของเจ้างูที่เป็นเหยื่อ แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า งูทั้งสองชนิดในภาพคืองูอะไร แต่พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นและมีผู้บันทึกภาพไว้หลายครั้ง  เช่น งูเหลือมในอินเดียขย้อนแอนทิโลปทั้งตัวออกมา (ชมวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ Watch a Python Devour, Then Regurgitate, an Antelope) เรย์โนลด์สอาจพูดถูกที่ว่า การปรากฏตัวของเขาทำให้งูนักล่าตัวนี้ยอมสละอาหารมื้อใหญ่ เคนนีย์ คริสโก ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานและผู้จัดการด้านสัตว์จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฟลอริดา ซึ่งเคยให้ความเห็นกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เกี่ยวกับคลิปงูเหลือมขย้อนแอนทิโลปเมื่อปีที่แล้ว  บอกว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ของงูถือเป็นกลไกป้องกันตนเอง (defense mechanism) งูเป็นสัตว์ที่ไม่เคี้ยวอาหาร พวกมันจึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการย่อยอาหารที่กลืนกินเข้าไป ทว่าในหลายกรณี […]