อาสาสมัคร ดำน้ำเก็บเศษแห-อวนทิ้งร้างแห่งนิวซีแลนด์ - National Geographic Thailand

ทีมอาสาสมัครดำน้ำเก็บเศษแห-อวนทิ้งร้างในทะเลแห่งนิวซีแลนด์

ความยั่งยืนคือประเด็นที่โลกแฟชั่นจำเป็นต้องเดินตาม และแบรนด์หรูอย่างปราดา (Prada) ก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้ผ่านโครงการ “ใช้ไนลอนอีกครั้ง” (Re-Nylon Project) ซึ่งปราดาร่วมมือกับโครงการอัพไซเคิล (Upcycle – การเปลี่ยนวัสดุที่ไม่ใช้แล้วให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม) ทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนเศษผ้าเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต ตั้งแต่พรมเก่าไปจนถึงแหตกปลา ให้เป็นสินค้าใหม่อีกครั้ง

ร็อบ วิลสัน ตรวจดูนาฬิกาดำน้ำและพยุงตัวขึ้นยืนในชุดดำน้ำที่ดูรุงรัง พร้อมถังออกซิเจน 2 ใบติดอยู่กลางหลัง คู่หูของเขาลงไปรออยู่ในน้ำก่อนแล้ว มีอาสาสมัคร นักดำน้ำฟรีไดเวอร์อยู่บนผิวน้ำสองคนเพื่อคอยจับตาดูสิ่งต่างๆ ส่วนนักดำน้ำสกูบาอีก 2 คนจะดำน้ำเอาเศษซากแหหรืออวนที่อยู่ลึกลงไปในมหาสมุทรราว 14 เมตรขึ้นมา พวกเขาต้องทรงตัวให้มั่นท่ามกลางกระแสน้ำใหญ่ที่ไหลสู่มหาสมุทรใต้ (South Ocean Water)

วิลสันเป็นผู้ดำเนินโครงการ Ghost Fishing New Zealand (GFNZ) องค์กร อาสาสมัคร ในเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอุทิศตัวในการเก็บแหหรืออวนที่ถูกทิ้งและเศษซากอื่นๆบริเวณน่านน้ำชายฝั่ง เขาและทีมมุ่งทำภารกิจเก็บแหอวนเหล่านี้ในช่วงสุดสัปดาห์ ตามรายงานการพบเห็นแหและอวนจับปลาเหล่านี้ของนักดำน้ำหรือเรือ

45 นาทีถัดมา วิลสันและทีมของเขาก็ขึ้นมาที่ผิวน้ำ ดึงแหหนักอึ้งที่เต็มไปด้วยโคลน สัตว์จำพวกกุ้ง ปู ดาวทะเล เพรียงหัวหอม และโครงกระดูกของสัตว์ที่ติดกับแหที่ทำจากไนลอนอย่างดี เมื่อขึ้นไปบนเรือ นักดำน้ำแกะสัตว์ที่ติดอยู่ตามแหออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และปล่อยพวกมันกลับลงทะเล

“อันนี้เป็นแหขนาด 40-50 เมตร” วิลสันกล่าวขณะดึงหน้ากากดำน้ำออกและเสริมว่า “มันอาจจะจมอยู่อย่างนั้นมาได้ราว 20 ปีแล้วครับ”

อาสาสมัคร, ดำน้ำ, ขยะทะเล
นี่คือภาพโครงกระดูกปลาที่ยังติดอยู่กับแหที่ถูกทิ้ง
อาสาสมัคร, ดำน้ำ, ขยะทะเล
นักดำน้ำอาสาสมัครติดถุงยกเป่าลมกับแหที่ถูกทิ้งเพื่อให้มันลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ

โกสต์เกียร์ (Ghost Gear) หรือแห อวน และอุปกรณ์ประมงอื่นๆที่ถูกทิ้งลงทะเล คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณขยะในมหาสมุทร โดยกว่าร้อยละ 50 ของขยะที่อยู่ในแพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific garbage patch) คือโกสต์เกียร์ โกสต์เกียร์ซึ่งผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมอาจมีความยาวถึง 9-10 กิโลเมตร พวกมันถูกพัดพาไปในกระแสน้ำมหาสมุทร และยังดึงบรรดาสัตว์ทะเลให้มาติด แม้เจ้าของตัวจริงจะทำหายหรือทิ้งมันลงไปในมหาสมุทรแล้ว

ถ้าแหเหล่านี้ไม่ถูกกำจัด จะมีพลาสติกอีกค่อนข้างมากที่ยังอยู่ในธรรมชาติ ไนลอนใช้เวลานับศตวรรษในการย่อยสลาย มันทำลายสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ตั้งแต่กุ้ง ดาวทะเล เต่า ปลาฉลาม โลมา และวาฬ นับล้านตัวในแต่ละปี ปลาตัวเล็กเข้าไปติดแห ปลาตัวใหญ่ที่จะไปกินปลาตัวเล็กที่ติดแหก็ติดแหตามไปด้วย ในที่สุดแหจะจมทะเลจนกว่าจะมีคนมาพบและเก็บกู้ขึ้นมา แล้ววงจรนี้ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) ประมาณการว่ามีโกสต์เกียร์กว่า 640,000 ตันเข้าสู่ระบบนิเวศทางทะเลในทุกปี

อาสาสมัคร, ดำน้ำ, แห, อวน, นิวซีแลนด์
แหที่ถูกทิ้งปากนี้อาจถูกทิ้งให้จมอยู่ใต้น้ำและดึงให้สัตว์น้ำติดกับมานานนับสองทศวรรษแล้ว

การเก็บกู้โกสต์เกียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้อวนจะยาวแค่ 40 เมตร ก็เป็นเรื่องท้าทาย “มันเป็นการว่ายน้ำเชิงเทคนิค โดยเฉพาะตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูหนาวที่เราต้องพบเจอกับน้ำเย็นและทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำครับ” วิลสันอธิบาย ขณะที่กัปตันเตรียมนำเรือเข้าฝั่ง เราอยู่ในที่พักบนอ่าวมาฮันกา (Mahanga Bay) บนคาบสมุทรมิรามาร์ (Miramar Peninsula) อันเป็นแหลมที่ตั้งอยู่กลางท่าเรือเวลลิงตัน

กัปตันเรือฉีดน้ำล้างอวนก่อนจะกลับไปที่ท่าเรือ ทั้งโคลนและมวลชีวภาพที่ติดอยู่ในแหนานนับปีถูกล้างออก เมื่อล้างเสร็จแล้ว สิ่งที่เหลือคือตาข่ายสีเขียวขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนว่าจมอยู่ใต้น้ำและไม่ถูกแตะต้องมานานหลายทศวรรษ

GFNZ ร่วมมือกับเฮลตีซี (Healthy Sea) โครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงนักดำน้ำอาสาสมัครจากทั่วโลก และร่วมมือกับอุตสาหกรรมประมง ทั้งในการกู้โกสต์เกียร์และพัฒนาวิธีการทำประมงอย่างยั่งยืนเพื่อที่จะไม่ให้มีอวนหายลงไปในทะเลตั้งแต่ต้น  โครงการเฮลตีซีร่วมก่อตั้งโดยอะควาฟิล (Aquafil) บริษัทผลิตไนลอนของอิตาลีที่ทำการหมุนเวียนอุปทานจากของเหลือใช้มาอยู่ในกระบวนการผลิตแทนการนำมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อะควาฟิลได้พัฒนากระบวนการเปลี่ยนไนลอนที่ได้จากแหเก่าและพรมใช้แล้วให้เป็นเส้นใยคุณภาพสูงและมีสิทธิบัตรที่เรียกว่า ECONYL ซึ่งใช้ในการถักทอสินค้าแบรนด์ปราดาที่ทำจากไนลอนที่นำกลับมาใช้ใหม่ และสร้างสรรค์เป็นคอลเล็กชันแคปซูล Re-Nylon ของปราดา

อาสมสมัคร, แห, อวน,
อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังใช้วัสดุที่มาจากขยะอันตรายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงแหที่ถูกทิ้งในทะเล

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2013 เฮลตีซีกู้แหทั้งจากทะเลและมหาสมุทรได้ราว 550,000 ตัน ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับแหทั้งหมดที่อยู่ที่นั่น แต่ก็ถือเป็นจำนวนมากเมื่อพิจารณาจากปฏิบัติการที่เกิดจากความพยายามของอาสาสมัครเช่นวิลสันและทีมงานของเขา

ภายในบังกะโลบนชายฝั่งมีแผงคอมพิวเตอร์ที่วิลสันใช้เพ่งดูแผนที่และจีพีเอส เนื่องจากในการเก็บกู้แห คุณต้องหามันให้พบก่อน เขาต้องใช้เวลาสองสัปดาห์และการดำน้ำหลายครั้งกว่าจะเจอแห เพราะมีหลายครั้งที่แหนั้นเปลี่ยนจากตำแหน่งที่ถูกพบเห็นในครั้งแรก

การที่วิลสันและ GFNZ จะค้นพบแหจริงๆไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วอะไรที่ผลักดันให้วิลสันทำงานที่สำคัญเช่นนี้

“ผมรักมหาสมุทร และแหที่ถูกทิ้งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำลายล้าง จึงเป็นเรื่องดีที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ทำบางสิ่งกับมันครับ”

เรื่อง JOHNNY LANGENHEIM


อ่านเพิ่มเติม ชิ้นส่วนแห่งความแตกต่าง: กระบวนการฟื้นชีวิตเศษผ้าสู่สินค้าหรูในจีน

เรื่องแนะนำ

การห้ามใช้ถุงพลาสติกกำลังแพร่หลาย แต่มันได้ผลจริงหรือ?

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP เคนยามีบทลงโทษการใช้ ถุงพลาสติก ที่รุนแรงที่สุดในโลก แต่ทางเลือกใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคกลับก่อให้เกิดปัญหาที่มากขึ้น ในนาคูรู ประเทศเคนยา ถุงพลาสติก หูหิ้วได้หายไปจากตลาด Wakulima เนื่องจากการห้ามใช้ถุงพลาสติกในประเทศก็จริง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยถุงโพลีโพรพีลีน (Polypropelene) ซึ่งเป็นถุงพลาสติกอีกประเภท แต่ James Wakaiba นักกิจกรรมผู้เป็นตัวแทนของการรณรงค์ที่นำไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติก กล่าวว่าการแบนที่ไม่สมบูรณ์แบบยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย “โอเค ถุงพวกนี้ทำจากโพลีโพรพิลีนก็จริง แต่พวกมันถูกนำมาใช้ใหม่ได้ และไม่ได้เป็นถุงบางๆ ที่ปลิวได้ง่าย” เขากล่าว “สหประชาชาติ (UN) บอกว่าแค่ปีเดียว คนเคนยาก็ใช้ถุงพลาสติกในซูเปอร์มาร์เก็ตตั้ง 100 ล้านใบ แสดงว่าเราก็ประหยัดถุงไปได้ 100 ล้านใบแล้ว ผมคิดว่าความสำเร็จของเรื่องนี้มีประมานร้อยละ 80” ถุงพลาสติกซึ่งมักถูกมองว่าเป็นทั้งสินค้าขายดีที่สุดของโลกและเป็นสิ่งที่พบได้ทุกหนทุกแห่ง กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกห้ามใช้มากที่สุดในโลก จากข้อมูลของ UN […]

อัญมณีด้านสิ่งแวดล้อมในรัสเซีย

ประวัติศาสตร์ด้านมืดของสิ่งแวดล้อมในรัสเซียซุกซ่อนความน่าประหลาดใจเอาไว้ นั่นคือดินแดนพิสุทธิ์อันกว้างใหญ่ไพศาลเกือบ 350,000 ตารางกิโลเมตร ที่ได้รับการปกปักรักษาจากมนุษย์มานานนับร้อยปี

เสียงเพรียกจากมวลบุปผา

ความสร้างสรรค์ระหว่างธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากกรณีของค้างคาวกินนํ้าต้อยและเถาไม้เลื้อยที่ผลิดอกยามคํ่าคืน ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขตร้อนลุ่มตํ่าของอเมริกากลาง ค้างคาวลิ้นยาวสีนํ้าตาล (Glossophaga commissarisi) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปีกตัวเล็กจ้อยที่มีขนาดร่างกาย ไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง และโผบินท่ามกลางมวลดอกหมามุ่ย (Mucuna holtonii) เพื่อลิ้มเลียนํ้าต้อยเฉกเช่นนกฮัมมิงเบิร์ดและแมลงภู่ โดยผสมเกสรเป็นการแลกเปลี่ยน ในเวลากลางวัน ดอกได้อวดสีสันสดใส แต่ในยามคํ่าคืน กระทั่งเฉดสีสุกสว่างที่สุดก็ยังซีดจางในแสงจันทร์ ดอกหมามุ่ยจึงต้องหันไปพึ่งเสียงเพื่อดึงดูดค้างคาว ที่สถานีชีววิทยาลาเซลวาทางเหนือของคอสตาริกา เถาหมามุ่ยเก่าแก่ที่ยังงอกงามเลื้อยกระหวัดถักทอเป็นเพดานใบไม้เหนือที่ว่างในป่า และทอดกิ่งเขียวยาวที่มี ดอกหมามุ่ยนับสิบ ๆ ดอกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ ดอกตูมของเถาหมามุ่ยเตรียม แต่งองค์ทรงเครื่องรอรับค้างคาว เริ่มจากกลีบดอกสีเขียวอ่อนด้านบนสุดที่หุ้มดอกตูมอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นในแนวตั้ง ราวกับไฟส่งสัญญาณวับวาม ถัดจากกลีบส่งสัญญาณนี้ ลงไปเป็นกลีบด้านข้างเล็ก ๆ สองกลีบที่สยายออกราวกับปีก เผยให้เห็นร่องด้านบนของฝักถั่วอันเป็นที่มาของกลิ่นคล้ายกระเทียมโชยอ่อนไปไกลเย้ายวนให้ทาสติดปีกรุดมาเยือน ค้างคาวใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเครื่องมือในการระบุสิ่งกีดขวางหรือเป้าหมาย พวกมันใช้เส้นเสียงสร้างเสียงที่สั้น รัว ส่งผ่านรูจมูกหรือปาก และตีความรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมายังหูที่ไวต่อเสียง ข้อมูลที่กลับเข้ามาได้รับการประมวลอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ช่วยให้ค้างคาวสามารถปรับเส้นทางการบินกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหาร พวกมันมักส่งสัญญาณเสียงอันทรงพลัง ครอบคลุมระยะทางไกล ๆ ขณะที่ค้างคาวกินนํ้าต้อยส่งสัญญาณเสียงที่แผ่วเบา แต่ ซับซ้อนกว่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลํ้าความถี่ (frequency modulation) สัญญาณอย่างหลังนี้ชดเชย […]

บรรดาสัตว์น้ำในท้องทะเลกำลังสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิด

ดูเหมือนว่า บรรดาสัตว์เลือดเย็นใต้ทะเลสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างขมขื่น   เพราะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บรรดา สัตว์น้ำ จึงอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อกว่าสูญพันธุ์ยิ่งกว่าสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน นี่คือข้อสรุปจากการศึกษาสายพันธุ์สัตว์น้ำเลือดเย็นกว่า 400 ชนิด เนื่องจากบรรดา สัตว์น้ำ แทบไม่มีทางเลือกที่จะหลบหนีไปจากอุณหภูมิของน้ำที่กำลังสูงขึ้นมากนัก พวกมันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มากเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน คือข้อสรุปจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา การศึกษาครั้งนี้นำโดยเหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัย New Jersey’s Rutgers ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปรียบเทียบผลกระทบของอุณหภูมิของมหาสมุทรและพื้นดินที่สูงขึ้นกับบรรดาสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น ตั้งแต่ปลา มอสลัสก์ (mollusks – สัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง มีลำตัวนิ่ม เช่น หอย ปลาหมึก) ไปจนถึงสัตว์เลื้อยคลานและแมลงปอ งานวิจัยก่อนหน้ากล่าวว่า สัตว์เลือดอุ่นนั้นสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าสัตว์เลือดเย็น แต่การศึกษานี้กลับเน้นไปที่ความเสี่ยงของบรรดาสัตว์ทะเล เนื่องจากมหาสมุทรนั้นดูดซึมความร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหตุให้น้ำอยู่ในจุดที่อุ่นที่สุดในรอบทศวรรษ “ตามประวัติศาสตร์ บรรดาสัตว์น้ำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากขนาดนี้ ตอนนี้เหมือนกับสัตว์น้ำกำลังเดินผ่านตรงช่องแคบของภูเขาแล้วเจอกับอุณหภูมิหน้าผาที่พาให้มันร่วงหล่นไปยังอีกด้าน” มาลิน พินสกี นักนิเวศวิทยาและนักพัฒนาการชีวภาพ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยนี้ กล่าว ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย (Thermal safety margins) นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณ ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย […]