เจาะเบื้องลึกวิกฤต หมอกควัน ในภาคเหนือ ปัญหาเรื้อรังที่ยังต้องการทางออก

เจาะเบื้องลึกวิกฤติหมอกควัน

ตลอดเวลาที่อยู่ในดงควัน การตามหามือเพลิงเป็นเรื่องยากที่สุด ผมทำได้ใกล้ที่สุดคือเฉียดไปถึงกองไฟที่เพิ่งจุดใหม่ๆ ไม่มีใครยอมปริปากหรือพาผมไปร่วมเผาด้วยสักคน การเผาในช่วงต้องห้ามถือเป็นความผิดร้ายแรงและเป็นคดีอาญา ประเด็นเปราะบางนี้กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างทางการกับชาวบ้าน ณพปกร วัฒนสัตย์ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า “มือเผาไม่ใช่ใครหรอกครับ ชาวบ้านเขารู้กันดี แต่อย่างว่าคนพวกนี้เขารับบท ‘ฮีโร่จำเป็น’ ครับ” เขาหมายถึงใครเป็นคนเผาป่า มักได้รับการปกป้องจากชาวบ้าน

ในบรรดาทีมงาน “เสือไฟ” ผมพบกับจรัญ ปาเวียงมูล หนุ่มใหญ่วัย 50 ปี เจ้าของไร่กะทกรกพันธุ์ดีที่มารับจ้างดับไฟป่าเป็นปีแรก เขาทบทวนความจำถึงชีวิตวัยหนุ่มเมื่อครั้งยังอยู่กับป่าว่า เขาเองก็เคยเป็นมือเพลิงเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ แต่ทุกวันนี้เลิกเด็ดขาด เขาบอกว่า เปลวเพลิงและควันจะไล่แมลงที่อยู่ในดงไม้ออกมาบรรดาสารพัดนกจะโฉบมากินแมลงเหล่านี้ และตกเป็นเป้ากระสุนให้พรานยิงได้ง่ายๆ “ผมถามหน่อยเถอะครับ เผาป่าไปได้ประโยชน์แค่เดือนสองเดือน แล้วป่ามันเป็นอย่างนี้ อีกสิบเดือนจะมีอะไรให้กิน” เขาพยักเพยิดไปยังกองขี้เถ้า “มันมีแต่คนที่หาของป่านั่นแหละครับ หมู่บ้านหนึ่งจะมีสักกี่คนเชียว” เขาบอก

ทางออกของข้าวโพดยังมืดมน ขณะที่พืชไร่ชนิดนี้คืบคลานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ระบบเกษตรพันธสัญญา (contact farming) ยังเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามเกษตรกรไทยอีกนับหมื่นราย พวกเขายังต้องจมจ่อมอยู่กับข้าวโพดและวงจรเผาต่อไป นักสิ่งแวดล้อมโจมตีบริษัทผลิตอาหาร ทว่านายทุนประกาศว่า พวกเขาไม่เคยสนับสนุนให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดในป่าและเผาไร่ ฝ่ายแรกโต้กลับว่า พวกเขาสร้างกลไกให้เกษตรกรเข้าตาจนแล้วจึงส่งเสริมให้ปลูกทางอ้อม วิวาทะนี้ยังไม่จบง่าย ๆ และคงต้องรบรากันไปอีกนาน

แน่นอนว่าคนที่ปวดหัวที่สุดคือฝ่ายปกครอง ในช่วงเทศกาลเผาทุกปี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เรื่อยไปจนถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะโดน “บีบ” จาก “หน่วยเหนือ” ทุกครั้ง พวกเขารู้ดีว่าการเซ็นเอกสารหรือเรียกประชุมแทบไม่ช่วยให้ปัญหาหมอกควันบรรเทาเบาบางลงเลย แต่คำสั่งย่อมเป็นคำสั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจ เขาสนับสนุนให้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และรับซื้อเศษซากอินทรีย์ที่ชาวบ้านเก็บมาจากป่า “ไม่แน่นะครับ อีกหน่อยนอกจากเห็ดแล้ว ใบไม้ก็จะทำรายได้ให้ชาวแม่ฮ่องสอนอีกด้วย”

เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าจากหลายหน่วยงาน ร่วมฝึกซ้อมปฏิบัติการแผนดับไฟป่าประจำปี ในงานดังกล่าวมีการแสดงเทคโนโลยีและยุทธวิธีสำหรับดับไฟในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ

ตลกร้ายอีกเรื่องคือ ในช่วงสัปดาห์ที่ปัญหาหมอกควันเข้าขั้นวิกฤติ มิตรสหายชาวเชียงใหม่ในเฟซบุ๊กของผม หลายคนบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ค่า PM10 ทะลุเกือบ 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีคนแต่งคำขวัญให้เมืองเชียงใหม่ว่า “ดอยสุเทพเปลี่ยนสี ประเพณีเผาป่า ไปทางไหนก็แสบตา บ่ไหวแล้วก่านครพิงค์” แต่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกลับพาดหัวข่าวว่า “เชียงใหม่หายใจโล่ง หมอกควันจางอากาศดี” ขณะที่คนทางไกลอย่างผมฟังรายการวิทยุสัมภาษณ์ข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ก็ให้สัมภาษณ์ทำนองเดียวกันว่า อากาศไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

ผมทึกทักเอาเองว่า ท่านคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ให้เมืองท่องเที่ยว แต่อีกใจก็คิดถึงเพื่อนรักที่เชียงใหม่คนหนึ่ง เขาและภรรยาเพิ่งได้ลูกชายแรกเกิดอายุเพียงเดือนเดียว ผมโทร.ไปสอบถามด้วยความเป็นห่วง เขาตั้งคำถามว่าเชียงใหม่ควรคิดเรื่องการอพยพคนได้แล้ว น่าสนใจที่อีกสัปดาห์ต่อมา เกิดพายุฤดูร้อน ฝนชะล้างหมอกควันไป แล้วหมอกควันก็ถูกลืมไปชั่วคราว

เสนีย์ อังคะรุด เจ้าของธุรกิจในเมืองแม่ฮ่องสอน เสนอว่า ถ้าหมอกควันในบ้านเขามาจากการเผาป่า ก็ควรสร้างจิตสำนึกว่าป่าเป็นของทุกคน ทุกคนควรมีสิทธิได้ประโยชน์จากป่าเท่ากัน ไม่ใช่ของใครคนเดียว และคนอื่นไม่ควรมารับมลพิษจากนํ้ามือคนไม่กี่คนเช่นกัน “ต่างประเทศเขายังมีฤดูปิดป่าเลยครับ แล้วพอเปิดป่าก็ขายบัตร ใครไม่มีบัตร จับเลย มันต้องเด็ดขาดครับ”

แต่ความเด็ดขาดจะแก้ปัญหาหมอกควันได้จริงหรือเสนอ นายกอบต. คนเดิมแห่งบ้านนาก้า จังหวัดน่าน เล่าว่า “วิธีการซื้อใจชาวบ้านไม่ใช่ง่ายนะครับ ผมโดนเบื้องบนบีบลงมา วิธีการของผมคือไปเคาะประตูทีละบ้าน แล้วอธิบายให้ชาวบ้านฟังว่า ‘พวกเขาสั่งไม่ให้เผาเพราะเป็นห่วงสุขภาพของพวกเรานะ คิดดูสิ ขนาดเขาอยู่ไกลถึงกรุงเทพฯ เขายังเป็นห่วงพวกเราเลย’ แต่ก็หลายปีนะครับ กว่าจะเข้าถึงได้”

ณพปกร หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าแม่ออน สนทนากับผมอย่างออกรสในคํ่าคืนที่แนวเขาไกลลิบเป็นสีแดงเพลิงกลิ่นควันโชยบาง ๆ ตลอดทั้งคืนมีเหตุแจ้งเผากระจายทั่วไปหมด “ผมคงให้ลูกน้องขึ้นไปเสี่ยงไม่ได้หรอกครับอันตรายเกินไป ถ้าเขาสูงมากก็ต้องปล่อย” เขาชี้ไปยังยอดเขา แสงไฟแดงเหมือนทับทิม หลังไฟมอด ควันมหาศาลจะลอยขึ้นสูง

“ความยากของงานดับไฟป่าคืออะไรครับ” ผมถาม “ไฟป่าหรือ จะไปยากอะไร ทำแนวกันไฟก็จบแล้ว แต่ที่ยากที่สุดน่ะคือดับไฟในใจคน” เขาตบหน้าอก “มันร้อนยิ่งกว่าไฟป่าเป็นไหน ๆ ครับ”


อ่านเพิ่มเติม มหันตภัยไฟป่า

เรื่องแนะนำ

แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า – และส่งผลร้ายต่อโลก

นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเกาะ กรีนแลนด์ กำลังเข้าสู่จุดวิกฤต และมีแนวโน้มทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น มีงานวิจัยใหม่เตือนว่าน้ำแข็งของเกาะ กรีนแลนด์ กำลังละลายรวดเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดเอาไว้ แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนคือปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะกรีนแลนด์ ไม่ได้มาจากธารน้ำแข็งของกรีนแลนด์เอง งานศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Science (PNAS) ระบุว่า การสูญเสียปริมาณน้ำแข็งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2003 ถึงช่วงกลางปี 2013 เกิดจากน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบรรดาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างกรีนแลนด์ได้อยู่ในจุดวิกฤตฉับพลันในช่วงปี 2002-2003 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไมเคิล เบวิส นักธรณีวิทยาประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต ผู้เขียนนำงานวิจัยในครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า ในปี 2012 ปริมาณน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์ละลายมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวคือ มีการละลายของน้ำแข็งสูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2003 การละลายของน้ำแข็งในอัตราเร่งนี้มาจากน้ำแข็งบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นภูมิภาคที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าเป็นพื้นที่ที่การละลายของน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งความสนใจไปที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นสถานที่ที่มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในด้านมหาสมุทรแอตแลนติก “เราทราบว่าเรามีหนึ่งปัญหาใหญ่ นั่นคือการละลายของน้ำแข็งทำให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่เกิดการแตกตัว” เบวิสกล่าวและเสริมว่า และตอนนี้เราได้พบปัญหาที่สองคือ ก้อนน้ำแข็งจำนวนมากได้ละลายเป็นน้ำและไหลลงสู่ทะเล ตามข้อมูลจากดาวเทียม GRACE […]

มลพิษทางอากาศมีผลต่ออาการไบโพลาร์และโรคซึมเศร้า

ชายคนหนึ่งตกปลาที่โรงงานถ่านหินในเมืองดีทรอยต์ ภาพถ่ายโดย AMI VITALE, NAT GEO IMAGE COLLECTION นี่คืองานวิจัยใหม่ที่เพิ่มเติมข้อมูลในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง มลพิษทางอากาศ และสุขภาพจิตอันย่ำแย่ มลพิษทางอากาศส่งผลให้ร่างกายเราย่ำแย่ องค์การอนามัยโลกเชื่อมโยงเรื่องนี้กับโรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็งปอดและโรคหลอดเลือดสมอง งานวิจัยชิ้นใหม่เผยว่า ภูมิภาคที่มีมลพิษมักพบผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว (ไบโพบาร์) ในประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์พบว่า ประเทศที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ ตามตัวชี้วัดของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency -EPA) ของสหรัฐอเมริกา มีการเพิ่มขึ้นของโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วอยู่ที่ร้อยละ 27 และร้อยละ 6 ในโรคซึมเศร้า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับประเทศ Andrey Rzhetsky ผู้เขียนงานวิจัยและนักพันธุศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าวอย่างระมัดระวังว่า งานศึกษาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า มลพิษทางอากาศก่อให้เกิดอาการป่วยทางจิตใจ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าสถานที่ที่ผู้คนอยู่อาศัยอาจเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องนี้เล็กน้อย เช่นเดียวกับการศึกษาที่คล้ายกันในกรุงลอนดอน ประเทศจีน และเกาหลีใต้ ซึ่งพบความเชื่อมโยงระหว่างสถานที่ที่มีมลพิษกับสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ Rzhetsky กล่าวว่า งานศึกษาจากประเทศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่ไหนในสหรัฐอเมริกาที่มีมลพิษ ความผิดปกติทางระบบประสาทก็จะเพิ่มจำนวนขึ้น (เชิญรับชมวิดีโออธิบายเรื่องของมลพิษทางอากาศจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก) ร่างแผนที่แห่งมลพิษ […]

เราจะหยุดยั้งคลื่นขยะได้อย่างไร

ผลิตภัณฑ์ที่อาจช่วยลดขยะพลาสติกได้ หกสิ่งที่คุณทําได้ (และไม่รู้สึกเจ็บปวด) 1.เลิกใช้ถุงพลาสติก นำถุงที่ใช้ซํ้าติดตัวไปด้วยเวลาไปร้านค้า  ในแต่ละปี เราใช้ถุงช็อปปิ้งนับล้านล้านใบทั่วโลกหรือแสนล้านใบเฉพาะในสหรัฐฯ หรือเกือบเท่ากับถุงหนึ่งใบต่อชาวอเมริกันหนึ่งคนในแต่ละวัน ขณะที่ชาวเดนมาร์กใช้ถุงที่ใช้ได้ครั้งเดียวเพียงสี่ใบต่อปี เดนมาร์กเริ่มเก็บภาษีถุงพลาสติกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1993 2. เลิกใช้หลอด เว้นเสียแต่ว่าคุณจำเป็นต้องใช้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ และแม้กระนั้นก็อาจใช้หลอดกระดาษได้  ในแต่ละวันชาวอเมริกันทิ้งหลอดพลาสติก 500 ล้านหลอด หรือคิดเป็น 1.5 หลอดต่อคน 3. หลีกเลี่ยงการใช้ขวดพลาสติก ใช้ขวดนํ้าที่เติมได้แทน เมืองใหญ่หลายเมืองซึ่งรวมถึงบันดานูนในออสเตรเลีย และแซนแฟรนซิสโก ห้ามใช้นํ้าดื่มบรรจุขวดหรือห้ามแบบมีข้อจำกัด ทั่วโลกยังคงมีการขายเครื่องดื่มบรรจุขวดพลาสติกราวหนึ่งล้านขวดในแต่ละนาที 4. หลีกเลี่ยงหีบห่อพลาสติก ซื้อสบู่ก้อนแทนสบู่เหลว ซื้อของยกโหล หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ห่อหุ้มพลาสติก และถ้าให้ดี  เลิกใช้จานและถ้วยพลาสติก ชาวฝรั่งเศส (บางส่วน) เลิกใช้หีบห่อพลาสติกแล้ว 5. รีไซเคิลทุกอย่างที่รีไซเคิลได้ แม้แต่ในประเทศมั่งคั่ง อัตราการรีไซเคิลก็ยังจัดว่าตํ่า ทั่วโลกมีพลาสติกเพียงร้อยละ 18 ที่นำมารีไซเคิล ยุโรปรีไซเคิลได้ร้อยละ 30 จีนร้อยละ 25 และสหรัฐฯ เพียงร้อยละ 9 6. อย่าทิ้งขยะ องค์กรอนุรักษ์มหาสมุทร (Ocean Conservancy) ทำความสะอาดชายหาดต่อเนื่องมา 30 ปีแล้ว ในขยะสิบอันดับแรกที่พบมีเพียงชนิดเดียวที่ไม่ใช่พลาสติก นั่นคือขวดแก้ว ทั่วโลก ขยะชายหาดร้อยละ 73 เป็นพลาสติก ตั้งแต่ก้นบุหรี่ ขวดและฝาขวด  […]