กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง การรวมตัวของคนชุมชนเพื่อภารกิจฟื้นฟูท้องทะเล

กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง การรวมตัวของคนชุมชนเพื่อภารกิจฟื้นฟูท้องทะเล

อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง เมื่องานอนุรักษ์เริ่มต้นจากคนในชุมชน สู่การทำงานกับวิจัยและนักอนุรักษ์ เพื่อคืนทรัพยากรบ้านเกิดให้กลับคืนมา

พี่ฉัตร-ทิพย์อุสา แสงสว่าง เป็นชาวเกาะลิบง จังหวัดตรัง มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ภาพจำในวัยเด็กที่เด่นชัดมาจนถึงปัจจุบัน คือความเหนียวแน่นของชุมชนมุสลิมบนเกาะ ที่อยู่กันแบบพี่น้องถ้อยทีถ้อยอาศัยมาช้านาน และความอุดสมบูรณ์ของบ้านเกิดกลางทะเลอันดามันแห่งนี้

“ตอนเด็ก ๆ ทั้งเกาะมีเรือยนต์เล็ก ๆ อยู่ลำเดียวที่วิ่งไปกลับระหว่างเกาะลิบงกับท่าเรือกันตัง ที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ใครจะขนน้ำแข็ง หยูกยาหรืออาหารอะไรจากในเมืองมาที่เกาะ ต้องไปให้ทันเรือขนาดยี่สิบที่นั่งลำนี้ที่วิ่งรอบเดียวเท่านั้น ถ้าตกเรือแล้วก็พลาดเลย ต้องรอวันต่อไป

“ท้องทะเลรอบเกาะอุดมสมบูรณ์มาก มีแนวหญ้าทะเลเขียวชอุ่มสุดสายตาเต็มไปหมด เดินลุยน้ำไปตอนเช้า ๆ จะพบสัตว์ทะเลตัวเล็กหลายสิบชนิดบ้างแหวกว่าย บ้างซ่อนตัวอยู่ในแนวหญ้า ส่วนสัตว์ใหญ่อย่างพะยูน คิดว่าน่าจะมีเกินสามร้อยตัว เห็นแทบทุกวัน แต่ด้วยความที่ตอนนั้นมันไม่ใช่สัตว์ทะเลหายากอย่างทุกวันนี้ เราเลยไม่ได้ตื่นเต้นอะไร”

พี่ฉัตรบอกว่า สำหรับคนวัย 40 ขึ้นไป ภาพความทรงจำของท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์นั้นยังตราตรึงอยู่ในใจ เพราะเกิดทันได้เห็นความมหัศจรรย์ที่เด็กรุ่นใหม่ ๆ อาจนึกภาพไม่ออก เพราะเกิดมาพร้อมกับทรัพยากรที่เสื่อมโทรมลงและสัตว์ทะเลที่ลดปริมาณลงเรื่อย ๆ

จุดชมวิวบนเขาบาตู ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเกาะลิบงต่างพากันขึ้นไปสอดส่อง เพราะเป็นจุดเดียวที่จะชื่นชมวิถีชีวิตของฝูงพะยูนในช่วงน้ำขึ้นได้จากยอดเขา พี่ฉัตรและเพื่อน ๆ เคยปีนป่ายเล่นกันตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นไม่มีบันได มีเพียงเชือกให้ไต่ตามกันไปเท่านั้น

“ระหว่างทางจากลิบงไปท่าเรือกันตัง ตลอดทางเราเห็นพะยูนโผล่ขึ้นมาทักทายตลอด เป็นร้อย ๆ ตัว มากมายเหมือนปลาในน่านน้ำ เยอะจนเราอาจไม่เห็นความสำคัญในวันนั้น”

อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากร

เวลาหลายสิบปีล่วงเลยไปพร้อมกับการพัฒนาก้าวกระโดด ทั้งในเชิงพื้นที่และการท่องเที่ยว ผู้คนหลั่งไหลกันมาชื่นชมเกาะสวรรค์ นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่หมู่เกาะทะเลอันดามัน พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของมลพิษในท้องทะเล จากการกระทำของมนุษย์ทั่วโลก เมื่อมหาสมุทรไม่มีพรมแดน หายนะของสิ่งมีชีวิตในน้ำจึงคืบคลานไปทุกหนแห่ง

สัตว์ทะเลจำนวนมากเริ่มล้มหายตายจาก นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเริ่มลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและพยายามหาทางเยียวยาชนิดพันธุ์สัตว์ที่ฟื้นคืนกลับมาเท่าที่จะทำได้

“พอมีทีมงานเข้ามาทำวิจัยในพื้นที่ ชาวบ้านในชุมชนเลยได้คุยกันว่า จริง ๆ ในฐานะเจ้าของบ้าน เราควรต้องรู้ และตามทันด้วยด้วยว่าสภาพปัญหาคืออะไร เรามีส่วนในการแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไรบ้าง เลยเกิดการรวมกลุ่มขึ้นมา ดึงเยาวชน เด็ก ๆ ในหมู่บ้านที่มีจิตอาสามาทำกิจกรรมและเรียนรู้ เพื่อดูแลทรัพยากรในท้องทะเลหน้าบ้านของเรา”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง’ เมื่อ 10 ปีก่อน

“หลังจากที่รวมกลุ่มกัน แรก ๆ ยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก แต่เราก็เริ่มหาวิธีการสำรวจและเก็บข้อมูลมาเรื่อย ๆ โดยได้เพื่อนที่ทำงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จังหวัดตรัง มาช่วยสอนกระบวนการวิจัยเชิงท้องถิ่น อาสาสมัครในกลุ่มจะได้รู้ว่าต้องทำงานอย่างไร มีขั้นตอนและวิธีการในการจัดเก็บข้อมูลกี่แบบ และต้องนำข้อมูลไปใช้ต่อยอดในการสร้างกิจกรรมเพื่องานอนุรักษ์อย่างไร

“หลังจากนั้นกลุ่มอาสาสมัครก็จะทำการสำรวจอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในแต่ละปี เรามีการวางแผนอย่างละเอียดว่าจุดมุ่งหมายของปีนี้คืออะไร ต้องทำอะไรบ้างเพื่อผลลัพธ์ที่คาดหวัง การออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายตามมาหลังจากนั้น

“หัวใจคือต้องมีการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถอ้างอิงได้มากเพียงพอ ให้เห็นชัดเจนว่าหลังฤดูท่องเที่ยว ปริมาณหญ้าทะเลมันลดลงจริง ๆ และเราต้องไปผลักดันให้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เข้มแข็งขึ้น และกระทบทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ในส่วนของกิจกรรมปลีกย่อย ถ้ามีหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรที่อยากสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับทีมอาสาสมัครบนเกาะลิบง แม้บางทีจะเป็นงานลักษณะอีเวนต์ ที่มาทำเพียงครั้งสองครั้งแล้วผ่านพ้นไปไม่ใช่กิจกรรมอนุรักษ์ที่ต่อเนื่อง หรือสร้างผลลัพธ์ระยะยาว แต่เราก็ไปเข้าร่วมอยู่ตลอด”

นักวิจัยชาวบ้าน

ก่อนสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 ตามปกติทีมอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง จะทำการสำรวจสภาพหญ้าทะเลเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้งคือก่อนและหลังฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อนำข้อมูลที่ได้ในแต่ละปีมาเปรียบเทียบกัน และวิเคราะห์ต่อไปถึงสภาพความเป็นอยู่ของพะยูน เนื่องจากหญ้าทะเลคือแหล่งอาหารของพวกมันนั่นเอง

เกาะลิบงเป็นที่อยู่ของหญ้าทะเลมากถึง 12 ชนิด “ก่อนหน้านี้ เราเองก็ไม่รู้ว่าหญ้าทะเลหน้าบ้านมีกี่ชนิด จนมาทำกลุ่มอาสาสมัครอย่างจริงจัง มีข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และนักวิจัย ถ้ายังตอบไม่ได้ว่าหญ้าหน้าบ้านเรามีกี่ชนิด เราว่ามันน่าละอาย”

พี่ฉัตรบอกว่าทุกคนในทีมอาสาสมัครต้องทำความเข้าใจให้ลึก อย่างเรื่องพื้นฐานชนิดหญ้าทะเล ถ้าไม่เคยรู้มาก่อนก็เรียนรู้เสีย เมื่อรู้ลึก เห็นวัฏจักรของมัน จึงจะสามารถอนุรักษ์ได้

“เราสร้างห้องเรียนธรรมชาติในพื้นที่จริง ก่อนหน้านี้เด็ก ๆ เรียนเรื่องธรรมชาติในห้องสี่เหลี่ยม ทั้งที่ทะเลอยู่ไม่ไกล พอเราพาเด็กมาลงพื้นที่ เขาก็ได้เรียนรู้ว่าแนวหญ้าทะเลมีระบบนิเวศและเชื่อมโยงไปยังธรรมชาติรอบตัวทั้งหมด เขาได้ลงมือทำและเข้าใจว่าสิ่งนี้นำไปสู่การอนุรักษ์ได้อย่างไร เป็นการสร้างจิตสำนึกรักษ์บ้านเกิด และความอยากหวงแหนดูแลท้องทะเลหน้าบ้านตัวเองให้เยาวชน”

สัตว์หน้าดินในแนวหญ้าคือประชากรของหญ้าทะเล และเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแนวหญ้าทะเลที่ เปรียบเสมือนผืนป่า สัตว์บกอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้อย่างไร สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังก็อาศัยใต้ร่มเงาหญ้าทะเลเช่นนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ความแข็งแรงของหญ้าทะเล ก็ส่งผลกระทบไปยังสวัสดิภาพของพะยูนและสัตว์ทะเลอีกมากมาย

สวัสดิภาพของพะยูนและสัตว์ทะเล

“องค์ประกอบเล็ก ๆ อย่างขี้พะยูนนี่สำคัญมาก เมื่อก่อนเวลาเอาขี้พะยูนมาบี้ให้ยุ่ย เราจะเห็นซากหญ้าทะเลที่เรียกว่าใบมะกรูดกับใบมะขาม ซึ่งเป็นชนิดที่พะยูนชอบ แต่หลัง ๆ มานี้ ในขี้พะยูนมีแต่ซากหญ้าชะเงาใบยาว ซึ่งปกติพะยูนจะไม่กิน ถ้าไม่มีทางเลือกจริง ๆ

“เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องตั้งข้อสังเกตแล้วว่าปริมาณหญ้าทะเลใบมะขาม ใบมะกรูดลดลง ซึ่งอาจมาจากการทับถมของตะกอนบริเวณอ่าว ทำให้หญ้าชนิดที่พะยูนชอบตายไปหมด มันเลยต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อประทังชีวิต ดังนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องฟื้นฟูแนวหญ้าทะเล เพราะพวกเรานี่แหละเป็นตัวการทำให้เกิดเหตุการนี้ขึ้น”

มาเรียม
อาสาสมัครจากกลุ่มพิทักษ์ดุหยง พยุงตัวมาเรียมที่กำลังงีบหลับหลังกินอาหารจนอิ่มที่ริมแนวป่าเขียวขจี 
ความร่วมมือของอาสาสมัครชุมชนบนเกาะลิบงในการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะลิบง เป็นส่วนสำคัญในการเฝ้าดูแลประชากรพะยูนที่ยังหลงเหลือมากที่สุดในไทย และจัดการการใช้ประโยชน์ของระบบนิเวศหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ทะเลหายากชนิดนี้ ภาพถ่ายโดย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

เมื่อหญ้าทะเลลดลง ปริมาณปลิงทะเลก็ลดลงไปด้วย พี่ฉัตรอธิบายว่า ปลิงเหล่านี้กินอาหารโดยกลืนทรายลงกระเพาะ หลังจากดูดซึมสารอาหารจำพวกแบคทีเรียและเศษซากอินทรีย์แล้ว มันจะถ่ายทรายที่ดูดกลืนไปกลับออกมา พื้นทะเลจึงสะอาดขึ้นจากการใช้ชีวิตของปลิงทะเล

เพราะแนวหญ้าทะเลคือผืนป่า หากไปยืนอยู่ในแนวหญ้าช่วงน้ำลง จะรู้สึกได้ถึงอากาศบริสุทธิ์สดชื่น เพราะแนวหญ้ากักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนเป็นออกซิเจน เหมือนเวลาเราไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้

“บางคนไม่สนใจอะไรเลย โฟกัสแต่พะยูนอย่างเดียว จริง ๆ แล้วทั้งหญ้าทะเลและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังต่างเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบนิเวศและสวัสดิภาพของเหล่าพะยูนสมบูรณ์”

มาเรียม
มาเรียมเคี้ยวหญ้าทะเลที่ถูกป้อนเพื่อฝึกฝนให้คุ้นเคยกับการกินอาหารตามธรรมชาติของพะยูน ซึ่งทางหน่วยสัตว์ทะเลหายากหวังว่ามาเรียมจะสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติได้อย่างพะยูนทั่วไปเมื่อถึงเวลาอันควร การที่มาเรียมได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและคุ้นเคยกับมนุษย์ตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือจากการเกยติ้น ก่อให้เกิดความกังวลถึงพฤติกรรมที่ไม่เกรงกลัวมนุษย์เหมือนพะยูนตัวอื่นๆในธรรมชาติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ตัวมันเองในอนาคต ภาพถ่ายโดย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

ข่าวดีล่าสุดของชาวเกาะลิบง คือการฟักตัวของลูกเต่าตนุถึง 77 ตัว หลังการกลับขึ้นมาวางไข่บนเกาะลิบงครั้งแรกในรอบหลายปี ย้อนกลับไป 2 เดือนก่อน เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล จังหวัดตรัง และชาวบ้านในชุมชน พบหลุมไข่เต่าจึงรีบเคลื่อนย้าย เนื่องจากจุดเดิมที่พบ น้ำทะเลท่วมถึงจะทำให้ไข่เต่าเน่าทั้งหมด จากนั้นมีการเฝ้าระวังตลอดเวลาทั้งจากสัตว์และคนที่อาจมาขโมยไข่เต่า จนถึงวันที่เต่าน้อยลืมตาดูโลก

และ 18 เดือนนับจากพะยูนน้อยมาเรียม สัญลักษณ์แห่งการอนุรักษ์ทางทะเลเสียชีวิตลง ในที่สุดคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการคุ้มครองพื้นที่ชายฝั่งและทะเล จังหวัดตรัง ระยะเวลา 5 ปี

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในพื้นที่อำเภอปะเหลียน อำเภอหาดสำราญ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เพื่ออนุรักษ์และควบคุมผลกระทบของการประมง การท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาที่อาจส่งผลต่อระบบนิเวศในพื้นที่

โดยเฉพาะการกำหนดการประกอบการท่องเที่ยวเพื่อชมพะยูน โลมา เต่าทะเล หรือการท่องเที่ยวในแนวหญ้าทะเล ต้องเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กำหนดให้การนำเรือเข้าไปในแหล่งหญ้าทะเลและที่อยู่อาศัยของพะยูน ต้องนำเรือเข้าออกได้เฉพาะตามเส้นทางที่กรมประกาศกำหนด และต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อแหล่งหญ้าทะเลและที่อยู่อาศัยของพะยูน

นี่คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งใหญ่ที่จะนำผลดีมาสู่งานอนุรักษ์ในระยะยาว

เครือข่ายผู้พิทักษ์

สิ่งที่เราพยายามทำกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว คือการสร้างเครือข่ายผู้พิทักษ์ทะเล เพราะท้องทะเลเชื่อมต่อกันทั้งหมด พะยูนและสัตว์ต่าง ๆ จึงไม่ได้อยู่แค่ที่ลิบงอย่างเดียว บางทีมันก็ว่ายไปยังพื้นที่อื่นอย่างมดตะนอย หาดยาว หรือปากเมง โดยเราก็มีการคุยกันในระบบเครือข่ายพื้นที่ทางทะเลร่วม เพื่อสร้างกระบวนการอนุรักษ์ร่วมกัน

“เวลาชาวบ้านบังเอิญไปพบซากสัตว์ทะเลหายากตาย ก็จะมีการติดต่อแจ้งข่าวกันตลอด ตอนนี้เวลามีการอบรมอะไร เราก็จะชวนแต่ละหมู่บ้านไปร่วมอบรมด้วยกัน หลังทำกิจกรรม เวลามาเจอกันแต่ละครั้งต้องมีการมาถอดบทเรียนร่วมกัน เราจะไม่โดดเดี่ยวในการทำงาน ดังนั้นการสร้างเครือข่ายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”

พี่ฉัตรเล่าย้อนไปถึงบทเรียนการทำงานตลอด 10 ปีที่ผ่านมา “ความรู้สึกว่าเราทำงานอยู่กลุ่มเดียว มันเหนื่อยมากนะ ตอนนี้เราได้เรียนรู้แล้วว่าต้องหาเครือข่าย ทุกหมู่บ้านจะมีคนประเภทนี้อยู่ คนที่อยากดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ คนที่มีใจเป็นอาสาสมัครอย่างเรา

มาเรียม
ทีมสัตวแพทย์และอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง คอยเฝ้าดูแลสุขภาพและให้นมกับมาเรียม  การพลัดพรากจากแม่ก่อนถึงวัยหย่านมซึ่งอาจกินเวลาเกือบสองปี  ทำให้มาเรียมต้องได้รับการดูแลจากมนุษย์และได้รับสารอาหารที่จำเป็นเพื่อให้มีขีวิตรอดจนพ้นวัยหย่านมและออกไปใช้ชีวิตในธรรมชาติต่อไปได้

“เกิดเป็นกลุ่มอาสาสมัครอย่างเป็นกิจจะลักษณะหลังมาเรียม เป็นภาพที่ชัดขึ้น เพราะว่าทีมเราจะเป็นตัวหลักในเรื่องของกลุ่มที่เข้าไปช่วยดูแลมาเรียมตอนนั้น ส่วนตัวพี่จะเป็นคนอยู่ในทีมและคอยประสานงานหลาย ๆ อย่าง

“ต้องขอบคุณทาง ReReef หลาย ๆ คนเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มอาสาสมัครชาวบ้าน แต่ ReReef คือคนแรกที่นำเงินมาสนับสนุน  เป็นนักวิจัยที่มาทำงานที่เกาะลิบงนานแล้ว เป็นกองทุนอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ที่เขาให้เรามาประมาณแสนกว่าบาท เนื่องจาก ดร.เพชร มโนปวิตร ผู้ก่อตั้ง ReReef ลงใต้มาทำงานอนุรักษ์ที่เกาะลิบงมาเป็นเวลานานแล้ว

“เมื่อก่อนกิจกรรมมันเยอะกว่านี้มาก แต่เราไม่เคยโพสลงในโซเชียลมีเดียเลย จนไม่กี่ปีมานี่เองที่มีคนมาบอกว่าทำอะไรต้องโพสบ้าง เดี๋ยวคนอื่นเขาไม่รู้ เราไม่ใช่คนถนัดสร้างภาพ ตอนแรกก็สงสัย เวลาทำงานต้องมานั่งบอกด้วยหรือว่าเราทำอะไร

“แต่เขาให้เหตุผลว่าสมัยนี้ทำอะไร ถ้าได้ลงโซเชียลมีเดีย อย่างน้อยเราก็ได้สื่อสารบอกให้คนนอกเกาะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ปัญหาที่เป็นภัยคุกคามของทรัพยากรบนเกาะคืออะไร ซึ่งข้อนี้พี่ตระหนักแล้วว่าจริง

“เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนในทีมอย่างชัดเจน เพราะว่าเขาอยู่กับมันทุกวันและเขาไม่ได้เสแสร้ง เป็นการสื่อสารด้วยหัวใจ สายตาที่เรามองเห็นกันและสัมผัสมันได้เรามีความสุข เด็ก ๆ ไม่เพียงรู้ว่าหน้าบ้านตัวเอง สถานภาพหญ้าทะเลเป็นยังไงบ้าง แต่เราเห็นความพยายามประยุกต์ศาสตร์ต่าง ๆ เห็นความคิดสร้างสรรค์ อย่างการพยายามใช้เทคโนโลยีจับ GPS และอีกหลายอย่างเลย

“เราอยากให้สังคมได้รับรู้ว่างานอนุรักษ์ไม่ใช่งานของชุมชนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว บางอย่างเราทำแค่ตัวคนเดียวไม่ได้ เราต้องการคนสนับสนุน บางอย่างต้องเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจ อย่างหน่วยงานภาครัฐมาเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่คุณต้องมีความจริงใจในการทำงาน

“ความสนใจจากภาคประชาสังคมในการผลักดันเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่มาเป็นระลอก มาเรียมเสียชีวิต กระแสโหมกระพือแล้วก็หายไป” พี่ฉัตรกล่าวทิ้งท้าย

เรื่องโดย มิ่งขวัญ รัตนคช

ภาพโดย อัจฉริยะ บุญเลิศ และศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ชายหาดบาหลีที่ปนเปื้อนที่สุด สู่การเป็นเกาะสวรรค์ไร้ขยะพลาสติกภายในปี 2025

เรื่องแนะนำ

การปิดเขาเอเวอเรสต์จากโควิด-19 ก่อให้เกิดความกังวลครั้งใหญ่ของชาวบ้าน

จีนและเนปาลยกเลิกฤดูปีนเขาจากทั้งสองด้านของเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่จะไม่มีใครได้ ปีนเขาเอเวอเรสต์ ที่สูงที่สุดในโลกลูกนี้หลังจากแผ่นดินครั้งใหญ่ใกล้ยอดเขาในปี 2015 ภาพถ่ายโดย RENAN OZTURK, NATIONAL GEOGRAPHIC เพราะการยกเลิกฤดูปีนเขาเอเวอเรสต์ เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลต่อเศรษฐกิจอันเปราะบางของเนปาลเป็นอย่างมาก นักปืนเขาในพื้นที่สูงถือเป็นกลุ่มที่มีความฟิตและสุขภาพที่ดีในบรรดาประชากรที่อยู่บนโลก และสิ่งที่พวกเขาตามหา มักจะอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ศิวิไลซ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงผลร้ายที่ตามมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดการจำกัดการท่องเที่ยวและมาตรการกักกันผู้คนทั่วโลก เมื่อวันที่ 11 มีนาม สมาคมปีนเขาแห่งจีนทิเบต (China Tibet Mountaineering Association – CTMA) องค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการอนุญาตการท่องเที่ยวและปีนเขาทั่วพื้นที่ที่ราบสูงทิเบตได้ออกมาประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้มีการปีนเขาเอเวอร์เรสต์จากพื้นที่ควบคุมของจีนทางตอนเหนือของภูเขาในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ ต่อจากการประกาศจากจีน เนปาลก็ได้มีการประกาศในช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จะยกเลิกการปีนเขาช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ทั้งหมด รวมไปถึงการปีนเขาเอเวอเรสต์ นอกจากนี้ รัฐบาลเนปาลได้หยุดการออก Visa On Arivrial ให้กับนักท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว โดยการระงับวีซ่านี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน การท่องเที่ยวภูเขา (Mountain tourism) เป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของเนปาล บรรดานักปีนเขาเอเวอเรสต์มีส่วนในการใช้จ่ายเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,600 ล้านบาท) […]

พรุควนเคร็ง : พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อชีวิต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 สำนักข่าว ไทยพีบีเอส รายงานว่า กรมป่าไม้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำเจ้าหน้าที่กว่า 200 คน ลงพื้นที่ดับไฟป่า พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังพบว่า ระยะเวลาภายใน 7 เดือนเกิดไฟไหม้ในป่า พรุควนเคร็ง 88 ครั้ง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าจำนวน 4,968 ไร่ โดยระบุต้นเหตุชัดเจน คือ การเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตร และหาปลาในป่าพรุ รู้จักกับพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุ และไฟป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) คำจำกัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือ น้ำท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม […]

งานวิจัยเผย ขณะนี้โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ

งานวิจัยชิ้นใหม่พบว่า โลกต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าและโรงงานถ่านหินจำนวนมาก เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่ตั้งเป้าไว้ มีงานวิจัยฉบับใหม่ระบุว่า ณ ขณะนี้ โลกของเรามีโรงงานไฟฟ้า โรงงาน ยานพาหนะ และอาคารที่อาศัย พลังงานฟอสซิล อยู่มากมาย ถ้าสถานที่เหล่านี้ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเช่นทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ อุณหภูมิของโลกจะสูงเกินความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ งานวิจัยฉบับนี้ยังให้แนวทางว่า เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ไม่เพียงแต่โลกของเราต้องยุติการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใดๆ ที่มีการใช้ พลังงานฟอสซิล เท่านั้น แต่โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้จำเป็นต้องปิดลงโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีแผนหรือการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลอยู่อีกมากมาย “งานวิจัยของเรานั้นง่ายมาก” สตีเวน ดาวิส จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ไอร์วีน ผู้เขียนร่วมงานวิจัยฉบับนี้ที่เผยแพร่ลงในนิตยสาร Nature กล่าวและเสริมว่า “ เราอยากรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีการสร้างโรงงานเชื้อเพลิงเผาไหม้ฟอสซิลดังเช่นในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา ” เพื่อตอบคำถามนี้ ดาวิสและผู้ร่วมงานวิจัยได้ตรวจสอบการปล่อยก๊าซของไฟฟ้า, แหล่งพลังงาน, การจราจรขนส่ง, ที่พักอาศัย และโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ของปี […]

สารอันทรงพลังจากชายผู้นี้จะปลุกให้คุณลุกขึ้นมาช่วยโลก

ในขณะที่ประชากรมนุษย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มตามเช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ผลการศึกษาพบว่า 3 ใน 4 ของพื้นผิวโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบและแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ Prince Ea ศิลปินและนักพูดจะปลุกให้คุณอยากลุกขึ้นมาปกป้องโลกใบนี้ ด้วยถ้อยคำอันทรงพลังของเขา ที่แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาอันสั้นของมนุษย์ที่เพิ่งถือกำเนิดมา เมื่อเทียบกับอายุขัยของโลก พวกเราได้ทำลายและมีส่วนต้องรับผิดชอบกับสิ่งแวดล้อมมากมายขนาดไหน เมื่อความท้าทายอันยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่เราจะแก้ไขปัญาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร แต่ยังรวมถึงจะสร้างอนาคตของโลกที่ยั่งยืนเพื่อลูกหลานของเราอย่างไรด้วย   อ่านเพิ่มเติม : พลังของมนุษยชาติ, คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ