ระดับน้ำใน แม่น้ำโขง ต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี และส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ

ระดับน้ำแม่น้ำโขงต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี และส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ

(ภาพปก) ภัยแล้งและเขื่อนต้นน้ำได้ลดระดับน้ำของแม่น้ำโขงให้ต่ำที่สุดในรอบร้อยปี และส่งผลกระทบต่อการวางไข่ของปลา อันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อแหล่งอาหารในภูมิภาคนี้ ภาพถ่ายโดย BEN DAVIES/LIGHTROCKET/GETTY


ภาวะของภัยแล้งหลากหลายรูปแบบ และความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องของต้นน้ำของ แม่น้ำโขง อาจเป็นสาเหตุของภัยพิบัติในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ภัยแล้งอันรุนแรงที่เป็นเหตุให้ระดับน้ำของ แม่น้ำโขง แม่น้ำสายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีระดับต่ำที่สุดในรอบมากกว่า 100 ปี ครั้งนี้ สามารถส่งผลร้ายต่อบรรดาสัตว์น้ำ เช่นเดียวกับผู้คนนับสิบล้านคนที่อาศัยและทำมาหากินริมแม่น้ำ

วิกฤตครั้งนี้เกิดจากฝนมรสุม (Monsoon Rain) ซึ่งมักเริ่มขึ้นปลายเดือนพฤษภาคมในภูมิภาคลำน้ำโขงไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประกอบกับภาวะแห้งแล้งซึ่งมีที่มาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ และเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกที่ได้ดำเนินมาจนถึงช่วงกรกฎาคม ทางด้านบรรดานักสังเกตการณ์กล่าวว่า สถานการณ์นี้ได้ย่ำแย่ยิ่งขึ้นเมื่อเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำในประเทศจีนและลาวได้กักเก็บน้ำเอาไว้เพื่อกิจการภายในประเทศตัวเอง

บรรดาชาวนาในภูมิภาคนี้ไม่สามารถปลูกข้าวได้ดังเช่นเมื่อก่อน และเกรงว่าผลผลิตจะลดลงในฤดูเก็บเกี่ยว อีกทั้งปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลน้อยลงได้ส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ของปลาในลุ่มน้ำโขง เนื่องจากโดยปกติแล้ว บรรดาปลาจะอาศัยระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้เพื่อวางไข่ แต่ในปีนี้ มีการพบร่องรอยของการขยายพันธุ์ของปลาเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า ทั้งภัยแล้งและการขัดขวางกระแสน้ำในแม่น้ำโขงกำลังจะกลายเป็นเรื่องที่ปกติยิ่งมากขึ้น และอาจนำมาสู่การล่มสลายของระบบนิเวศทั้งหมด

วงจรน้ำท่วม (Flood Pulse)

แม่น้ำโขงมีจุดกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบต และไหลผ่านประเทศในทวีปเอเชีย 6 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ จีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงเป็นบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกของบรรดาปลาน้ำจืดที่ และมีผู้คนมากกว่า 60 ล้านคนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำนี้ในการดำรงชีวิต

แม่น้ำโขง, วิกฤติแม่น้ำโขง, แม่น้ำโขงกำลังจะตาย
จีน: เมื่อปี 2012 ขณะบันทึกภาพนี้ การก่อสร้างเขื่อนเหมียวเหว่ย์เดินหน้าเต็มที่แล้ว เมื่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2013 เขื่อนแห่งนี้จะเป็นเขื่อนลำดับที่ 8 บนแม่น้ำหลานชางซึ่งเป็นชื่อภาษาจีนของแม่น้ำโขงส่วนที่ทอดยาว 2,100 กิโลเมตรในเขตประเทศจีน

มีแม่น้ำ 2-3 สายในโลกที่มีฤดูกาลของการเพิ่มขึ้นและลดลงของระดับน้ำในแม่น้ำเช่นเดียวกับแม่น้ำโขง ในแม่น้ำบางแห่ง ระดับน้ำสามารถลดลงไปได้ถึง 12 เมตร ในช่วงปลายฤดูแล้ง ซึ่งเมื่อถึงคราวที่ฤดูฝนมรสุมมาเยือน ในแม่น้ำเหล่านี้จะเกิดวงจรน้ำท่วมที่พัดพาตะกอนอันจำเป็นต่อการเกษตรเช่นเดียวกับตัวอ่อนและลูกปลา รวมไปถึงสายพันธุ์ปลาที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เช่นปลาบึก ซึ่งจะถูกพัดไปยังโตนเลสาบในกัมพูชาและพื้นน้ำท่วมถึงอื่นๆ ซึ่งเป็นสถานที่ให้สายพันธุ์ปลาเหล่านี้สามารถเติบโตขึ้นได้

ในทุกๆ ปี บรรดานักวิทยาศาสตร์จะเก็บตัวอย่างปลาเล็กๆ และลูกปลาเหล่านี้จากแม่น้ำโขงใกล้กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา แต่อย่างไรก็ตาม มาจนถึงปีนี้ ได้เกิดระดับน้ำที่ต่ำกว่าปกติจนไม่มีปรากฏการณ์วงจรน้ำท่วมในพื้นที่นี้ดังที่เคยเป็น และบรรดานักวิจัยไม่เห็นการกระจายตัวของบรรดาลูกปลาในบริเวณนี้เลย

“ถ้าไม่มีวงจรน้ำท่วม ปลาอาจจะต้องเลื่อนหรือไม่มีการวางไข่เลย” เซ็บ โฮแกน นักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และนักชีววิทยาปลาประจำมหาวิทยาลัยเนวาดา รีโน ผู้นำโครงการของ องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) ที่ชื่อว่า “อัศจรรย์แม่น้ำโขง” (Wonders of the Mekong) กล่าวและเสริมว่า “สำหรับสายพันธุ์ปลาที่เสี่ยงสูญพันธุ์ สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลต่อการอยู่รอดของพวกมันได้ รวมไปถึงสายพันธุ์ปลาในเชิงพาณิชย์อื่นๆ เช่นเดียวกับผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านในอนาคต ที่อาจลดลงได้เช่นเดียวกัน”

การเมืองเรื่องเขื่อน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าในปีนี้ ภาวะแล้งในแม่น้ำโขงยังคงปรากฏต่อไป เป็นผลจากกระแสน้ำอุ่นแปซิฟิกที่ชื่อว่าปรากฎการณ์เอลนิโญ่ นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเช่นเดียวกัน ทำให้ฤดูมรสุมนั้นสั้นลงอย่างมาก

นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เขื่อนหลายแห่งที่อยู่ทางต้นน้ำของแม่น้ำโขงมีส่วนทำให้ระบบนิเวศแหล่งน้ำเสื่อมคุณภาพไปเช่นกัน

“เขื่อนเหล่านี้ดักตะกอนดิน ขวางกั้นการอพยพของปลา และสร้างแหล่งกักน้ำที่ก่อให้เกิดการแตกกระจายของบรรดาปลาเช่นเดียวกับการแตกกระจายของเส้นทางการไหลของน้ำ” ปีเตอร์ โมลย์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านชีววิทยาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส กล่าวและเสริมว่า บรรดาเขื่อนจะส่งผลให้ผลกระทบจากภัยแล้งย่ำแย่ลงไปอีก

ทางด้านประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเขื่อน 11 แห่ง บนเส้นทางน้ำสายหลักของแม่น้ำโขง กำลังตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าวิธีการดำเนินงานด้านเขื่อนอย่างเป็นความลับนั้นไม่ได้คำนึงด้วยการไหลของแม่น้ำไปยังพื้นที่ปลายน้ำเลย

มีการคาดการณ์กันว่า การตัดสินใจของจีนที่หยุดการปล่อยน้ำจากเขื่อนจิ้งหง (Jinghong Dam) เป็นเวลาสองสัปดาห์เนื่องจาก “การซ่อมบำรุง” นั้นมีส่วนที่ทำให้ระดับน้ำในแม่นน้ำโขงปีนี้ลดลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคำมั่นของจีนที่ว่าจะปล่อยน้ำจากเขื่อนไปยังแม่น้ำมากขึ้นในอนาคตนั้นทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า นี่เป็นการขยายอิทธิพลของประเทศจีนในการควบคุมการไหลของแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขง
ลาว: ชาวประมงเตรียมเหวี่ยงแหจับปลาที่น้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งถือเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียหากวัดจากปริมาตร กระแสน้ำบางส่วนจะถูกผันไปผลิตกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่ช้าบนลำน้ำ สายรองสายหนึ่งของแม่น้ำโขง

“นี่เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงสถานะความไม่เท่าเทียมของบรรดาประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง” ซาราห์ นูลล์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ลุ่มน้ำ มหาวิทยาลัยอูทาห์สเตท กล่าวและเสริมว่า “ประเทศที่ร่ำรวยกว่ากวาดเอาผลประโยชน์ของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ รวมไปถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่บรรดาประเทศที่ยากจนกว่าได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและความมั่นคงทางอาหารที่ลดลง”

แบตเตอรี่แห่งเอเชีย

บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มีต่อ สปป. ลาวที่วางแผนว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำนับสิ่งแห่งตามแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา และขายพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

สปป.ลาว หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในภูมิภาคนี้กำลังวางแผนสร้างเขื่อนอีก 50 แห่ง โดยหลายแห่งตั้งอยู่ในลำน้ำสายหลักของแม่น้ำโขง ด้านนักสิ่งแวดล้อมได้ออกโรงเตือนลาวมาอย่างยาวนานว่า โครงการสร้างเขื่อนของลาวนั้นไม่ได้พิจารณาถึงราคาอันเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเพียงพอ

“มีระบบการรวบอำนาจในการเมืองด้านแหล่งน้ำ (hydropolitics) และด้านพลังงานน้ำในภูมิภาคนี้” ไบรอัน ไอย์เลอร์ ผู้อำนวยการด้านโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์สติมสัน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้เขียนหนังสือ “ช่วงเวลาสุดท้ายแห่งแม่น้ำโขงที่ยิ่งใหญ่” (Last Days of the Mighty Mekong) กล่าวและเสริมว่า “มันไม่มีทัศนะเชิงองค์รวมว่า ‘แบตเตอรี่แห่งเอเชีย’ จะเป็นเช่นไร และไม่มีภาพว่าแบตเตอรี่นี้จะมีการดำเนินการอย่างไร”

เขาชี้ให้เห็นว่าในขณะที่ลุ่มน้ำโขงซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าฟื้นตัวมาเป็นเวลานานหลายปี กำลังพบเจอกับแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน

“การเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่ง ประกอบกับผลกระทบสะสมของสิ่งที่ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างเขตแดน และผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กำลังใกล้เข้ามา ก่อให้เกิดความกลัวว่าแม่น้ำโขงซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะค่อยๆ สูญเสียการใช้งานจนไม่สามารถส่งเสริมความหลากหลายของสัตว์ตามธรรมชาติ และชีวิตมนุษย์นับล้านที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำสายนี้” ไบรอันกล่าวเสริม

เรื่อง STEFAN LOVGREN


อ่านเพิ่มเติม การสร้างเขื่อน ส่งผลกระทบต่อการไหลของแม่น้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ 

 

เรื่องแนะนำ

ฤดูหนาว : มนตร์สะกดแห่งแดนหนาวเหน็บ

ความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจมีอะไรน่าดึงดูดอย่างนั้นหรือ ต่อไปนี้คือเรื่องราวของนักเขียนผู้หลงใหลในแดนเหน็บหนาว "จากการฝ่าน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในเรือตัดน้ำแข็ง ถึงการต้านพายุกระหน่ำในแอนตาร์กติกา จากการพักแรมในกระท่อมที่อะแลสกาถึงการไปยืนอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ  เหตุการณ์สำคัญส่วนใหญ่ในชีวิตผมล้วนเกี่ยวข้องกับความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ผมรู้สึกว่าเป็นบ้านมากที่สุด เป็นที่ที่ผมเลือกใช้ชีวิตและตั้งตาคอยที่จะได้ไปเยี่ยมเยือน และเป็นถิ่นที่ผมต้องกลับไปเสมอ"

สิงห์ปาร์ค เชียงราย พื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพที่ทุกคนสามารถเข้าถึง (และเที่ยวได้)

รู้หรือไม่ว่า เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีพื้นที่มีป่าอยู่ร้อยละ 53.22 ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประเทศ แต่ใน พ.ศ. 2562 ข้อมูลจากสำนักจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้ ระบุพื้นที่ป่าไม้ลดลงเหลือร้อยละ 31.68 หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของประเทศ สำหรับคนที่อยู่ในเมืองซึ่งไม่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ อาจไม่ได้รู้สึกตกใจกับตัวเลขของป่าไม้ที่ลดลงนี้เท่าไรนัก หรือถ้าเป็นคนที่ทำเกษตรกรรม เพาะปลูก ในพื้นที่ต่างจังหวัดซึ่งคุ้นเคยกับพื้นที่ธรรมชาติบ้าง อาจมีความรู้สึกเสียดายที่พื้นที่ทางธรรมชาติที่มอบความร่มรื่น และอากาศที่บริสุทธิ์ กำลังลดน้อยถอยลง แต่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเมือง ต่างจังหวัด หรือที่ไหนก็ตามบนโลกใบนี้ การสูญเสียป่า หมายถึงชีวิตของมนุษย์นั้นกำลังถูกคุกคาม เพราะอาจกล่าวได้ว่า ‘ป่า’ รวมไปถึง ‘พื้นที่สีเขียว’ นั้นถือเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตทุกชีวิตบนโลกเลยก็ว่าได้ ในปัจจุบันป่าถูกทำลายอย่างยิ่ง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น การบุกรุกทำพื้นที่การเกษตร การตักตวงทรัพยากรในป่าจำนวนมหาศาลเพื่อหาผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตทั้งผู้คน สัตว์ป่า พืชพรรณจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งในช่วงฤดูฝน หรือกรณีที่มีฝนตกหนัก หากป่าถูกทำลาย ดินบริเวณนั้นก็ย่อมขาดรากไม้ที่ยึดดินให้แข็งแรงทำให้ดินทลาย ไม่มีต้นไม้คอยซับน้ำ เกิดเป็นน้ำท่วม หรือป่าอาจจะแห้งแล้งจนเกิดเป็นเป็นภัยแล้ง ส่งผลให้ผู้คนเดือดร้อนได้เช่นกัน และในยามที่ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ […]

ตลอด 40 ปีที่อยู่ในป่า ข้อมูลที่ชายคนนี้รวบรวมกำลังมีส่วนช่วยนักวิทยาศาสตร์

ยินดีต้อนรับสู่เมืองโกธิค ในรัฐโคโลราโด หนึ่งในสถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมืองแห่งนี้ถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 1920 แต่ยังคงมีชายคนหนึ่งปักหลักอาศัยอยู่ที่นี่ สถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ที่บิลลี่ บาร์อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ และคอยบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับหิมะที่ตกโปรยปรายลงมาในแต่ละครั้ง อย่างสม่ำเสมอ จากคลิปวิดีโอที่ถ่ายทำโดย Morgan Heim ได้ถ่ายทอดวิถีชีวิตของเขาในแต่ละวันตลอดจนวิธีการเก็บข้อมูลหิมะที่ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นข้อมูลสำคัญแก่บรรดานักวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : 5 ตัวอย่างที่โดรนใต้น้ำกำลังช่วยปกป้องมหาสมุทรให้เรา, โตนเลสาบ ชีวิตลอยน้ำที่กำลังสูญสิ้น

แผ่นน้ำแข็งของ กรีนแลนด์ กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า – และส่งผลร้ายต่อโลก

นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเกาะ กรีนแลนด์ กำลังเข้าสู่จุดวิกฤต และมีแนวโน้มทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น มีงานวิจัยใหม่เตือนว่าน้ำแข็งของเกาะ กรีนแลนด์ กำลังละลายรวดเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดเอาไว้ แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนคือปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะกรีนแลนด์ ไม่ได้มาจากธารน้ำแข็งของกรีนแลนด์เอง งานศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Science (PNAS) ระบุว่า การสูญเสียปริมาณน้ำแข็งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2003 ถึงช่วงกลางปี 2013 เกิดจากน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบรรดาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างกรีนแลนด์ได้อยู่ในจุดวิกฤตฉับพลันในช่วงปี 2002-2003 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไมเคิล เบวิส นักธรณีวิทยาประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต ผู้เขียนนำงานวิจัยในครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า ในปี 2012 ปริมาณน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์ละลายมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวคือ มีการละลายของน้ำแข็งสูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2003 การละลายของน้ำแข็งในอัตราเร่งนี้มาจากน้ำแข็งบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นภูมิภาคที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าเป็นพื้นที่ที่การละลายของน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งความสนใจไปที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นสถานที่ที่มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในด้านมหาสมุทรแอตแลนติก “เราทราบว่าเรามีหนึ่งปัญหาใหญ่ นั่นคือการละลายของน้ำแข็งทำให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่เกิดการแตกตัว” เบวิสกล่าวและเสริมว่า และตอนนี้เราได้พบปัญหาที่สองคือ ก้อนน้ำแข็งจำนวนมากได้ละลายเป็นน้ำและไหลลงสู่ทะเล ตามข้อมูลจากดาวเทียม GRACE […]