การสร้างเขื่อน ส่งผลกระทบต่อการไหลของ แม่น้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์

การสร้างเขื่อน ส่งผลกระทบต่อการไหลของแม่น้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์

เขื่อน Xiaowan ที่มีความสูงราว 291 เมตร ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2010 เป็นแหล่งพลังงานให้กับบรรดาเมืองและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีน การสร้างเขื่อนนี้ทำให้ชาวบ้านกว่า 38,000 คน ต้องอพยพ ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION 


การศึกษาครั้งใหม่แสดงให้เห็นว่า แม่น้ำ ซึ่งให้ประโยชน์หลายอย่างกับมนุษย์ เป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และช่วยป้องกันน้ำท่วม กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากการสร้างเขื่อน และการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ

มี แม่น้ำ สายใหญ่ที่สุดในโลกจำนวนเพียงหนึ่งในสามสายเท่านั้นที่ยังไหลตามธรรมชาติ เพราะแม่น้ำเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างเขื่อนกั้นหรือขัดขวางทางน้ำโดยฝีมือมนุษย์

บรรดานักวิทยาศาสตร์เตือนว่าแม่น้ำสาขา ของแม่น้ำสายใหญ่หลายแห่งของโลก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นทางน้ำ ได้คุกคามระบบนิเวศที่ทั้งมนุษย์และสัตว์ต้องพึ่งพิงเพื่อความอยู่รอด เหล่านักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สายน้ำที่ไหลตามธรรมชาตินั้นสามารถก่อให้เกิดแหล่งอาหารของคนนับร้อยหรือนับล้านคน พัดพาตะกอนดินซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำการเกษตร และบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมและภัยแล้ง และเกื้อหนุนความระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์

“ประโยชน์ของ แม่น้ำ ที่ไหลตามธรรมชาตินั้นมีมากมายครับ” เดเนียล เพอร์รี นักภูมิศาสตร์แหล่งน้ำแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธเทิร์นแอริโซน่า ใน Flagstaff กล่าวและเสริมว่า “แม่น้ำคือเส้นเลือดของโลก”

จากการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลอื่นๆ เพื่อสำรวจแม่น้ำทั่วโลกที่มีความยาวราว 12 ล้านกิโลเมตร นักวิจัยพบว่ายิ่งแม่น้ำมีความยาวมากเท่าไร การไหลของแม่น้ำก็จะถูกขัดขวางมากขึ้น ในขณะแม่น้ำที่มีขนาดสั้น (มีความยาวไม่เกิน 100 กิโลเมตร) ร้อยละ 97 ยังคงไหลไปตามธรรมชาติ และยังมีแม่น้ำที่มีความยาวเกิน 500 กิโลเมตร เพียงไม่กี่สายบนโลก ซึ่งพบได้ในสหรัฐอเมริกา จีน ภูมิภาคยุโรปตะวันตก และภูมิภาคอื่นๆ บนโลก

แม่น้ำ
แผนภูมิแสดงแม่น้ำที่ยังคงไหลตามธรรมชาติในพื้นที่ต่างๆ ของโลก
แม่น้ำ
แผนที่แสดงการกระจายตัวของแม่น้ำขนาดใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ของโลก โดยเส้นสีฟ้าคือแม่น้ำที่ยังไหลตามธรรมชาติ ส่วนเส้นสีชมพูคือแม่น้ำที่มีการสร้างเขื่อนหรือถูกขัดขวางการไหลของน้ำ

โดยเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเป็นตัวการหลักทำลายการไหลของน้ำ และการกระทำอื่นๆ ของมนุษย์ เช่นการสูบน้ำ การดักตะกอนดิน ก็เป็นปัจจัยขัดขวางการไหลของน้ำ จากการวิเคราะห์ ปัจจุบันมีเขื่อนขนาดใหญ่ 60,000 แห่งทั่วโลก และที่มีแผนจะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 37,000 แห่ง อย่างในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างลุ่มน้ำแอมะซอน ในทวีปอเมริกาใต้ มีแผนจะสร้างเขื่อนมากกว่า 500 แห่งทั่วภูมิภาค “การสร้างเขื่อนจะเปลี่ยนระบบนิเวศที่เป็นอยู่โดยสิ้นเชิง” เพอรรี ผู้ที่ทำงานในพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอน กล่าว

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ที่มีการพัฒนาเขื่อนพลังงานน้ำอย่างมากเช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็วางแผนที่จะสร้างเขื่อนอีกมากกว่า 50 แห่งตามแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา

“สิ่งที่น่ากลัวคือ แม่น้ำโขงจะแตกกระจายมากจนสูญเสียหน้าที่เดิมของมัน และไม่สามารถส่งเสริมความหลากหลายของสัตว์ป่าและสนับสนุนคนนับล้านที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ได้” เซบ โฮแกน (Zeb Hogan) ผู้เขียนร่วมงานวิจัยและนักชีววิทยาปลาในมหาวิทยาลัยเนวาดา เมืองเรโน กล่าว

จำนวนปลาที่ลดลง

พลังงานน้ำคือพลังงานที่สามารถทดแทนได้ และมันก็มักถูกนำเสนอว่าเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศได้ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับปลา ต่างพากันไม่สนับสนุนความคิดนี้

“พลังงานน้ำเป็นพลังงานที่ทดแทนได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เฮอร์แมน แวนนิงเกน (Herman Wanningen) นักนิเวศวิทยาทางน้ำและผู้อำนวยการสร้างสรรค์ของมูลนิธิการอพยพของปลาโลก (the World Fish Migration Foundation) ในจังหวัดโกรนิงเงิน (Groningen) ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวและเสริมว่า “พอมีเขื่อนเข้ามา สายน้ำที่ไหลผ่านจะกลายเป็นแหล่งเก็บน้ำที่น้ำไม่เคลื่อนที่ และทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยในน้ำหายไป เช่นเดียวกับบรรดาปลา”

เปลี่ยน “กระแส” น้ำ

ในขณะที่การสร้างเขื่อนพลังน้ำในบางภูมิภาคของโลกไม่ลดลง แต่ก็มีสัญญาณในการสร้างเขื่อนที่ลดน้อยลง อย่างเช่นประเทศจีนที่ยุติแผนการสร้างเขื่อนใหม่หลายโครงการ (แต่ก็ยังมีบริษัทจีนหลายบริษัทวางแผนสร้างเขื่อนในประเทศต่างๆ แทน) หรือโครงการสร้างเขื่อนในพื้นที่คาบสมุทรบอลข่านก็ต้องยุติลงไปหลังจากต้องเผชิญแรงต้านจากนักรณรงค์ที่ไม่ต้องการให้สร้างเขื่อนในพื้นที่อนุรักษ์

คริสเตอร์ นิลส์สัน (Christer Nilsson) นักนิเวศวิทยาภูมิทัศน์แห่งมหาวิทยาลัยอูเมโอ (Umeå University) ประเทศสวีเดน กล่าวว่า การมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการเชื่อมโยงกันของแม่น้ำสายต่างๆ ในโลก จะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ และผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้สามารถวางแผนในการจัดการแม่น้ำได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

“เรามีความรู้ที่มากขึ้นเกี่ยวกับระบบนิเวศ เศรษฐกิจ คุณค่าทางสังคมเกี่ยวกับแม่น้ำ และการสร้างเขื่อนก็มีราคาที่เราต้องจ่าย” นิลส์สันกล่าวเพิ่มเติมว่า “มันน่าเศร้าที่เราได้ทำลายสิ่งต่างๆ เสียมาก ก่อนที่จะตระหนักได้ว่า [การสร้างสิ่งเหล่านี้] ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย”

เรื่องโดย STEFAN LOVGREN


อ่านเพิ่มเติม ฤาประวัติศาสตร์จะจมบาดาลตลอดกาล เมื่อตุรกีสร้างเขื่อน 

เรื่องแนะนำ

หนึ่งในภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในโลกกำลังส่งเสียงร้องครืน

ภูเขาไฟ ขนาดมหึมาทอดกายอยู่ภายใต้เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ราวห้าแสนคนในประเทศอิตาลี อาจกำลังตื่นขึ้นและเขาสู่ “ภาวะวิกฤติ” ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนรายงานนี้ลงในวารสาร Nature Communications อ้างอิงตามการตรวจวัดทางกายภาพและการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ “เราพบว่าแมกมาใน ภูเขาไฟ คัมปีเฟลเกรอี อาจไปแตะจุดซีดีพีหรือจุดแรงดันการปล่อยแก๊สขั้นวิกฤติ (critical degassing pressure) ภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ในมหานครนาเปลส เมืองที่มีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่นแห่งหนึ่งในโลก และการตรวจวัดความร้อนรวมถึงการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางธรณีกำลังเริ่มขึ้นในมหาครแห่งนี้” ทีมนักวิทยาศาสตร์ นำโดย จีโอวานี ชิโอดินี แห่งสถาบันวิจัยแห่งชาติอิตาลีด้านธรณีฟิสิกส์ในกรุงโรม กล่าว การปล่อยความร้อนในรูปแก๊สแม่เหล็กเมื่อไม่นานมานี้ มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้ ภูเขาไฟลูกนี้อาจเกิดการประทุครั้งใหญ่ได้ นักวิทยาศาตร์ได้ออกมากล่าวเตือน แต่เวลาในการระเบิดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด และในปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำนายได้ ทางรัฐบาลอิตาลีได้ตอบสนองต่อข่าวนี้โดยการประกาศยกระดับความรุนแรงของภูเขาไฟลูกนี้จากระดับสีเขียวเป็นระดับสีเหลือง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลได้ร่วมติดตามผลการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดกับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาภูเขาไฟแห่งนี้ คัมปีเฟลเกรอี เป็นภาษาอิตาลีมีความหมายว่า “พื้นที่ที่ลุกเป็นไฟ” ภูมิภาคภูเขาไฟแห่งนี้รู้จักในนามเฟรเกลียน เช่นเดียวกับภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่อื่น อย่างโครงสร้างแนวความร้อนใต้พิภพในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน มันไม่ได้มีแค่ปากปล่องภูเขาไฟเพียงอันเดียว แต่มันคือโครงสร้างซับซ้อนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย 24 ปล่องภูเขาไฟและทอดตัวอยู่ใต้แผ่นพิภพรวมถึงใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ยังพบทั้งน้ำพุร้อนและท่อที่พ่นแก๊สร้อน ๆ ออกมาตามแนวภูเขาไฟด้วย ภูเขาไฟขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นโดยปล่องภูเขาไฟหรือแรงกดดันตามรอยแยกของเปลือกโลก ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีมีแรงกดดันที่ว่านี้ทอดผ่านอยู่ใต้เมืองนาเปลสทางตะวันตกยาวกว่าเจ็ดไมล์ ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีที่เป็นรูปร่างในปัจจุบัน ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งพันปีที่แล้ว แต่จากประวัติศาสตร์ทางธรณีของภูมิภาคแห่งภูเขาไฟนี้ มันเคยเกิดการระเบิดครั้งใหญ่เมื่อสองแสนปีที่แล้ว ปล่อยเถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าสีครามให้กลายเป็นสีหม่น ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งโลก […]

เนเธอร์แลนด์ ชาติจิ๋วแต่แจ๋ว เลี้ยงคนทั้งโลกด้วยเกษตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรหนาแน่น โดยมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 500 คนต่อตารางกิโลเมตร และแทบไม่มีทรัพยากรทว่าพวกเขากลับเป็นผู้ส่งออกอาหารมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกเมื่อวัดจากมูลค่า เนเธอร์แลนด์ทำได้อย่างไร?

มองผลกระทบจากไมโครพลาสติกในปลาทูที่มีต่อมนุษย์

ภาพถ่ายปลาทูวางจำหน่ายบนเข่งที่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Short_mackerel ปัญหา ไมโครพลาสติก ในอาหารคือผลกระทบโดยตรงถึงมนุษย์จากการใช้พลาสติกกันอย่างไม่บันยะบันยัง เปรียบได้กับการนำสิ่งแปลกปลอมและสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ทันได้รู้ตัว เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่เฟซบุ๊กของ ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จังหวัดตรัง เผยแพร่รายงานเรื่อง การศึกษา ไมโครพลาสติก ในปลาทู บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง จากการเก็บตัวอย่างปลาทูจากท่าเรือบริเวณหาดเจ้าไหม เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติกจากการกินอาหารของปลาทู โดยวิธีการผ่าพิสูจน์และตรวจสอบพบว่า มีไมโครพลาสติกในกระเพาะของปลาทูในลักษณะที่เป็นเส้นใย แท่งสีดำ และกลิตเตอร์ ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเดียวกับที่มนุษย์โลกกำลังเผชิญ คือเรื่องการพบไมโครพลาสติก หรือพลาสติกจิ๋ว ปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมที่เป็นอาหารของมนุษย์ และถ้ามนุษย์บริโภคอาหารที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนในปริมาณที่มากก็จะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สัตว์ประเภทต่างๆ หรือพืชที่บริโภคไมโครพลาสติกจิ๋วเข้าไปก่อนหน้าเรานี้ ย่อมได้รับผลกระทบจากไมโครพลาสติกที่มนุษย์เป็นผู้ผลิต ทั้งผลกระทบต่อร่างกาย ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ และส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ก่อนที่ผลกระทบของไมโครพลาสติกจะมาจบลงที่ตัวมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าอนุภาคพลาสติกคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารของเราเอง ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย)  ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว ผลกระทบต่อไมโครพลาสติกที่มีต่อร่างกาย อาจมีผู้คนสงสัยว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพลาสติกอยู่ในร่างกายของเรา มันจะเข้าสู่กระแสเลือดไหม จะซึมผ่านเข้าไปในลำไส้ […]