เขื่อนแม่น้ำโขง ขนาดใหญ่กำลังทำให้เหล่าปลายักษ์แม่น้ำโขงเสี่ยงสูญพันธุ์

เขื่อนแม่น้ำโขง ขนาดใหญ่กำลังทำให้เหล่าปลายักษ์แม่น้ำโขงเสี่ยงสูญพันธุ์

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความพยายามการสร้าง เขื่อนแม่น้ำโขง ในประเทศลาวและตามพื้นที่ใกล้เคียงมีผลกระทบต่อปลายักษ์และเสี่ยงต่อวิกฤตการสูญพันธุ์หลายชนิด รวมถึงปลาบึก

 ธารน้ำโขงที่ไหลผ่านเมืองหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกยูเนสโกอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสานในประเทศลาว เคยเป็นจุดผ่านไปยังแหล่งสืบพันธุ์ของเหล่าปลายักษ์ในแม่น้ำอย่างปลายี่สก ปลาสวาย และปลาบึก ปัจจุบันเราแทบไม่พบเห็นปลาเหล่านี้ สาเหตุหนึ่งมาจากการจับปลาเกินขนาดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์หลายรายยังคงมีหวังในเรื่องการฟื้นตัวของสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ การประมงขนาดเล็กและวิถีอนุรักษ์อื่นๆอาจนำไปสู่การฟื้นตัวจากวิกฤตการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ตราบใดที่แม่น้ำโขงทางตอนใต้ของจีนยังไม่ถูกกั้นโดยเขื่อน

ทว่า ความหวังนี้อาจดูเลือนลางเมื่อลาวมีแผนก่อสร้างเขื่อนแห่งใหม่บนธารน้ำโขงสายหลักขึ้นถึง 10 จุด หนึ่งในโครงการสร้างเขื่อนดังกล่าวคือโครงการ Nam Sang  ซึ่งเป็นโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำขนาดยักษ์ที่จะสร้างบนทางต้นน้ำของหลวงพระบาง

รัฐบาลคอมมิวนิสต์ลาวพยายามสร้างตัวเองให้เป็นแบตเตอรี่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยการสร้างเขื่อนตามแนวของแม่น้ำโขงในหลายๆ จุด ด้วยความคาดหวังว่าเขื่อนใหม่ๆ เช่น Nam Sang ที่จะสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2570 จะสร้างรายได้จากการขายพลังงานให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย

“ถ้าโครงการสร้างเขื่อนเหล่านี้ดำเนินการต่อไป สายธารแม่น้ำโขงที่เคยเป็นแหล่งสืบพันธุ์ให้กับเหล่าปลายักษ์ จะถูกตัดเป็นส่วนๆ” เซ็บ โฮแกน นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และนักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเนวาดา เรโน (University of Nevada, Reno) ผู้ทำการศึกษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงมากว่าสองทศวรรษกล่าวและเสริมว่า “นี่อาจเป็นจุดจบของปลาที่ต้องอาศัยแม่น้ำตามธรรมชาติในการดำรงชีวิต”

แม่น้ำโขง, ปลาแม่น้ำโขง, เขื่อนแม่น้ำโขง
ชาวประมงล่องเรือบนแม่น้ำโขงทีมีระดับน้ำลดลง ซึ่งเป็นผลจากเขื่อนต้นน้ำในประเทศลาวและภัยแล้ง รูปภาพโดย LILLIAN SUWANRUMPHA/AFP จาก GETTY IMAGES

กลุ่มเปโตรเวียตนาม (PetroVietnam) ผู้พัฒนาโครงการ Nam Sang ชาวเวียดนามปฏิเสธให้ความเห็นกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เกี่ยวกับโครงการและผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่ามีการสร้างที่พักให้กับคนงานแล้ว แต่การก่อสร้างเขื่อนยังไม่เริ่มต้น

นอกเหนือไปจากแม่น้ำโขงแล้ว ปลาใหญ่ ปลาโลมา จระเข้ และสิ่งมีชีวิตน้ำจืดนานาชนิดต่างกำลังถูกคุกคามจากสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำทั้งที่กำลังวางแผนและกำลังก่อสร้างกว่า 3,400 โครงการทั่วโลก โครงการเหล่านี้ส่วนมากอยู่บนแม่น้ำเขตร้อนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ วารสาร Biological Conservation เผยแพร่การศึกษาที่นำโดย Fengzhi He นักนิเวศวิทยาน้ำจืดแห่งศูนย์ระบบนิเวศและประมงน้ำจืดไลป์นิซ ประเทศเยอรมนี ซึ่งค้นพบว่าเขื่อนในที่ต่างๆ เหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อเหล่าสัตว์น้ำขนาดใหญ่แตกต่างกันออกไป “การสร้างเขื่อนจะทำให้การดำรงชีวิตของสัตว์น้ำจืดหลายสายพันธุ์ไม่แน่นอน” He กล่าว

โฮแกนผู้ร่วมทำการศึกษากล่าวเพิ่มว่า “มันเป็นกรณีเดียวกับที่พบตามแม่น้ำในเขตร้อนแห่งอื่นๆ อย่างเช่นแม่น้ำแอมะซอนและคองโก  แต่แม่น้ำโขงเป็นตัวอย่างชัดเจนของปัญหานี้ สิ่งมีชีวิตที่โดดเด่นที่สุดจำนวนหนึ่งกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์จากการเร่งสร้างเขื่อนโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ”

อดีตของแม่น้ำโขง

สัตว์น้ำจืดขนาดยักษ์ (Freshwater megafauna) ได้รับการนิยามไว้คร่าวๆ ว่าเป็นสัตว์ที่โดยทั่วไปมีน้ำหนักมากกว่า 30 กิโลกรัม กำลังตกเป็นสิ่งมีชีวิตเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดด้วยจำนวนประชากรสัตว์ทั่วโลกที่ลดลงฉับพลันกว่าร้อยละ 90 ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2513 ซึ่งนับเป็นสองเท่าของการสูญเสียประชากรสัตว์มีกระดูกสันหลังบนบกหรือในมหาสมุทรจากการศึกษาในปี พ.ศ. 2562 โดย Global Change Biology  มลพิษ เขื่อน และการจับปลาเกินขนาดทำให้ปลาใหญ่อย่างปลาสเตอร์เจียน ปลาแซลมอนหรือปลาบึกที่อยู่ตามซีกโลกเหนือลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

เส้นทางแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านหกประเทศเป็นสถานที่ที่พบสายพันธุ์ปลายักษ์ได้มากกว่าแม่น้ำอื่นๆบนโลก แต่สายพันธุ์ยักษ์ที่ว่าเหล่านี้ต่างได้รับการระบุสถานะให้เป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ไปทั้งหมด โดยตัวโฮแกนเองก็ไม่เห็นปลาบึกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 แล้ว

ปลาบึก, ชาวลาว, คนลาว, ลาว
ผู้คนกำลังชื่นชมเจ้าปลาบึกยักษ์ที่ตกจากแม่น้ำโขงใน พ.ศ. 2529 รูปโดย ROBERT NICKELSBERG/GETTY IMAGES

ที่ผ่านมา แรงกดดันจากนักอนุรักษ์เคยช่วยยับยั้งนโยบายการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงแบบที่จีน โดยในตอนนี้ เหล่านักอนุรักษ์หวังว่าการสร้างเขื่อนใหม่ๆ จะทำตามรูปแบบของเขื่อนในลาว 2 แห่งที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศในระดับที่ต่ำกว่า

เขื่อนแรกคือเขื่อน Don Sahong ที่อยู่บนจุดที่แม่น้ำโขงแยกร่องน้ำไปเป็นหลายทาง ทำให้ปลามีเส้นทางอ้อมเขื่อน อีกแห่งคือเขื่อนไซยะบุรีซึ่งทุ่มเงินมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวหนึ่งหมื่นล้านบาท) เพื่อทำเส้นทางให้ปลาผ่าน เช่นการติดตั้ง “บันได” ให้ปลาสามารถผ่านได้

Lee Baumgartner นักนิเวศวิทยาปลาน้ำจืดที่มหาวิทยาลัยชาร์ล เสติร์ท (Charles Sturt University) ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย ผู้ศึกษาผลกระทบของเขื่อนในแม่น้ำโขงหวังว่า “การลงทุนกับเขื่อนไซยะบุรีจะเป็นมาตรฐานหลักให้เขื่อนอื่นๆ ในอนาคตว่าต้องให้ทำได้ดีเท่ากันหรือยิ่งกว่า แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่เลยสักนิด”

อุปสรรคในการอพยพ

ตัวอย่างที่อาจเด่นที่สุดของผลกระทบต่อปลายักษ์ของเขื่อนอาจเป็นครั้งที่นักวิจัยประกาศว่าปลาฉลามปากเป็ดจีน (Chinese paddlefish) ซึ่งสามารถเติบโตได้ถึงขนาด 7 เมตร ได้สูญพันธุ์แล้วในปี พ.ศ. 2562 แม้การจัยปลาเกินขนาดจะเป็นปัญหา แต่นักวิทยาศาสตร์สรุปสาเหตุว่ามาจากเขื่อนเกอโจวปาที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2523 บนแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นการตัดทางไปยังแหล่งสืบพันธุ์บนต้นน้ำของปลา

นอกจากจะขัดขวางการว่ายน้ำของปลา เขื่อนอาจเปลี่ยน “ธรรมชาติเดิม” ของน้ำที่ปลาใช้เป็นสัญญานในการหาอาหารและสืบพันธุ์ พลวัตน้ำหลาก (Flood pulse) ของแม่น้ำโขงในฤดูฝนสามารถเพิ่มระดับน้ำได้สูงถึง 12 เมตร แต่ช่วงปีที่ผ่านมา วงจรที่ขาดความต่อเนื่องนี้เป็นผลมาจากภัยแล้งรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและการกักน้ำของเขื่อนจีน ตามข้อมูลดาวเทียมจาก Stimson Center และข้อมูลเดียวกันยังได้แสดงให้เห็นว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ระดับการหมุนเวียนน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

ปลาบึก, แม่น้ำโขง, เขื่อนแม่น้ำโขง
ปลาบึกแม่น้ำโขงซึ่งกำลังอยู่ภาวะใกล้เสี่ยงสูญพันธุ์อย่างยิ่ง ซึ่งกำลังอยู่บนเรือของชาวประมงลำนี้ คือหนึ่งในปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย ZEB HOGAN/WWF CONSERVATION SCIENCE FELLOW/NATIONAL GEOGRAPHIC EMERGING EXPLORER

Aaron Koning นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และนักนิเวศวิทยา มหาวิทยาลัยเนวาดา เรโน ที่เคยร่วมงานกับโฮแกนกล่าวว่า “ปลาวิวัฒนาการมาเพื่อย้ายถิ่นเมื่อเริ่มมีพลวัตน้ำหลาก ความแปรปรวนของกระแสน้ำอาจทำให้ปลาอพยพไปเจอช่วงที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับลูกปลา”

“ด้วยเหตุนี้ เขื่อนจะส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ปลาแม่น้ำโขงในปัจจุบันเท่านั้น แต่รวมถึงในอนาคตด้วย” เขากล่าว

สถานการณ์อันยากลำบากของเหล่าโลมา

หากทั้ง 3,400 โครงการเขื่อนที่มีการเสนอขึ้นถูกดำเนินการ จะมีแม่น้ำกว่า 600 สายที่ยาวกว่า 97 กิโลเมตร จะไม่สามารถไหลได้ตามธรรมชาติ (free-flowing river) การศึกษาพบว่าปลาน้ำจืดใหญ่หลายชนิดมักย้ายถิ่นฐานอยู่เสมอและความสามารถในการเคลื่อนตัวตามกระแสแม่น้ำธรรมชาตินั้นจำเป็นต่อความอยู่รอด สัตว์เหล่านี้รวมถึงโลมาและฉลามอิรวดีในแม่น้ำอิรวดีประเทศเมียนมาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เช่นกัน

ลุ่มน้ำแอมะซอนซึ่งเป็นแม่น้ำที่อุดมไปด้วยสัตว์หลากสายพันธุ์ที่สุดในโลก มีเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำกว่า 400 เขื่อนตามแม่น้ำสายย่อยหลายจุด ความน่ากังวลอยู่ที่โลมาแม่น้ำสองชนิดที่พึ่งได้รับการระบุให้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์คือโลมาตูคูซีและโลมาแม่น้ำอเมซอน

แม้โลมาในแม่น้ำจะไม่ย้ายถิ่นฐานแบบปลาใหญ่ชนิดอื่น แต่โลมาอาศัยการย้ายถิ่นของปลาชนิดอื่นในการหาอาหาร เขื่อนยังอาจล้อมกรอบปลาโลมาให้อยู่อาศัยเป็นจำนวนน้อยซึ่งนำไปสู่การผสมพันธุ์เลือดชิด (Inbreeding) ทำให้เกิดการลดความหลากหลายของยีน

โฮแกนเตือนว่า “นี่เป็นกระบวนการการสูญพันธุ์ หากในอนาคตยังมีเขื่อนถูกสร้างในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงก็จะยิ่งแย่ไปอีก” เขาหวังว่าเขาจะไม่ต้องรับรู้ถึงการสูญพันธุ์ของปลาบึกในแม่น้ำโขงและสัตว์ในแม่น้ำอื่นๆ แม้ความหวังจะดูริบหรี่ แต่ก็มีตัวอย่างให้เห็นจากการชะลอโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงเป็นเวลา 10 ปีของประเทศกัมพูชาอยู่

เรื่อง STEFAN LOVGREN

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม วิถีชาวลาวที่ (อาจ) สูญสลายไปกับการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง

เรื่องแนะนำ

ต้นไม้ 5,000 ปี อายุมากสุดในโลก จะรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่

เหล่าสนบริสเทิลโคน (Bristlecone pines) ในภาคตะวันตกของสหรัฐมีอายุยืนยาวมาเกือบ 5,000 ปี แต่สนไซเปรสปาตาโกเนีย (Patagonian cypress) ที่เพิ่งถูกค้นพบได้ท้าทายสถิติความเก่าแก่ของมัน อุทยานแห่งชาติเกรตเบซิน – หลายพันเมตรเหนือทะเลทรายเนวาดา ในมุมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเห็นบ่อยนัก เกรตเชน เบเคอร์ นักนิเวศวิทยาประจำอุทยานขึ้นไปเกือบถึงยอดของเมาต์วอชิงตันและยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดู ใกล้ๆ ที่ด้านล่างนั้นเอง หนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยาวนานที่สุดในโลกงอกขึ้นมาจากหินปูน สาเหตุหนึ่งที่สนบริสเทิลโคนที่เกรตเบซินซึ่งมีลำต้นสีซีดและบิดเบี้ยวดั่งเชือกจากการเผชิญลมและฝนกรรโชกมานานหลายศตวรรษเหล่านี้เจริญงอกงามในบริเวณแห่งนี้ได้ คือการที่แทบไม่มีสิ่งอื่นที่ทำสิ่งเดียวกันนี้ได้ที่ระดับความสูงเกือบ 3,353 เมตรตามแนวทิวเขาสเนคอันขรุขระในมลรัฐเนวาดา ที่ตรงนี้ไม่มีหญ้า ไม่มีพุ่มไม้ มีศัตรูพืชเพียงน้อยนิด ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีผู้คนก่อไฟป่า และไม่มีต้นไม้ใกล้ๆ มาแพร่จุลชีพก่อโรค เมื่อไม่มีสิ่งใดมาฆ่าพวกมัน อสูรกายยุคดึกดำบรรพ์เหล่านี้จึงอยู่ตามลำพังมาเนิ่นนาน และทำในสิ่งที่ทำเรื่อยมา คือการกับเก็บน้ำในใบรูปหนามที่มีชีวิตได้นานหลายทศวรรษและเพิ่มความหนาให้ลำต้นไปทีละเล็กละน้อย ต้นไม้เหล่านี้เติบโตอย่างเชื่องช้าจนมีความหนาเกินกว่าที่ด้วงและโรคต่างๆ จะทำอันตรายได้ สนบริสเทิลโคนบางต้นอยู่รอดโดยวิธีดังกล่าวตั้งแต่ก่อนมีการสร้างพีรามิดที่กีซาเสียอีก นั่นรวมถึงเมธูเสลาห์ ต้นบริสเทิลโคนซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่มีการบันทึกไว้  ในทิวเขาไวท์เมาน์เทนส์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย หากอิงจากข้อมูลของวงปี สนต้นนี้มีอายุถึง 4,853 ปี เหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ด้วยวิธีนี้ทำให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุมากที่สุดในโลก แต่ข้อถกเถียงดังกล่าวซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักวิจัยชาวชิลีผู้หนึ่งใช้วิธีการที่ใช้กันไม่บ่อยนักในการคำนวณอายุต้นไม้อีกสายพันธุ์หนึ่ง คือต้นไซเปรสปาตาโกเนีย (Patagonian cypress) หากการคำนวณถูกต้อง […]

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้ “เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้ การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for […]

ทีมอาสาสมัครดำน้ำเก็บเศษแห-อวนทิ้งร้างในทะเลแห่งนิวซีแลนด์

ความยั่งยืนคือประเด็นที่โลกแฟชั่นจำเป็นต้องเดินตาม และแบรนด์หรูอย่างปราดา (Prada) ก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้ผ่านโครงการ “ใช้ไนลอนอีกครั้ง” (Re-Nylon Project) ซึ่งปราดาร่วมมือกับโครงการอัพไซเคิล (Upcycle – การเปลี่ยนวัสดุที่ไม่ใช้แล้วให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม) ทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนเศษผ้าเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต ตั้งแต่พรมเก่าไปจนถึงแหตกปลา ให้เป็นสินค้าใหม่อีกครั้ง ร็อบ วิลสัน ตรวจดูนาฬิกาดำน้ำและพยุงตัวขึ้นยืนในชุดดำน้ำที่ดูรุงรัง พร้อมถังออกซิเจน 2 ใบติดอยู่กลางหลัง คู่หูของเขาลงไปรออยู่ในน้ำก่อนแล้ว มีอาสาสมัคร นักดำน้ำฟรีไดเวอร์อยู่บนผิวน้ำสองคนเพื่อคอยจับตาดูสิ่งต่างๆ ส่วนนักดำน้ำสกูบาอีก 2 คนจะดำน้ำเอาเศษซากแหหรืออวนที่อยู่ลึกลงไปในมหาสมุทรราว 14 เมตรขึ้นมา พวกเขาต้องทรงตัวให้มั่นท่ามกลางกระแสน้ำใหญ่ที่ไหลสู่มหาสมุทรใต้ (South Ocean Water) วิลสันเป็นผู้ดำเนินโครงการ Ghost Fishing New Zealand (GFNZ) องค์กร อาสาสมัคร ในเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งอุทิศตัวในการเก็บแหหรืออวนที่ถูกทิ้งและเศษซากอื่นๆบริเวณน่านน้ำชายฝั่ง เขาและทีมมุ่งทำภารกิจเก็บแหอวนเหล่านี้ในช่วงสุดสัปดาห์ ตามรายงานการพบเห็นแหและอวนจับปลาเหล่านี้ของนักดำน้ำหรือเรือ 45 นาทีถัดมา วิลสันและทีมของเขาก็ขึ้นมาที่ผิวน้ำ ดึงแหหนักอึ้งที่เต็มไปด้วยโคลน สัตว์จำพวกกุ้ง ปู ดาวทะเล เพรียงหัวหอม และโครงกระดูกของสัตว์ที่ติดกับแหที่ทำจากไนลอนอย่างดี […]

Prato เมืองเล็กในอิตาลี ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนด้วยการรีไซเคิลเสื้อผ้าจากทั่วโลก

Prato เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของอิตาลี ถูกขนานนามว่าเมืองหลวงแห่งการรีไซเคิลเสื้อผ้าจากแฟชั่นเหลือใช้ ด้วยธุรกิจสิ่งทอรีไซเคิลกว่า 3,500 แห่ง สร้างเม็ดเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ ค.ศ. 2000 ถึง ค.ศ. 2015 ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นหนึ่งในห้า การผลิตเสื้อผ้าก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตามรายงานของมูลนิธิ Ellen MacArthur โดยเป็นผลจากการเกิดขึ้นของ ‘Fast Fashion’ หรือรูปแบบการผลิตเสื้อผ้าที่เน้นความรวดเร็ว ในราคาต่ำที่สุด เพื่อให้ผู้ซื้อไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จะใส่แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วทิ้งไปซื้อตัวใหม่ต่อไป ในแต่ละปีมีเสื้อผ้าถูกผลิตขึ้นบนโลกมากกว่า 150,000 ล้านชิ้น กระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงประมาณ 1.2 พันล้านตันในทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่า Carbon Footprint ของเที่ยวบินระหว่างประเทศและขนส่งทางทะเลรวมกัน นอกจากนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอยังเป็นตัวการสร้างน้ำเสียถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากอุตสาหกรรมทั้งหมดในโลก ไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้นที่ทำให้เกิดความเสียหาย การทิ้งเสื้อผ้าสิ่งทอก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งกว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอถูกจัดให้เป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก (รองจากอุตสาหกรรมน้ำมัน) ด้วย ‘วัฒนธรรมใส่แล้วทิ้ง’ ของเราที่เพิ่มมากขึ้น แต่ละปีจึงมีเสื้อผ้าสภาพดีจำนวนมหาศาลถูกทิ้งขว้าง ทั้งที่เพิ่งถูกสอยลงจากราวแขวนในห้างสรรพสินค้าได้ไม่นาน ผลพวงจากกระบวนการทิ้งเสื้อผ้ามหาศาลนี้ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.3 […]