สำรวจโลก : เพราะ น้ำคือชีวิต - National Geographic Thailand

สำรวจโลก: เพราะน้ำคือชีวิต

สำรวจโลก: เพราะ น้ำคือชีวิต

จากอินเดียถึงโบลิเวีย ผู้หญิงคือคนที่รู้ดีที่สุดว่า ครอบครัวของเธอต้องใช้นํ้ามากน้อยเท่าไร…

เมื่อแอชลีย์ กิลเบิร์ตสัน ช่างภาพ นั่งคุยกับสมาชิกครัวเรือนในหกประเทศเพื่อบันทึกภาพการเข้าถึงแหล่งนํ้าให้กับองค์การยูนิเซฟ เขาจะถามถึงปริมาณนํ้าที่ครัวเรือนหนึ่ง ๆ ใช้ในแต่ละวันจากนั้นจะนำนํ้าปริมาณดังกล่าวจากแหล่งนํ้าในท้องถิ่นมาใส่ลงในถังพลาสติกเพื่อถ่ายภาพ

แม้ว่าผู้เป็นภรรยาและลูกสาวจะเป็นคนไปตักนํ้ามาใช้ในครัวเรือน แต่สามีหรือพ่อมักเป็นคนตอบก่อนเสมอ “ผู้ชายมักไม่ค่อยรู้หรอกครับว่า การไปหานํ้าหรือตักนํ้ามาน่ะยากแค่ไหน หรือว่าจะต้องใช้นํ้าเท่าไร” กิลเบิร์ตสันเล่า “ผมจะบอกว่า ‘ขอคุยกับภรรยาคุณดีกว่านะครับ’ แล้วเธอก็หัวเราะ”

สถิติว่าด้วยน้ำ : 220 ลิตรต่อวันสำหรับครอบครัวสะเคอร์ ในอินเดีย

ความไม่เท่าเทียมกันของความรับผิดชอบในการทำงานบ้านนี้สอดคล้องกับข้อมูลจาก Water.org ที่ระบุว่า ผู้หญิงและเด็กทั่วโลกจะใช้เวลารวมกันถึง 125 ล้านชั่วโมงในการไปตักนํ้าในแต่ละวัน “นํ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพสูงมากค่ะ” เลสลีย์ โพรีส์ ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรสถาบันของ Water.org บอก “ในสังคมที่มีนํ้าใช้เพียงบางเวลาของวัน เวลาทั้งหมดของวันนั้นจะหมดไปกับการหานํ้ากินนํ้าใช้” เธอเสริมว่า “หน้าที่นี้กลายมาเป็นอุปสรรคกีดขวางต่อการไปทำงาน หารายได้ หรือการไปเรียนหนังสือของผู้หญิง”

สถิติว่าด้วยน้ำ : 60 ลิตรต่อวันสำหรับครอบครัวมะฮามาดูในไนเจอร์

กิลเบิร์ตสันยังอยากถ่ายรูปการใช้นํ้าในประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านในนิวยอร์ก เขาจึงตัดสินใจใช้ตัวเองเป็นแบบ เขากับภรรยาเริ่มบันทึกการใช้นํ้าของครอบครัว คิดแล้วเท่ากับวันละ 1,000 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ทำให้ทั้งคู่ “อึ้ง” จากนั้นก็ถ่ายรูปกับถังนํ้า “แค่ผมเปิดก๊อก นํ้าก็ไหลออกมาแล้ว” กิลเบิร์ตสันบอก “พอคุณได้ทำงานกับคนที่ต้องไปตักนํ้ามาใช้ คุณก็จะเริ่มเห็นคุณค่าของทรัพยากรนั้น คุณรู้สึกได้ จริง ๆ ว่านํ้านั้นเป็นสิ่งที่หนักครับ”

เรื่อง นีนา สตรอคลิก

สถิติว่าด้วยน้ำ : 1,000 ลิตรต่อวันสำหรับครอบครัวกิลเบิร์ตสันในนิวยอร์ก

 

 

อ่านเพิ่มเติม

สัตว์เหล่านี้ดื่มน้ำด้วยวิธีแปลกๆ

เรื่องแนะนำ

สุนทรพจน์โลกร้อนอันน่ากังวลของเกรียตา กับท่าทีอันแตกต่างจากบรรดาผู้นำประเทศ

พวกคุณกล้าดียังไง เป็นคำพูดส่วนหนึ่งในสุนทรพจน์สะเทือนโลกที่ เกรตา ทูนแบร์ก เยาวชนนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ปลุกให้คนทั้งโลกกลับมาคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แต่บรรดาผู้นำประเทศจะคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่ เกรตา ทูนแบร์ก เด็กสาวชาวสวีเดน วัย 16 ปี นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังระดับโลก ที่มีชื่อเสียงมาจากการหยุดเรียนทุกวันศุกร์เพื่อประท้วงให้รัฐบาลบ้านเกิดแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนอย่างจริงจัง และกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวทั่วโลก (รวมทั้งประเทศไทย) เดินขบวนเรียกร้องในเรื่องเดียวกันนี้เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา (อ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นการต่อสู้เรียกร้องของเธอได้ที่นี่) กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และเนื้อหาที่พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนรุ่นเธอ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลก กำลังวิตกกังวลและรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน และพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้นำโลกอย่างจริงจัง ฉันไม่ควรไม่อยู่ที่นี่ ฉันควรกลับไปเรียนหนังสือในโรงเรียนที่อีกฝั่งของมหาสมุทร แต่พวกคุณยังให้ความหวังกับเยาวชนอยู่ พวกคุณกล้าดียังไง! พวกคุณขโมยความฝันและช่วงเวลาวัยเด็กของฉันด้วยคำพูดกลวงๆ แต่อย่างน้อยฉันเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี ยังมีคนอีกมากที่ต้องทรมาน พวกเขากำลังจะตาย ระบบนิเวศกำลังพังทลาย พวกเรากำลังเริ่มการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ พวกคุณเอาแต่พูดเรื่องเงินทอง เล่าเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอันเป็นนิรันดร์ คุณกล้าดียังไง! นอกจากนี้ เกรตายังพูดถึงการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆ จากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว แต่บรรดานักการเมืองกลับมองไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนเธอไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาได้จริง และมองว่า ผู้ใหญ่เหล่านี้ […]

โลกร้อนทำให้เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ทวีความรุนแรง

พายุบางลูกเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่บางลูกเกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่ที่แน่ๆ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้น กำลังทวีความรุนแรงของพายุที่เกิดให้มากขึ้นตาม

ปลาพลวง ถั่วฝักยาว หรือ เสือโคร่งแห่งสายน้ำ

ปลาพลวง อาจจะเป็นปลาที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักเพียงว่าเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามน้ำตก รอคอยกินถั่วฝักยาวหรืออาหารปลาที่นักท่องเที่ยวโยนลงไปให้ แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านปลาน้ำจืดทั่วโลก ปลาพลวง เป็นมากกว่านั้น พวกมันมีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ปลาแซลมอน และบางพื้นที่ถึงกับเรียกปลาพลวงว่า “เสือโคร่งแห่งสายน้ำ” เลยทีเดียว รอบกองไฟที่อบอุ่นท่ามกลางความหนาวเย็นริมน้ำเงา ผมเอ่ยถามจูลี คลัสเสน นักวิจัยเรื่องปลาจากมูลนิธิอนุรักษ์ปลา (Fisheries Conservation Foundation) ว่า “ทำไมต้องเป็นมาห์เซียร์ครับ ทำไมไม่เป็นปลาอื่นอย่างปลาคัง ปลาสวาย หรือปลาอะไรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจกว่านี้ครับ” มาห์เซียร์คือชื่อภาษาฮินดีที่ใช้เรียกปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กระจายพันธุ์อยู่มากทางตอนเหนือของอินเดีย ปลาชนิดนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาในฐานะปลาเกมชั้นดีเมื่อนักตกปลาชาวอังกฤษได้สำรวจเจอ ปลาชนิดนี้อยู่ในสกุล Tor ต่อมาก็ได้มีการใช้คำว่ามาห์เซียร์กับปลาในสกุล Neolissochilus ไปด้วย ในเมืองไทยเรามีปลาในกลุ่มมาห์เซียร์ อยู่ 2 ชนิดคือ ปลาพลวง (Neolissochilus) และปลาเวียน (Tor) ใช่ครับ ปลาที่คนส่วนใหญ่เคยเห็นตามน้ำตกเมื่อมีคนให้อาหาร หรือว่ายมากินถั่วฝักยาวจากมือนั่นละครับ จูลีอธิบายให้ฟังว่า วงการนักวิทยาศาสตร์ทางด้านปลาให้ความสนใจมาห์เซียร์ เป็นเพราะสามเหตุผลคือ มาห์เซียร์นั้นเป็นอาหารที่สำคัญของผู้คนที่อาศัยอยู่กับสายน้ำ มาห์เซียร์เป็นปลาที่มีคุณค่าในทางกีฬาตกปลาที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศ และที่สำคัญที่สุด มาห์เซียร์เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในลำน้ำใสสะอาดและมีการย้ายถิ่นตลอดลำน้ำ ขึ้นไปวางไข่ที่ต้นน้ำเหมือนปลาแซลมอน ทำให้การอนุรักษ์ปลามาห์เซียร์ส่งผลไปถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งลำน้ำ “แม่น้ำเงาเป็นแม่น้ำสายเดียวของลุ่มน้ำสาละวินที่ยังคงใสสะอาด” ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ซึ่งทุ่มเทให้กับการวิจัยและการอนุรักษ์ปลาน้ำจืดในภาคเหนือ บอก […]

ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะการงดแจกถุงพลาสติกอย่างเดียวอาจไม่พอ

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP แม้ประเทศไทยจะดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ งดแจกถุงพลาสติก ให้กับประชาชน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องทำควบคู่ไปกับระบบคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพ จึงจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยเริ่มดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้องดแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้า และขอความร่วมมือให้ลูกค้านำถุงผ้าหรือภาชนะอื่นๆมาใส่สิ่งของเอง เพื่อตั้งเป้าลดปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังเอาจริงเอาจังเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติก นโยบายดังกล่าวนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้ามานานนับแรมเดือน หลังวันเริ่มดำเนินนโยบายก็มีเสียงตอบรับทั้งในแง่บวกและแง่ลบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมองในแง่บวกว่า หลังผ่านไปสักระยะ ประชาชนจะสามารถปรับตัวและให้ความร่วมมือกับนโยบายนี้ได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านโยบายนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบรรเทาปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะนอกจากการแจกถุงพลาสติกตามร้านค้ารายย่อยหรือตลาดสดที่ยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญปัญหาจากขยะพลาสติก (รวมไปถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นขยะอันตราย) องค์การกรีนพีซ องค์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ได้ออกรายงานระบุว่า ประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นแหล่งนำเข้าขยะพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วจากประเทศพัฒนาแล้วเป็นปริมาณมาก ซึ่งในปี 2561 กลุ่มประเทศอาเซียนนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2,265,962 ตัน คิดเป็นร้อยละ 27 จากทั่วโลก โดยมาเลเซียนำเข้าขยะ 872,797 […]