พลังของมนุษยชาติ - National Geographic Thailand

พลังของมนุษยชาติ

โลกของเราเต็มไปด้วยความงดงาม แต่ขณะเดียวกันก็ทรงไว้ซึ่งพลานุภาพอันยิ่งใหญ่

มีพลังทางธรรมชาติหลายอย่างที่สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวง การทำลายล้าง และความพินาศย่อยยับ พลังที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้

แต่สำหรับทุกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ก็มีพลังหนึ่งที่ทรงพลานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือ… จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ทอแสงอยู่ในชุมชนท้องถิ่น มีคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนแปลกหน้าที่ประสบอุทกภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้ไม่เกรงกลัวความตายเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากซากปรักในเหตุแผ่นดินไหวหรือเจ้าหน้าพิทักษ์ป่าที่ต้องต่อกรกับไฟที่โหมกระหน่ำและเผาผลาญทุกสิ่งในเส้นทางยังมีที่อีกแห่งหนึ่งที่คุณยังสามารถพบหรือสัมผัสกับพลังนี้ได้ แม้พายุจะพัดผ่านไปแล้ว

นั่นคือชุมชนของนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และนักสำรวจนานาชาติ ที่เพียรพยายามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจในทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ เพื่อทำนาย เตรียมความพร้อม และช่วยให้พวกเรารอดชีวิตในปรากฏการณ์ทำลายล้างต่างๆ ความรู้ที่พวกเขาสั่งสม เรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า คอยย้ำเตือนให้พวกเรารู้เสมอว่ายังมีพลังอีกอย่างในธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ในโลกของเรา

พลังนั้นยิ่งใหญ่กว่าเฮอร์ริเคน แผ่นดินไหว หรือสึนามิ พลังนั้นคือ…. มนุษยชาติ

 

อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย‘สืบ’ สานงานอนุรักษ์

เรื่องแนะนำ

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]

อนาคตบนเส้นด้ายของ แอนตาร์กติกา

หิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ มองจากด้านบนผิวขรุขระของหิ้งน้ำแข็งปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่ามันกำลังจะหลุดออกจากชั้นน้ำแข็งเดิมที่มีอายุหลายพันปี แผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลโดยรอบคือสาเหตุ และการหลุดออกครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของแผนที่ทวีปแอนตาร์กติกาตลอดไป ด้วยขนาดของหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงลอนดอน 4 เท่า และคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของสาธารณรัฐไซปรัส เกาะบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกานี้มีความหนาราว 2.5 ไมล์ และครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 เท่าของรัฐเท็กซัส รอบๆของพืดน้ำแข็งประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนละลายชั้นน้ำแข็งที่เปราะบางเหล่านี้จนหมด ทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ฟุต “หิ้งน้ำแข็งบริเวณนี้เป็นจุดที่ละลายเร็วที่สุดบนโลก” อีริค ริกนอท นักธรณีวิทยาจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา ของรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว ตัวเขาศึกษาชั้นน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเรดาห์และภาพถ่ายดาวเทียม ริกนอทเชื่อว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็งตะวันตก ในทวีปแอนตาร์กติกานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คำถามคือมันจะใช้เวลานานแค่ไหน 500 ปี หรือน้อยกว่า 100 ปี และมนุษย์เราเองเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร “เราจำเป็นที่จะต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ” เขากล่าว […]

สารเคมีจากพลาสติกและเครื่องสำอางปนเปื้อนในโลมา

พบสารพทาเลท องค์ประกอบที่ใช้ในการผลิตพลาสติก และข้าวของอื่นๆ อีกมากมายปนเปื้อนในร่างกายของโลมาจำนวน 71% ที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวซาราโซตา ด้านผลกระทบต่อสุขภาพยังคงไม่ชัดเจน